เวปไซต์ภาพถ่าย เวปไซต์คุณภาพ
The High Quality Photo Website   
 
 
 
Articles     Wat Yai Chai Mong Kol
  วัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัด พระนครศรีอยุธยา   ดูภาพชุดวัดใหญ่ฯได้ใน Gallery Wat Yai
 

             
                        


“วัดนี้สวยและดูคลาสสิคมาก…ผมน่าจะมาเที่ยวตั้งนานแล้วนะ”


นั่นเป็นความรู้สึกครั้งแรกที่ได้มาเห็นบรรยากาศโบราณสถานอันเก่า แก่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดอยุธยา ณ ดินแดนที่เรียกว่า “กรุงอโยธยา” เมืองหลวงเก่าของไทยในอดีต ก่อนที่พระเจ้าอู่ทองมหากษัตริย์ ไทยในสมัยนั้นจะอพยพผู้คนหนีโรคห่า(อหิวาตกโรค) ้ามแม่น้ำเข้ามาตั้งบ้านเรือนและสร้างเมืองใหม่ในเกาะชั้นในซึ่งเป็นที่ตั้งของ
อำเภอเมืองในปัจจุบัน

3 มกราคม 2541 เป็นวันที่ผมและญาติๆตกลงกันว่าจะไปเที่ยวปีใหม่กันที่จังหวัดอยุธยาซึ่งก็ไม่ไกลจากกรุงเทพนักและสะดวกที่
จะพาญาติผู้ใหญ่ที่อายุมากแล้วมาเที่ยวเปิดหูเปิดตาเปลี่ยนบรรยากาศที่ต้องอยู่บ้านนานๆโดยกำหนดการคร่าวๆว่าจะออกจากกรุงเทพ ตอนเช้า นมัสการพระมงคลบพิตรเที่ยวชมโบราณสถานสักแห่งสองแห่ง จากนั้นก็จะเดินทางต่อไปที่จังหวัดสิงห์บุรีเพื่อลองลิ้มชิมรส “ ปลาช่อนแม่ลาเผา“ ที่มีชื่อ แล้วก็กลับกรุงเทพในวันเดียวกัน

จากกรุงเทพขับรถไปตามถนนสายเอเชียซึ่งเป็นถนนสายหลักที่มุ่งสู่จังหวัดต่างๆทางภาคเหนือ การจราจรวันนี้ถือว่าคล่องตัวมาก
ถนนจึงโล่งตลอด
รืออาจเป็นเพราะผ่านพ้นวันปีใหม่มาแล้วก็ได้ไม่นานนักก็มาถึงทางแยกเข้าจังหวัดอยุธยาแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน ของจังหวัด ผมไม่ได้แวะเข้ามาในจังหวัดอยุธยานานแล้ว รู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไม่น้อย ถนนที่เคยคับแคบเมื่อแยกจาก ถนนใหญ่ก็ขยายให้กว้างขึ้น ตึกรามบ้านช่องหลังเล็กๆสองข้างทางที่เห็นเมื่อก่อนนี้ ก็กลายเป็นตึกใหญ่โตจนบดบังสถานที่สำคัญ ต่างๆที่เคยสังเกตเห็นขณะขับรถผ่านเมื่อหลายปีก่อน

ป้ายทางแยกข้างหน้าที่ดูสะดุดตา “ วัดใหญ่ชัยมงคล” เป็นป้ายใหญ่ของทางหลวงและมีลูกศรชี้ไปทางซ้ายตรงสามแยกเล็กๆ วัดนี้ ผมยังไม่เคยไปเที่ยวเลยจึงอยากจะลองแวะดูสักหน่อยก่อนที่จะไปไหว้พระมงคลบพิตรตามที่คิดไว้แต่แรก ญาติที่มาด้วยกันเอ่ยปาก บอกว่า “สวยเหมือนกับวัดอื่นๆ ในอยุธยา และมีพวกฝรั่งต่างชาติมาเที่ยวกันแยะ “ ็เป็นอันว่าผมตัดสินใจเลี้ยวซ้ายทันที ซึ่งกะว่า น่าจะใช้เวลาไม่นานนัก

                                                  

ไม่เกิน 1 กม.เราก็มาถึงยังวัดใหญ่ชัยมงคล เจดีย์องค์ใหญ่สามารถมองเห็นได้ขณะรถวิ่งอยู่บนท้องถนนก่อนที่จะเลี้ยวรถเข้าไปด้วย ซ้ำ “ เจดีย์ที่เห็นองค์นี้แหละที่สูงที่สุดในจังหวัดอยุธยาเลยนะ เดิมทีเมื่อมาจากกรุงเทพจะสังเกตเห็นเจดีย์องค์ใหญ่ก่อนที่จะเข้ามาใน ตัวเมืองอยุธยา “ ญาติคนหนึ่งเอ่ยปากขึ้นมาขณะเลี้ยวรถเข้าไปที่ลานจอด

ผมพยายามที่จะนึกภาพ “อยุธยา” ย้อนหลังไปหลายๆปีก่อน พอจะจำได้ว่าเมื่อใกล้จะถึงจังหวัดอยุธยาก็จะเห็นเจดีย์เก่าๆเอียงๆมอง เห็นมาแต่ไกลเหมือนกับจะตั้งอยู่กลางท้องทุ่งด้วยซ้ำ แต่ระยะหลังๆนี้เมื่อขับรถผ่านมาทีไรก็ไม่เห็นเจดีย์เก่าๆที่ว่านี้แล้ว  เอกลักษณ์ที่ มีความหมายเก่าแก่ของอดีตถูกอาคารใหม่ๆสร้างบดบังทัศนีย์ภาพเดิมๆไปจนหมดสิ้น คิดแล้วก็น่าเสียดายที่จังหวัดนี้ซึ่งมีความเป็น มาทางประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายร้อยปี และมีโบราณสถานมากมาย แต่ไม่อาจจัดวางผังเมืองให้สอดคล้องกับโบราณสถานที่สำคัญๆของจังหวัดได้   เช่นเดียวกับที่วัดพนัญเชิงซึ่งมีแม่น้ำอันเก่าแก่ไหลผ่าน แต่ฝั่งตรงข้ามกับวัดกลับยินยอมให้เอกชนสร้างโรง แรมใหญโตสูงสิบกว่าชั้นทำให้ดูขัดตาและตัวอาคารก็ไม่ได้ออกแบบให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมแถวนั้นเลยแม้แต่น้อย

                                         

เมื่อมาในเขตวัดก็รู้สึกได้ทันทีถึงความตระการตากับภาพที่เห็น ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมนักท่องเที่ยวต่างชาติจึงมากมาย และดูเหมือนจะมากกว่าคนไทยด้วยซ้ำไป อาณาบริเวณของวัดไม่ได้ใหญ่โตมากนักแต่ก็มีเสน่ห์ชวนมองในทุกจุด ผมรู้สึกทึ่งกับ สถานที่แห่งนี้มาก ซากปรักหักพังทั้งที่บูรณะแล้วและที่ยังปล่อยให้เป็นไปตามสภาพเดิมดูแแล้วมีมนต์ขลัง ครั้นเดินเข้าไปข้างในก็ เหมือนกับได้สัมผัสกลิ่นอายแห่งอดีตกาลเมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งพอจะมโนภาพได้ว่าในอดีตนั้นจะมีความรุ่งเรืองเพียงใด ซากปรัก หักพังที่ดูออกใหญ่โตนั้นย่อมแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของยุคกรุงศรีอยุธยาได้เป็นอย่างดี

จากประตูทางเข้ามีทางเดินเล็กๆตรงเข้าไปภายในบริเวณ สิ่งที่เห็นเด่นชัดและสะดุดตามากก็คือความสะอาดและการดูแลรักษาสถาน ที่โดยรอบเป็นไปอย่างเรียบร้อยแทบจะไม่มุมใดที่ดูรกตาเลย ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำหรือจุดสำคัญๆที่นักท่องเที่ยวอาจปีนป่ายจนอาจทำ ความเสียหายและเป็นการลบหลู่สถานที่ ทางวัดก็จัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ดูมีคุณค่ายิ่งขึ้น

วันนี้แดดจ้าท้องฟ้าสดใสแต่อากาศก็ค่อยไม่ร้อนเพราะยังเป็นช่วงฤดูหนาว มีลมพัดเย็นสบายเป็นระยะๆขณะยืนชมภายในบริเวณ วันนี้ผมคิดว่าเป็นวันแห่งการท่องเที่ยวที่ดูจะมีคุณค่าต่อตัวเองไม่น้อยที่ได้มาเห็นมาสัมผัสกับโบราณสถานที่สำคัญแห่งอดีต  คิดว่า คนไทยที่มีโอกาสผ่านมาจังหวัดอยุธยาควรจะเข้ามาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้บ้าง ได้มารับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์  แม้เพียง เศษเสี้ยว  ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจต่อบรรพบุรุษซึ่งเป็นต้นตระกูลของเราในอดีตไม่น้อย

เจดีย์เก่าแก่องค์ใหญ่ที่อยู่ด้านขวามือประตูทางเข้า มีผ้าสีเหลืองคล้ายจีวรพันรอบเจดีย์ ดูเหมือนจะเพิ่มความขลังยิ่งขึ้นไปอีก เป็นจุด สนใจที่ดูโดดเด่นอย่างมากเมื่อเดินเข้ามาในเขตวัด ผมปล่อยให้ญาติที่มาด้วยกันเดินล่วงหน้าเข้าไปในวัดก่อน ส่วนผมนั้นขอเวลาซึม ซับประทับใจกับเจดีย์เก่าๆที่ตั้งอยู่กลางลานหญ้าสีเขียวสักพักหนึ่ง ก่อนที่จะตามเข้าไป

เจดีย์เก่าๆที่พันผ้าเหลืองนั้นเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนต้องหยุดถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก ผมยืนหลบแดดใต้ต้นไม้บริเวณ ใกล้ๆกันเพื่อดูทำเลถ่ายภาพที่เห็นว่าเหมาะที่สุด จุดที่ผมยืนอยู่นั้นมีคนพลุกพล่านเกินไปเพราะอยู่ติดทางคนเดินถ้าถ่ายภาพเจดีย์ที่ มุมนั้นก็คงจะมีภาพคนที่เดินไปมานั้นติดเข้าไปในภาพด้วย จึงเปลี่ยนมุมไปยืนชิดแนวทางเดินริมสนามหญ้าซึ่งมีต้นไม้เตี้ยๆปลูกเป็นแนวรั้วไว้ มุมนี้เห็นเจดีย์ตั้งโดดเด่นอยู่กลางสนามหญ้าที่เรียบเขียวขจี   โดยมีท้องฟ้าสีเข้มเป็นฉากหลัง

                                       

“ ของจริงที่เห็นกับตานั้นช่างสวยจริงๆ แล้วเราจะถ่ายภาพออกมาให้เหมือนกับที่ตาเห็นได้หรือไม่…” มันเป็นความรู้สึกที่ผมเองก็ หวั่นใจอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตามก็ยังมั่นใจและพยายามบันทึกภาพอย่างช้าๆและใจเย็น ซึ่งน้อยครั้งที่จะบันทึกภาพด้วยความรู้สึกดีๆเช่นนี้

จากนั้นก็เดินต่อเข้าไปด้านใน เห็นญาติโบกมือไหวๆ บอกให้ช่วยถ่ายภาพหน้าเจดีย์ข้างในด้วย ผมเดินตามเข้าไปในอาณาเขตชั้นใน เรียกว่าเขตวิหารหลวงโดยมีกำแพงอิฐเตี้ยๆสูงไม่เกินหน้าอกล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งกินบริเวณกว้างขวางพอสมควร 

พระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่เนื้อปูนสูงประมาณ 2 เมตร ราวร้อยกว่าองค์นั่งเรียงชิดติดกำแพงด้านในทั้ง 4 ด้านอย่างเป็นระเบียบดูแล้วเหมือนทำให้ใจเราสงบไม่น้อย ทุกองค์หันหน้าเข้าหาเจดีย์ชัยมงคลซึ่งอยู่ตรงกลาง พระพุทธรูปแต่ละองค์มีผ้าสีเหลืองพาดเฉียงที่บ่า ทำให้ดูมีสีสันและมีชีวิตชีวาในท่ามกลางซากปรักหักพังของเขตวิหารหลวงแห่งนี้ ทางเดินรอบวิหารปูด้วยอิฐก้อนใหญ่ๆแบบสมัยก่อนดูเหมือนกับเป็นลานกว้างที่สามารถเดินได้รอบฐานเจดีย์ ขณะที่เดินรอบวิหารหลวงนั้นก็อดที่จะนึกไม่ได้ว่าลานรอบเจดีย์แห่งนี้คงผ่านรอยเท้าผู้คนนับไม่ถ้วนมาหลายชั่วอายุคนแล้ว และในอดีตนั้น ก็คิดว่าถ้าใครได้มีโอกาสมาสักการะพระเจดีย์แห่งนี้นี้ก็ถือว่าเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง เพราะดูเหมือนจะมีท้องพระโรงคล้ายกับพระราชวังในอดีต คล้ายกับจะเป็นทั้งวัดและพระราชวังไปในตัว

                                        

“ เจดีย์ชัยมงคล” ตามพงศาวดารแล้ว สมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดให้สร้างพระเจดีย์ชัยมงคลเฉลิมพระเกียรติ คราวชนะสงครามยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชา พ.ศ. 2135 ซึ่งนับว่ามีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์เป็นอันมาก และเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะ หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2112 จากนั้นอีก 13 ปี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็สามารถกอบกู้เอก ราชให้กลับคืนมาได้ และอีก 2 ปีต่อมาก็ได้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากที่ได้ถ่ายภาพให้กับญาติๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็แยกตัวเพื่อหามุมถ่ายภาพโดยได้นัดแนะให้ไปเจอกันที่รถหลังจากถ่าย
ภาพเสร็จแล้ว ผมใช้เวลาในการบันทึกภาพอย่างจุใจภายในบริเวณวัด เพราะโอกาสที่เราจะกลับมาและได้เห็นบรรยากาศที่เหมาะแก่การบันทึกภาพเหมือนแช่นวันนี้อาจหายากเต็มที

วัดใหญ่ชัยมงคล สถานที่ผมยืนถ่ายภาพอยู่นี้ในอดีตนั้นมีความสำคัญอยู่ไม่ใช่น้อย และเชื่อว่านักท่องเที่ยวคนไทยส่วนใหญ่คงไม่มีใครทราบประวัติความเป็นมาของสถานที่สำคัญแห่งนี้ จึงได้แต่เดินดูและรู้แต่เพียงว่าเป็นโบราณสถานอันเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยาเท่านั้นเอง รายละเอียดต่างๆและประวัติความเป็นมา น้อยคนนักที่จะทราบ ผิดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีไกด์อธิบายให้ฟังในจุด สำคัญๆไปตลอดทางว่ามีความเป็นมาและเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ไทยในอดีตนั้นอย่างไร ทำให้น่าเป็นห่วงว่าคุณค่าแก่ควรจดจำเหล่านี้ ขาดหายไปจากคนไทยไม่น้อย และน่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เห็นสถานโบราณต่างๆทั่วประเทศ ถูกนักท่องเที่ยวคนไทยด้วยกันนี้ทำลายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งคำว่า "รู้เท่าไม่ถึงการณ์" ดูเหมือนจะเป็นข้อแก้ตัวที่ทำให้ทุกอย่างยุติโดยไม่มีข้อตำหนิอื่นใดๆเลย ซึ่งสิ่งนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า การท่องเที่ยวในความเข้าใจของคนไทยส่วนใหญ่แล้วยังต้องพัฒนาความคิดความเข้าใจอีกไม่น้อย

ในขณะที่กำลังถ่ายภาพอยู่นั้นก็เกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า ในช่วงเทศกาลสำคัญที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมกันมากๆทางวัดน่าจะร่วมมือกับโรงเรียนในละแวกนั้นจัดทำโครงการ “ไกด์อาสาสมัคร” ให้นักเรียนมาอบรมศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของวัดอย่าง ละเอียดและสามารถเป็นไกด์พานักท่องเที่ยวคนไทยกลุ่มเล็กๆเที่ยวชมได้อย่างมีคุณค่าและได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเยาวชนตัวเล็กๆที่มากับครอบครัว นักท่องเที่ยวอาจเสียค่าธรรมเนียมบ้างตามสมควร ็น่าจะเกิดประโยชน์และช่วยสร้างรายได้ให้กับเด็กนักเรียนเหล่านั้น เป็นการฝึกฝนให้นักเรียนในท้องถิ่นรู้จักอาชีพมัคคุเทศก์ ซึ่งอาจเป็นอาชีพถาวรให้กับเด็กๆเหล่านั้นได้ในอนาคต ที่สำคัญจะทำ ให้เยาวชนเหล่านั้นมีความรู้สึกผูกพันธ์และหวงแหนโบราณสถานในท้องถิ่นของตนเองอีกด้วย

                                        

เพื่อให้เรื่องราว”วัดใหญ่ขัยมงคล” มีความสมบูรณ์มากขึ้น จึงขอคัดย่อเรื่องบางส่วนที่เห็นว่าน่าสนใจมาเล่าสู่กันฟัง จากหนังสือ
“ วัดใหญ่ชัยมงคล “ ที่ซื้อมาจากแม่ชีคนหนึ่งของวัดนี้ ดังนี้……..


“ ….จากสภาพทางภูมิศาสตร์บ่งบอกให้ทราบว่า วัดใหญ่ชัยมงคลตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับวัดแพนงเชิง วัดมเหยงคณ์ วัดกุฎีดาว
วัดสมณโกศ และวัดอโยธยา และซากปรักหักพังที่เหลือให้เห็นล้วนแต่แสดงถึงความใหญ่โตมโหฬารในอดีตทั้งสิ้น จึงเชื่อได้ว่า วัดใหญ่ชัยมงคลคงเป็นสำนักที่มีสงฆ์อยู่มาก่อนสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1(พระเจ้าอู่ทอง)ทรงสถาปนากรุงเทพทราวดีศรีอยุธยาเป็นแน่”

“เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงสถาปนากรุงเทพทราวดีศรีอยุธยาแล้ว 7 ปี (พ.ศ. 1900 ) โปรดกล้าให้ขุดศพเจ้าแก้ว เจ้าไท ี่ออกอหิวาตกโรคตาย ขึ้นพระราชทานเพลิงศพที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ แล้วสถาปนาพระเจดีย์วิหารเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามว่า “ วัดป่าแก้ว” (จากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา)

“เนื่องจากวัดนี้เป็นพระอารามหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีบริเวณกว้างขวาง มีสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตและมีจำนวนพระสงฆ์มาก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “วัดใหญ่” มาแต่แรกสร้าง ต่อมาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงสร้างเจดีย์ชัยมงคลที่วัดนี้ชาวบ้านจึงนำเอานามพระเจดีย์มาประกอบกับชื่อวัด และเรียกกันสืบมาว่า “วัดใหญ่ชัยมงคล”

“….ต่อมาปรากฏเรื่องวัดพระยาไทยอีก คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดเกล้าฯให้เสริมสร้างต่อเติมพระเจดีย์วัดเจ้าพระยาไทย องค์เดิมให้สูงขั้นไปอีก เป็นการประกาศชัยชนะยุทธหัตถีที่ทรงมีแก่พระมหาอุปราชา ประมาณว่าสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เส้น 10 วา และโอกาสเดียวกันก็โปรดเกล้าให้ก่อพระเจดีย์ไว้ที่ตำบลหนองสาหร่ายอันเป็นที่ทรงทำยุทธหัตถี 1 องค์ ปัจจุบันเรียกกันว่า เจดีย์ยุทธหัตถี ที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี”

ผมนำเรื่องราวของวัดใหญ่ชัยมงคลมาให้ทราบพอสังเขปเท่านั้น ซึ่งในหนังสือของทางวัดมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมายและน่าศึกษา อ่านแล้วก็สามารถเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่สำคัญๆในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ใครสนใจก็ค้นคว้าหาอ่านกันเองนะครับ

เมื่อได้เวลาอันควรผมก็ออกจากวัดเพื่อไปยังลานจอดรถ ขณะที่เดินออกมาก็สวนกับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ขาดระยะส่วนมากแล้วจะมาเป็นกลุ่มใหญ่ๆ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นน่าจะมากกว่าเพื่อนมีทั้งวัยหนุ่มสาวและผู้ใหญ่ ที่สังเกตเห็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นจะนิยมใส่ หมวกสีขาวหรือสีครีมเป็นส่วนใหญ่ น่าจะเป็นพวกที่บริษัทท่องเที่ยวแจกไว้เผื่อผลัดหลงจะได้สังเกตได้ง่าย

ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบ 11 โมงแล้วจึงตกลงกันว่าคงยกเลิกที่จะไปเที่ยววัดอื่นๆตามที่ตั้งใจไว้ แค่วัดเดียวก็คงจะเหนื่อยและร้อนมากพออยู่แล้ว เป็นอันว่าจากนี้ก็มุ่งสู่จังหวัดสิงห์บุรีเพื่อชิมปลาช่อนแม่ลาเผากันเลย

ผมคงหยุดเที่ยววัดใหญ่ชัยมงคลแต่เพียงแค่นี้โดยไม่ได้พาไปทานปลาช่อนแม่ลาด้วยกัน เพราะไม่ได้ถ่ายภาพอะไรไว้เลย แต่ก็ขอ บอกผู้อ่านเพื่อเรียกน้ำย่อยกันหน่อยนะว่า ควรหาโอกาสทาน “ปลาช่อนแม่ลาย่าง” กันสักครั้งหนึ่งเพราะเป็นปลาธรรมชาติที่รสชาติอร่อยมาก ทานกับใบสะเดาย่างจากเตาถ่านออกเกรียมๆยิ่งอร่อยมาก ปลาช่อนแม่ลาที่แท้จริงนั้นเนื้อจะออกสีน้ำตาลไม่ขาวจั๊วะเหมือนปลาช่อนทั่วไป การย่างปลาก็ย่างด้วยเตาถ่านธรรมดาๆนี้แหละ และไม่ได้คลุกเกลือตามที่เห็นดาษดื่นแต่อย่างใด

……ผมชักหิวแล้วละ


 สวัสดีครับ
Web master
Photoontour.Com

ดูภาพวัดใหญ่ชัยมงคลชุดล่าสุด ถ่ายเมื่อเดือนตุลาคม 2549

 
ดูภาพชุดทั้งหมดได้ที่นี่ คลิ๊กที่ภาพเล็กเพื่อดูภาพขยายได้เลย      
   
  Photoontour.Com