Articles
บทความท่องเที่ยว
เรื่องอื่นที่น่าสนใจ
ทะเลสาบดอยเต่า เชียงใหม่
น้ำท่วมอยุธยา
เกาะราชา ภูเก็ต
วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา

ทะเลตรัง (1)
วัดถ้ำเสือ กระบี่
ไร่ถั่ว สระบุรี
 
 
  The Professional Photo Website  :  เวปไซต์ภาพถ่าย เวปไซต์คุณภาพ    Home > Articles > Air Asia 99 Baht  
Air Asia   สายการบินใหม่ สายการบิน Low Cost
 
เที่ยวบินปฐมฤกษ์ของสายการบิน "แอร์เอเชีย" ในราคาประหยัด (Low cost)  ช่วงโปรโมชั่น ราคา  99 บาท เพียง 3 หมื่นที่นั่ง

เที่ยวบินราคาถูกที่สุดในโลก

enlargeถ้าใครติดตามข่าวคราวในเรื่องนี้ คงได้ยินเรื่องสายการบินAir Asia ของมาเลเซียมาทำธุรกิจการบินในประเทศไทย โดยมีกลุ่มชินคอร์ป
ถือหุ้น 40 % ข่าวนี้มาเป็นระยะๆในราวต้นปี 2547 จากนั้นไม่นาน
ก็ปรากฏความชัดเจนมากขึ้น ว่าคนไทยจะนั่งเครื่องบินราคาถูกในอีก
ไม่กี่วันนี้ ราคาอาจจะเพียงครึ่งหนึ่งของสายการบินไทย เป็นราคาแบบ
ประหยัดที่เรียกว่า Low cost ไม่มีการบริการต่างๆบนเครื่องบิน เช่น
อาหาร น้ำชากาแฟ เหมือนที่เคยได้รับบริการจากสายการบินอื่น

บ้างก็ว่าดีที่คนไทยถูกสายภายในประเทศผูกขาดกันมานาน ต่อไป
จะได้มีการแข่งขันราคากันมากขึ้น

ยังไม่ทันได้รู้รายละเอียดเรื่องนี้กันมากนัก ก็มีโฆษณาตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆว่า แอร์เอเชียเปิดเที่ยวบินแล้ว
เป็นเที่ยวปฐมฤกษ์ราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ด้วยค่าเดินทางที่ถูกมาก เพียงเที่ยวละ 99 บาท เป็นอัตราเดียวที่ไป
ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ ภูเก็ต หรือจังหวัดอื่นที่มีสนามบินลง

ข่าวนี้ออกมาครั้งแรกก็งงกันใหญ่ บ้างก็ว่าเป็นหลักการตลาด ที่มักใช้กลยุทธด้านราคาเพื่อให้เกิดการฮือฮา หวือหวา
เป็นการ โปรโมทสายการบินน้องใหม่ บ้างก็ว่าราคาถูกแต่น่าจะมีเงื่อนไขอื่นๆด้วย

ใครได้ยินก็ไม่ค่อยเชื่อนัก เพราะราคาขนาดนี้ อมพระมาพูดก็คงจะไม่มีใครเชื่ออยู่ดี ว่าเป็นไปได้ยังไง

ผมก็คงเหมือนหลายๆคนที่ไม่ค่อยรู้ในรายละเอียดนัก คิดในใจว่า 99 บาท น่าจะเป็นเครื่องล่อให้ติดตามภาคต่อๆไป
มากกว่า แต่เอาเข้าจริงแล้ว มันกลายเป็นเรื่องจริง ใครไม่เชื่อก็ต้องขยี้ตากันหลายครั้งว่าราคานี้ ไม่ได้โม้เหมือนสมรักษ์
แน่นอน

“พี่จะไปหรือเปล่า ภูเก็ต 99 บาท เชียงใหม่ 99 บาท บวกค่าภาษีสนามบิน อีก 150 บาทรวมเป็น 245 บาท
บวก vat 7 % ก็ตก สองห้าสิบกว่าบาท ถ้าพี่จะไปหนูจะจองให้พี่เลย เอาเปล่า ”

เสียงเจ้าผึ้งน้องสาวคนสวย (ของคนอื่น) เจื่อยแจ้วออกปากเชิญชวน ในขณะที่เปิดคอมเข้าเวปไซต์ของสายการบินนี้

“เฮ้ย... เป็นไปได้ไง “ ผมตอบไปด้วยความรู้สึกที่ไม่เชื่อ
“จริงๆนะพี่ ราคานี้จริงๆ หนูไม่ได้โกหก พี่อ่านข่าวหนังสือพิมพ์หรือเปล่า“
เจ้าผึ้งแสดงสีหน้าค่อนข้างจริงจัง ไม่ได้ตีสีหน้ายิ้มๆเหมือนเรื่องอื่นๆที่เคย อำ เราอยู่เป็นประจำ

“ พี่ดูนี่ซิ นี่ไง เค้าดูเที่ยวบินผ่านเวปไซต์ได้เลย เที่ยวไหนว่าง เที่ยวไหนเต็ม ดูได้เลย คนจองกันเยอะละนะ...”
” พี่มีบัตรวีซ่าหรือเปล่า ใช้บัตรตัดบัญชีแทนการจ่ายเงิน”
”หนูไม่มีบัตรวีซ่าเลยจองไม่ได้”

หลังจากที่ซักถามกันอย่างละเอียดแล้ว ก็เชื่อแน่ว่า เจ้าผึ้ง ไม่ได้โกหกแน่

ว่าแล้วก็รีบดูตารางวันเดินทางทันที เพราะช้าอาจหมด และเป็นเที่ยวบินให้จองได้เฉพาะวันธรรมดาเท่านั้น ส่วนวันหยุด
จะขายเต็มราคา

ผมตัดสินใจเลือกไปภูเก็ตเพราะมีธุระบางอย่างคั่งค้างอยู่ที่นั่น อาจมีโปรแกรมเที่ยวนิดหน่อยในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 2
–3 วัน วันนั้นเลยจอง 2 ที่ ไปกับลูกชายคนเล็ก

การจองเที่ยวบินก็เพียงแค่แจ้งเลขที่บัตรเครดิตและบัตรประชาชน เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลของบริษัท วันนั้นจองได้
เฉพาะเที่ยวจากภูเก็ตมากรุงเทพ ส่วนจากกรุงเทพไปภูเก็ตในช่วงเวลานั้นเต็มหมดแล้ว

เห็นเจ้าผึ้งต่อสายพูดคุยกับเจ้าหน้าที่แผนกจองตั๋ว พร้อมนั่งจดข้อความลงกระดาษ
เที่ยวบินที่ FD101 สายการบิน Air Asia
รหัส N......... (ตามที่ได้มา)
ออกจากภูเก็ต 12.50 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 ถึงกรุงเทพเวลา 14.10 น.
เช็คอินก่อนเวลา 1 ชั่วโมง

เจ้าผึ้งจดใส่กระดาษใบเล็กๆให้ผมมา บอกว่าอย่าให้หาย ตอนเช็คอินก็บอกรหัส และนำหลักฐานบัตรประชาชนไปด้วย
เพราะเค้าต้องตรวจสอบกับข้อมูลที่เราแจ้งไว้ และห้ามเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้นโดยเด็ดขาด บอกว่าตอนนี้ได้ตัดบัญชี
บัตรวีซ่าเรียบร้อยแล้ว 2 ที่นั่งเป็นเงินห้าร้อยกว่าบาท

เป็นอันว่าผมต้องเก็บเศษกระดาษเล็กๆใบนั้นติดตัวไว้ เปรียบเสมือนเป็นสิ่งมีค่าที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ และรอจนถึง
วันที่เดินทาง ยังนึกในใจว่า หากมีปัญหาจนต้องยกเลิกการเดินทาง ก็คงไม่เสียหายมากนัก

            enlarge                enlarge

หลังจากที่จองเรียบร้อยแล้วก็นำเรื่องนี้ไปคุยกับพรรคพวก บอกว่าจองได้ละนะ จะบินจากเกาะภูเก็ตเข้ากรุงเทพในราคา
99 บาท ทำเอาหลายคนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แถมพูดเหน็บแนมแกมเยาะเย้ยอีกต่างหาก เลยกลายเป็นเรื่องตลกโปกฮา
ในวงสนทนากันหลายวัน

“พี่อย่าลืมทำประกันชีวิตด้วยนะ”

”ตั๋วยืนหรือเปล่า”

“อย่าลืมเอาเสื่อไปด้วยนะจะได้มีที่นั่ง”

”เป็นเครื่องบินใบพัดหรือเปล่า…..เครื่องเก่ามั้ง....”

”ก่อนขึ้นเครื่องก็อย่าลืม เข้าห้องน้ำข้างล่างก่อนนะ เดี๋ยวหวาดเสียวจนเรี่ยราดบนเครื่องบิน…..”

สารพัดที่จะวิพากษ์วิจารณ์กับสายการบินราคาถูก ส่วนผมไม่ถือสาอยู่แล้ว เลยอดไม่ได้ที่ต้องผสมโรงร่วมสนุก
ไปกับเค้าด้วย

”คงไม่ต่างกับรถสองแถวมั้ง พอขึ้นเครื่องก็คงต้องยืนเกาะราว และมีเจ้าหน้าที่คอยบอก เพ้ เพ้ ชิดในหน่อยเพ้....”

”แหม 99 บาท จะเอาดีอะไรนักหนา นี่กะว่าจะพกร่มชูชีพไปด้วย หากมีปัญหาก็อาจโดดลงอ่าวไทยได้สะดวก”

ทำไปทำมา หลายคนเสียดายที่จองไม่ทัน หรือไม่ได้คิดที่จะจองแต่แรก เพราะทุกอย่างมันเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น
และทราบมาว่าสายการบินนี้เค้าบินราคาถูกเป็นประจำในประเทศมาเลเซียอยู่แล้ว และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับ
ค่าเครื่องบินราคาประหยัดในประเทศไทย

ของแบบนี้เลยคิดว่ามันต้องลอง ไม่ลองก็ไม่รู้ หลายคนก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเป็นอย่างไร หากถูกจริง ดีจริง
ก็คงจะมีผู้สนใจในครั้งต่อๆไปมากขึ้น

ผมพึ่งมารู้ว่า การเปิดให้จองในเที่ยวบินราคาถูกนี้ ขายไปราว 3 หมื่นที่นั่ง และหมดภายใน 2 อาทิตย์ นับว่าหมด
ภายในเวลาอันรวดเร็ว และเชื่อแน่ว่าหลายคนอยากลองใช้บริการแต่ไม่กล้าจอง ก็คงจะกลัวเรื่องมาตรฐานความ
ปลอดภัย อาจคิดว่าราคาถูก มาตรฐานต่างๆก็คงจะลดลงตามไปด้วย

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 ราวหกโมงเย็น ผมเดินทางไปภูเก็ตด้วยรถทัวร์ VIP 24 ที่นั่ง ที่ถือว่าดีที่สุด ด้วยราคาแพง
ลิ่ว 755 บาท หลับๆตื่นๆ ถึง 12 ชั่วโมงกว่าจะถึงภูเก็ต มานั่งเปรียบเทียบกับเที่ยวบิน Low cost ที่มีราคาปกติ
ประมาณ 800 – 900 บาท ก็ทำให้มองเห็นอนาคตของรถทัวร์ได้เลยว่า ได้รับผลกระทบแน่นอน

ตลอดระยะเวาลา10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่ต้องเดินทางไปภูเก็ต ผมจะใช้รถส่วนตัวมาตลอด แวะโน่นแวะนี่ตามที่อยาก
จะแวะ ได้เห็น ได้สัมผัส ได้ถ่ายภาพ ตามเส้นทางที่ผ่าน มันเป็นความสุขจากการเดินทาง ที่คิดว่าหลายคนคงเลือกทำ
แบบนี้ ดังนั้นเรื่องนั่งรถทัวร์ หรือรถไฟ ไปเที่ยวที่ไหนๆ เป็นสิ่งที่ไม่ได้สัมผัสกันมานานทีเดียว มีโอกาสคราวนี้เลยคิดนั่ง
รถทัวร์ไปตั้งหลักที่ภูเก็ต จะได้มีโอกาสเปรียบเทียบว่าอดีตเมื่อสิบปีที่แล้วกับปัจจุบัน จะต่างกันแค่ไหน

ที่ท่ารถขนส่งสายใต้ ก็ยังดูวุ่นๆแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ดูระเกะระกะทั้งคนทั้งรถ ไม่ได้แบ่งโซนให้เป็นเรื่องเป็นราว
สิบปีผ่านไปก็ยังเหมือนเดิมแถมจะดูรกรุงรังกว่าเก่าด้วยซ้ำ

รถ 24 ที่นั่ง สภาพทั่วไปก็ดูดี เหมือนเป็นรถใหม่ เบาะที่นั่งสีแดงสวยสด ด้วยลวดลายคล้ายเบาะที่นั่งบนเครื่องของการ
บินไทย แต่วัสดุและการประกอบดูไม่ค่อยเรียบร้อย อันโน่นก็หลุด อันนี้ก็ขาด รถดูใหม่แต่วิ่งไปมีเสียงดังประหลาดๆด้วย

เที่ยวนี้ไม่ทราบว่าสุภาพสตรีพนักงานต้อนรับบนรถเป็นมวยแทนคนอื่นหรือเปล่า พอรถออกแกก็เดินมาคว้าไมค์  แล้วหยิบแผ่นกระดาษจากกระเป๋าเสื้อออกมาอ่าน

“สวัสดีค่ะ ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ขณะนี้เรากำลังพาท่านเดินทางสู่จังหวัดภูเก็ต ........”

แกก็ก้มหน้าก้มตาอ่านทุกตัวอักษร อ่านเสร็จก็เก็บไมค์ซุกเข้าที่เดิม เป็นอันเสร็จพิธี ผมไม่กล้าถามใคร เพราะไม่แน่ใจว่า
เดี๋ยวนี้เป็นแบบนี้หรือเปล่า ที่เมื่อก่อนบรรดาบริกรที่ทำหน้าที่นี้จะถูกฝึกมาค่อนข้างดี เจอการบริการบนรถ VIP แบบนี้
เข้า งง เหมือนกัน

หลังจากนั้นแกก็เอาขนมมาให้ เอาน้ำมาแจก เป็นอันจบ เสร็จแล้วก็ลงไปอยู่ชั้นล่าง ไม่เห็นหน้าตากันอีกเลย จนกระทั่ง
รถใกล้จะถึงชุมพร แกก็ขึ้นมาคว้าไมค์ ก้มหน้าก้มตาอ่านไทยเหมือนเดิม

เฮ้อ กะอีแค่บอกกล่าวให้ผู้โดยสารลงจากรถไปกินข้าวต้ม หรือกินน้ำ ปัสสาวะ  แค่เนี๊ยะ ยังต้องหยิบกระดาษมาอ่าน

ผมชอบใจตอนแวะกินข้าวต้มที่ชุมพร ในเวลาประมาณตี 1 รถเข้าไปจอดในบริเวณร้านอาหารขนาดใหญ่ โอ่อ่า
กว้างขวางมาก สามารถรองรับทั้งรถและผู้โดยสารได้มากมายทีเดียว โดยเฉพาะห้องน้ำห้องสุขาที่นักเดินทางต้อง
ใช้บริการ อยู่ในระดับที่ดีมาก

สถานที่นี้สามารถรองรับผู้โดยสารพร้อมๆกันได้เป็นพันๆคน โต๊ะอาหารก็ดูเรียบร้อยเป็นระเบียบ มีซุ้มร้านอาหารย่อยๆ
หลายซุ้ม สำหรับผู้ที่ต้องการซื้ออาหารทานเอง หรือที่ตีตั๋วมาแบบไม่รวมค่าอาหาร เห็นแต่ละร้านก็น่ากินน่าอุดหนุน
ทั้งนั้น ที่นี่นอกจากบริการผู้โดยสารที่มากับรถทัวร์แล้วยังบริการให้กับนักเดินทางทั่วไปอีกด้วย ถ้าใครขับรถผ่านมา
แถวชุมพร  น่าจะลองแวะดู

ผมถึงภูเก็ตก็ราวตีห้ากว่าๆ หลับๆตื่นๆ ไม่กี่ชั่วโมง ก็โดนปลุกด้วยเสียงเพลงลูกทุ่ง จะเป็นเพราะไม่ได้นั่งรถทัวร์
มานานจึงนอนไม่ค่อยหลับ หรืออาจเป็นเบาะที่นั่ง มันไม่ค่อยพอดีกับสรีระหรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจนัก เพราะรู้สึกปวดๆ
เมื่อยๆเลยหลับไม่ค่อยลง ที่หนักว่านั้นก็เก้าอี้เยื้องๆกับผม มีผู้ชายวัยราว 30 ปี แต่น้ำหนักน่าจะเกือบ 90 โล
เจอเก้าอี้รถ VIP แบบนั่งคนเดียวตัวใหญ่ๆ พี่แกก็นอนสบายเหยียดยาวเต็มพื้นที่กันเลย รถออกไม่เกิน 1 ชั่วโมง
แกเดินเริ่มติดเครื่องยนต์ส่วนตัวเต็มพลังลูกสูบทันที

“ครอกๆๆ.....โครกๆๆ....”

”ครืก....คราก....”

เสียงออกมาแต่ละจอกแต่ละคำ มันดังไม่เบา นอนฟังกันเพลินจนไม่แน่ใจว่าคืนนี้ จะนอนหลับหรือเปล่า ถ้าเสียงกรนแบบปกติทั่วไป ก็พอทนได้ แต่รายนี้ ทั้ง ขู่ ทั้ง คำราม แถมกรรโชกด้วย ใครได้ยินก็คงต้องสยอง
ว่าน่ากลัวจัง

มาภูเก็ตคราวนี้ ผมไม่ได้ขับรถมาเอง ดังนั้นจะไปไหนมาไหนก็ต้องนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง รถตุ๊กๆ หรือรถสองแถว
ไปตามสภาพ บางครั้งก็ต้องเหมารถตุ๊กหรือแท๊กซี่ท้องถิ่นที่ราคาแพงกว่ากรุงเทพมากมาย เรื่องราคาแล้วแต่ละต่อรอง
ก็ได้รสชาติไปอีกแบบ แต่ที่แน่ๆ จ่ายค่ารถไปไม่น้อย หลายร้อยบาทเลยทีเดียว ถ้าใครมาเที่ยวภูเก็ตแบบซำเหมา แนะนำให้เช่ารถมอเตอร์ไซด์ จะได้ประหยัดและมีอิสระในการเดินทาง ซึ่งมีให้เช่ามากมาย พวกฝรั่งต่างชาติมักนิยม
เช่ากันทั้งนั้น

ผมอยู่ภูเก็ต 2 วันเต็มๆ ไม่ได้ไปไหนมากนัก เพราะไม่ได้ตั้งใจมาเที่ยวสักเท่าไร ได้ทำธุระส่วนตัวเสร็จ ได้ถ่ายภาพบ้าง
นิดหน่อย (ซึ่งคงมีเรื่องและภาพตามมาภายหลัง) ญาติๆที่ภูเก็ตหลายคนก็แปลกใจกับราคาเครื่องบินที่ถูกมาก บางคน
ยังไม่รู้เรื่องนี้ด้วยซ้ำไป

มาคราวนี้ได้มีโอกาสกินแกงส้มรสจัดๆแบบภาคใต้ขนานแท้ ด้วยฝีมือจากแม่ครัวระดับ 5 ดาว ที่ผมต้องโขลกน้ำพริกเอง
ด้วยสากครกที่ใหญ่โตและหนักมือเอาการ   แสงส้มปลามงจากฝีมือแม่ยาย ที่วันนี้เข้าครัวทำกับข้าวต้อนรับลูกเขยกับ
หลานชาย ด้วยแกงส้มต้นตำหรับที่เผ็ดถึงใจ และมื้อเย็นวันนั้นมีโอกาสทานปลากระพงตัวใหญ่เผาในใบตอง เป็นปลาสดที่ไปซื้อมาจากแถวสะพานหิน ที่ชาวประมงออกทะเลไปตกเบ็ดกันตอนกลางวันและนำมาวางขายในตอนเย็น
จึงไม่ต้องห่วงในเรื่องความสดและความอร่อยๆ เพราะเป็นปลาที่ยังไม่ผ่านห้องเย็นเหมือนปลาในตลาดสด ที่กว่าจะมา
ถึงตลาดก็รอนแรมในทะเลมาแรมเดือน ความสด ความใหม่จึงสู้ปลาจากชาวประมงท้องถิ่นที่นำมาวางขายไม่ได้

วันเดินทางกลับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 และเช้าวันนี้ ก็มีข่าวเที่ยวบินพิเศษในหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน ที่ต้องรีบอ่าน

“ 99 บาทเที่ยวแรกทำเสียว ประตูมีปัญหา กัปตันร่อนลงด่วน”

หนังสือพิมพ์เค้าไม่ได้พาดหัวแบบนี้นะ แต่ผมว่าของผมเอาเอง ก็ปรากฏว่า เที่ยวบินเที่ยวแรกในวันที่ 3 กพ.47
หรือเมื่อวานนี้เอง เป็นเที่ยวปฐมฤกษ์ที่พาผู้บริหารของ Air Asia และผู้สื่อข่าวอีก 80 กว่าชีวิต ขึ้นบิน แต่ประตู
เครื่องบินมีปัญหา จนกัปตันต้องร่อนลงฉุกเฉิน หลังขึ้นไปได้เพียง 5 นาที ผลปรากฏว่า ผู้โดยสารเที่ยวนั้นยกเลิกการ
เดินทางไปถึงครึ่งลำ

ผมอ่านข่าวนี้แล้วก็ขำในใจว่างานนี้ หน้าแตกยับเยิน

ป่านนึ้คู่แข่ง เช่นการบินไทย หรือแอร์สยาม คงขำกลิ้งกันไม่หยุดแน่ เที่ยวแรกก็เป็นข่าวลบ แต่ข่าวบอกต่อมาว่า
เป็นการขัดข้องเพียงเล็กน้อย ไม่มีผลกระทบกับเครื่องยนต์ หรือระบบของเครื่องบินแต่อย่างใด เลยอุ่นใจขึ้นมาบ้าง

เมื่อได้เวลาผมก็ออกเดินทางไปที่สนามบิน จากการอนุเคราะห์ของญาติที่อยู่ภูเก็ตอาสาขับรถพาไปส่งให้ ถึงสนามบิน

enlarge  ที่สนามบินภูเก็ตผมไม่ได้มาใช้บริการมาหลายปีทีเดียว ครั้งนั้นภายใน
  ตึกยังไม่ได้ติดแอร์ แต่ปัจจุบันเป็นแบบมาตรฐานสากล และเป็น
  สนามบินนานาชาติ มีบางเที่ยวบินสามารถบินตรงไปยังต่างประเทศ
  ได้เลย ทำให้สภาพภายในห้องพักผู้โดยสารดูดีกว่าแต่ก่อนมาก
  เหมือนเป็นการย่อส่วนมาจากดอนเมือง

  ผมมาถึงล่วงหน้าก่อนเชคอินราวครึ่งชั่วโมง จุดเช็คอินของ Air Asia
  อยู่ปลายสุดห้องพักผู้โดยสาร เป็นเคาน์เตอร์เล็กๆ ไม่หรูหราเหมือน
  สายการบินอื่น ที่มีป้ายดูชัดเจนกว่า ใครที่คิดจะเดินทางคงต้องใช้
  ความพยายามหากันหน่อย ที่ป้ายไม่สะดุดตาเหมือนของการบินไทย

ป้ายแสดงเที่ยวบิน (Flight) ของ Aia Asia ขณะนั้นยังเป็นเที่ยวบินอื่นอยู่ กำลังจะถามอยู่พอดี เจ้าหน้าสาวสีชุดแดงสด
ก็บอกว่า Flight กรุงเทพรอก่อนนะค่ะ จึงต้องไปหาที่นั่งจิบกาแฟรอเวลา

กาแฟหมดแก้วก็ไปชะเง้อที่หน้าร้าน  เห็นป้ายเที่ยวบินที่ FD101 ปรากฏขึ้น จึงไปต่อคิวผู้โดยสารที่มายืนรอล่วงหน้า
กันแล้ว พอถึงคิวผมก็เอา กระดาษโน๊ตเล็กๆที่เจ้าผึ้งจดให้ผมมาแต่แรก ยื่นให้พร้อมกับบัตรประชน ปรากฏว่าผ่านแฮะ
นึกเสียวใส้อยู่เหมือนกันว่าอาจจะมีปัญหา เพราะแค่เศษกระดาษที่บอกรหัส อาจมีความไม่แน่นอนเช่นอาจจดรหัสมาผิด
หรือระบบ Online อาจขัดข้องไม่สมบูรณ์ เพราะทั้งคนทั้งระบบยังใหม่ด้วยกันทั้งนั้น

               enlarge             enlarge

“กระเป๋าเดินทางจะโหลดขึ้นเครื่องกี่ใบค่ะ” เสียงเจ้าหน้าที่สาวหน้าหวานเงยหน้าถาม

“ 2 ใบครับ”

“ scan มารึยังค่ะ “ เจ้าหน้าที่มองหน้าผม

“ Scan ที่ไหนหรือครับ”

เจ้าหน้าที่ชี้มือไปที่เครื่องซึ่งอยู่อีกจุดหนึ่งห่างออกไปราว 20 เมตร

ผมจึงต้องเข็นรถพากระเป๋าไปสแกนกันก่อน เมื่อติดป้ายแทคจากเจ้าเหน้าที่แล้วก็เข็นกลับมาที่เดิม

นึกในใจว่า มีอย่างนี้ด้วยหรือ เครื่องสแกนที่เห็นอยู่น่าจะมีเครื่องเดียว และอยู่นอกบริเวณด้วย หากมีใครอุตริเอาระเบิด
ยัดใส่กระเป๋ากันทีหลังแล้วจะว่าไง ก็ไม่เข้าใจในระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่  เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วกระเป๋าเดิน
ทางเมื่อผ่านเครื่องสแกนหาวัตถุต้องห้ามแล้ว เค้าจะไม่ให้เจ้าของไปแตะต้องโดยขาด จะมีคอกกั้นไว้เฉพาะ หรืออาจ
คิดว่าเป็นสายการบินภายในประเทศ คงไม่เป็นไรน่า

จากนั้นก็ได้ตั๋วมาคนละใบ ระบุเลขที่ประตูทางออกหมายเลข 9

ที่ประตูผู้โดยสารขาออก เพื่อเตรียมตัวขึ้นเครื่อง ก็เดินไปโต๊ะเจ้าหน้าที่ของ Air Asia เพื่อตรวจสอบตั๋วในขั้นสุดท้าย
ว่าเป็นตัวตนจริงตามตั๋วหรือเปล่า พร้อมขอดูบัตรประชาชนประกอบด้วย

enlargeจากนั้นก็ต้องผ่านการสแกนอีกชั้นหนึ่ง เพื่อเช็คสัมภาระติดตัว เช่น
กระเป๋ากล้อง เข็มขัดแบบกระเป๋า กระเป๋าถือสุภาพสตรี ปรากฏว่า
เครื่องร้องขึ้นมาทันที

”ตอดๆๆๆ”

เจ้าหน้าที่บอกว่าในกระเป๋าสีน้ำเงินมีคัตเตอร์ ให้เอาออกมาด้วย
เป็นคัตเตอร์ที่ผมติดตัวติดกระเป๋ากล้องมานานแล้ว

เมื่อหยิบออกมาแล้วเจ้าหน้าที่ก็จดลงในสลิปและให้เรามา 1 ใบ
บอกให้ไปรับของที่ดอนเมือง ช่วงที่เจ้าหน้าที่กำลังจดรายการนั้น ผมก็แอบถ่ายภาพคัตเตอร์เจ้าปัญหาซะ 1 ภาพ
ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่บอก ”ไม่ได้ครับ บริเวณนี้ห้ามถ่ายภาพ.....”

ก็ไม่รู้ละ มือไวก็แบบนี้แหละ เจอช่างภาพแบบนี้ก็ลำบากหน่อย เห็นอะไรเป็นต้องถ่ายไว้ก่อน ผิดถูกยังไงค่อยว่ากัน
ทีหลังแต่แน่ๆได้ภาพมาเรียบร้อยแล้ว

ผมนั่งคอยตรงเก้าอี้บริเวณประตูทางออก ร่วมกับผู้โดยสารที่กำลังทยอยกันมามากขึ้น จนได้เวลา 12.50 น. ก็ยัง
ไม่มีวีแววว่าจะได้ขึ้นเครื่อง เห็นมีเจ้าหน้าที่เดินเข้า-ออก อยู่ตรงประตูหลายครั้ง แต่ก็ยักเปิดให้พวกเราออกกันเสียที
ทั้งที่ได้เวลาแล้ว

ผู้โดยสารหลายคนเริ่มหงุดหงิด เพราะเลยเวลามาถึง 20 นาที หลายคนเริ่มมายืนออกันที่ตรงประตู
มีผู้โดยสารสุภาพสตรีรายหนึ่งถามเจ้าหน้าที่ว่า

“บนเครื่องมีห้องน้ำหรือเปล่าค่ะ”

“มีค่ะ” เจ้าหน้าที่ในชุดสีแดงตอบไปยิ้มไป

              enlarge              enlarge

เรื่องห้องน้ำบนเครื่องของสายการบินราคาถูกนี้ น่าจะเป็นข้อสงสัยให้กับหลายๆคนว่า ราคาถูกขนาดนี้ เครื่องบินน่าจะลำ
เล็กๆ โทรมๆ และไม่มีห้องน้ำ ก็ต้องบอกว่า มีครับ มีห้องน้ำให้ถ่ายทุกข์เบา ทุกข์หนัก กันอย่างสบายใจ ผมไม่เคยถ่าย
ทุกข์บนที่สูงระดับเมฆ เลยไม่รู้ว่ามันจะลำบากหรือสบายอุราแค่ไหน รู้แต่ว่าในรถทัวร์ VIP ที่นั่งมาเวลาจะถ่ายทุกข์เบา
มันลำบากลำบนพอสมควร เหมือนยืนถ่ายลงในกระบอกไม้ไผ่อันใหญ่ที่เจาะให้เป็นรู กว้าง-ยาวประมาณ 1 คืบ
คิดดูก็แล้วกันว่าการปลดทุกข์เบาในสภาพแบบนั้นและรถกำลังวิ่งอยู่ด้วย มันจะเป็นอย่างไร

ขออภัยด้วย ที่เอาเรื่องส่วนตั้วส่วนตัวมาเล่าให้ฟัง (ความจริงรู้ไว้ก็ดีเหมือนกัน อิอิ..)

เมื่อเห็นผู้โดยสารยืนคอยกันอยู่นาน เจ้าหน้าที่ก็มาบอกว่า เครื่อง delay ประมาณครึ่งชั่วโมง ทำเอาหลายคนกระสับ
กระส่าย บางคนก็ส่ายหัวเหมือนเยาะเย้ยว่า low cost ก็แบบนี้แหละ

”ลำที่จะไปนี้กำลัง landing เป็นเที่ยวที่มาจากกรุงเทพ รอก่อนนะค่ะ “

เสียงจากเจ้าหน้าสาวชุดแดง พูดผ่าน ว. ที่กำลังติดต่อกันอยู่ เสียงพึมพัมเริ่มดังขึ้นว่า สงสัยเครื่องลำนี้บินกันไม่มีหยุด
คงจะบินกันทั้งวัน ชนิดไฟแลบที่ล้อ เพราะต้องทำเงินให้ได้มากที่สุด

ไม่นานก็มีแอร์โอสเตสต์สาวสวยที่พึ่งลงมาจากเครื่อง ขึ้นบันใดเลื่อนมายืนดูความเรียบร้อยตรงประตูทางออก หลายคนต่างชะเง้อชะแง้เหลียวมอง (โดยเฉพาะอีตาช่างภาพคนนี้แหละ)

จากนั้นก็กันให้ผู้สูงอายุและผู้พิการลงบันใดเลื่อนไปก่อน ตอนนี้ตรงประตูทางออกเริ่มวุ่นวายเล็กน้อย เพราะหลายคน
จะเบียดตัวเองตามชุดผู้สูงอายุไป จนเจ้าหน้าที่ต้องขอร้อง

แอร์โฮสเตสท์ขอร้องให้ผู้โดยสารที่ยืนออเป็นกลุ่มอยู่นั้นเข้าแถวเรียงหนึ่ง แต่ภาพที่เห็นคงเป็นไปได้ยาก ผู้โดยสารราว
30-40 คน ต่างเบียดเสียดอยู่หน้าประตู โดยไม่มีทีท่าว่าจะทำตามที่ร้องขอ

แอร์คนสวยเราก็ค่อนข้างหนักใจ ต้องพูดไทยบ้าง อังกฤษบ้างสลับกันไป เพราะเที่ยวนี้ก็มีต่างชาติมากันไม่น้อย

“One แถว ค่ะ “

เสียงแอร์ พูดมาเป็นระยะ ๆ ที่ทำเอาหลายคนต้องอมยิ้ม ว่าพูดกลับไปกลับมาสองภาษา เลยผิดๆถูกๆ
แต่อาศัยหน้าตาสวยเลยไม่มีใครว่า ฟังดูแล้วก็น่ารักอีกต่างหาก

เธอยืนใกล้ที่ผมยืนพอดี (ความจริงพยายามเข้าใกล้เธอมากกว่า) เลยเอาแต่มองแบบไม่ให้คลาดสายตา มองไปถ่ายภาพไป เลยได้ภาพมาฝากภรรยาที่บ้านกันหลายภาพ (Confirm มาว่า หน้าตาสวย...ใจตรงกันเลยแฮะ )

ไม่นานก็ปล่อยผู้โดยสารทยอยกันออก แล้วขึ้นรถประจำท่าอากาศยานเพื่อไปยังเครื่องที่จอดอยู่ เมื่อเข้ามาใน
เครื่องต่างคนต่างก็แยกย้ายกันหานั่งตามสะดวก เพราะเป็นเที่ยวบินที่ไม่กำหนดเลขที่นั่ง ใครมาก่อนก็เลือกก่อน
ใครอยากเห็นวิวก็เลือกตรงหน้าต่าง ใครอยากนั่งส่วนหัว ส่วนหาง ก็เลือกกันเอาเอง

             enlarge              enlarge

ผมพยายามเลือกตรงหน้าต่างด้านไม่โดนแดด จะได้มีโอกาสถ่ายภาพ แต่ลืมมองออกไปข้างนอก ผลก็คือได้นั่ง
ตรงปีกพอดี

ซวยเลยเรา.....

ผู้โดยสารชุดแรกหมดไปแล้ว เห็นที่แย่งๆกันนี้ ก็น่าจะเดาว่าเป็นพวกที่จองตั๋วชุดประหยัดในราคา 99 บาท แต่ละคนดูเหมือนว่าจะชำนาญในการแย่งกัน คล้ายเตรียมตัวกันมาแล้ว ไม่เว้นแม้สาวต่างชาติหน้าตาออกจีน
พวกนี้เร็วจริงๆ ขนาดคนไทยจะแอบแซงคิวพวกนี้ไม่ยอมด้วยหละ แถมมองหน้าด้วยความไม่พอใจอีกต่างหาก

หลังจากนั่งประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว ก็ยังเห็นมีที่ว่างอีกเยอะแยะ ลำนี้น่าจะจุได้ราว 200 คน แต่ที่เห็นนี้ก็เพียงแค่
60-70 เท่านั้นเอง เจ้าหน้าที่บอกว่า ยังมีชุดอื่นอีก ก็เลยเข้าใจว่า พวกชุดแรกนี้เป็นตั๋ว 99 บาท

ส่วนชุดอื่นที่ต้องเข้ามาจากประตูหมายเลยอื่น น่าจะเป็นพวกที่เสียในราคาปกติ ประมาณ 8 - 900 บาท หรืออาจ
ราคา 1,800 บาท สำหรับผู้ที่ walk-in ซื้อตัวที่สนามบิน ซึ่งเป็นอัตราที่แพงที่สุด (ซื้อวันแรกจะราคาถูก
ซื้อใกล้วันเดินทางจะแพงขึ้น)

enlarge  เมื่อผู้โดยสารชุดอื่นทยอยกันมาครบแล้ว ปรากฏว่าที่นั่งยังเหลือ
  อีกเพียบ คะเนด้วยสายตาแล้วคิดว่ายังเหลืออีกประมาณ 40 %   จะเป็นเพราะข่าวประตูเครื่องเที่ยวแรกที่มีปัญหาหรือเปล่าก็ไม่เข้าใจ   เที่ยวนี้จึงดูโหรงเหรงไปหน่อย

  กัปตันประจำเครื่องเป็นชาวมาเลซีย หน้าตาออกแขกๆท่าทาง
  ดุเอาเรื่อง และ ตัวใหญ่เชียว ความจริงการบินไทยน่าจะหาคนหน้าตา
  แบบนี้มาเป็นกัปตันบ้าง เอาไว้ขู่พวกบรรดา สว.สส. ที่ชอบทำขี้เบ่ง
  วางมาดว่าข้าใหญ่ แบบที่เป็นข่าว


เครื่องบินลำนี้ไม่เลวทีเดียว สภาพที่เห็นก็ถือว่าใช้ได้ เก้าอี้แถวละ 3  ฝั่งซ้าย 3 คน ฝั่งขวา 3 คน ไม่โหลถ้วยแบบที่
หลายคนคิด จะผิดแผกไปหน่อยก็ตรงที่เป็นเบาะสีดำและแคบไปนิด บนเครื่องมีห้องน้ำ มีเครื่องไม้เครื่องมือฉุกเฉิน
ครบถ้วนตามกฎการบิน แอร์โฮสเตสต์ และเจ้าหน้าที่ต้องอธิบายการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เหมือนปกติทั่วไป เที่ยวนี้ไม่มี
ปัญหาเรื่องประตู เครื่องเดินเรียบ พาผู้โดยสารลอยขึ้นฟ้าอย่างนิ่มนวล อยู่บนฟ้าแล้วก็เบาเป็นปุยนุ่นอุ่นใจได้เลย

99 บาท คุ้มแฮะ

เพลบเดียวลอยละล่อง ท่องดูเมฆสวยๆเต็มท้องฟ้าแล้ว ว่าแล้วก็หยิบกล้องมาบันทึกภาพกลุ่มเมฆสวยๆ ที่กำลังผ่านไป
อย่างเพลินเพลิน

สภาพท้องฟ้าทางภาคใต้มีเมฆมากอยู่แล้ว ดังนั้นเวลานั่งเครื่องมาภาคใต้ทีไร มักเห็นปุยเมฆสวยงามทุกครั้ง

              enlarge               enlarge

ไม่น่านแอร์และเจ้าหน้าที่บริกรก็เข็นรถอาหารว่างมาขาย ใครอยากอุดหนุนก็ซื้อได้ แต่ราคาจะแพงกว่าที่สนามบิน
ผมเล่นถ่ายภาพแต่คนสวยลูกเดียว เลยลืมซื้อของมานั่งกิน แว่วๆว่ากาแฟแก้วละ 80 บาท (ถ้าจำไม่ผิด) จะอร่อย
ก็ตรงคนเสิร์ฟสวยๆนี้แหละ

ชั่วโมงเศษก็มาถึงดอนเมืองโดยสวัสดิภาพ

99 บาท “คุ้มที่สุด คุ้มที่สุด คุ้มจริงๆ “ (ขออนุญาตร้องเพลงหน่อยเถอะ)

ขออภัยด้วยหากข้อความนี้เขียนแบบติดตลกบ้าง เพราะโดยกมลนิสัยแล้วก็เป็นคนชอบตลกๆปนสัปดนนิดหน่อย
บทความอาจลงรายละเอียดมากไปนิด แต่ก็เพื่อให้ผู้ที่กำลังจะเดินทางได้เห็นภาพและบรรยากาศได้ชัดเจน
เพราะเที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวที่สองจากภูเก็ตสู่กรุงเทพ และคิดว่าหลายคนก็อยากรู้อยากเห็นพอสมควร
จะได้เป็นประโยชน์สำหรับผู้กำลังคิดจะใช้บริการ

สวัสดีครับ
เวปมาสเตอร์
Photoontour.com

ดูภาพชุด Air Asia เต็มรูปแบบ ถึง 48 ภาพได้ที่นี่ <Click> back to top

 

 City Tour | Events | Photo Services  |  Gallery |   Misc. |  Portraits
  Special Photos | Today Talk |  About Us  |  Site Map  | Home
  Photoontour.Com