Home
Home  :  Bangkok City Tour  :  Chinese Newyear 2013
วันตรุษจีนที่เยาวราช และย่านพลับพลาชัย 12 กพ. 2556  
Chinese New Year 2013 at Yaowaraj China Town
           
 
 
  Mae Hong Son
ยามเช้าที่แม่ฮ่องสอน
 
  Phuket
เกาะราชา ภูเก็ต
 
  Hat Yai
ตลาดคลองแห หาดใหญ่
 
  Chiangmai
ดอยสุเทพ เชียงใหม่
 
         
  Cambodia
กัมพูชา นครวัด-นครธม
 
  Myanmar
พม่า ชเวดากอง อินทร์แขวน
 
  China
จีน ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กุ้ยหลิน
 
  Vietnam
เวียดนาม ฮานอย เว้ ดานัง


   
       
 
หมายเหตุ

เนื่องจากเว็บเพจในชุดนี้ออกแบบเพื่อจอคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดตั้งแต่ 1200 Pixels ขึ้นไป และภาพในชุดนี้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น จะได้ดูกันแบบสบายตาและอย่างสะใจ
ดังนั้นหากจอภาพของท่านที่มีขนาดด้านกว้างต่ำกว่า 1200 Pixels ภาพจะล้นจอจนต้องเลือน Scrollbar แต่หากต้องการดูภาพให้พอดีจอก็แนะนำให้ทำตามข้างล่างนี้



  
 


ดูภาพศาลเจ้าในอดีตเมื่อ 11 ปีก่อน(2545)  ภาพชุด1   ภาพชุด2





วันตรุษจีนที่เยาวราช และย่านพลับพลาชัย
12 กพ. 2556  




เมื่อปี 2545 หรือ 11 ปีก่อน เคยไปถ่ายภาพที่ศาลเจ้าย่านพลับพลาชัย ซึ่งเป็นย่านคนจีนที่อยู่ไม่ห่างจากถนนเยาวราชมากนัก ตอนนั้นรู้สึกว่ามีโอกาสเข้าไปถ่ายภาพศาลเจ้าในกรุงเทพเป็นครั้งแรก ทำให้รู้ว่าศาลเจ้าแต่ละแห่งนั้นมีประวัติความเป็นมาพอๆกับกรุงรัตนโกสินทร์ หรือมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในยุคที่คนจีนเข้ามาค้าขายและตั้งรกรากในไทยเพิ่มมากขึ้น 

ชาวจีนที่เข้ามาในยุคต้นรัตนโกสินทร์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3-4 และเข้ามามากในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น เป็นชาวจีนรุ่นหลังๆที่เข้ามาเมืองไทย ส่วนรุ่นแรกๆหรือยุคแรกได้เข้ามาค้าขายตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย เรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงธนบุรี สินค้าที่นำมาขายในสมัยนั้นมีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ เช่นชา ผ้าไหม ชามกระเบื้อง ซึ่งรวมถึงอาวุธปีนด้วย

เราคงจำกันได้ว่าสมัยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินกอบกู้เอกราชจากพม่าเมื่อปี 2310 หรือเมื่อ 240 ปีก่อน  สาเหตุหนึ่งที่ประสบชัยชนะก็เพราะเรามีอาวุธที่ทันสมัย ซึ่งก็คือ" ปืนไฟ " ที่สั่งซื้อมาจากชาติตะวันตก และจากพ่อค้าชาวจีนที่มีสายสัมพันธ์กับพระเจ้าตาก ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็คือปืนแก๊ปกระบอกยาวๆที่คนในต่างจังหวัดทำกันเองเพื่อใช้ล่าสัตว์  แต่ยุคกรุงศรีอยุธยาถือว่าเป็นอาวุธที่ทันสมัยและต้องซื้อจากต่างชาติ  ส่วนคนไทยหรือทหารไทยน่าจะมีอาวุธประจำกายเพียงแค่หอก ดาบ เท่านั้นเอง

ชาวจีนได้อพยพเข้ามายังประเทศไทยเรื่อยมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย สมัยนั้นมีพ่อค้าจีนนำถ้วยชามกระเบื้องเข้ามาขาย ทำให้คนไทยรู้จักวิธีการเคลือบพวกชามกระเบื้องเพื่อให้มีความคงทนกว่าวิธีการเผาแบบเดิมๆ และ "ชามสังคโลกของไทย" ก็มีชื่อเสียงในยุคนี้

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือสมัยสมเด็จพระนารายณ์ก็มีชาวจีนเข้ามากขึ้นพอๆกับพวกฝรั่งมังค่าที่เข้ามาเจริญสัมพันธ์ไมตรี และติดต่อด้านการค้า ชาติต่างๆที่เข้ามาค้าขายในสมัยนี้ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา ญี่ปุ่น อิหร่าน และจีน ทำให้กรุงศรีอยุธยารับอารยธรรมอันหลากหลายจากชาติตะวันตกและเอเชีย เช่นมีการโบสถ์คริสต์ มัสยิด และหมู่บ้านญี่ปุ่น

พอถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีชาวจีนโพ้นทะเลเข้ามาตั้งรกรากและทำมาค้าขายมากขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่
สยามประเทศเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติมหาอำนาจจากยุโรป เพื่อป้องกันการถูกล่าอาณานิคม หากเทียบเป็นสมัยนี้ก็คือนโยบายเปิดประเทศนั่นเอง

คนจีนเข้ามากันมากในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้นมีหลายสาเหตุ เช่นเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในจีนแผ่นดินใหญ่ เกิดภัยพิบัติจากธรรมชาติ ประชาชนมีความอดอยาก และเมืองไทยในสมัยนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ในน้ำมีปลาในนามีข้าว มาแล้วก็ไม่อดอยาก 

และอาชีพของคนจีนในสมัยนั้นก็คืออาชีพพ่อค้า อีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นชาวจีนส่วนใหญ่จะมีอาชีพรับจ้างทั่วไปเรียกว่าอาชีพ จับกัง
อีกพวกหนึ่งเรียกว่า กุลี คือพวกรับจ้างขนสินค้าเช่นแบกกระสอบข้าวสารตามท่าเรือ (กุลี หรือ Coolie แปลว่า คนรับจ้างแบกขนหรือรับจ้างทำงานหนัก)

ชาวจีนที่เข้ามาเมืองไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีหลายกลุ่ม ในร.ศ128 หรือคศ.1909 มีบันทึกไว้ดังนี้
  - จีนแต้จิ๋ว      86,298 คน (ต้นตระกูลสมเด็จพระเจ้าตากสิน)
  - จีนฮกเกี้ยน  22,190 คน
  - จีนกวางตุ้ง  30,192 คน
  - จีนไหหลำ   13,068 คน
  - จีนแคะ       10,820 คน

คนจีนจากแผ่นดินใหญ่ที่อพยพเข้ามาสยามประเทศในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้นจะมีเพียงแค่ “ เสือผืนหมอนใบ ” หรือแทบไม่มีทรัพย์สินติดตัวอะไรเลย และเป็นการหนีภัยความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในหลายๆมณฑล เมื่อล่องเรือสำเภาเข้ามาทางปากน้ำ(จังหวัดสมุทรปราการ) แล้วเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาก็เห็นความเขียวขจีของต้นไม้และสวนผลไม้ ต่างก็ร้องด้วยความดีใจว่า "เราไม่อดตายแล้ว"

แต่จากที่เคยพูดคุยกับคนจีนรุ่นอาวุโสบางท่านบอกว่าคนจีนที่เข้ามาเมืองไทยหรืออพยพไปอยู่ประเทศต่างๆนั้น “เป็นการหนีภัยของสงครามกลางเมืองมากกว่า” เพราะประเทศจีนในสมัยนั้นมีแต่สงครามการแย่งชิงอำนาจกัน เมื่อฝ่ายอำนาจใหม่ได้เป็นใหญ่แล้วก็มักจะฆ่าฝ่ายตรงกันข้ามชนิดที่เรียกว่า “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” คนจีนจึงต้องอพยพหนีตายไปอยู่ที่อื่น 

มีชาวจีนอยู่กลุ่มหนึ่งจากหมู่บ้าน "โผ่วถ่อซัว" ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งของจีน จะเรียกว่าอพยพทิ้งถิ่นฐานเดิมก็คงจะใช่  เพราะการเดินทางมาเมืองไทยนั้น ได้นำเอาสิ่งเคารพบูชา คือ “เจ้าแม่หน่ำไฮ้กวนอิมเนี้ย” ติดตัวมาด้วย

ปัจจุบันศาลเจ้าแม่ หน่ำไฮ้กวนอิมเนี้ย ตั้งอยู่ในย่านพลับพลาชัย เขตสัมพันธวงศ์ ติดกับสำนักงานมูลนิธิ “ป่อเต็กตึ้ง“ อยู่ไม่ไกลจากโรงพักพลับพลาชัยมากนัก 

ในเทศกาลตรุษจีนของแต่ละปีทางศาลเจ้าจะมีพิธีจุดเทียนบูชาเจ้าแม่ด้วยเทียนเล่มใหญ่ๆ โดยจะเขียนชื่อผู้บริจาคเป็นภาษาจีน (สำหรับผู้ที่บริจาคเงินตั้งแต่ 1 พันบาทขึ้นไป/ข้อมูลปี 2545) แล้วนำไปปิดรอบฐานเทียน

ศาลเจ้าหน่ำไฮ้กวนอิมเนี้ยอาจแตกต่างจากศาลเจ้าอื่นในเรื่องวิธีการบูชา โดยปกติศาลเจ้าทั่วไปจะจุดธูปบูชาเทียนที่ดูไม่ต่างกัน แต่เมื่อเดินเข้าไปยังศาลเจ้าแห่งนี้ก็อาจแปลกใจที่เห็นเทียนสีแดงขนาดใหญ่นับจำนวนหลายพันเล่ม ตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ และกำลังติดไฟทุกเล่ม มีเจ้าหน้าที่คอยเติมน้ำมันและคอยตัดใส้เทียนสีดำๆออกไปอยู่ตลอดเวลา

สำหรับความหมายที่มีการจุดเทียนของศาลเจ้าหน่ำไฮ้กวนอิมเนี้ย ก็เพื่อผู้บริจาคจะได้มีอนาคตที่พบแต่แสงสว่าง ทำการค้าขายรุ่งเรือง

ในสถานที่ใกล้เคียงหรือฝั่งตรงกันข้ามก็มี “ศาลเจ้าไต้ฮงกง”  ซึ่งเป็นศาลเจ้าขนาดใหญ่ที่มีผู้คนเข้ามาบูชาขอพรในช่วงเทศกาลตรุษจีนกันอย่างคึกคัก เรียกว่ามากันตลอดทั้งวัน แต่จะมากเป็นพิเศษในช่วงตั้งแต่หัวค่ำเป็นต้นไป

ศาลเจ้าไต้ฮงกงนี้เป็นของมูลนิธิป่อเต็กตึ้งที่มีสำนักงานอยู่ฝั่งตรงกันข้าม

แต่ละปีชาวจีนที่มากราบไหว้และทำบุญบริจาคเงินให้กับมูลนิธิฯ เข้าใจว่าจะได้รับเงินในช่วงวันตรุษจีนนี้เป็นจำนวนมาก  สังเกตได้จากมีเจ้าหน้าที่หลายสิบคน อยู่ประจำในจุดรับบริจาคของมูลนิธิฯเองและในศาลเจ้าที่อยู่ตรงกันข้าม ใครมาเห็นภาพการรับบริจาคก็อย่าได้เข้าใจว่าเป็นโรงตึ้งหรือโรงรับจำนำเพราะดูคล้ายกันมาก ที่เค้าติดลูกกรงเหล็กก็เพื่อความปลอดภัย และในห้องนั้นอาจมีเงินสดเป็นร้อยๆล้านก็ได้ใครจะรู้

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 56 มีโอกาสได้มาถ่ายภาพในย่านพลับพลาชัยอีกครั้งหนึ่ง จากที่เคยมาเมื่อปี 2545 หรือ 11 ปีก่อน ตอนนั้นยังถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม  แต่ปีนี้ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล  หากดูภาพจากที่ถ่ายทั้งสองครั้งจะเห็นว่าแตกต่างกันราวกับหนังคนละม้วน ในความแตกต่างนั้นทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงภายในศาลเจ้าค่อนข้างมาก  โดยเฉพาะศาลเจ้าไต้ฮงกงแทบจะรื้อและสร้างใหม่ให้ดูสวยงามกว่าเก่า  ทุกอย่างดูเรียบร้อยกว่าเมื่อก่อนที่ดูโทรมๆและเต็มไปด้วยควันธูปจากผู้มาทำบุญ จนเจ้าหน้าที่ต้องประกาศให้ยกธูปไว้สูงๆ ป้องกันไม่ให้โดนเสื้อผ้าของคนอื่น  แต่ในวันนี้ทางศาลเจ้าได้จัดระบบระเบียบใหม่ จนแทบไม่ได้กลิ่นควันธูปโชยมาให้แสบตาเหมือนเมื่อก่อน

เมื่อปี2545 ศาลเจ้าแห่งนี้ดูเป็นอาคารเก่าที่สร้างด้วยปูนและไม้  ต่อเติมด้วยโครงเหล็กเพื่อสร้างหลังคาและขยายพื้นที่ออกมาด้านหน้า แต่มาวันนี้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เข้ามาแล้วดูโอ่โถงสวยงาม สมกับเป็นศาลเจ้าเช่นเดียวกับที่เคยเห็นในประเทศจีน  ส่วนห้องน้ำก็สะอาดชนิดที่ต้องให้คะแนน 5 ดาว

เห็นศาลเจ้าไต้ฮงกงในวันนี้แล้ว คงต้องบอกว่าเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาของคนจีนในย่านเยาวราชหรือไชน่าทาวน์ของเมืองไทยได้เป็นอย่างดี  สามารถเทียบเคียงกับศาลเจ้าในฮ่องกงและประเทศจีนได้อย่างไม่น้อยหน้า

ตรุษจีนครั้งต่อๆไปก็ขอเชิญชวนให้คนไทยและคนจีนมาเที่ยวชมศาลเจ้าในย่านพลับพลาชัย จะได้เห็นบรรยากาศของเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ของคนจีน ที่พอถึงเทศกาลตรุษจีน ชาวจีนจากทั่วกรุงเทพก็จะพากันมากราบไหว้พร้อมอธิษฐานขอพรเพื่อความมั่งมีและเพื่อการทำมาค้าขึ้นในปีต่อไป ไม่ต่างกับคนไทยที่พอถึงวันปีใหม่ 1 มกราคมของทุกปีก็จะชวนกันไปตักบาตรทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต

หากใครไม่ทราบว่าศาลเจ้าในย่านนี้มีงานกี่วัน ก็ต้องบอกว่าสามารถมาทำบุญได้ทุกวันตลอดทั้งปี แต่จะจัดใหญ่โตเป็นพิเศษเพียง 20 วัน โดยนับจากวันตรุษจีนเป็นต้นไป ใครจะมาทำบุญที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง และบูชาเทียนที่ศาลเจ้าแม่หน่ำไฮ้กวนอิมเนี้ย หรือจะมาถ่ายภาพก็แนะนำให้มาช่วงนี้


การถ่ายภาพในศาลเจ้า

ในศาลเจ้ามีมุมที่น่าสนใจสำหรับการถ่ายภาพมากมาย  ยิ่งถ้าได้มาในตอนกลางคืนก็จะเห็นแสงสีของโคมจีน ที่ดูแล้วจะสวยงามกว่าตอนกลางวัน ถ่ายภาพเสร็จก็เดินไปถนนเยาวราชที่อยู่ไม่ห่างกันนัก เพื่อหาร้านอาหารอร่อยๆทานกัน  ใครยังไม่เคยทานของอร่อยในย่านเยาวราชก็ขอแนะนำกันตรงนี้ว่า “ที่นี่ถือว่าสุดยอดฝีมือของอาหารจีนในเมืองไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก” และบนถนนเยาวราชก็มีร้านอาหารมากมายหลายร้าน  ได้ทานแล้วก็อาจติดใจจนอยากจะมาอีกในครั้งต่อๆไป

บางร้านได้ยินว่าภัตตาคารจากฮ่องกงเคยทาบทามกุ๊กฝีมือดี โดยเสนอเงินเดือนถึงหกหลัก(มากกว่า 1 แสนบาทต่อเดือน)แต่ก็ไม่สำเร็จ

ร้านไหนอร่อยบ้าง คงต้องหาจากเว็บไซต์เอาเองแล้วละครับเพราะเยาะมาก หากเลือกไม่ถูกก็ถือหลักง่ายๆว่าร้านไหนคนเยอะ  ก็ร้านนั้นแหละครับไม่ผิดหวังแน่ 

ทานเสร็จก็อาจเดินย้อนขึ้นไปจนถึงหัวถนนเยาวราชก็จะเห็น “ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ “ ตั้งตระหง่านอยู่  จากนั้นเดินข้ามไปยังถนนพระราม 4 ทางฝั่งตรงกันข้ามกับสถานีรถไฟหัวลำโพงเพื่อขึ้นรถไฟใต้ดินกลับบ้าน

ใครจะมาเยาวราช แนะนำให้ใช้บริการรถไฟใต้ดินน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยนั่งมาลงที่สถานีปลายทางหรือสถานีหัวลำโพง  แล้วถามคนแถวนั้นว่าเยาวราชไปทางไหน จากนั้นก็เดินข้ามคลองไปจนถึงหัวถนนเยาวราช

แต่ถ้ามาหัวลำโพงในช่วงนี้ก็อาจเห็นการก่อสร้างใหญ่ๆโตๆจากถนนพระราม 4 ไปจนถึงถนนเจริญกรุง ซึ่งทำงานกันทั้งกลางวันและกลางคืน ที่เห็นนี้เป็นโครงการต่อเนื่องของรถไฟใต้ดิน(MRT) เข้าใจว่ามุดอยู่ใต้ถนนเจริญกรุงตลอดทั้งสาย  เช่นเดียวกับที่อยู่ใต้ถนนถนนรัชดาภิเษก ข้างบนเป็นถนนรัชดาภิเษกแต่ข้างล่างเป็นรถไฟใต้ดิน  

รถไฟฟ้าใต้ดินหรือ MRT ส่วนต่อขยายจากหัวลำโพงที่กำลังก่อสร้างนี้คิดว่าอีกไม่เกิน 3  ปีก็น่าจะแล้วเสร็จ  แต่ปลายทางจะสิ้นสุดที่ไหนก็ไม่ทราบเหมือนกัน  ตอนนี้ในกรุงเทพรวมทั้งย่านชานเมืองมีการสร้างทั้งรถไฟลอยฟ้าและรถไฟใต้ดินเต็มไปหมด 

นักการเมืองพรรคไหนมีนโยบายประชานิยมว่าจะสร้างรถไฟใต้ดิน หรือรถไฟลอยฟ้า ให้ไปไกลจนสุดหล้าฟ้าเขียวก็สร้างไปเถอะ  อนาคตมันมีผลดีต่อคนกรุงเทพและคนไทยแน่นอน ตัวอย่างก็เห็นๆกันมาแล้ว 

แต่โครงการใหญ่ๆในบ้านเรามักเดินหน้าไม่ค่อยสะดวกนัก ติดๆขัดๆกันอยู่ตลอด ทำให้เกิดความล่าช้าอย่างไม่ควรจะเป็น บางครั้งก็กลายเป็นโครงการ 7 ชั่วโคตร ทั้งนี้เพราะมีกลุ่มผู้เสียประโยชน์เช่นจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามคอยขัดแข้งขัดขา หรืออาจถูกประท้วงจากกลุ่มต่างๆ ก็รู้ๆกันอยู่ว่าบางครั้งประท้วงเพื่อแบมือขอผลประโยชน์

เช่นกรณีรถไฟฟ้า BTS ที่เริ่มมาราวปี 2540 ตอนนั้นพอรู้ข่าวว่ามีโครงการ ก็มีกลุ่มต่างๆออกมาประท้วงคัดค้านกันใหญ่

เช่น นายสมัคร สุนทรเวช
(สมัยที่ยังไม่ได้เป็นนายกฯ) ก็ออกมาคัดค้านอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งๆที่เคยอวดภูมิ อวดรู้ และขี้คุยว่าตนเองเคยไปดูงานเมืองใหญ่ๆมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ที่โม้ว่าเคยไปมาแล้วหลายครั้ง รู้ดีว่าระบบขนส่งมวลชนของเค้าทันสมัยไปไกลแล้ว แต่พอเมืองไทยจะทำแบบนั้นบ้างกลับค้านหัวชนฝา

หรือตำรวจดับเพลิงก็ค้านว่าหากเกิดไฟไหม้รถกระเช้าดับเพลิงจะไม่สามารถเข้าไปดับเพลิงได้  รวมทั้งบรรดาครู ผู้ปกครองและนักเรียนจากโรงเรียนมาแตร์เดอีก็ออกมาประท้วงเช่นกัน บอกไม่เอ้า..ไม่เอา กับสถานีรถไฟฟ้าที่มาตั้งแหมะอยู่ริมรั้วหน้าโรงเรียนพอดี บอกว่าทำให้เสียทัศนวิสัย

คงจำกันได้ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองระดับเศรษฐีมีเงินของเด็กๆมาชูป้ายประท้วงกันสลอน

มาถึงตอนนี้ก็อยากถามบรรดาผู้ปกครอง รร.มาแตร์ เหมือนกันว่า "ย้ายสถานีรถไฟฟ้าไปที่อื่นดีไม๊ " หรือตอนนั้นยังคิดผิด

นอกจากนี้บรรดานักวิศวกร และอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อก็เสนอหน้าอวดวิชากันยกใหญ่ เช่นอ้างว่ากระทบโครงสร้างอาคารข้างเคียง หรืออ้างว่ามีเสียงดังเกินมาตรฐานเมื่อเข้าโค้ง(บ้ากันไปใหญ่แล้วทั้งๆที่เส้นทางการเดินรถแบบนี้ และรถไฟฟ้ายี่ห้อ "ซีเมนต์" ที่ใช้อยู่ ก็ติดตั้งและใช้บริการมาแล้วทั่วโลก)

ไม่พอกลุ่มคนตาบอดหรือคนพิการก็มาประท้วง ขอให้สร้างลิฟท์เพื่อรถเข็นคนพิการด้วย บอกรถเข็นขึ้นบันใดเลื่อนไม่ได้
ตอนนั้นจำได้ว่าเรื่องลิฟท์ของคนพิการไม่ได้อยู่ในสัญญาก่อสร้าง แต่เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าอย่างสะดวก ทางผู้ก่อสร้างจึงต้องตัดใจและยอมตามคำเรียกร้อง ถ้าจำไม่ผิดประมาณค่าก่อสร้างราว 1 ล้านบาทต่อ 1 สถานี รวมทั้งโครงการจะเป็นเงินเท่าใดก็บวกลบคูนหารกันเอาเอง

สรุปว่าตอนนี้ลิฟท์ที่ว่าจะได้ใช้หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ หรือเสียปิดซ่อมกันตลอดปีตลอดชาติ(แบบประชด) แต่รู้สึกว่าตั้งแต่ใช้บริการรถไฟฟ้า BTS มานานหลายปี ก็ไม่เคยเห็นรถเข็นคนพิการแม้แต่ครั้งเดียว บางคนบอกว่าลำบากนักก็อย่าออกจากบ้านดีกว่า จะประท้วงอะไรกันนักหนา

ช่วงที่ผ่านมานั้นคนกรุงเทพก็รู้ถึงปัญหาและขวากหนามต่างๆของโครงการนี้ แต่ก็ลุ้นให้เสร็จโดยเร็ว

15 ปีผ่านไป  หากจะย้อนถามคนที่ออกมาประท้วงว่าคิดผิดหรือไม่ที่ไปประท้วงในตอนนั้น เชื่อว่าหลายคนอาจบอกว่าคิดผิด  หรืออาจจะบอกว่าโง่ด้วยซ้ำไปที่ดันไปประท้วงร่วมกับเค้า โดยเฉพาะ นายสมัคร สุนทรเวช ที่เคยประท้วงมาแต่แรก  แต่พอได้ตนเองได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี(ตามใบสั่งของพ.ท.ทักษิณ ชินวัตร) กลับกระเหี้ยน กระหือรือ เร่งรีบอนุมัติส่วนต่อขยายของการเดินรถไฟฟ้า BTS สายสีม่วงไปบางใหญ่-บางซื่อ

วิธีการแบบนี้สุภาษิตไทยอธิบายว่าเป็นบุคคลประเภท “เกลียดตัวแต่กินไข่ เกลียดปลาไหลแต่กินน้ำแกง”

นี่แหละที่เขาเรียกว่า สันดานนักการเมือง(ไทย)ที่มักลื่นไหลและปลิ้นปล้อนไปตามสถานการณ์

โครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่แบบนี้ประเทศไหนๆเขาก็ทำกันทั้งนั้น เพราะผู้นำประเทศหรือผู้บริหารเมืองใหญ่ๆเขาเห็นประโยชน์ อย่างน้อยๆก็ช่วยลดปัญหาการจราจรที่ติดขัดได้อย่างมาก เมื่อระบบขนส่งมวลชนบริการได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ  คนในเมืองก็จะหันมาใช้บริการกันมากขึ้นเพราะเร็วและสะดวกกว่าใช้รถส่วนตัว รถราบนถนนก็จะน้อยลง

ต่อไปใครจะมายกพวกปิดถนนคัดค้านไม่ให้มีก่อสร้างโครงการใหญ่ๆลักษณะนี้โดยอ้างโน่นอ้างนี้ คงจะเชยมันเชยไปแล้วละครับ  มันเหมือนกับพวกกบในกะลาที่ไม่เคยดูบ้านเมืองอื่นว่าเค้าเจริญไปถึงไหนและแก้ปัญหากันอย่างไร  ถ้าอยากให้ลดปัญหาการจราจรบนถนนก็ต้องสร้างระบบการขนส่งทั้งบนดินใต้ดินขึ้นมารองรับ ซึ่งเป็นวิธีที่แก้ปัญหาสำหรับเมืองใหญ่ๆมาแล้วทั่วโลก

ไม่นานนี้มีโอกาสไปเที่ยวสิงคโปร์  ปรากฏว่าคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะใช้บริการรถไฟใต้ดิน พอนัดหมายกันบนดินว่าอยู่ตรงจุดนั้นจุดนี้ ปรากฏว่าคนสิงคโปร์งงเต๊กมาไม่ถูก แถมพานั่งรถไปแบบหลงทางด้วย  ทั้งนี้ก็เพราะว่าเค้าใช้บริการรถไฟใต้ดินเป็นกิจวัตรประจำวัน นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่คนสิงคโปร์(่บางคน)รู้วิธีการเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน และกลับไม่รู้เส้นทางการเดินรถบนดิน

ต่อไปใครจะประท้วงอะไรก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ และควรประท้วงกันแบบปัญญาชน  ไม่ใช่นึกหลับหูหลับตาประท้วงหรือค้านตามๆกันไปโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว  และต้องรู้ด้วยว่าโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมแต่อาจกระทบกับเราบ้างก็ต้องยอมรับและทำใจ  หากดึงดันดื้อด้านมากไปก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว  หรือเป็นประเภทคนหัวโบราณดักดานล้านปี

เขียนมาถึงตรงนี้แล้วเจ็บใจ กทม.โดย มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ที่ยกเลิกโครงการ Sky Walk หรือถนนคนเดินแบบลอยฟ้าไปเรียบร้อย เหตุผลก็เพราะมีผู้ประท้วง นี่ก็เป็นตัวอย่างของนักบริหารที่ทำงานไม่ค่อยเป็น ขี้ขลาด ขี้กลัว และกลัวเสียคะแนนนิยม ทั้งๆที่เป็นโครงการที่ดี ช่วยลดปัญหาพื้นที่ในบริเวณทางเท้าไปได้มาก เพราะเดินลอยฟ้าอยู่ใต้รถไฟฟ้า BTS เช่นเดียวกับเดินจากสยามสแควร์ไปเซ็นทรัลเวิลด์โดยไม่ต้องลงไปเดินข้างล่าง

ตอนนี้เห็น ม.เกษตรศาสตร์บางเขน ติดป้ายประท้วงการสร้างทางด่วนแปะไว้ตามริมรั้วมหาวิทยาลัยทุกทิศทุกทาง 

คนขับแท็กซี่รายหนึ่งที่เคยใช้บริการบอกว่าปัญหาเกิดจากเป็นช่วงโค้งของทางด่วน ที่ตีโค้งล้ำเข้ามาในเขตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงต้องปักเสาบางต้นในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย บรรดาอาจารย์และนักศึกษาที่เห็นแบบแปลนหรือพิมพ์เขียวของโครงการจึงต้องออกมาประท้วงแบบชนิดที่เรียกว่า "ที่ของข้าใครอย่ามาแตะ" แต่รู้สึกว่าสื่อมวลชนและชาวบ้านไม่มีใครสนใจ  เพราะรู้อยู่แล้วว่าโครงการแบบนี้จะเป็นผลดีต่อส่วนรวม จึงต้องเสียสละกันบ้าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็สร้างจากเงินภาษีของประชาชน จึงควรคำนึงถึงส่วนรวมมากกว่าเรื่องส่วนตัวหรือกลุ่มของตนเอง

คนที่อาศัยในย่านนี้เสนอความเห็นว่าหาก ม.เกษตรจะประท้วงโดยไม่ยอมท่าเดียว สงสัยประชาชนแถวย่านเกษตรและงามวงศ์วาน คงต้องประท้วงขับไล่ให้ย้ายมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปอยู่ต่างจังหวัด หรือไปอยู่ในป่าน่าจะดี เพราะเห็นอ้างกันนักว่ากระทบสิ่งแวดล้อม และกระทบภูมิทัศน์แบบเดิมๆ

ย้ายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปอยู่ในป่าเขาให้ไกลหูไกลตา จะได้กลิ่นอายของป่าไม้และใกล้ชิดธรรมชาติ  อาจารย์และนักศึกษาจะได้ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและป่าไม้ตามเจตนารมณ์

หากย้ายไปจริงๆคนแถวนี้คงสาธุด้วยความยินดี รถราจะได้ไม่ติด ที่ผ่านมาพอรับปริญญาทีหรือจัดงานใหญ่ๆแต่ละครั้ง รถจะติดชนิดวินาศสันตะโร จนชาวบ้านร้านถิ่นเดือดร้อน 

ไม่นานนี้มีงานเกษตรแฟร์ 56 แต่ไม่ทราบว่าวันนั้นมันมีอะไรพิเศษหรืออย่างไร  รถจึงติดอย่างชนิดมโหฬาร  ตามแยกเห็นมีตำรวจอยู่หลายนาย เดาว่าคงจะเป็นงานใหญ่ ถนนพหลโยธินและถนนเกษตร-นวมินทร์ รถติดตลอดทั้งสายเหมือนถูกบล็อคให้อยู่กับที่ บางคันบอกว่าจอดแช่อยู่ในอุโมงค์ใต้สี่แยกเกษตรศาสตร์นานนับชั่วโมง

ทีแรกก็ยังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอได้ยินคนขับแท็กซี่บ่นและผรุสสวาสออกมาด้วยโมโห จึงพอเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

“ แม่ง ... ติดอะไรกันนักหนาวะ คนๆเดียว แม่ง..ทำให้รถติดเป็นชั่วโมง “



โฟโต้ออนทัวร์
17 กุมภาพันธ์ 2556








 
     
               
 
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ
Contact Us : [email protected]

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls     World Photos     Site Update    Contac Us