Home    Photoontour โฟโต้ออนทัวร์
Home : City tour  :  Bangplee Ancient market 3   
   
  City tour : ท่องเมืองกรุง  
 
 
ตลาดดอกไม้
จตุจักร
ภูเขาทอง
สมุนไพรไทย
สุวรรณภูมิ
วัดชลประทาน
วัดแม่นาค
ตลาดบางพลี
วัดอรุณ
ศาลเจ้า
คลองในอดีต
พาหุรัด
 
 
 
ภาพชุดวัดบางพลีใหญ่ (ใน) อ.บางพลี สมุทรปราการ ตอนที่ 3 พร้อมแผนที่ตลาดบางพลี และ แผนที่วัดบางพลีโดยละเอียด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
     
 
 






วัดบางพลีใหญ่ (ใน) อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ตอนที่ 3 (สุดท้าย)
(เดินทางเมื่อเดือน มิย.53)



เรื่องราวของตลาดบางพลี 2 ตอนแรก ได้พาเดินตลาดเก่าแก่ในบรรยากาศแบบย้อนยุค  ภายในตลาดจะมีของใช้ประจำวัน สมัยที่คนรุ่นคุณปู่คุณย่านิยมใช้กัน จนวันนี้ก็ยังมีวางขาย  แสดงว่าของเหล่านี้ชาวบ้านระดับรากหญ้ายังใช้กันอย่างไม่เสื่อมคลาย

วันนั้นพยายามมองหาถ่ายไฟฉายตรากบ  หรือตะเกียงน้ำมันก๊าด ที่ถือว่าเป็นของใช้ภายในบ้านเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ก็หาไม่เจอ 

ถ่านไฟฉายตรากบสมัยก่อนเป็นที่นิยมกันมาก  เป็นภาพยนต์โฆษณาทางโทรทัศน์ยอดฮิตติดปากกันในสมัยนั้น  แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังพูดถึงอยู่บ่อยๆ  ดูที่ไรก็ขำทุกที  (คลิกดูคลิบจาก YouTube)

เมื่อก่อนชาวบ้านมักซื้อถ่านไฟฉายไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีอยู่เพียงไม่กี่ชนิด ในจำนวนนี้ก็มีไฟฉาย และวิทยุใช้ถ่าน หรือวิทยุทรานซิสเตอร์ ถ่านไฟฉายจึงเป็นต่อชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก

ของจำเป็นอีกอย่างหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อชนบทที่อยู่ห่างไกลหรือบ้านนอกในสมัยก่อน ได้แก่น้ำมันก๊าด ถ้าจำไม่ผิด ตรามงกุฏของเชลล์ น่าจะขายดีที่สุด

มีคนเล่าให้ฟังว่าน้ำมันก๊าดในต่างจังหวัดขายดีมาก ชนิดขายกันจนมือพอง เพราะต้องทั้งแบกทั้งหิ้วข้ามภูเขาไปส่งให้ลูกค้าในที่ห่างไกล คนหิ้วปี๊บน้ำมันก๊าดสมัยนั้น  ต่อมาก็ร่ำรวยกลายเป็นเถ้าแก่จนหมด  เรียกว่ารวยยิ่งกว่าเจ้าของปั๊มน้ำมันในสมัยนี้เสียอีก

มาเดินตลาดบางพลี ทำให้นึกถึงสมัยไปเยียมคุณปู่คุณย่าที่อยู่ในอยู่ชนบท เพราะบรรยากาศดูย้อนยุค ไม่ต่างกับช่วงเวลานั้น

บ้านคุณปู่คุณย่าอยู่ห่างตัวอำเภอราว 13 กม. ระยะทางขนาดนี้สมัยนั้นถือว่าไกลมาก  รถวิ่งไม่ค่อยสะดวกรวดเร็วนัก เพราะเป็นถนนลูกรัง  และวิ่งกันฝุ่นตลบ ความเร็วปกติน่าจะไม่เกิน 60 กม.ต่อชั่วโมง วิ่งไปจอดไป แล้วแต่ว่าจะมีใครขึ้นใครลง เรื่องระยะเวลาจึงเอาแน่นอนไม่ได้ บางครั้งคนขับรถก็ต้องลงมาช่วยเด็กท้ายรถลากกระสอบข้าวสารหรือสัมภาระหนักๆลงมาจากรถ จากนั้นก็วิ่งปุเรงๆลุยฝุ่นกันต่อไป

บ้านน๊อก บ้านนอก... เล่าให้ฟังจะได้รู้ว่าบ้านนอกสมัยก่อนนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร

บ้านคุณปู่คุณย่าเป็นบ้านหลังใหญ่ ในพื้นที่หลายสิบไร่ ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักของประเทศ  ทั้งฝั่งซ้ายและขวาของพื้นที่บ้านเป็นทุ่งนา หน้าบ้านฝั่งตรงกันข้ามกับถนนเป็นป่าละเมาะ  ส่วนหมู่บ้านจะอยู่ห่างจากบ้านไปราว  1 กม.  เรียกว่าเป็นบ้านที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว  ยามที่ไม่มีรถวิ่งผ่านมา บรรยากาศจะรู้สึกเงียบ ชนิดที่ใบไม้ไหวในยามที่ลมพัดยังได้ยินชัดเจน  เสียงนกเสียงกาที่ร้องหากันแม้จะอยู่ในระยะไกล แต่ได้ยินชัดถ้อยชัดคำ

ตอนเป็นเด็กคุณพ่อมักจะพามาให้อยู่กับคุณย่าในช่วงปิดเทอม  หน้าที่หลักตอนนั้นก็คือ ตำหมาก จนกลิ่นน้ำหมากที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณย่ายังจำได้จนถึงทุกวันนี้ และในเซี่ยนหมากของคุณย่ายังมีของกระจุกกระจิก ยาหม่อง ยาดม ของใช้เล็กๆน้อยๆ มากมายหลายชนิด เรียกว่ารกเลยทีเดียว

เมื่อมีโอกาสไปเที่ยวหาคุณย่าก็มักจะถือวิสาสะคุ้ยเซี่ยนหมากคุณย่าเพื่อหาเหรียญมาเก็บไว้้ สะสมไว้จนได้เยอะทีเดียว จากนั้นก็ห่อผ้าเอาไปเก็บไว้ในตู้พระ เป็นตู้กระจกทรงสูง ความสูงพอๆกับผู้ใหญ่ ในตู้กระจกมีพระพุทธรูปขนาดต่างๆมากมาย ทั้งพระองค์เล็กองค์ใหญ่ บางองค์เก่าแก่มาก เป็นรุ่นที่สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา

ไม่นาน ห่อผ้าได้อันตรธานหายไปเสียแล้ว ถามใครก็ไม่มีใครทราบ ต่อมาทราบว่าญาติห่างๆของคุณย่าที่มาอาศัยอยู่ในบ้าน โขมยไปเล่นพนัน

ความเงียบภายในบ้านคุณย่าขณะนั้นรู้สึกว่ามีความวังเวงอยู่ด้วย  บางครั้งก็หงอยๆ  ในบ้านก็มีแต่ผู้หลักผู้ใหญ่  ไม่มีเพื่อนเล่นที่เป็นวัยเดียวกัน  อยู่ได้ราว 2-3 วัน ก็คิดถึงบ้านจนแอบร้องให้ แต่ไม่บอกให้ใครรู้ 

บ้านอยู่ห่างไกลจากชุมชน แต่ชาวบ้านก็แวะเวียนมาหาอยู่บ่อยๆ จึงดูไม่โดดเดี่ยวสักเท่าใดนัก บางครั้งก็หาบของมาขาย มี พริก มะเขือ แตงกวา ซึ่งเป็นผักสวนครัวที่ปลูกเอง หรือเก็บมาจากแถวๆบ้าน จึงขายกันไม่แพง มาทุกครั้งคุณย่าก็จะอุดหนุนทุกครั้ง  เพราะจิตใจสงสารคนที่ด้อยกว่า  ขณะเดียวกันคุณย่าก็เป็นคนใจดี จนชาวบ้านเรียกคุณปู่คุณย่าว่า พ่อหลวง และ แม่หลวง

คำว่าพ่อหลวง แม่หลวง ผมได้ยินมาแต่เด็ก มารู้ภายหลังว่า เป็นคำใช้เรียกผู้หลักผู้ใหญ่สูงอายุที่ชาวบ้านศรัทธา และให้ความนับถือ  คูณสมบัติเหล่านี้มีอยู่ในตัวคุณปู่คุณย่าอยู่เต็มเปี่ยม  ชาวบ้านบอกว่าแม่หลวงเป็นคนใจบุญสุนทาน ช่วยเหลือชาวบ้านเป็นประจำ 

วันหยุดหรือวันสำคัญๆชาวบ้านมักมาเยี่ยมเยียนบ้านปู่บ้านย่าชนิดหัวบันใดไม่แห้ง  ทางบ้านก็ต้อนรับเป็นอย่างดี  หากมาในขณะกำลังทานข้าวก็จะชวนให้มานั่งทานด้วยกันตามธรรมเนียมของคนไทยว่า ” ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ “  แต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเกรงใจ ไม่มีใครมาร่วมวงด้วย

ชาวบ้านที่มาแวะส่วนใหญ่เมื่อกลับไป มักจะได้ของติดไม้ติดมือไปเสมอ  เช่นฝักแฟงแตงไทยที่เก็บมาจากสวน  หรือผลไม้ที่เก็บมาจากต้น  โดยเฉพาะกล้วยตากที่บ้านมีไม่เคยขาด  เพราะปลูกต้นกล้วยไว้มากมาย คุณปู่ก็เก่งในการทำกล้วยตากและการถนอมอาหารประเภทผลไม้ จนใครต่อใครต้องยกนิ้วให้ในฝีมือของคุณปู่ เด็กๆก็มีกล้วยตากนี่แหละที่กินแทนขนม อย่างอื่นไม่มีกินเพราะไกลจากตลาด

คุณปู่มีอาชีพรับราชการ ส่วนคุณย่าดูแลสวนผลไม้ ทุกเช้าคุณย่ามักจะคว้างอบมาสวมศรีษะกันแดด พร้อมหยิบมีดพร้าเข้าสวน ถางหญ้า ตัดกิ่งไม้ไปตามเรื่อง กลับจากสวนก็มักหิ้วโน่นหิ้วนี้มาทุกครั้ง ยิ่งมีหลานมาอยู่ด้วยก็หิ้วพวกผลไม้มาฝากประจำ ที่จำได้ก็มีกล้วยที่สุกคาเครือ ข้าวโพดฟัก ถั่วแดง ถั่วดำ ที่ต้องนำมาต้มกิน ต้มทีก็ได้เป็นกะลามัง

และที่ฮือฮากันมากในเวลานั้นก็ได้แก่องุ่น ผลไม้ต่างประเทศที่หายากในสมัยนั้น แต่สวนคุณปู่ปลูกไว้หลายต้น เหมือนเป็นการปลูกทดลอง ลูกๆหลานๆก็มีโอกาสได้ทานบ่อยๆ แต่เพราะความเป็นเด็ก และอยากกิน ไม่รู้ว่าองุ่นนี้ สุกกับดิบมันต่างกันอย่างไร เห็นพวงใหญ่ ลูกพอนิ่มๆ ก็คิดว่าทานได้ แต่มันเปรี้ยวจนหน้าเบ้

นอกจากนี้คุณปู่ยังมีอาชีพเผ่าถ่านเป็นอาชีพเสริม และสร้างรายได้ค่อนข้างดี  แต่ละวันจะมีรถบรรทุกมารับถ่านไปขายมิได้ขาด  เตาเผาของคุณปู่เป็นเตาเผาขนาดใหญ่  มีเตาเผาราว  5-7 เตา  เรียกว่าใหญ่โตกว่าที่อื่นๆ ในช่วงเวลาที่เตรียมการเผาจะใช้คนงานหลายคน เมื่อไฟติดดีแล้วก็ปล่อยให้ควันค่อยๆมอดไปเอง แต่ต้องใช้เวลาหลายวัน หรือรอจนกว่าถ่านจะสุก ซึ่งหมายถึงแปรสภาพจากไม้ฝืนจนกลายเป็นเป็นถ่านสีดำๆ ตามที่ขายในท้องตลาด

สมัยนั้นไม้ฝืนหาได้ไม่ยาก ชาวบ้านเข้าไปตัดในป่าได้อย่างอิสระ ตัดกองเป็นท่อนๆแล้วบรรทุกใส่เกวียนมาส่งที่บ้านคุณปู่ เด็กๆตอนนั้นมีโอกาสใกล้ชิดวัวควายก็เพราะเตาเผาถ่านของคุณปู่นี่แหละ ล้อเกวียนหลายๆเล่มที่วิ่งตามๆกันมา ทำให้เกิดเสียงดังได้ยินไปไกล หมาที่บ้านก็เห่าหอนต้อนรับกันตั้งแต่ขบวนล้อเกวียนยังมาไม่ถึง

ตอนเด็กๆชอบไปดูคนงานเค้าเผาถ่าน ชอบดูไฟที่กำลังลุกใหม้ในช่องเล็กๆ เพื่อให้อากาศเข้าไปข้างใน

ยังจำได้แม่นยำว่าบ้านคุณปู่คุณย่าสมัยนั้นซื้อน้ำมันก๊าดติดบ้านไว้เป็นปี๊บๆ ส่วนชาวบ้านทั่วไปจะซื้อกันเพียงแค่ขวดสองขวด เนื่องจากบ้านอยู่ไกลตลาดมากจึงต้องตุนไว้ใช้กันนานๆ  ส่วนใหญ่ก็ใช้กับตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ซื้อมาจากร้านค้า ที่ทำกันแบบง่ายๆโดยดัดแปลงมาจากกระป๋องนม ขวดแก้ว หรือสังกะสี  ตะเกียงที่ใช้ตามบ้านในช่วงเวลานั้น ดูแล้วน่าจะเป็นเครื่องชีวัดของฐานะได้ในระดับหนึ่ง

บ้านไหนฐานะดีก็จะใช้ตะเกียงแก้วที่ดูหรูหราราคาแพง และให้ความสว่างมากกว่า แต่ก็ต้องคอยเช็ดเขม่าควันเกือบทุกวัน

พูดถึงตะเกียงราคาแพง ทำให้นึกถึงญาติที่่บางปะอิน ไม่นานนี้มีโอกาสไปเยียม วันนั้นเหลือบไปเห็นโคมไฟโบราณแบบตั้งพื้นสวยงามมาก สูงราวๆ 150 ซม. หรือเมตรครึง ฐานกลมคล้ายเชิงทรงเทียนสูง ทาสีขาว มีลวดลายคลาสสิคแบบยุโรป คงไม่ต้องบอกว่าคนที่ซื้อจะมีฐานะความเป็นอยู่อย่างไรในสมัยนั้น และทราบมาว่าี่สั่งเข้ามาจากยุโรปพร้อมๆกับการสร้างเก๋งจีน ภายในพระราชวังบางปะอิน ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนสร้างถวายแด่รัชกาลที่ 5 (ประมาณ พ.ศ. 2415 หรือเมื่อ 138 ปีมาแล้ว)

น้ำมันก๊าด และถ่ายไฟฉายสมัยนั้น  เรียกว่าเป็นของจำเป็นภายในบ้าน  เทียบกับสมัยนี้ก็ไม่ต่างกับแก็สหุงต้มหรือปั้มน้ำมัน  หมู่บ้านบางแห่งที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง  กลางคืนจะมืดสนิททั้งหมู่บ้าน ไปไหนมาไหนจึงต้องมีไฟฉาย หรือถือตะเกียงแบบหิ้ว

     

ตามบ้านส่วนใหญ่ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ทำจากสังกะสี มีทั้งทรงเตี้ยพอๆกับกระป๋องนม และทรงสูงสำหรับอ่านหนังสือหรือทานข้าว ส่วนบ้านหลังใหญ่หรือประเภทร้านค้า มักใช้ตะเกียงเจ้าพายุ  เนื่องจากให้ความสว่างมาก หรือพอๆกับหลอดไฟขนาด 200-500 วัตต์  เรียกว่าสว่างจ้า  งานวัดงานบุญกลางค่ำกลางคืนนิยมใช้กันมาก 

น้ำมันก๊าดในปัจจุบันยังมีขายตามร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง  แต่ขายแบบบรรจุขวดมีชื่อเรียกว่า น้ำมันสน

แค่แวบเดียวที่เดินอยู่ในตลาดโบราณบางพลี ทำให้อดไม่ได้ที่จะย้อนอดีตไปไกล เพราะของที่เห็นวางขายหลายๆอย่างเคยเห็นตอนเป็นเด็กๆ   

สมัยเด็กๆแถวๆบ้านจะไม่มีร้านขายยาแผนโบราณ มีแต่ร้านขายยาแผนปัจจุบัน  แต่ยาบางอย่างก็ทำมาจากพวกสมุนไพร เช่นยาขมชนิดต่างๆ แต่ตราน้ำเต้าทอง ยี่ห้อนี้นับว่าเก่าแก่มานาน  เกิดมาก็มีขายแล้ว  คนจีนนิยมซื้อติดบ้านไว้แก้ร้อนใน และใช้เป็นยาสามัญประจำบ้าน

ส่วนเด็กๆเวลาปวดหัวตัวร้อนก็มียาขม(ใช้ชื่อว่ายาเขียว) สำหรับเด็ก  ใครตัวร้อนก็ยาเขียวนี่แหละ อย่างอื่นที่จำได้ก็มียากวาดคอ  เป็นตัวยาเป็นผงสมุนไพรสีดำบรรจุซอง  เวลาใช้ก็ผสมเกลือกับน้ำมะนาว 

เมื่อเป็นไข้แม่ผมก็จะทำตัวเป็นหมอผสมยา จากนั้นก็บอกให้อ้าปาก แล้วใช้นิ้วป่ายยาเข้าปาก ล้วงจนถึงโคนลิ้น จนลิ้นดำปากดำ  พร้อมกับทำหน้าหน้าตาเหย๋เกเพราะรสชาติเฝื่อนๆ เปรี้ยวๆ เค็มๆ หลังจากป้ายยาเสร็จ มีความรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตนี้รอดตายมาจากการจมน้ำ ระล่ำระลักจากนิ้วมือแม่ขณะล้วงคอ จากนั้นก็ดีขึ้น     

ร้านขายยาโบราณที่ตลาดบางพลีเห็นอยู่เพียงร้านเดียว  สอบถามบอกขายมานานมาก แต่ก็ยังเป็นที่นิยมสำหรับนักปรุงยาสมุนไพรไทย  หรือหมอแผนไทยๆ  ทุกวันนี้ยังมีลูกค้ามาถามซื้อ

ภาพเช่นนี้นับวันจะหายากเต็มที  ยิ่งบ้านเมืองเจริญขึ้น  คนรุ่นเก่าๆที่จะมาอุดหนุนสินค้าเหล่านี้ก็ค่อยๆหมดไป  

ตลาดบางพลีไม่ได้อยู่ห่างไกลจากย่านที่มีความเจริญมากนัก  เพียงข้ามคลองก็เป็นตึกใหญ่ของห้างบิกซี  สภาพบ้านเรือนระหว่างสองฝั่งคลองดูจะแตกต่างกันมาก

ขณะเดินอยู่ในย่านตลาดเก่า  ทำให้อดนึกถึงสภาพเมื่อราว 160 ปีก่อนไม่ได้ว่าจะเนืองแน่นไปด้วยเรือแพขนาดต่างๆ  สุนทรภู่กวีเอกของไทยในอดีต เคยบรรยายไว้ในนิราศฯ ขณะนั่งเรือผ่านมาที่ตลาดบางพลีแห่งนี้ว่า

ดูเรือแพ  แออัด  อยู่ยัดเยียด  
เข้าเบียดเสียด  แทรกกัน  สนั่นเสียง


สภาพลำคลองวันนี้กับเมื่อร้อยกว่าปีคงแตกต่างกันมาก  ปัจจุบันเรือแพได้หมดไปจากคลอง  ชาวบ้านเปลี่ยนมาเดินทางโดยรถยนต์  ทำให้ถนนแออัดยัดเยียด  ส่งเสียงแตร ดังลั่น สนั่นเมือง  ถัดจากนี้ไปอีกร้อยกว่าปี  ถนนแถวนี้คงเงียบเหงาไปด้วยรถรา  อนาคตอาจเห็นยานเหาะ  ลอยล่องอยู่กลางอากาศ  ชนกันสนั่นเสียง  แล้วตกลงมายังพื้นดิน

ก็คิดเลยเถิดไปในอนาคต  ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าบ้านเมืองในวันนั้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร  แต่วันนี้ที่แน่ๆก็คือ คลองสำโรงเงียบเหงาเดียวดาย แทบไม่เห็นเรือพาย

สรรพสิ่งก็ต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัย  แต่ถ้าหากต้องการให้มีบรรยากาศแบบย้อนยุค ก็ต้องมีเรือพายให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง  เป็นการเพิ่มสีสัน และ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว   

ในเดือน 11 ขึ้น 13 ค่ำ ก่อนออกพรรษา 2 วัน  ย่านบางพลีแห่งนี้จะมีพระเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมานาน  เรียกว่าประเพณีรับบัว  ในวันนั้นจะอัญเชิญหลวงพ่อโตจากวัดบางพลีใหญ่ (ใน) องค์จำลองมาประดิษฐานไว้บนเรือ  แล้วแห่ไปตามคลองสำโรง   ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่อยู่สองฝั่งคลองจะโยนดอกบัวมาที่เรือของหลวงพ่อโต   แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวและผู้ที่ศรัทธาหลวงพ่อโตเดินทางมาร่วมพิธีกันเป็นจำนวนมาก 

หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่-ใน ชาวบ้านบางพลีและใกล้เคียงให้การเคารพนับถือกันมาก ถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่ชาวบางพลีมาเป็นเวลาช้านาน  อาจมีอายุพอๆกับหลวงพ่อโสธรที่จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือเมืองแปดริ้ว เพราะพระพุทธรูปทั้งสององค์นี้มีที่มาที่ไปคล้ายๆกัน 

หลวงพ่อโตตามตำนานแล้วสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยเดียวกันกับหลวงพ่อวัดบ้านแหลมตำบลดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสาคร และหลวงพ่อโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา ตามประวัติของพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้เป็นพระที่ลอยมาตามน้ำผ่านมาทางปราจีนบุรีแล้วไปผุดขึ้นจากน้ำตามที่ต่างๆ

หลวงพ่อโตที่วัดบางพลี ผุดขึ้นจากน้ำที่คลองสำโรงใกล้วัดบางพลี  ชาวบ้านจึงอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดบางพลี

วัดบางพลีเป็นวัดใหญ่  แต่ละวันมีพุทธศาสนิกชนมากราบไหว้ทำบุญกันเป็นจำนวนมาก  ดูจากสภาพทั่วไปแล้วนับว่ามีการดูแลความสะอาดเรียบร้อยภายในวัดได้ดีทีเดียว   มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและจัดการด้านต่างๆมากมาย  เข้าใจว่าคงใช้บุคคลากรเป็นจำนวนมาก  ใครจะบริจาคเงินก็มีเจ้าหน้าที่นั่งประจำหลายคน 

สิ่งที่ดูจะโดดเด่นก็เป็นเรื่องสภาพพื้นภายในวัด  มีการปูกระเบื้องระหว่างอาคารและศาลาต่างๆ  ทำให้ดูสะอาดตา เดินสะดวก ไม่ต่างกับ วัดพม่าในเมืองเมียวด  ทำให้พื้นวัดไม่สกปรกเลอะเทอะ  เหม็นขี้หมาขี้แมวเหมือนกับอีกหลายๆวัด

ที่โดดเด่นจนใครต่อใครกล่าวถึงทุกครั้งที่มีโอกาสมาวัดนี้  ได้แก่เรื่องห้องน้ำห้องส้วม 

ได้ยินว่าเป็นห้องน้ำติดแอร์ ภายในใช้เครื่องสุขภัณฑ์หรูหราราคาแพง ห้องน้ำสะอาด  วันนั้นผมไม่ได้ใช้บริการ  แต่ญาติที่มาด้วยกันเล่าให้ฟัง  บอกว่าไม่เคยเห็นวัดไหนจะอลังการงานสร้างเท่ากับวัดนี้   ใครอยากพิสูจน์ก็ต้องมาเห็นด้วยตัวเอง

ที่วัดนี้อะไรๆก็ดูดี  แต่ที่รับไม่ได้ก็เป็นเรื่องของการปิดทองหลวงพ่อโต

ใครเห็นภาพแล้วก็บอกว่าน่าเกลียด  มีอย่างที่ไหนทางวัดทำบันใดเป็นอัฒจรรย์รอบฐานหลวงพ่อโต  เพื่อให้คนขึ้นไปปิดทอง  จนคนยืนสูงเสมอเท่าหลวงพ่อโต  วิธีการแบบนี้ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน  ถือว่าเป็นการลบหลู่หลวงพ่อโตชนิดที่ทางวัดไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ

พระพุทธรูปนั้นเปรียบเสมือนเป็นเสมือนตัวแทนพระพุทธเจ้า  การกราบพระพุทธรูปก็เพื่อระลึกถึงพระพุทธองค์  ไม่ต่างกับเราได้มานั่งอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า

การบูชาพระพุทธรูปที่ถูกต้อง  จะต้องยกระดับพระพุทธรูปไว้ในที่สูง  แสดงถึงความสูงส่งแก่การบูชากราบไหว้   เมื่อเรายกให้เป็นของสูงอย่างเหมาะสมแล้ว  ก็ไม่ควรที่จะไปแตะต้องสัมผัสใดๆ  ต้องถือว่านี่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ส่วนมือไม้เรานั้นไม่สะอาดพอ ยังมีกิเลสหนา และยังไม่บริสุทธิ์พอที่จะไปถูกตัวองค์พระ เว้นแต่จะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลจัดการ  หรือภิกษุสงฆ์ที่ต้องทำพิธี แต่ก็ต้องทำไปด้วยความระมัดระวัง  และมีความศรัทธาเป็นพื้นฐานอยู่ในจิตใจ

ยิ่งเป็นสุภาพสุภาพสตรีด้วยแล้วยิ่งไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง

วัดใดที่ให้มีการปิดทององค์พระ ก็ควรทำได้แต่พอเหมาะพอควร และด้วยความรู้สึกที่เคารพนับถือ  ไม่ควรกระทำใดๆที่จะสัมผัสแตะต้องจนเกินงาม  เช่นที่วัดพระธาตุหลวง จังหวัดลำปาง ถึงขนาดให้ผู้มาปิดทองพระแก้วมรกตองค์จำลอง ลงนามเซ็นชื่อของตัวเองที่ตัวองค์พระด้วย  ถือว่าเป็นการลบหลู่พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลำปางเป็นอย่างมาก  ไม่น่าเชื่อว่าความคิดแผลงๆแบบนี้มาจากเจ้าหน้าที่ของทางวัด และเป็นคนเก่าคนแก่ของวัดนี้มาก่อน หากคนท้องถิ่นยังไม่ให้ความเคารพแล้วจะให้คนต่างถิ่นมาเคารพศรัทธากันได้อย่างไร

ที่ถูกนั้นคนที่วัดจะต้องสอดส่องดูแลคนจากที่อื่น ที่อาจกระทำการอย่างไม่เหมาะสมจึงจะถูกต้อง เพราะคนที่มาเที่ยวก็ร้อยพ่อพันแม่ และมาจากทั่วสารทิศ บางคนก็ไม่รู้ไม่เข้าใจในวัฒนธรรมของท้องถิ่น อาจกระทำบางอย่างที่ไม่ถูกไม่ควรตามประเพณีของล้านนา ทางวัดก็ต้องคอยแนะนำหรือบอกกล่าวให้ทราบ

เช่นไม่อนุญาตให้สุภาพสตรีเข้าไปภายในโบสถ์ ถือเป็นข้อห้ามของวัดทางล้านนา ซึ่งปฏิบัติเช่นนี้มานานหลายร้อยปี

ทางวัดไม่ควรเอาใจนักท่องเที่ยวกันจนเกินเหตุ หรือให้ทำผิดประเพณี หากวันนี้ไม่ช่วยกันดูแล แล้วต่อไปจะขนาดไหน ท้ายที่สุดธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกต้องและสืบทอดกันมานาน ก็จะถูกย่ำยี

โชคดีที่ทราบว่าทางวัดพระธาตุลำปางหลวงได้ยกเลิกการกระทำที่ว่านี้ไปแล้ว  ก็ขออนุโมทนามา ณ ที่นี้

วิธีการที่เอาใจญาติโยมทำนองนี้ คิดว่ายังพบเห็นตามวัดต่างๆอีกเป็นจำนวนมาก  ทั้งหมดนั้มีจุดประสงค์ก็เพื่อสิ่งเดียว

คือ เงินบริจาคที่จะหลั่งไหลเข้าวัด พูดตรงๆก็คือ ทำไปก็เพื่อเงินตัวเดียว

วัดได ยังหน้ามืดตามัว เห็นผิดเป็นชอบ ก็สมควรเลิกได้แล้ว
 
หลวงพ่อโตเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวบางพลี และเป็นที่เคารพสักการะแก่ชาวพุทธทั้งหลาย  ไม่บังควรอย่างยิ่งที่จะสร้างบันใดให้คนปีนขึ้นไปปิดทองจนถึงเศียรพระ และไม่จำเป็นต้องให้การบริการกันถึงขั้นนั้น

ยังดีที่ความสูงของบันใด ไม่สามารถเอื้อมถึงยอดเศียรของหลวงพ่อโตได้ หากยื่นมือถึงแล้วก็อาจมีผู้หวังดี เอาพวงมาลัยแบบร้อยข้อมือไปเสียบห้อยที่เศียรพระแล้วก็เป็นได้ หากเป็นจริงคงพิลึก ไม่ต่างกับหลวงพ่อโตโกนจุก

ไม่ว่าจะเป็นองค์จริงหรือองค์จำลอง หรือพระประธานใดๆ  ก็ไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง  ไม่ต้องมาอ้างว่าที่อื่นทำได้ ที่นี่จึงเอาอย่างบ้าง  หากเป็นพุทธศาสนิกชน และเป็นชาวพุทธที่แท้จริงย่อมรู้อยู่แก่ใจดี โดยเฉพาะคนที่อยู่กินกับวัดมาเป็นเวลานาน

ทุกครั้งที่เราเห็นต่างชาติพวกฝรั่งมังค่ากระทำการลบหลู่พระพุทธรูป  หรือแม้แต่เว็บไซต์ขายสินค้าในต่างประเทศ ที่เอาพระพุทธรูปไปแขวนหมวก (ถ้าจำไม่ผิด) เราก็เป็นเดือดเป็นแค้น  รวมตัวประท้วง  พร้อมกับเรียกร้องให้สถานทูตไทยในประเทศนั้นไปจัดการ เพราะถือว่าย่ำยีจิตใจชาวพุทธ

แต่อนิจจาชาวพุทธเมืองไทย  กระทำการย่ำยีดูหมิ่นพระพุทธรูปได้ทุกที่ โดยไม่มีใครมาทักท้วงว่าไม่เหมาะไม่ควร  หรือเห็นว่าเป็นชาวพุทธด้วยกัน เป็นพระด้วยกัน จึงมีข้อยกเว้น  แต่คนศาสนาอื่นทำบ้างก็ต้องประท้วงพวกมัน

เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะมาพูดจากันมาก หรือสอนกันมาก  เพราะเป็นเรื่องที่ควรจะอยู่ในส่วนลึก หรืออยู่ในสันดานของชาวพุทธด้วยกัน  เรื่องมิบังควร  มันก็รู้ๆกันอยู่เข้าใจกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องตราเป็นกฏหมาย  ไม่ต้องให้ใครต้องมาตีความ หรือให้ใครมาตัดสิน

หากไม่รู้จริง ก็แสดงว่า บาป กับ บุญ คงแยกกันไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร แบบนี้ต้องเรียกว่า ปัญญาระดับบัวใต้โคลน ยังต้องพัฒนารื้อฟื้นสติปัญญากันอีกหลายชาติ จึงจะเข้าใจ

วัดจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันมักทำอะไรแผลงๆ  เพื่อเอาอกเอาใจคนที่มาวัด  คนจะได้มากันเยอะๆ  วัดจะได้มีเงินบริจาคกันมาก  รู้ทั้งรู้ว่าไม่ถูกต้อง  เด็กๆมันก็ยังรู้  แต่แปลก  พระในวัดหรือคนในวัด กลับไม่รู้เรื่อง หรืออาจทำเป็นแกล้งไม่รู้ (แกล้งโง่) แบบนี้เรียกว่าเอาของศักดิ์สิทธิ์ในวัดมาหากิน

หากที่หนึ่งทำได้  ที่อื่นก็จะเอาบ้าง  และจะอ้างกันไปตลอด  เผลอๆอีกหน่อยบางวัดอาจเอาใจญาติโยมถึงขนาดที่ว่า

ใครมาทำบุญสะเดาะเคราะห์ ก็ให้คนนั้นมานั่งตักพระประธานวัดเลยก็เป็นได้ เพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดีที่อยู่ในตัวและเสริมความเป็นศิริมงคล หรือถ้าจะให้หมดเคราะห์จริงๆก็อาจให้นอนเกลือกกลิ้งสัก 3 ครั้ง บนตักพระ 


อย่าคิดว่าทำไม่ได้นะครับ  ทุกวันนี้ก็เข้าไปใกล้ วิธีการที่ว่ากันทุกขณะแล้ว  

หากไม่ช่วยกันหยุดยั้ง  วัด และ พระพุทธรูปสำคัญๆภายในวัด ก็จะถูกบุคคลกลุ่มหนึ่งนำไปเป็นเครื่องมือหากิน  จะทำอะไรก็ได้โดยไม่เกรงกลัวบาป  ไม่อายสายตา และความรู้สึกของชาวพุทธด้วยกัน กลายเป็นการสร้างอิทธิพลขึ้นในวัด  โดยที่ใครแตะต้องไม่ได้

น่าอนาถกับหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่(ใน)  ณ วันนี้  คงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์เหลืออยู่เพื่อให้ชาวบ้านนับถือกันอีกแล้ว  ที่ผ่านมาคงโดนชายกระโปรงผู้หญิงเฉียดไปเฉียดมาอยู่หลายครั้ง

ยิ่งเป็นหญิงที่กำลังมีประจำเดือนด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่

ไม่เสื่อมก็ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร เห็นแล้วรับไม่ได้จริงๆ



โฟโต้ออนทัวร์
16 กันยายน 2553




..........................................................................................................................................................................

ดูภาพตลาดบางพลีเมื่อปี 2549


 แผนที่การเดินทางสู่ตลาดบางพลี่ (โดยละเอียด) ขนาด 1800-1800 Pixels คลิกที่ภาพ

            

แผนที่ตลาดน้ำบางพลี (ภาพถ่ายดาวเทียม) คลิกที่ภาพ

                 

 
     
 
 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภ คลิก