Home > City Tour > APEC Tour The Professional Photo website : เวปไซต์ภาพถ่าย เวปไซต์คุณภาพ
 
         City tour : Unseen Bangkok Paradise           ตามรอยผู้นำเอเปค   โดย ททท. ร่วมกับ สทน. พาชมสถานที่ใช้ต้อนรับผู้นำเอเปค เมื่อวันที่ 23 พย.46
 
Part 1    ลานเจษฎาบดินทร์ / วัดราชนัดดารามวรวิหาร ( เดินทางวันอาทิตย์ที่ 23 พย.2546 บัตร 399. บาท)
       

ออกจะโกลาหลพอสมควรในวันเดินทาง เพราะตามนัดให้มาพบกันที่ลานพระรูปด้านสนามเสือป่า เวลา 8.00 น.ของวันอาทิตย์ แต่วันนั้นเป็นวันที่ปิดการจราจรบริเวณนั้นเป็นวงกว้าง ซึ่งมีการวิ่งมินิมาราธอนบนถนนราชดำเนิน "ยุ่งเลยเรา" เข้าไปทางไหนก็ถูกปิดถนนกันทุกจุด จนได้เวลานัดก็ยังเข้าไปที่ลานพระรูปไม่ได้ขับรถวนอยู่ 2 รอบ จนอ่อนใจ เลยกะว่าไปจอดรถที่หน้าวัดเบญจะ แล้วเดินไปสนามเสือป่า แต่พอผ่านหน้าวัดเท่านั้นก็เห็นรถโค๊ชคันใหญ่จอดเรียงเป็นตับ

ไช่แล้ว ตามรอยเอเปคแน่ๆ ปรากฎว่าเช้าวันนั้นทางไกด์ด่าตำรวจขรมไปเลย บอกว่าเมื่อเย็นวานได้โทรสอบถามแล้วไม่มีปัญหา แต่พอตอนเช้าดันไม่ยอมให้เอารถเข้าไป บอกว่านี่แหละตำรวจไทย วันนั้นทีมงานต้องเหนื่อยและโกลาหลกันไปหมด ที่ต้องเสียเวลารอคนให้ครบ ต้องให้เจ้าหน้าที่ไปยืนพูดโทรโข่งตามจุดสีแยกบริเวณใกล้ๆแถวนั้น

หลังจากที่ได้เวลาและพร้อมกันแล้ว รถบัสคันใหญ่จำนวน 8 คัน ก็พามาที่ลานเจษฎาบดินทร์เป็นแห่งแรก มีไกด์อธิบายความเป็นมาของสถานที่ ที่ลานนี้มีอนุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงโปรดให้สร้างวัดราชนัดดารามวรวิหารและธรรมเจดีย์ที่เรียกว่าโลหะปราสาท ซึ่งสูง 36 เมตร ประกอบด้วยเจดีย์ล้อมรอบ 37 องค์ โลหะปราสาทแห่งนี้ นับเป็นแห่งที่ 3 ของโลก ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ที่นี่เพียงแห่งเดียว ส่วนอีก 2 แห่ง ที่ประเทศอินเดียและศรีลังกา ได้ปรักหักพังไปหมดแล้ว

Part 2    ตึกไทยคู่ฟ้า(ตึกไกรสร)
   

สถานที่แห่งนี้ เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยเข้ามาเห็น อย่างมากก็ชะเง้อดูที่ริมรั้ว เมื่อหลายปีก่อนผมเคยมาถ่ายภาพไฟกลางคืน ต้องวางกล้องตั้งกล้องที่ริมรั้ว ดูวุ่นวายพอสมควร แต่วันนี้...ได้มีโอกาสเดินเข้ามาในสถานที่นี้อย่างสง่าผ่าเผย(ขอคุยหน่อย) มีโอกาสตื่นตะลึงกับความวิจิตรงดงาม จนต้องขยี้ตาหลายครั้ง(ขี้ตาแยะ)พูดภาษาชาวบ้านว่า "เนี๊ยบจริงๆ" เหมือนเข้ามาอยู่ในวังของพระมหากษัตริย์ประเทศอินเดียอะไรประมาณนั้น เพราะดูลวดลายค่อนไปทางศิลปะทางโน้นมากกว่า

แต่ประวัติเค้าบอกว่า เป็นศิลปะแถบเวนิส ถอดแบบมาจากพระราชวังริมน้ำแถวๆนั้น เป็นศิลปะแบบเวนีเชี่ยนโกธิค (Venetian Gothic) ตึกนี้เดิมชื่อตึกไกรสรตามพระนามย่อ ของพระองค์เจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงรักษ์รณเรศ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าไกรสร และเป็นต้นราชสกุล "พึ่งบุญ ณ อยุธยา" ในวันนั้นเค้าไม่ให้เข้าไปข้างในตึกนะครับ สงสัยจะกลัวคณะของเราตกตะลึงเป็นลมเป็นแล้งไป จึงทำได้แต่ถ่ายภาพอยู่ภายนอก ถ่ายเอาๆ จนจะเป็นลม เพราะแดดร้อน

ใครอยากรู้รายละเอียดของสถานที่แห่งนี้ มาที่นี่เลย http://www.cabinet.thaigov.go.th/house 03.htm

Part 3   ตึกสันติไมตรี
 

พวกเราถูกพาให้เข้ามาในตึกนี้ แหม..มันดูหรูหรา สุดเริดจริงๆ นั่งฟังวิทยากรในห้องโถงใหญ่ ที่เหมือนเข้ามานั่งในสวรรค์เมืองแมน ไม่ว่าจะมองซ้าย มองขวา มองบน มองล่าง มันอลังการจนออกอาการหนาวสั่น(แอร์เย็นมาก..)จึงต้องแอบเล็ดลอดออกไปถ่ายภาพข้างนอก จะหรูหราแค่ไหน ก็ดูกันเอาเอง โคมไฟระย้าสวยๆที่ราคาแพงหูฉี่ เยอะไปหมด จนเคลิ้มไปชั่วขณะว่า อยากอยู่บนวิมานแบบนี้ มีบริวาร( และมีสนมแยะๆ)

ตึกสันติไมตรี(หลังนอก)เป็นตึกที่สร้างขึ้นมาทีหลัง ในสมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเลียนแบบตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อไว้รับรองแขกสำคัญๆของรัฐบาล ส่วนตึกสันติไมตรี(หลังใน) สร้างในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เพื่อเป็นห้องรับรองและจัดสัมมนาหากใครต้องการรู้มากกว่านี้ คลิ๊กที่นี่ ttp://www.cabinet.thaigov.go.th/house 05.htm

Part 4   พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท / หอประชุมกองทัพเรือ
           

" พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท " เป็นไฮไลท์ที่ถือว่าสำคัญที่สุดในวันนี้ เป็นสถานที่น้อยคนนักจะมีโอกาสเข้าชม โดยเฉพาะท้องพระโรงที่ใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญๆ เป็นสถานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแก่ราชอาคันตุกะและอาคันตุกะ วันที่มาชมครั้งนี้นับเป็นบุญกุศลแก่ชีวิตที่มีโอกาสได้มาเห็นสิ่งมีค่ามากมายภายในพระที่นั่ง ที่รวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของราชวงศ์จักรีไว้อย่างสมบูรณ์

ช่วงเที่ยง พวกเราได้ไปทานอาหารกลางวันกันที่หอประชุมกองทัพเรือ ซึ่งเป็นสถานที่จัดเลี้ยงผู้นำเอเปคและผู้นำระดับรัฐมนตรี หอประชุมกองทัพเรืออยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นสถานที่เห็นทิวทัศน์ฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นพระบรมมหาราชวัง เป็นมุมมองที่สวยงามมาก

Part 5   อาคารราชนาวิกสภา กองทัพเรือ
 

ทานอาหารเสร็จก็เดินฝ่าแดดไปยังอาคารราชนาวิกสภาซึ่งเลียบเจ้าพระยาห่างออกไปราว 200 เมตร ช่วงถนนระหว่างสองอาคารนี้ก็คือเส้นทางที่ผู้นำเอเปคนั่งรถตุ๊กไปชมขบวนเรือ ซึ่งอยู่ชั้นบนของอาคารที่เก่าแก่ แต่ตกแต่งใหม่จนแลดูสวยงาม และเป็นสถาปัตย์กรรมที่มีคุณค่าแห่งหนึ่งเมืองไทย

"สะพานมอญ" เราเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ในคืนวันที่ชมขบวนเรือ วันนี้มาเห็นของจริงแล้วก็นับว่าเป็นสะพานที่สูงพอสมควร ในวันนั้นได้ยินว่าหลายฝ่ายต่างหวั่นใจว่ารถตุ๊กซึ่งเป็นรถไฟฟ้าแบบรถกอล์ฟ จะพาผู้นำเอเปคขึ้นสะพานกันไหวหรือเปล่า เพราะจากที่ซ้อมใหญ่กันหลายครั้ง เครื่องก็ติดๆดับๆอยู่บ่อยๆ แต่วันนั้นก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีด้วยความโล่งอก สะพานมอญจะสูง จะสวยแค่ไหน จึงได้ถ่ายภาพมาให้เห็นในหลายมุม

Part 6   พิพิธภัณฑ์เรือพระที่นั่ง

สุดท้าย คณะของเราก็ได้มาชมพิพิธภัณฑ์ขบวนเรือพยุห์ ในท่ามกลางความง่วงหงาวหาวนอนกันหลายคน ได้มาเห็นเรือสำคัญๆที่เก็บรักษาไว้ในโรงเก็บอย่างใกล้ชิด ซึ่งดูออกใหญ่โตมากเลยทีเดียว ได้เห็นความวิจิตรบรรจงของลวดลายที่ประดับตลอดทั้งลำเรือ นับเป็นชิ้นงานศิลปกรรมชิ้นเอกที่หาดูได้ยาก ทำให้คิดไปว่าคนไทยในยุคต่างๆที่ผ่านมา ให้ความสำคัญแก่งานศิลปกรรมด้านนี้เป็นอย่างมาก สร้างกันอย่างสุดฝีมือ ฝากคุณค่าทางศิลปะให้เป็นมรดกตกทอดสืบกันมา

เป็นสิ่งที่คนไทยควรเข้าใจ หรือทำความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ เพราะนี่เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคำว่า "อารยะธรรม" ที่มีอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนไทย แม้ว่าโลกเราจะพัฒนาด้านเทคโนโลยี่ไปทิศทางใด แต่สิ่งที่แสดงถึงคุณค่าของความเป็นคนของชนในชาตินั้นๆ จะมองผ่านทางอารยะธรรมเช่นนี้เสมอๆ หากสิ่งเหล่านี้ถูกยึดโยงอยู่ในสายเลือดและจิตใจคนไทยด้วยแล้ว เชื่อได้ว่าประเทศไทยคงเติบโตไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ดูภาพถนนร้างในวันประชุมผู้นำเอเปค ที่นี่
 




การถ่ายภาพ

โดยปกติที่ไปถ่ายภาพหรือไปเที่ยวที่ใด มักจะไปกันเองแบบส่วนตัวกับครอบครัว หรือลุยเดี่ยว แต่มาคราวนี้ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ราวสองร้อยกว่าคน จะแวะที่ไหนต้องถูกจำกัดเรื่องเวลา การถ่ายภาพจึงต้องทำแบบค่อนข้างรีบเร่ง เจออะไรเป็นถ่ายดะ ไม่ค่อยบรรจงกันมากนัก การบรรยายสรุปก็ไม่ได้ไปฟังเป็นเรื่องเป็นราว ต้องหนีออกไปถ่ายภาพทุกครั้ง เพราะไม่งั้นคงถ่ายภาพได้ไม่มากนัก

วันนั้นมีฟิล์มสไลด์ fuji velvia ติดกล้องอยู่ และมีฟิล์มสีติดกล้องอีกตัว เลยพาไปเที่ยวทั้งคู่ ซื้อเพิ่มเฉพาะฟิล์มสไลด์อีกนิดหน่อยเพราะกะว่าเที่ยวคราวนี้ จะถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ทั้งหมด ทางร้านแนะนำฟิล์มตัวใหม่ Fuji Provia 100 F เลยลองทดสอบดูผลจาการทดสอบครั้งนี้ก็ยังสรุปอะไรไม่ค่อยได้ เพราะถ่ายไม่ค่อยมาก ดูๆแล้วสีจะออกเพี้ยนๆยังไงชอบกล คิดว่าสีน่าจะเป็นแบบนี้แต่มันดันเว่อร์ๆแปลกๆ

ผมได้ฟิล์มสีมาช่วยในการถ่ายในที่ร่มในตึกทำเนียบรัฐบาล ที่เป็นภาพภายในอาคาร ซึ่งฟิล์มสไลด์มันคอนทราสจัดมากจนน่าเกลียดดีที่มีฟิล์มสีมาช่วย (Part 3 ) สีจึงออกนุ่มนวลไล่โทนได้ดีหน่อย

ตอนเช้าๆเวลาประมาณเก้าโมง ได้ถ่ายภาพที่ลานเจษฏาบดินทร์และวัดราชนัดดา เป็นช่วงเวลาที่แดดจัด ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินไม่มีเมฆทำให้ภาพถ่ายออกมาแล้วจะดูสีสด (Part 1) ยิ่งใช้ฟิลเตอร์ PL เข้าไปช่วยอีกแรงหนึ่งยิ่งทำให้ท้องฟ้าออกเข้มมากขึ้น ความจริงหากไม่ใช้ PL ฟ้าก็ยังเข้มไม่ต่างกันมากนัก ซึ่งภาพที่ใช้เลนส์ 75-300 ภาพนี้ ไม่มี PL และ UV โดยถ่ายให้ under 1/3 stop ซึ่งจะทำให้ภาพ slide อิ่มตัวขึ้น

จากที่เคยใช้ PL ที่ผ่านมานั้นพอจะสรุปได้ว่า

ถ้าเป็นฟิล์มสไลด์
เจอภาพแบบนี้ แค่ UV ก็น่าจะให้น้ำหนักความเข้มข้นของภาพได้เพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ PL เสมอไป ซึ่งคุณสมบัติของฟิลเตอร์ UV จะตัดรังสีไวโอเลต สามารถเคลียร์ความใสของภาพและให้น้ำหนักได้ดีอยู่แล้ว หากถ่ายให้อันเดอร์สักประมาณ 1/3 stop มักให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติได้ดี ต่างกับการใช้ PL ที่ดูภาพก็รู้ทันทีว่า ใช้ PL แน่ๆ เพราะมันจะทำให้สภาพแวดล้อมของภาพขาดมิติไป เช่นต้นไม้ ภูเขา สีจะออกด้านไปหมด ขาดแสงมันเงาที่เป็นมิติของตัวมันเอง หากใครใช้ PL เป็นประจำ ่ลองมาถ่ายเปรียบเทียบดูว่าระหว่างใช้ PL กับ ไม่ใช้ ซึ่งอาจเห็นว่าแค่ UV ก็น่าพอใจแล้ว

การถ่ายภาพวิวด้วยฟิล์มสี
ปัจจัยมันแยะมากที่ภาพจะออกมาได้ดั่งใจ ใช้ PL หรือไม่ใช้ บางครั้งก็ดูไม่ค่อยออก เพราะบางแลป ก็ช่วยให้ภาพดีขึ้น คนถ่ายก็อาจหลงตัวเองว่าถ่ายดีแล้ว แต่ในกรณีที่มีแสงแดดจัดจ้าน PL กับฟิล์มสีน่าจะเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ใช้แล้วมักไม่ค่อยผิดหวัง แต่ก็แปลกภาพสองภาพ ภาพหนึ่งถ่ายด้วยสไลด์ อีกภาพหนึ่งถ่ายด้วยฟิล์มสี โดยใช้ PL ทั้งคู่ แต่ภาพสีมักไม่ค่อยเห็นคุณสมบัติของ PL อย่างชัดเจน ผิดกับสไลด์ที่เห็นคุณสมบัติของ PL ได้สดสวย ซึ่งอาจเป็นเพราะสไลด์ให้ภาพที่คอนทราสต์กว่าฟิล์มสี หรือมีช่วงระหว่างโทนสีที่แคบกว่าฟิล์มสี

เรื่องของฟิลเตอร์ PL เป็นเรื่องที่ผู้ถ่ายภาพควรต้องศึกษากันให้ถ่องแท้ เพราะการทำให้ภาพออกมาดูจัดจ้าน ภาพมีน้ำหนัก ดูสดใส

การใช้ PL เป็นเพียงแค่ทางเลือกหนึ่งเท่านั้นเอง ภาพที่สวยสดใส ที่ดูคล้ายเหมือนใช้ PL บางครั้งอาจไม่ได้ใช้ฟิลเตอร์อะไรช่วยเลยก็ได้ คุณสมบัติของเลนส์ชั้นเยี่ยม การเลือกปรับรูรับแสงที่เป็นเทคนิคเฉพาะตัว การเลือกเวลาถ่ายภาพ สภาพแสงที่เป็นใจในขณะนั้นต่างๆเหล่านี้ อาจทำให้ภาพออกมาดูสดใสเหมือนใช้ PL ดังนั้น ผู้ถ่ายภาพจะต้องศึกษาทดสอบจนรู้ใจกล้อง รู้ใจเลนส์ที่ตนเองใช้อยู่และจดจำผลที่ออกมา จะทำให้เรามั่นใจขึ้น จนถึงขั้นประเภท "จับวาง" หรือ "สั่งได้"

การถ่ายภาพตามรายการ ตามรอยเอเปคในครั้งนี้ เชื่อได้ว่าผู้ที่ไปด้วยกันก็คงแปลกใจว่า ของจริงที่เห็นกับภาพถ่ายชุดนี้ ทำไมมันต่างกัน ของจริงดูๆก็ไม่เห็นมีอะไรจะสวยมากนัก เรื่องนี้ก็ต้องบอกว่า ในการถ่ายภาพนั้นมุมมองภาพถ่ายจะต่างกับที่เห็นทั่วไปหากเป็นผู้มีประสพการณ์แล้วมุมของภาพก็ยิ่งจะต่างกันมากขึ้น ทิศทางแสง ฉากหลัง สี รูปทรง ต้องประกอบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

การเลือกใช้ฟิล์ม การเลือกใช้เลนส์ รวมไปถึงเทคนิคอื่นๆอีกหลายอย่างที่มันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติในขณะถ่ายภาพ องค์ประกอบเหล่านี้เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะทำให้ภาพออกมาดูผิดแผกกับการถ่ายภาพหรือบันทึกภาพตามปกติทั่วไป

ดังนั้นการถ่ายภาพแบบที่ว่านี้ จึงไม่ไช่เพียงแค่บันทึกภาพ เห็นอะไรสวยๆก็ถ่าย เพียงแค่นี้คงไม่เพียงพอที่จะทำให้ภาพออกมาดีได้ไม่งั้นคนที่ถ่ายภาพได้ก็คงจะมีผลงานเหมือนๆกัน หากใครที่คิดว่า ถ่ายภาพมาตั้งนานแต่ไปไม่ค่อยถึงไหน ก็ต้องทำตัวให้ ไม่ไช่เป็นเพียงแค่บันทึกภาพตามปกติ คงต้องคิด ต้องเข้าใจ มองหาสิ่งใหม่ๆให้ตนเอง ไม่หยุดอยู่กับที่ ไม่เก็บกล้องไว้ในกระเป๋านานๆ ต้องคิด ต้องวิเคราะห์ภาพไปด้วย พยายามเข้าถึงจุดที่ตนเองชอบและพอใจนั้นให้ได้ สักวันหนึ่งโอกาสคงมาถึงเรา

 

สวัสดีครับ
webmaster
photoontour.com



 

 City Tour | Events | Photo Services  |  Gallery |   Misc. |  
Portraits |  Special Photos | Today Talk |  About Us  |  Site Map  Home  
Photoontour.com