The High Quality Photo Website   เวปไซต์ภาพถ่าย เวปไซต์คุณภาพ   
  Ayudhaya Flood วันว่างๆต้นเดือน ตค.45 นั่งเรือหางยาวถ่ายภาพน้ำท่วมรอบเกาะกรุงเก่าอยุธยา เห็นอะไรมากมายมาเล่าให้ฟัง
 
ล่องเรือถ่ายภาพน้ำท่วมจังหวัดอยุธยา

เมื่อเดือนกันยายน - ตุลาคม 2545 เป็นช่วงที่เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ มีน้ำท่วมหลายจังหวัด
บางจังหวัด ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์รุนแรง ระดับน้ำสูงเป็นประวัติการณ์ชนิดที่ไม่เคยมี
มาก่อน ในพื้นที่ตามเชิงเขาหลายจังหวัด น้ำป่าทะลักลงมาจนดูน่ากลัว ชาวบ้านอยู่ที่สูงต่าง
รู้ชะตากรรม อพยพย้ายบ้านเรือนหนีภัยน้ำท่วม โชคดีก็หนีรอด โชคร้ายก็ต้องรับเคราะห์กรรมไป

หมู่บ้านที่เคยประสพเหตุการณ์ดินโคลนถล่มมาแล้วเช่นที่หมู่บ้าน น้ำก้อ จ.เพชรบูรณ์ ต่างขวัญ
ผวา กลัวเกิดเหตุซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก ในขณะที่บาดแผลเก่ายังเยียวยาไม่ทันหาย แผลใหม่อาจเกิด
ซ้ำรอยเดิมเข้าไปอีก

ภาพแห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปีนี้ยังอยู่ในความทรงจำของหลายๆคนที่ได้รับผลกระทบ
เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทุกคนต่างยอมรับว่ามันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยง
ไม่ได้เหมือนกับว่าโลกใบนี้ กำลังเกิดเหตุอาเพธ ด้วยผลกระทำจากมนุษย์


ในปีนี้ทุกเขื่อนต่างรับปริมาณน้ำในเกณฑ์สูงสุด ลบสถิติที่เคยบันทึกไว้แต่ในอดีต แม้แต่เขื่อนป่าสักซึ่งเป็นเขื่อนใหม่ก็ยังต้องเร่งเปิดประตูระบายน้ำ เพราะน้ำกำลังจะล้นเขื่อน จนชาวบ้านที่อยู่ใต้เขื่อนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

ใครไปเที่ยวเขื่อนป่าสักในช่วงนั้นจะทราบดีว่า น้ำในอ่างเก็บน้ำล้นออกมานอกพื้นที่ ต้องถลกขากางเกงลุยน้ำเพื่อเดินไปดูน้ำที่ประตูระบายฯ ซึ่งกำลังเร่งปล่อยน้ำอย่างเต็มที่  จนเกิดเสียงดังรุนแรงในบริเวณเขื่อน และกลายเป็นจุดสนใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมไม่ขาดสาย

หลายหมู่บ้านที่อยู่ใต้เขื่อนเกิดน้ำท่วม  มันเป็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนที่วัวควายและสัตว์เลี้ยงถูกต้อนมาอยู่บนที่ดอนริมถนน กั้นคอกให้อยู่ กันแบบชั่วคราว หน่วยบรรเทาสาธารณะภัยของพื้นที่ต้องไปตั้งกองอำนวยการกันข้างถนน นำอาหารและเครื่องอุปโภคไปแจกจ่าย รวมทั้งจัดเรือท้องแบนคอยอำนวยความสะดวกในการสัญจร

ปี 2538 เป็นปีที่มีระดับน้ำสูงมากจนสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ภาคกลางมาแล้วครั้งหนึ่ง  หลายจังหวัดยังมีร่องรอยและคราบระดับน้ำ ตามตึกรามบ้านช่องและอาคารสถานที่  ปีนั้นวัดที่สำคัญๆและโบราณสถานต่างๆของจังหวัดอยุธยาต่างจมแช่น้ำมาเป็นเวลานานนับเดือน หลายแห่งไม่ได้เตรียมการรับมือไว้เพราะคาดไม่ถึง และไม่เคยพบกับปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน ผลสุดท้ายได้รับความเสียหายกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลังจากเขื่อนป่าสักสร้างเสร็จ ความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมดังเช่นทุกปี ก็ไม่ปรากฏให้เห็นเป็นข่าวกันอีกเลย

ผลพวงจากการสร้างเขื่อนป่าสักจึงอยู่ในความรู้สึกของชาวจังหวัดอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง และสร้างความอุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง

จนมาถึงในปี 2545 ภาพแห่งความเสียหายกำลังกลับมาให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง แหล่งโบราณสถานที่สำคัญต่างเตรียมรับมือกันอย่างพร้อมเพรียง ช่วงนั้นมีข่าวออกทีวีกันเป็นประจำเกือบทุกวัน มีการคาดการณ์ว่าระดับน้ำจะไม่ต่างจากปี 2538 ทุกฝ่ายจึงระดมป้องกันอย่างเต็มที่

                                     

ที่วัดไชยวัฒนาราม ดูจะเป็นโบราณสถานที่สื่อมวลชนมาทำข่าวกันมากที่สุด เพราะเป็นโบราณสถานอันสำคัญของประเทศ

ทางจังหวัดลงทุนสร้างเขื่อนกันน้ำอย่างใหญ่โตและแข็งแรงตามหลักวิศวกรรม เพื่อป้องกันน้ำท่วมครั้งนี้อย่างเต็มที่ ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่และ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับสถานที่นี้เป็นอย่างมาก บางความเห็นแนะนำว่าควรสร้างเขื่อนแบบถาวรจะได้ไม่ต้องเตรียมรับมือกันทุกปี แต่บางฝ่ายกลับเห็นว่าจะทำให้สูญเสียทัศนีย์ภาพไปเพราะต้องสร้างกำแพงให้สูงมาก บดบังความสวยงาม

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2545
วันนี้ตั้งใจจะไปบันทึกภาพวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในขณะนั้น แต่เมื่อขับรถเข้าไปในตัวเมืองอยุธยาแล้ว ได้เห็นน้ำในแม่น้ำสูงเอ่อล้นจนถึงระดับผิวถนนซึ่งนับว่าสูงมาก

ถนนบางช่วงทางจังหวัดได้เตรียมกระสอบทรายกั้น เป็นแนวตามริมทาง แต่อีกไม่กี่วันข้างหน้านี้จะรับมือกันได้หรือไม่ ก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ เพราะน้ำจากภาคเหนือยังไหลบ่าลงมาตลอดเวลา

ปริมาณน้ำอันมหึมาจากแม่น้ำที่เห็นอยู่ข้างหน้ากำลังไหลผ่านไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยไม่มีแววว่าจะลดปริมาณลง

                                    

ความตั้งใจจะไปถ่ายภาพวัดชัยวัฒนารามแต่แรกจึงต้องเปลี่ยนไป

เมื่อขับรถเข้าไปในเมืองผ่านตลาดหัวรอและตลาดเจ้าพรหม จนไปสิ้นสุดเอาที่หน้าวังจันท์เกษมหรือพิพิธภัณฑ์ของจังหวัด บริเวณนั้นเป็น คุ้งน้ำที่กว้างขวางใหญ่โต เป็นทั้งท่าเรือข้ามฟากและเป็นท่าเรือเช่าเหมาลำนำเที่ยวรอบเกาะอยุธยาหรือ “เกาะเมือง” ตามที่ชาวบ้านเรียกกัน

เป็นอันตกลงว่าจะเช่าเรือถ่ายภาพรอบเกาะ ตามที่คนแถวๆนั้นแนะนำ บอกว่านั่งเรือหางยาวไปตามแม่น้ำแล้วจะเห็นวัดสำคัญๆหลายวัด มีโอกาสถ่ายภาพสวยๆได้มาก ทุกวันจะมีฝรั่งมาเช่าเรือกันเป็นประจำ

ด้วยความที่ไม่ค่อยจะชินกับน้ำ เห็นน้ำที่อยู่เบื้องหน้านั้นแล้วค่อนข้างจะไหลแรง  แต่เมื่อดูไปสักพัก รู้สึกว่าจะชินกับภาพที่เห็น และที่ท่าเรือ ชาวบ้านยังนั่งเรือสัญจรข้ามไปมาตามปกติ เรือแจวรับจ้าง ยังรับ-ส่งคนข้ามฟากเป็นรายบุคคลอย่างไม่สะทกสะท้าน
เมื่อรีรออยู่ได้สักพักและคิดว่าน่าจะมีภาพดีๆจึงตัดสินใจลงเรือ

ราคา 500 บาท เป็นอัตราปกติในการเหมาเรือหางยาวเที่ยวรอบเกาะ เรือลำใหญ่มีหลังคา สามารถจุคนได้หลายสิบคน  ดูค่อนข้างปลอดภัย จึงไม่น่ากังวลอะไร ท้องน้ำก็ดูราบเรียบไม่มีคลื่นให้เรือกระดอนตื่นเต้นหวาดเสียวเหมือนเที่ยวทางทะเล

เรือวิ่งไม่เร็วนัก ทำให้ถ่ายภาพได้สะดวก ทุกครั้งที่ยกกล้องเล็ง คนขับเรือจะชะลอความเร็วให้เหมือนรู้ใจ

                                    

คนขับเรือทำหน้าที่เป็นไกด์ไปในตัว เมื่อถึงสถานที่สำคัญก็จะอธิบายประวัติที่มาพอสังเขป ทำให้เห็นว่าการนั่งเรือเที่ยวครั้งนี้ได้รอบรู้หลายๆอย่าง ได้เห็นวัดมากมายรอบเกาะเมืองทั้งสองฝั่งแม่น้ำ และเป็นวัดสำคัญๆทางประวัติศาสตร์ด้วยกันทั้งนั้น

เคยมาเที่ยววัดที่เห็นนี้บ่อยครั้งโดยทางรถยนต์โดยหารู้ไม่ว่า การเดินทางท่องเที่ยวทางน้ำ ได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึ่ง เป็นความหลากหลายที่ไม่สามารถพบได้จากการเดินทางโดยรถยนต์

                                    

ตลอดระยะทางที่เรือผ่าน ทำให้รู้ว่าชาวอยุธยายังมีวิถีชีวิตที่ผูกพันธ์อยู่กับแม่น้ำเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา ผู้คนที่นี่ยังให้ความสำคัญกับการสัญจร ทางน้ำ ไม่ได้เรียกร้องให้สร้างสะพานสร้างถนนเหมือนที่อื่น ความเป็นอดีตจึงยังพบเห็นอยู่ทั่วไปตลอดสายน้ำสายนี้ ภาพของบ้านลอยน้ำที่ปลูก เป็นแพ หรือเรือเอี่ยมจุ้นที่เลิกใช้งานขนส่งทางน้ำแล้ว ได้นำมาดัดแปลงเป็นบ้านอยู่อาศัย ยังพบเห็นอยู่ทั่วไปตามริมน้ำ หมือนเป็นการนำของเก่า มาโชว์ให้นักท่องเที่ยวให้เห็นในสถานที่จริง

เคยได้ยินมานานแล้วว่า ที่อยุธยานี้มีการตกกุ้งแม่น้ำ เป็นกุ้งที่มีรสชาติดีและราคาค่อนข้างแพง

                                    

มาคราวนี้ได้เห็นชาวบ้านพายเรือตกกุ้งด้วยสายเบ็ดธรรมดาๆ ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นว่าแม่น้ำสายนี้ยังมีระบบนิเวศน์ที่ดี มีกุ้งซึ่งเป็นสัตว์ที่บอบบางต่อน้ำเสียยังอาศัยอยู่ในแม่น้ำนี้เป็นจำนวนมาก

ไม่ห่างจากบริเวณนั้นมากนัก มีชาวบ้านพายเรือมาจอดอยู่กลางแม่น้ำ จึงให้เรือแล่นเข้าไปใกล้ๆเพื่อดูว่าเค้าทำอะไรกัน ปรากฏว่ากำลังตกปลา โดยใช้กล้วยน้ำว้าเป็นเหยื่อ กล้วยน้ำว้าลูกดำๆใกล้จะเสียนี่แหละ ดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่ชาวบ้านบอกว่าปลาบางชนิดชอบกินกล้วย น่าเสียดายที่ยังไม่เห็นปลาที่ตกได้เพราะพวกเค้าพึ่งจะมาถึงและอยู่ระหว่างเตรียมการ

 

คุ้มค่ามากกับการชมวิวทิวทัศน์ เป็นครั้งแรกที่นั่งเรือเที่ยวอยุธยา ได้เห็นวัดสำคัญๆหลายวัด ซึ่งล้วนแต่สร้างอยู่ริมน้ำด้วยกันทั้งนั้น ใครมาเที่ยวอยุธยาแต่ไม่เคยนั่งเรือเที่ยวแบบนี้ น่าจะลองดูสักครั้ง แล้วจะรู้จักจังหวัดอยุธยามากขึ้น ลองมาสัมผัสสายน้ำที่เคยมีความเจริญรุ่งเรือง มาแต่ครั้งในอดีต ในยุคที่อยุธยาเป็นเมืองหลวงของไทย ที่บรรพบุรุษของเราเคยใช้แม่น้ำสายนี้เป็นเส้นทางสัญจรและเคยใช้ชีวิตอยู่บนเรือแพ ริมน้ำมาหลายชั่วอายุคน

วัดต่างๆที่เห็นวันนี้ ยังไม่พร้อมที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยว เพราะมีน้ำท่วม บางวัดไม่สามารถเข้าไปได้ แต่คิดว่าเมื่อน้ำลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว การท่องเที่ยวทางเรือคงกลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งเรือนำเที่ยวสามารถเข้าไปเทียบท่าที่หน้าวัด เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมภายในวัด
และมีโอกาสได้ทำบุญ ซึ่งการบริการลักษณะนี้ค่าบริการเรือจะสูงกว่าอัตราปกติ

ใช้เวลาเดินทางราวชั่วโมงกว่าๆ เรือก็พากลับมาที่เดิม ได้เวลามื้อกลางวันพอดี จึงขับรถตระเวนหาร้านก๋วยเตี๋ยวตามลายแทงที่คนแถวนั้นบอกไว้ จนแล้วจนรอดก็หาไม่เจอ ในที่สุดไปพบอยู่ร้านหนึ่งตรงหัวโค้งบริเวณสวนหย่อมเล็กๆแห่งหนึ่ง ดูคล้ายสวนสาธารณะติดริมแม่น้ำ มีกำแพงเก่าๆ ที่บูรณะแล้วและที่ยังเป็นเศษซากแตกหักจมน้ำอยู่โดยรอบ

                                     

”ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ “
มีพริกแห้งป่นที่ผัดปนน้ำมันเหมือนเครื่องปรุงข้าวซอยของอาหารเหนือเป็นตัวชูรส มื้อนี้ล่วงเลยเวลามื้อเที่ยงมามากแล้ว เลยฟาดไป 2 ชามใหญ่ๆ เล่นเอาเหงื่อซึมแบบสะใจจนหายอยากไปนาน ทานเสร็จได้มีโอกาสเก็บภาพบรรยากาศบริเวณนั้นไว้บ้างเล็กน้อย ในท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่น ของหนุ่มสาวชาวอยุธยาหลายคู่ที่ขับมอเตอร์ไซด์มานั่งจู๋จี๋กันในบริเวณนี้ ทำให้การถ่ายภาพต้องยุติลงในเวลาอันสั้น เพราะขยับหามุมภาพจนเข้าไปใกล้พื้นที่อันเป็นความสุขส่วนตัวของพวกเค้า เห็นสายตาบางคู่แล้วเหมือนอยากจะถามเราว่า

“ ตกลงพี่จะถ่ายวิว หรือถ่ายคนกันแน่ “

จากนั้นก็ขับรถไปถ่ายภาพวัดกษัตราธิราช ตามที่หมายตาเอาไว้แต่แรกในขณะนั่งเรือผ่าน ซึ่งเป็นภาพที่สวยมากเลยทีเดียว เมื่อมาถึงวัดได้เก็บภาพไว้หลายภาพในบรรยากาศของการป้องกันน้ำท่วม มีทหารและคนงานต่างเตรียมพร้อมรับมือกันตลอดเวลา ทรายกองใหญ่กำลังช่วยกันบรรจุใส่ถุงปุ๋ย เครื่องมือเครื่องจักรได้ส่งมาช่วยกันอย่างเต็มที่

                                     

สันเขื่อนที่สร้างไว้อย่างแข็งแรงอาจดูเล็กไปและเทียบไม่ได้กับพลังกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากอยู่หน้าวัด น้ำบางส่วนจึงเล็ดลอดผุดขึ้นมาตามพื้นดิน และตามพื้นอาคารขั้นล่างไหลนองอยู่ตลอดเวลา บางจุดพุ่งขึ้นมาเป็นน้ำผุขนาดเล็ก แม้อาคารที่ว่านี้จะอยู่ห่างจากแม่น้ำมาไกลราว 80 เมตรก็ตาม ทำให้รู้ว่าแรงดันของน้ำนี้มีพลังมหาศาลไม่น้อย

                                     

จุดสุดท้ายได้แวะที่หมู่บ้านตลาดเกรียบ เขตอำเภอบางปะอิน ที่นี่เป็นหมู่บ้านทรงไทยอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาและได้รับผลกระทบเช่นกัน ทางเข้าหมู่บ้านเจิ่งนองไปด้วยน้ำ รถราของชาวบ้านต้องย้ายไปจอดบนที่ดอนตามข้างทาง ในเขตวัดบ้าง หรือตามสำนักงานของส่วนราชการตำบล ที่มีการถมสูง

บ้านเรือนในหมู่บ้านนี้เป็นบ้านทรงไทยหลายหลัง บางหลังมีอายุเก่าแก่มานานเกือบร้อยปี แต่มีโครงสร้างที่แข็งแรง จึงยืนหยัดมาได้ชั่วลูก ชั่วหลาน พื้นบ้านยังเป็นไม้แผ่นโตๆแบบโบราณ ลวดลายของบานประตูหน้าต่างหรือฝาบ้าน ยังเป็นลวดลายที่เก่าแก่ และอยู่ในสภาพที่ดี บ้านเรือนไทยในตำบลตลาดเกรียบนี้ จึงดูคล้ายกับพิพิธภัณฑ์ที่มีคุณค่าและมีจิตวิญาณ ที่ลูกหลานรุ่นปัจจุบันยังใช้ประโยชน์ไปตามปกติ ซึ่งถือว่าเป็นการอนุรักษ์ของเก่าโดยที่ไม่ต้องให้ใครมาสั่งสอน หรือมารณรงค์ให้ร่วมกันรักษา


                                     

บ้านแต่ละหลังส่วนใหญ่จะมีเรือพายเก็บไว้ใต้ถุนเรือน น้ำท่วมครั้งใดก็จะนำออกมาใช้ ชาวบ้านแถวนี้จึงพายเรือกันอย่างคล่องแคล่ว
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ น้ำท่วมปีใดก็มักเห็นเป็นเรื่องปกติไม่สู้จะเดือดร้อนนัก เพราะรู้สภาพความเป็นไปของธรรมชาติดี และในอดีตชาวบ้านแถบนี้ ก็มีชีวิตอยู่คู่กับน้ำมาโดยตลอด

หมู่บ้านที่นี่ไม่มีการสร้างรั้ว ไม่ว่าจะหลังเล็กหลังใหญ่หรือต่างฐานะ จึงสามารถพายเรือถึงกันได้ตลอด และสามารถชะโงกหน้าทักทายกันได้ วิถีชีวิตทางสังคมลักษณะนี้หลายแห่งได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่ถ้าใครมีโอกาสมาที่นี่ อาจจะแปลกใจก็ได้ แต่คนที่นี่เค้าถือเป็นเรื่องปกติและ ดำรงชีวิตเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา

เสร็จจากสำรวจน้ำท่วมก็เป็นเวลามืดค่ำจึงได้เวลาเดินทางกลับ ตามเส้นทางที่มุ่งสู่เส้นทางด่วน บางปะอิน - กรุงเทพ
และถึงกรุงเทพในเวลาไม่นานนัก


Webmaster
Photoontour .Com

23 กพ.2546

 
สนใจภาพชุดน้ำท่วมอยุธยา คลิ๊กที่ภาพเล็ก เพื่อเข้าสู่ Gallery  
Photoontour .Com