photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์

Home > City Tour > Muang Thong Exhibitioin     
 
5th Thai Herb Exibition
 
 
  ต้องการ Save ภาพ
 
www.photoontour.com
Home > City Tour > Muang Thong Exhibitioin          
 
  Home I Articles I CityTour I Events I Gallery   Royal Photos IOutbound tour TodayTalk I PhotoService I Guest I FreeWallpaper I Aboutsite I Misc.    
 
 
 



นิทรรศการสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 5
5th Thai Herb Exibition
(7 กันยายน 2551)



                                  วันก่อนนั่งดูทีวี แต่จำไม่ได้ว่าช่องไหน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นรายการ ไทยมุง ของโทรทัศน์ไทยพีบีเอส นำแม่ครัวมาออกรายการทำอาหารประเภทสมุนไพรที่เรียกว่า " ยำผักพื้นบ้าน"

ความจริงยำผักพื้นบ้าน หรือยำผักสี่ธาตุอะไรนั่นนะ ผมรู้จักมานานแล้ว และเคยทานอยู่หลายครั้ง ทีวีก็ออกรายการกันบ่อย เป็นการนำผักชนิดต่างๆทั้งของไทย และ เทศ ราวสิบกว่าชนิดมาหั่นจนฝอยยิบ ได้แก่ ขิง ข่า ตะใคร้ ใบมะกรูด แครอต ฝักทอง หอม มะพร้าว ถัวฝักยาว ฯลฯ นำมาคลุกเคล้า และราดด้วยน้ำเปรี้ยวๆที่ผสมด้วย งาขาว งาดำ รสชาติแปลกๆดี แต่เวลาทานต้องทานร่วมกับอาหารอื่นๆด้วย เพราะยำผักพื้นบ้านนี้ บอกตรงๆว่าทานยาก มันไม่ง่ายเหมือนทานยำถั่วพลู หรือทานสลัดผัก

เวลาผมจะทานยำผักพื้นบ้านก็มักจะทานคู่กับไข่เจียว และข้าวเปล่า เพราะรู้สึกว่ามันเข้ากันดี จะมีกับข้าวอย่างอื่นแต่ก็ไม่ค่อยเน้นเท่าใดนัก เพราะต้องการที่จะทานผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งคนขายบอกว่ามีสรรพคุณดีอย่างโน้นอย่างนี้ ว่ามีธาตุทั้งสี่ครบถ้วน ได้แก่ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ผักแต่ละชนิดที่คัดมาก็จะต้องเลือกว่ามีคุณสมบัติตามธาตุนั้นๆ เช่นธาตุดินก็จะมีผักรสออกฝาดๆ ธาตุน้ำจะมีผักรสเปรี้ยว ธาตุลมจะเป็นผักที่ออกรสเผ็ดๆ หรือร้อน ธาตุไฟจะเป็นผักที่ออกรสขม เมื่อนำมาผสมกลมกลืนกันแล้วก็จะช่วยสร้างสมดุลย์ให้กับร่างกาย ช่วยป้องกันโรคภัยต่างๆ ที่สำคัญยังช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆด้วย

ผมว่ามาเสียยืดยาวตามที่เคยรู้มา เพราะราวปีกว่าๆเคยมานั่งทานที่ร้านสวนไผ่ หรือร้านมังสะวิรัติของพลตรีจำลอง อยู่บ่อยครั้ง ร้านนี้อยู่ในย่านสนามเป้า ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าซอยอารีย์ (ฝั่งธนาคารกสิกร) แต่ปัจจุบันได้ยินว่าย้ายไปอยู่ในตึกใกล้ๆกับที่เดิม ส่วนใครสนใจแต่อยู่ไกล ก็หาซื้อได้ตามปั้มน้ำมันบางจาก จะมีทุกปั้มหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ แต่ปั้มที่อยู่เยื้องๆกับโรงพยาบาลเมโย ถนนพหลโยธิน เส้นทางมาสี่แยก ม.เกษตร รับรองว่ามีแน่นอน เคยให้ลูกชายไปซื้อมาถุงละ 35 บาท ซื้อมาห่อสองห่อก็ทานกันได้ทั้งบ้าน แถบเก็บใส่ตู้เย็นไว้ทานวันหลังได้ด้วย เพราะเค้าแยกน้ำแยกผัก

ยำผักพื้นบ้านมีประโยชน์ครับ ยังนึกในใจว่าถ้าบ้านอยู่ใกล้ๆร้านสวนไผ่ หรือร้านจำลอง ก็จะอุดหนุนกันเป็นประจำ เพราะวัตุถุดิบที่ทำถือว่ามีคุณภาพ ในร้านก็มีอาหารหลากหลายแต่ไม่มีประเภทเนื้อสัตว์นะครับ เพราะเป็นอาหารมังสะวิรัติ อาหารแต่ละอย่างเค้าดัดแปลงจนดูหน้าตาคล้ายเนื้อสัตว์ และมีรสชาติเหมือนของจริงมาก เช่นหมูพะโล้ น้ำตกหมูสับ หมูสะเต๊ะ ขนมจีนน้ำยาที่น้ำยาขั้นคลัก ทานแล้วก็แทบไม่รู้ว่าอาหารทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำจากเนื้อสัตว์เลยแม้แต่น้อย ทำให้ทานได้สนิทใจจริงๆ

ใครไม่รู้จักร้านนี้ก็แนะนำให้เลย เป็นร้านมังสะวิรัติขนานแท้ ผักทุกชนิด ชาวบ้านปลูกกันเองตามวิธีแบบดั่งเดิม ไม่ใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ไม่มียาฆ่าแปลง เรียกว่าไร้สารพิษ ต่างกับคำว่าผักปลอดสารพิษ ที่ยังใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และฉีดยาฆ่าแมลง เพียงแต่จะเก็บผักตามเวลาที่กำหนด เช่น 5 วัน หรือ 7 วัน หลังพ่นยาฆ่าแมลง ส่วนพืชผักที่ร้านสวนไผ่ของลุงจำลอง ปลอดภัยแน่นอน ลูกค้าในร้านก็มีทั้งคนไทยและคนอินตาระเดีย ที่ทานมังสะวิรัติตลอดชีวิต

เขียนเรื่องยำผักพื้นบ้านมากไป เดี๋ยวจะกลายเป็นรายการชิมไปบ่นไป ที่เจ้าของรายการ สมัคร สุนทรเวช พึ่งโดนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเช็คบิลไปเมื่อวานนี้ เพราะทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ รายการชิมไปบ่นไปมีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจ เป็นการใช้หน้าที่การงานหรือตำแหน่งเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เขียนไว้เป็นข้อห้ามสำหรับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะบอกว่าแค่จัดรายการเล็กๆ ไม่ไช่เป็นเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ก็คงไม่ได้ เพราะเจตนารมย์ของกฏหมายป้องกันการหากินหรือเอาเปรียบคนอื่นๆที่นักการเมืองบ้านเราชอบกันนัก กฏหมายข้อนี้จึงเป็นเรื่องของธรรมาภิบาล เป็นเรื่องกำหนดจรรยาบรรณของนักการเมือง จะเรียกว่ากฎหมายดัดสันดานนักการเมืองก็ได้

ก็ดี ..สมน้ำหน้า ที่ตุลาการรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ สอยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ซะร่วงคาเวที ต่อหน้าคนทั่วประเทศที่ติดตามการถ่ายทอดสดจากโทรทัศน์ทุกช่องอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อเย็นวันที่ 9 กันยายน 2551 เรียกว่าประจานกันแบบไม่ไว้หน้า ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ฮิ้วกันทั่วประเทศ

งานนี้เรียกว่านายสมัครหน้าแตกเสียหายยับเยิน โดนทั้งพันธมิตรตีศอก โดนทั้งฝ่ายทหารอัดด้วยเข่า ท้ายสุดโดนเตะก้านคอ จนร่วงคาเวที พร้อมตอกฝาโลงเรียบร้อย หมดท่าเลยครับนายกรัฐมนตรีของไทย ไม่ต่างกับภาพยนต์เรื่องเปาบุ้นจิ้น ที่ถูกศาลไคฝง พิพากษาตัดสินประหารชีวิตเจ้าเมือง ด้วยเครื่องประหารหัวสุนัข

"ผมต้องรักษากติกาบ้านเมือง" ..แล้ววันนี้เป็นไง ก็เป็นกติกาบ้านเมือง ตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ ไช่หรือเปล่า...

“ ผมมาตามกฏหมายฯ แล้วไอ้พวกที่ขับไล่ผมมันใช้กฏหมายอะไรมาไล่...มีกฏหมายรองรับหรือเปล่า.."

แล้วในที่สุดดาบนั้นก็คืนสนอง โดนสอยร่วงอย่างถูกต้องตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ

ป่านนี้คงนั่งเลียแผลอยู่กับแมวที่บ้าน โดยไม่ยอมออกมาพบหน้าผู้ใด

งานนี้ต้องขอขอบคุณ สว. เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ขุนศึกที่เกิดมาเพื่อปราบพวกมารโดยเฉพาะ ไล่ตั้งแต่ คดีหลบภาษีโอนหุ้นของตระกูลชินวัตร ที่ศาลตัดสินจำคุกคุณหญิงอ้อเป็นเวลา 3 ปี เมื่อวันที 31 กค.51 จนต้องเผ่นหนีไปอยู่อังกฤษทั้งครอบครัว จากนั้นก็รายการชิมไปบ่นไปของนายสมัคร ซึ่งศาลตัดสินเรียบร้อยแล้ว

และเมื่อวาน (9 กย.51) วันเดียวกับที่ศาลตัดสินคดีของนายสมัคร ปรากฏว่านายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา (บิดานายเนวิน ชิดชอบ) ก็เกือบถูกเด้งออกจากตำแหน่งในคดีรับสัมปทานจากรัฐฯ ที่นายเรืองไกร ยื่นฟ้อง กกต.ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานรัฐสภา เดชะบุญที่รอดมาได้ชนิดเฉียดฉิวด้วยมติจาก กกต.ด้วยคะแนน 3 ต่อ 2

กกต.มีความเห็นว่าการรับสัมปทานบัตรในกิจการโรงโม่หิน เป็นการขออนุญาตในที่ดินของตนเอง ไม่ได้รับสัมปทานจากที่ดินของรัฐ และเป็นการได้สัมปทานมาตั้งนานแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงรอดมาได้

ในทางกลับกันหาก กกต.มีมติว่า เป็นการรับสัมปทานจากรัฐโดยตรงก็จะต้องออกจากตำแหน่งทันที พร้อมๆกับนายสมัคร สุนทรเวช เรียกว่าเป็นการโค่นประมุขของฝ่ายบริหาร และ ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติไปพร้อมๆกัน ด้วยฝีมือของนายเรืองไกร ผู้ชายตัวเล็กๆ แต่ลุ่มลึกและเฉียบคม

ต้องบอกว่า นายเรืองไกร เล่นแต่ของสูงของใหญ่ๆประเภทชิ้นปลามันทั้งนั้น จะมีเล่นของต่ำๆประเภทน้ำจิ้มบ้างก็พอเป็นกระสาย
ล่าสุดก็กำลังจะสอยเจ้าของรายการ ความจริงวันนี้ ที่สามเกลอหัวแข็ง (จากอดีตแกนนำ นปก.พาคนไปบุกบ้านป๋าเปรม ) รายการความจริงวันนี้ออกอากาศทางโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ หรือ NBT งานนี้นายเรืองไกร บอกว่ากำลังรวบรวมหลักฐานอยู่ครับ อีกไม่นานก็คงได้เห็นฝีมือของ สว.สรรหาผู้นี้ ว่าจะสอยร่วงทั้งพวงหรือไม่



มาต่อเรื่องงานสมุนไพรดีกว่า

จากยำผักพื้นบ้าน และอาหารไทยๆที่อิงสมุนไพรในงานนิทรรศการที่อิมแพค เมืองทองธานี เป็นที่มาให้ผมและครอบครัวรวมทั้งญาติ ชวนกันไปเที่ยว ก็คงไม่ได้หวังอะไรมากนัก เพราะระยะหลังๆนี้ไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหนแบบพร้อมหน้าพร้อมตา เจองานนี้เข้าก็เห็นว่าน่าลองไปเปิดหูเปิดตาบ้าง

ผมไปที่อิมแพค เมืองทองธานี ครั้งล่าสุด ในงานเฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปีที่แล้ว มาคราวนี้ ถนนแจ้งวัฒนะ กำลังสร้างสะพานข้ามทางแยกกันใหญ่โต จนแทบมองไม่เห็นป้ายเมืองทองธานี เล่นเอางงเหมือนกันเพราะไม่ได้ผ่านมาเส้นนี้นานทีเดียว และเมื่อเข้าไปในพื้นที่ของ อิมแพค หรือพื้นที่จัดนิทรรศการ ก็แปลกตาที่เห้นอาคารนิทรรศการหลังใหม่ใหญ่โตมโหฬาร ใครไม่เคยเข้ามาที่นี่เป็นเวลานานๆคงต้องแปลกใจ ว่าอลังการงานสร้างจริงๆ

ข้อเสียของการจัดงานที่อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งมีอาคารนิทรรศการหลังใหญ่ๆอยู่หลายอาคาร น่าจะราว 8 - 9 อาคาร แต่ละอาคารส่วนใหญ่ก็กำลังจัดงานทั้งนั้น แต่จะหาป้ายประชาสัมพันธ์ บอกกล่าวงานแต่ละอาคารนั้นหาแทบไม่เจอเลยครับ ขับรถเข้ามาข้างในแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะไปจอดรถตรงไหนดี กว่าจะเจอป้ายที่ว่าก็ถ่างตาหากันจนเมื่อย อยากบอกว่าควรอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มาในงาน ทำป้ายประชาสัมพันธ์เป็นระยะๆ ก็จะดีไม่น้อย

วันนั้นมีญาติจากต่างจังหวัดมาด้วย เค้าเห็นลานจอดรถที่กว้างขวางใหญ่โต มีรถจอดนับพันๆคันก็แปลกใจว่าทำไมรถเยอะจัง ก็บอกว่าที่เป็นสถานที่จัดงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แต่ละวันก็มีหลายงาน งานใหญ่หน่อยก็จะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ออกโทรทัศน์ งานเล็กหน่อยก็จะดูเงียบๆ แต่ถ้าหากว่าเป็นงานช้างเช่นงานเฉลิมพระเกียรติฯเมื่อปีที่แล้ว ถือว่าเป็นงานใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เสาร์ - อาทิตย์มีคนเข้าชมงานวันละนับแสนๆคน และหากคิดจะขับรถมาเองก็อาจหาที่จอดลำบากมาก หรืออีกทีก็มาแต่ไก่โห่

หลังจอดรถแล้วก็เดินเข้ามาในงานที่อาคาร 8 ทีแรกนึกว่างานเล็กๆ คนไม่น่าจะมาก แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นที่ชุมนุมเรื่องราวสารพัด ของไทยๆ มีทั้งสมุนไพรพื้นบ้าน และที่ทำกันเป็นอุตสาหกรรม พร้อมบรรจุภันฑ์สวยหรู บางร้านก็ให้ทดสอบ ทั้งดม ทั้งทา เข้ามาในงานนี้จึงได้กลิ่นสมุนไพรโชยมาเป็นระยะๆ

นอกจากร้านสมุนไพรแล้วก็ยังมีการสาธิตวิธีการทำ และการให้ความรู้เรื่องสมุนไพรไทยจากหน่วยงานของรัฐ และยังมีหมอที่เชียวชาญโรคภัยใช้เจ็บมาให้คำแนะนำปรึกษาด้วย แต่ขอโทษทีต้องรับบัตรคิวก่อนนะครับ คนสนใจมากจริงๆ ทั้งที่มีผู้ให้คำแนะนำนับสิบๆคน

ที่ถือเป็นพระเอกของงานนิทรรศการสมุนไพรแห่งชาติครั้งนี้เห็นจะเป็น “ หมอนวดครับ “ เรียกว่ารวบรวมพ่อมดหมอผี เอ้ย..รวบรวมหมอนวดไทยแผนไทยไว้มากมาย บางคนก็อยู่ในวัยพอๆกับคุณตาคุณยายหรืออายุราว 80 ปี เขตพื้นที่นวดแผนไทยมีการแบ่งพื้นที่เป็นโซนๆ แต่ละโซนก็มีลูกค้ารอนวดกันเพียบ และมีกรรมวิธีที่แตกต่างกัน เช่นการบีบ จับเส้น นวดตัว นวดหน้า เหมือนที่เห็นทั่วไป

และยังมีการนวดพื้นบ้านที่ผมเคยนวดให้แม่ผมมาแล้วโดยการยืนเหยียบที่น่องและสะโพก เด็กๆตอนนั้นก็มีน้ำหนักไม่มาก แม่ผมก็ให้เหยียบอยู่บ่อยๆ เหยียบทีไรก็จะแทบจะหกคะเมนตีหลังกา ล้มครับ.. จึงต้องหาที่ยึดเช่นราวระเบียงบ้านหรือข้างฝาเป็นต้น

กรรมวิธีในการนวดตัวด้วยน้ำมันก็มีวิธีการแปลกๆ เช่นอมน้ำมันอุ่นๆแล้วพ่นใส่ตัวจากนั้นใช้มือคลึง หรือใช้ส้นเท้าที่มีน้ำมันร้อนๆมาคลึงตามร่างกาย น้ำมันร้อนๆก็มาจากการเทลงบนแผ่นเหล็กขนาดเท่าฝ่ามือ ยาวประมาณ 1 ฟุต ที่อังไฟบนเตาอังโล่ แล้้วใช้ส้นเท้ารูดปรึ้ ไฟก็ลุกพรึบทันทดูแล้วก็เหมือนเล่นวิทยากลพิ้นบ้าน

ที่แปลกแหวกแนวกว่าไครก็คือให้คนขี้เมื่อยถอดเสื้อนอนคว่ำหน้า มีรูปหล่อรูปปั้นของครูบาอาจารย์ตั้งบูชาไว้เบื้องหน้า บนหลังคนขี้เมื่อยก็จะปูด้วยผ้าขาว แล้วนำสมุนไพรสีเหลืองๆมาวางไว้ราว 2 -3 ขยุ้ม จากนั้นก็ราดน้ำมันนวดสีเหลืองๆ คล้ายน้ำมันพืช แล้วก็จุดไฟ และปล่อยให้ไฟลุกไปเรื่อยๆ นานๆพ่อหมอก็จะพัดไฟไม่ให้มอด พัดทีหนึ่งก็มีควันดำโขมง นับว่าเป็นวิธีที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

เดินจนเมื่อยแล้วจากนั้นก็มาถึงโซนขายอาหารประเภทสมุนไพรที่มาจากทุกภาค ตั้งแต่เหนือ กลาง อีสาน และภาคใต้ ที่เห็นๆจะเน้นประเภทอาหารที่ไม่ค่อยจะพบเห็นกัน เช่นภาคเหนือก็จะเป็นอาหารของชนเผ่า และนำผลไม้จากป่ามาให้ลองชิมด้วย ส่วนอาหารก็ดูแปลกๆไม่คุ้นตา ภาคกลางก็มีร้านเมี่ยงคำสมุนไพรที่มีเครื่องปรุงสูตรใหม่ๆ หรืออาจเป็นสูตรดั่งเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เห็นมีเครื่องเคียงแตกต่างจากร้านขายทั่วๆไป

งานนี้ชาวไทดำจากเมืองสุพรรณบุรีก็มาด้วย แต่งกายสีดำตามประเพณีของชนเผ่า พร้อมกับมีน้ำพริกไทดำหลากหลายสูตรมาจำหน่าย ส่วนภาคภาคใต้รวมทั้งอิสลาม เห็นออกร้านมากกว่าภาคอื่น เด่นๆก็มีข้าวยำปักษ์ใต้ มีหลายสูตร หลายจังหวัด รสชาติแตกต่างกันไป

ผมและญาติๆมาติดใจข้าวยำปักษ์ใต้สูตรใหม่ ที่ตั้งโต๊ะให้ชิมฟรีอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำ ปรากฏว่ามีคนสนใจกันมาก และหมดในเวลาอันรวดเร็ว เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นสูตรที่สถาบันราชภัฏคิดค้นขึ้นมา และกำลังจะโปรโมทในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นของจังหวัดนครศรีธรรมชาช จังหวัดที่ทำพิธีปลุกเสกองค์จตุคามรามเทพนั้นแหละครับ

ก่อนกลับก็ขอแวะซื้อกับข้าวกับปลากลับบ้าน เดินอยู่หลายรอบ และก็ถ่ายภาพไปหลายภาพ มาลงตัวกับร้านมะตะบะ ที่เจ้าลูกชายเป็นคนเลือกเอง บอกไม่ได้ทานนานแล้ว ขายกล่องละ 50 บาท แต่รับรองว่าอิ่มแปล้

อาหารที่ซื้อติดมือมาก่อนหน้านี้ก็เป็นน้ำพริกพื้นเมืองของชาวไทดำ ที่มีชื่อแปลกๆเช่น น้ำพริกป่า แจ่วปี นำพริกหวาน น้ำพริกเกลือ แจ่วปี ชื่อแจ่วก็บอกแล้วว่าต้องเป็นพวกปลาร้า ชิมดูก็คล้ายๆปลาร้าสับของภาคอีสาน แต่สูตรของไทดำจะไม่ใส่ผิวมะกรุดหรือใบมะกรูด รสชาติดีทีเดียวครับ ออกรสแบบพื้นบ้าน ไม่ใส่ผงชูรส และน้ำตาล คนขายบอกว่าปลาร้าที่ทำนี้มาจากนครปฐมที่ชาวบ้านทำเอง และหมักนานเกินกว่า 6 เดือนจึงจะได้ที่ ถือเป็นความรู้ใหม่นะครับว่า ปลาร้าดีต้องอยู่ในไหนานกว่า 6 เดือน

อีกอย่างที่ผมซื้อติดมือกลับบ้าน คือคั่วกลิ้งครับ อาหารปักษ์ใต้แต่คนกรุงเทพจะรู้จักกันดี เพราะขายกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่รับประกันว่าคั่วกลิ้งในงานนี้อร่อยกว่าทุกร้านที่ผมเคยทาน แม่ค้าบอกใช้ปลาโอทำ รสเผ็ดแต่ไม่มาก การผัดก็ใช้น้ำมันแต่น้อย ขายดีมาก จากหม้อใบใหญ่ เห็นเหลือติดก้นหม้ออยู่นิดหน่อย (น้ำลายสออีกแล้ว)

สรุปว่าผมมาเที่ยวงานสมุนไพร แต่ก็ไม่ได้ซื้อสมุนไพรอะไรติดไม้ติดมือ ได้แต่กับข้าว 2-3 อย่าง ส่วนแม่บ้านผมเค้าเดินไปกับญาติๆ ปรากฏว่าหิ้วพวกเครื่องสำอางค์สมุนไพรมากันเพียบ ก็ไม่รู้ว่าใช้แล้วจะได้ผลอะไรบ้างหรือเปล่า

งานนี้ผมจ่ายไม่กี่ตังค์ แต่แม่บ้านผมหมดไปหลายตังค์ นี่แหละเขาว่าผู้ชายมักใช้เงินค่อนข้างระมัดระวังกว่าผู้หญิง

จริงไม๊ครับท่าน....





เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
10 กันยายน 2551



 
copyright © 2008 www.photoontour.com, All rights reserved        ต้องการ Save ภาพ