Photoontour.com   โฟโต้ออนทัวร
     
  Home   :   City Tour   :    Ordination Ceremony Part 1  
     
ภาพตักบาตรพระ
 
   
พิธีบรรพชาอุปสมบท วัดชลประทานรังสฤษฏ์ รุ่น 2 ปี 2554 จำนวน 74 คน
       
   
เที่ยววัดทางภาคเหนือ


ภาพวัดพระธาตุดอยกองมู แม่ฮ่องสอน
วัดพระธาตุดอยกองมู แม่ฮ่องสอน

ภาพวัดกู่เต้า เชียงใหม่
วัดกู่เต้า เชียงใหม่

ภาพวัดศรีรองเมือง ลำปาง
วัดศรีรองเมือง ลำปาง

ภาพวัดพระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน
วัดพระธาตุแช่แห้ง น่าน
 
 
 
   
 


พิธีบรรพชาอุปสมบทที่วัดชลประทาน ตอนที่ 1



ชายไทยเมื่ออายุครบ 20  ปี ก็ต้องไปเกณฑ์ทหารตามกฏหมาย  แต่ชายไทยที่นับถือศาสนาพุทธเมื่อเข้าสู่วัยเบญจเพศแล้วจะต้องบวชหรือไม่  ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ

สมัยก่อนเมื่อผู้ชายอายุครบ 20 หรือใกล้จะถึง 25  พ่อแม่ก็จะวางแผนให้ลูกชายได้บวชเรียนตามประเพณี   ใครที่อายุถึงแต่ยังไม่ได้บวช  ก็คงโดนชาวบ้านถามไถ่  ยิ่งไปจีบลูกสาวบ้านไหนก็อาจไม่ค่อยสบอารมณ์ว่าที่พ่อตานัก   เพราะถือว่ายังไม่ได้ผ่านร่มกาสาวพักตร์  หรือยังไม่ได้ครองผ้าเหลือง

เรียกว่าเป็นคนดิบ หรือยังไม่สุก

คนสุก หมายถึงคนที่ผ่านการห่มผ้าเหลืองหรือห่มจีวรมาก่อน  อย่างน้อยๆก็ 15 วัน สำหรับปัจจุบัน  แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็ต้อง 1 พรรษา หรือ 3 เดือน

ระยะเวลา 3 เดือนหรือ 90 วัน คงพอจะรู้และเข้าใจทางธรรมมากขึ้น  เป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีหิริโอตัปปะหรือมีความละอายและเกรงกลัวบาป ไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามร้อนแรง หรือทำตัวห่ามๆเหมือนวัยรุ่นใจร้อน  เพราะผู้ชายวัย 20-25 นี้ถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต  อนาคตจะไปดีหรือไปร้ายก็อยู่ในวัยนี้แหละ

ผู้ที่อายุย่างเข้า 25 ปี  หรือวัยเบญจเพศ ผู้หลักผู้ใหญ่มักสั่งสอนกันนักว่าให้ระวังชีวิตในวัยนี้ให้ดีๆ  เพราะเลข 25 นี้ สมัยก่อนเค้าถือกันนัก ว่าอาจประสบกับสิ่งไม่ดีหรือเรื่องร้ายๆ ดังนั้นการบวชก็อาจทำให้พ้นเคราะห์

คำเตือนนี้ได้เตือนทั้งหญิงและชายที่เริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาว  อารมณ์ฉุนเฉียว หรือทำอะไรไม่ค่อยยั้งคิด  หรือคิดผิด  วัยนี้แหละถือว่าสำคัญ

สมัยก่อนเขาไม่ต้องสอนกันนัก  เรียกว่าพอถึงวัยนี้ก็จับบวชเพื่อให้พระสงฆ์องค์เจ้าช่วยขัดเกลาจิตใจ จะได้สงบจิตสงบใจ อยู่ในศีลในธรรม ซึ่งจะเป็นรากฐานในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคต

คนที่ทำงานราชการ  เรื่องการลาบวชคงไม่มีอุปสรรคมากนัก  เพราะตามระเบียบแล้วอนุญาตให้ลาบวชได้ถึง 90 วัน หรือ 1 พรรษา โดยที่ไม่ต้องระแวงว่า  กลับมาแล้วคนอื่นจะมานั่งเก้าอี้แทนเราหรือไม่

ส่วนภาคเอกชนคงต้องบอกว่า กฏหมายแรงงานเรื่องการลาบวชไม่ได้กล่าวถึง  หรือไม่มีระบุไว้  ขึ้นอยู่กับระเบียบของแต่ละบริษัทว่ามีกำหนดหรือไม่ อย่างไร  เช่นลาได้แต่ไม่เกินกี่วัน  หากต้องการบวชเป็นเวลานานเช่น 1 เดือน หรือ 1 พรรษา  คงต้องเจรจากันเป็นกรณีๆไป

แต่เชื่อเถอะ ส่วนใหญ่คงลาบวชไม่เกิน 15 วัน  มากกว่านี้เจ้านายก็คงไม่แฮปปี้  เพราะผลกระทบกับงานที่ทำ  ลาไปนานๆงานก็คงเสียหาย  

สรุปว่าเรื่องลาบวช  ใครที่เป็นข้าราชการก็คงสบายใจ  ลาได้ถึง 90 วัน  ขณะเดียวกันก็ยังรับเงินเดือนได้ด้วย หรือไม่ถูกตัดเงินเดือน  ถือว่ากฏระเบียบนี้มีส่วนสนับสนุนให้ชายไทยได้มีโอกาสศึกษาและฝึกปฏิบัติธรรมกันตามประเพณี

1 พรรษา หรือประมาณ 90 วันก็คงจะมากพอที่จะเข้าถึงสาระจากการบวช และได้ประสบการณ์มากพอที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งในหน้าที่การงานด้วย

ช่วงที่มีการลาบวชกันมากก็คงหนีไม่พ้นเทศกาลเข้าพรรษา  หรือช่วงฤดูฝนราวกลางเดือนกรกฏาคม หากใครบวชในช่วงนี้ก็ต้องอยู่ครบเทอม หรืออยู่เป็นพระไปจนถึงวันออกพรรษา  จะขอสึกไปกลางคันก็ทำไม่ได้ 

ส่วนใครอยากบวชระยะสั้น  ก็ต้องบวชนอกฤดูพรรษา 

ปัจจุบันการบวชภาคฤดูร้อน  หรือช่วงปิดเทอมของนักเรียนนักศึกษาเป็นที่นิยมกันมาก  พ่อแม่ที่อยากให้ลูกบวชเรียนก็จะหาช่วงเวลานี้เพื่อให้ลูกๆได้เข้ามาอยู่วัด เพื่อจะได้มีโอกาสเข้าถึงหลักธรรม หากไม่เข้ามาอยู่ในวัดแล้ว ก็ยากที่จะเข้าถึง
เนื่องจากสภาพแวดล้อมและบรรยากาศภายนอก จะหาความสงบเหมือนในวัดนั้นค่อนข้างยาก

ถึงแม้บางคนอาจเห็นว่าจะไม่ได้อะไรมากนัก จากการบวชในระยะ 7 หรือ 15วัน แต่อย่างน้อยๆก็ได้สัมผัสบรรยากาศภายในวัด รู้ว่าเป็นพระแล้วก็ต้องละเลิกในหลายๆเรื่อง  ต้องรู้จักสำรวมกายสำรวมใจ  หรือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ  ซึ่งไม่ง่ายนักสำหรับผู้ที่ยึดติดกับทางโลก  เช่นในกุฏิไม่มีโทรทํศน์  ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีตู้เย็น จะติดต่อกับภายนอกก็ไม่มีโทรศัพท์มือถือ  เป็นการตัดขาดจากโลกภายนอกไปชั่วขณะ



ช่วงปิดเทอมเราอาจเห็นพ่อแม่พาบุตรหลานมา "บวชเณร " ตามวัดต่างๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดจะนิยมกันมาก   เวลาเช้าจะเห็นเณรน้อยนับสิบๆองค์ออกบิณฑบาตร  เป็นภาพที่ดูน่ารัก  แค่การเดินเท้าเปล่าตอนเช้าทุกๆวัน  ก็คงได้รสชาติของการเป็นเณรไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะต้องมีความอดทนสูง บางครั้งก็ต้องเจอกับหมาเจ้าของถิ่นที่ไล่งับจนจีวรขาดและได้แผลกลับวัด หรือเดินจนเท้าแตกเท้าพอง

สำหรับชายไทยที่มีอายุครบ 20 การบวชภาคฤดูร้อนหรือบวชระยะสั้นเรียกว่าการ "บวชพระ"

บางคนอาจไม่ทราบว่าการบวชพระจะต้องมีอายุเท่าใด ก็ต้องตอบว่า ระหว่างอายุ 20 - 60 ปี คนที่คิดว่าจะบวชหลังเกษียนคงทำไม่ได้ เพราะกฏของเถรสมาคมกำหนดไว้ว่าอายุเกิน 60 ห้ามบวช คงจะเกรงว่าจะมาอาศัยผ้าเหลืองในวัยชรา ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับทางวัดที่ต้องคอยปรนนิบัติรับใช้ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย วัดก็อาจกลายเป็นสถานที่พักฟื้นของผู้เฒ่าผู้แก่

ใครที่คิดว่าหลังเกษียนค่อยคิดบวชหรือค่อยเข้าวัด ก็ขอให้คิดใหม่ แต่ถ้าจากเข้าวัดในวัยนั้นก็คงทำได้แค่นุ่งขาวห่มขาว หรือเป็นผู้ปฏิบัติธรรม

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้รู้สึกว่าการบวชในภาคฤดูร้อนเป็นที่นิยมกันมาก  แต่ความเข้มข้นหลังจากเป็นพระแล้ว  คงขึ้นอยู่กับแต่ละวัดว่ามีวิธีการอย่างไร  เอาจริงเอาจังแค่ไหน  บางวัดก็หย่อนยานไม่ค่อยเข้มงวดกับพระใหม่มากนัก  แต่บางวัดก็เข้มงวด  มีกฏระเบียบมากมายให้ปฏิบัติ  รวมทั้งมีโปรแกรมหรือตารางเรียนให้พระใหม่ต้องศึกษาปฏิบัติ ไม่ต่างกับเข้าคอร์สการเรียนการสอนกันตลอดทั้งวัน เช่นฝึกสวดมนต์ อ่านหนังสือธรรมะ ทำงานวัด ฝึกนั่งสมาธิ ฯลฯ เพราะหากไม่ฝึกเข้มก็จะไม่ได้ผล หรือไม่ได้สาระประโยชน์จากการบวชมากนัก

ความตั้งใจบวชจึงมีความสำคัญต่อการที่จะปฏิบัติในช่วงที่เป็นพระ  บางวัดก็ต้องสอบถามกันให้แน่ชัดว่ามาบวชทำไม หรือบวชเพื่ออะไร  ทั้งนี้ก็เพื่อทดสอบในเบื้องต้นว่ามีความตั้งใจจริงแค่ไหน หากไม่ตั้งใจแล้วก็อาจรู้สึกเบื่อหน่ายจนทุกข์ใจ การบวชแทนที่จะได้ผล กลับกลายเป็นว่าต้องมาทุกข์ทรมาน เป็นบาปต่อจิตใจ พ่อแม่ก็ได้รับอานิสสงฆ์ไม่เต็มที่

วัดชลประทานรังสฤษฏ์  เขตจังหวัดนนทบุรี หรือวัดหลวงพ่อปัญญา  ในแต่ละปีจะมีผู้สนใจเข้ามาขอบวชกันเป็นจำนวนถึง 5-600 คน ถือว่ามากทีเดียว จนต้องแบ่งรับสมัครเป็นช่วงๆ แต่ละช่วงทิ้งห่างกันประมาณ  1 เดือน  เรียกว่าชุดเก่าไป  ชุดใหม่ก็เข้ามาแทน จนกุฏิรวมสำหรับพระใหม่แทบไม่ว่าง

ช่วงปิดภาคฤดูร้อนที่วัดชลประทานจึงมีกิจกรรมสำคัญคือการบรรพชาอุปสมบทกันตลอดระยะเวลาประมาณ 5 เดือน  เริ่มจากเดือน มกราคม ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม

คงจะเป็นเพราะบารมีของหลวงพ่อปัญญา  หรือท่านปัญญา  ซึ่งทำให้วัดชลประทานเป็นที่รู้จักกันในกลุ่มคนรุ่นใหม่  หรือกลุ่มคนในเมืองหลวง  ที่พอจะทราบถึงวัฒนธรรม และแนวปฏิบัติของวัดนี้ว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะ แตกต่างจากวัดอื่นๆ และการเทศนาของท่านปัญญาฯ ก็เป็นที่รู้ๆกันว่า  ท่านไม่ต้องการให้คนไทยลุ่มหลงในอบายมุขหรือความไม่ถูกต้องที่มีให้เห็นอยู่มากมาย ซึ่งเป็นกระพี้หรือเปลือกนอก แต่ท่านต้องการให้ชาวพุทธมีความเข้าใจ มีปัญญา และเข้าถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนา

เช่นการนิยมพระเครื่อง  ซึ่งท่านปัญญามักจะพูดอยู่บ่อยๆว่าเป็น “ พระอิฐพระปูน “  และไม่ได้มีอิทธิฤทธ์ใดๆเหมือนกับที่หลายคนเข้าใจ 

เรื่องพระพุทธรูปนี้ทางวัดชลประทานแทบไม่ได้กล่าวถึง และไม่ได้ให้ความสนใจ แต่จะให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจในหลักธรรมอย่างถูกต้องมากกว่า อธิบายให้เห็นบาปบุญคุณโทษด้วยเหตุและผลด้วยภาษาง่ายๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้สำหรับบุคคลทุกระดับ

สำคัญที่ว่าเราตั้งใจจะประพฤติปฏิบัติหรือไม่เท่านั้นเอง



ใครมาวัดชลประทานเป็นประจำก็อาจแปลกใจว่าเห็นมีพระพุทธรูปเพียงองค์เดียว อยู่ตรงบริเวณลานหินโค้ง ซึ่งเป็นพระที่สลักจากหินทราย สูงประมาณ 1.5 เมตร ไม่ได้ปิดทองให้สุกปลั่งเหลืองอร่าม และเชื่อว่าคงไม่ได้ทำพิธีปลุกเสกอะไร เพียงแต่นำมาตั้งเพื่อให้คนกราบไหว้ ซึ่งก็ตากแดดตากฝนมาหลายปีแล้ว

การมีพระพุทธรูปในบริเวณ่ลานหินโค้งก็เพื่อให้คนที่มาทำบุญได้หันหน้ามาในทิศทางเดียวกัน  อย่างน้อยๆเมื่อมีการสวดมนต์  ก็จะหันหน้ามากราบพระพุทธรูป  ความหมายของพระพุทธรูปที่วัดชลประทานก็เพื่อเป็นสิ่งรำลึก และน้อมจิตน้อมใจให้นึกถึงองค์พระศาสดา ซึ่งเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

ไม่ต่างกับสวนโมกข์ ที่อำเภอไชยา  ซึ่งเป็นสถานปฏิบัติธรรม และเป็นที่จำพรรษาของท่านพุทธทาส  ใครไปสวนโมกข์ก็อาจแปลกใจที่ไม่เห็นพระพุทรูปเช่นกัน การทำกิจกรรมทางศาสนาก็จะใช้ลานดิน หรือลานหินโค้งบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ จะเทศนาก็ใช้ลานหินโค้ง ในสวนโมกข์จะไม่มีโบสถ์วิหาร มีแต่ป่า และต้นไม้ใหญ่ที่ให้ความร่มรื่น สภาพแวดล้อมแบบนี้ทำให้จิตใจสงบ ส่งเสริมให้ผู้ตั้งใจฝึกปฏิบัติเข้าถึงธรรมะได้ง่ายขึ้น

ท่านพุทธทาสถือว่าเป็นผู้ที่ทำให้คนไทยเป็นจำนวนมากมีสติและปัญญา มีคณูปราการต่อสังคมไทยอย่างใหญ่หลวง จนเกิดกระแสหรือฟีเวอร์ในกลุ่มของปัญญาชน  โดยเฉพาะหนังสือของท่านขายดิบขายดีตามร้านหนังสือ  จนบางแห่งต้องจัดเป็นมุมหนังสือของท่านพุทธทาสเป็นการเฉพาะ

หากใครได้ศึกษาประวัติของท่านพุทธทาสและท่านปัญญาแล้วก็คงพอทราบว่า  ท่านพุทธทาสเปรียบเสมือนผู้คนคว้าและแตกฉานในพระไตรปิฏก  ส่วนท่านปัญญานั้นเป็นพระนักเทศน์ฝีปากกล้า  เทศน์ด้วยภาษาชาวบ้าน ไม่มีบาลี เข้าใจง่าย และฟังได้ทุกระดับ ที่วัดชลประทานจึงมีห้องสมุดที่เป็นเทปเสียงของท่านปัญญามากมาย


ท่านพุทธทาสอยู่ถึงภาคใต้ ที่สวนโมกข์ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี  แต่เป็นที่รู้จักกันในแวดวงของพุทธศาสนาในกรุงเทพ  เนื่องจากบทความของท่านได้นำไปลงในหนังสือพิมพ์ จึงสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการตีความพระไตรปิฏก เรื่องภพเรื่องชาติ ในปฏิจจสมุปบาท
ที่แตกต่างไปจากตำราของพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งเป็นพระอรหันต์จากอินเดียที่เดินทางมาประเทศศรีลังกา เมื่อราว พ.ศ. 1000 หรือเกือบ 1554 ปีก่อน

พระพุทธโฆษาจารย์ได้แต่งคัมภีร์อรรถกถา (คือการอธิบายและขยายความพระไตรปิฏก) ที่มีชื่อว่า " คัมภีร์วิสุทธิมรรค " ซึ่งเป็นตำราการสอนในสถาบันของพระสงฆ์ไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

คำตอบแบบตรงไปตรงมาในเรื่องนี้หมายความว่า ท่านพุทธทาสไม่เชื่อว่า ตำราที่สงฆ์ไทยร่ำเรียนกันอยู่ทุกวันนี้มีความถูกต้อง แตท่านพุทธทาสได้ออกตัวว่า ตัวท่านเปรียบเสมือนไม้ซีกที่กำลังงัดไม้ซุง เพราะท่านพระพุทธโฆษาจารย์ มีอิทธิพลต่อตำราเรียนในระดับสูง ของพระสงฆ์ในหลายๆประเทศ

เมื่อคำสอนของท่านพุทธทาสมีการเผยแพร่มากขึ้น  คนที่ต้องการศึกษาเรียนรู้พุทธศาสนาอย่างมีเหตุผล ก็หันมาติดตามศึกษาผลงานของท่าน โดยผ่านหนังสือที่มีผู้จัดทำ และนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ โดยช่วงแรกๆทีมีการนำการบรรยายของท่านพุทธทาสได้แก่ นายธรรมทาส ซึ่งเป็นน้องชายของท่านพุทธทาส เมื่อความนิยมต่อท่านพุทธทาสมีมากขึ้น "มูลนืธิโกมลคีมทอง " เข้ามาทำเป็นหนังสือพ๊อกเก็ตบุ๊ค และนำไปจัดจำหน่ายจนแพร่หลายอยู่ตามร้านหนังสือมากมาย

ความจริงคำสอนของท่านพุทธทาสก็ไม่ได้แตกต่างจากคัมภีร์ต่างๆที่วงการสงฆ์ของไทยนำมาเป็นคู่มือการเรียนการสอน  เพียงแต่ว่าบางเรื่องมีการตีความกันใหม่ตามทัศนะของท่านพุทธทาส  เช่น ” เรื่องภพ เรื่องชาติ “  ที่ถือว่าชาวพุทธทั่วไปให้ความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องกฏแห่งกรรม หรือการเวียนว่ายตายเกิด ที่เราทราบๆอยู่

ท่านพุทธทาสตีความในประเด็นนี้ว่า เรื่องภพชาติ คือการ ตั้งอยู่ ดับไป ของความยึดมั่นถือมั่น หรือกิเลส  เมื่อความยึดมั่นหรือกิเลสหมดไปในขณะใด ก็เป็นอัน สิ้นภพสิ้นชาติ  เมื่อกิเลสเกิดขึ้น ภพชาติก็เกิดใหม่  เช่นนี้เรื่อยไป ภพชาติในความหมาย ของท่านพุทธทาสก็คือ ชั่วขณะจิต หรือแค่ทานข้าวเสร็จ

ดังนั้น ภพชาติ ของท่านพุทธทาสจึงเกิดขึ้นหลายรอบ หลายครั้ง ในชีวิตของมนุษย์ อาจจะนับหมื่น นับแสนครั้ง หรือชั่วกัปชั่วกัลป์  ซึ่งแตกต่างจากคัมภีร์อื่นๆที่ถือว่า 1 ภพ หรือ 1 ชาติ ก็คือวงรอบของชีวิตมนุษย์  เริ่มจากเกิดมาเป็นมนุษย์ (จากท้องแม่)  และตายไป (เผา)

การทำดีทำชั่ว หรือการรู้แจ้ง  จึงสามารถเกิดได้ในภพนี้ชาตินี้ หรือก่อนตาย โดยไม่ต้องไปรอภพหน้าชาติหน้า

ความเข้าใจในพุทธศาสนาอาจแตกต่างกันบ้างในความเข้าใจของคนไทย  แต่ทัศนะของท่านพุทธทาสก็ก่อให้เกิดกระแสมากมายในเวลาต่อมา  โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเรียนรู้ในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นเหตุเป็นผล และไม่สนใจในเรื่องอภินิหารย์ รวมทั้งชาติหน้าภพหน้า หรือชีวิตหลังความตายที่ดูจะไกลเกินเอื้อม จนเกิดคำถามไม่จบสิ้นเช่นตายแล้วไปไหน

บางตำราก็อธิบายเรื่องนี้ไม่ต่างกับอ่านนิยายนอกโลกหรือนอกภิภพ ชนิดที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะจับต้องได้ และที่น่าแปลกใจก็คือว่า ทำไมศาสนาอื่นเช่นศาสนาคริสต์หรืออิสลามจึงไม่มีการกล่าวถึงในเรื่องลึกล้ำ หรือล้ำลึกเหล่านี้

สมัยที่ท่านปัญญาเดินทางไปบรรยายธรรมในที่ต่างๆ  คำถามยอดฮิตติดอันดับก็คือคำถามที่ว่า “ ตายเล้วไปไหน”

คำตอบที่ได้แบบตรงไปตางมาก็คือ  “ ตายแล้วไปป่าช้า “ หรือถ้าไปเทศนาทางภาคเหนือก็จะตอบว่า  “ ตายแล้วไปป่าเฮ่ว “

ท่านพุทธทาสเคยกล่าวว่า  “ อภินิหารไม่มีในโลกนี้ “ สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุปัจจัย หรือส่งผลกระทบต่อเนื่องกันมา  ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องของธรรมชาติ  ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่เหนือธรรมชาติ  หรือนอกกฏของธรรมชาติ

ท่านพุทธทาสอธิบายความหมายของศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ที่ดูจะตรงกัน โดยบอกว่า ศาสนาพุทธนับถือธรรมะ หรือธรรมชาติ หรือกฏของธรรมชาติ ส่วนศาสนาคริสต์นับถือพระเจ้า หรือ God ซึ่งก็คือ กฏของธรรมชาติเช่นกัน

เพราะ “ ธรรมชาติก็คือธรรมมะ “ แม้แต่คำสอนของพระพุทธเจ้าก็คือ กฏของธรรมชาตินั้นเอง  เพียงแต่ท่านเป็นผู้ศึกษาและรู้กฏนี้ด้วยตนเอง  คำว่ารู้ได้ด้วยตนเอง ก็คือการ “ ตรัสรู้  “

ธรรมะหรือคำสอนของพุทธเจ้าจึงไม่ได้คิดใหม่ ทำใหม่  เพราะสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้น มันมีอยู่แล้วในธรรมชาติ  เช่นคำว่า " กฏแห่งกรรม " หรือ “ ใครทำสิ่งใดก็จะได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ทำนั้น " เช่นกัน ซึ่งสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ จะได้รับความเสมอภาค หรือได้รับความยุติธรรมทัดเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ สัตว์ หรือ แม้กระทั่งสิ่งที่ไม่มีชีวิต

ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้นมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้และศึกษากันมากมาย  ทั้งการศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพ  หรือศึกษาเรียนรู้เพื่อเป็นความรู้ให้กับตนเอง แต่หลายคนอาจมองข้าม และไม่ได้ศึกษาสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว นั่นก็คือเรื่องทุกข์ ทั้งๆที่เป็นเรื่องสำคัญของชีวิต  และสำคัญกว่าทุกๆเรื่อง

เพราะคำว่า “ ทุกข์ “  เพียงคำเดียวนี่เองที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะต้องออกบวชเพื่อแสวงหาคำตอบหรือแสวงหาความจริง ว่าทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมคนเราจึงรู้สึกทุกข์ และทุกข์ที่ว่านี้จะขจัดออกไปจากตัวเราได้หรือไม่

นี่คือการตั้งคำถาม และพยายามคิดหาคำตอบ ตามแบบฉบับของนักคิด หรือนักปราชญ์ชาวอินเดียในยุคนั้น 

เมื่อพระองค์ได้คำตอบ หรือรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว  จากนั้นก็ออกเทศนาสั่งสอนหรือโปรดสัตว์  ขณะเดียวกันพระองค์ก็คิดว่าเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจสำหรับคนทั่วๆไป   เพราะดินแดนของชมภูทวีปในยุคนั้น ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนาพราห์มหรือฮินดู ซึ่งมีความเชื่อในพิธีกรรม และนับถือองค์เทพต่างๆมากมาย

แต่เนื่องจากชมภูทวีปในสมัยนั้นมีนักคิด หรือนักปราชญ์จำนวนมาก ที่กำลังหาคำตอบให้ตนเอง  หรือกำลังหาคำตอบให้กับความคิดของตน  เมื่อได้รับฟังเทศนาจากพระพุทธเจ้า  ปราชญ์หรือนักพรตเหล่านั้นก็เข้าใจได้โดยง่าย และบรรลุเป็นพระอรหันต์ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ต่างกับคนที่จวนเจียนจะหาคำตอบให้ตนเองได้อยู่แล้ว  แต่มาติดขัดในบางเรื่อง  เมื่อได้สนทนาธรรมกับองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า จึงรู้แจ้ง และปราศจากข้อสงสัยใดๆ 

สมัยพระพุทธเจ้ามีพระอรหันต์นับเป็นพันๆองค์  หรือ 1250 รูป ก็ด้วยเหตุผลนี้

พูดไปไกลถึงอินเดีย  ขอวกกลับมาที่วัดชลประทานกันต่อ

ปี 2554  วัดชลประทานฯ มีการรับสมัครการบรรพชาอุปสมบทถึง  5  รุ่น
รุ่น 1  เปิดรับสมัคร    9 มค. 54   วันอุปสมบท  5 กพ.54
รุ่น 2  เปิดรับสมัคร  13 กพ. 54  วันอุปสมบท  1 มีค..54
รุ่น 3  เปิดรับสมัคร  13 มีค. 54   วันอุปสมบท  1 เมย.54
รุ่น 4  เปิดรับสมัคร  10 เมย. 54  วันอุปสมบท  3 พค..54
รุ่น 5  เปิดรับสมัคร   8 พค. 54  วันอุปสมบท   1 มิย..54

จำนวนผู้สมัครแต่ละรุ่นจะไม่เท่ากัน  แต่จะอยู่ประมาณ 70 – 140 คน ต่อรุ่น หรือคิดคร่าวๆสำหรับผู้ขอบรรพชาในปี 2554 น่าจะประมาณ  500 คน  นี่ไม่นับการบวชเนื่องในโอกาสพิเศษ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เช่นเนื่องในวันครบรอบวันสำคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือปีกาญจนาภิเษก ฯลฯ 

การดำเนินการเพื่อบรรพชาอุปสมบทของวัดชลประทาน  ค่อนข้างจะเป็นระเบียบ เป็นขั้นเป็นตอน  มีการซักซ้อมความเข้าใจต่างๆให้กับผู้ขอบรรพชา  ตลอดจนญาติพี่น้องที่มารับฟังภายในห้องประชุมกันจนเป็นที่เข้าใจ   เพราะวัดชลประทานมีธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  และปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยที่ท่านปัญญายังมีชีวิต

โดยฉพาะเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับพิธีบรรพชาอุปสมบท  ที่หลวงพ่อผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ หรือพระครูธรรมธร สมชาย สีลธโร ได้ชี้แจงเรื่องราวต่างๆหลายเรื่อง  โดยเฉพาะความเชื่อแบบผิดๆ  เช่นการโกนหัว  การแห่นาค การเดินรอบโบสถ์  ซึ่งทางวัดมาไม่ได้จัดพิธีการให้เป็นที่เอิกเริกใหญ่โต  แต่ทำกันแบบเรียบง่าย ให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการบวช  รวมทั้งการประพฤติตนในช่วงที่เป็นพระ  พร้อมกับอธิบายกฏข้อห้ามต่างๆ

เช่นไม่ไห้ผู้ปกครองมาเยี่ยมเยียนพระใหม่ในเวลาลาปกติ  แต่จะให้พบกันได้เฉพาะวันอาทิตย์ในลานหินโค้ง ซึ่งเป็นวันที่มีพุทธศาสนิกชน มาตักบาตรทำบุญกันเป็นประจำ ห้ามซื้อ ห้ามถวายของใช้เกินจำเป็น และห้ามเข้าไปในกุฏิสี่เหลี่ยมของพระใหม่

ใครที่คุ้นเคยกับวัดชลประทาน  คงรู้ดีว่ามาวัดนี้แล้วอาจจะแตกต่างจากวัดอื่นๆ  ซึ่งกิจกรรมต่างๆภายในวัดค่อนข้างจะเรียบง่าย ไม่มากเรื่องมากราว ส่วนผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับวัดนี้ก็อาจรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง ที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ

เมื่อลูกหลานบวช ตนเองก็อยากจะทำอะไรให้เป็นพิเศษ  เช่นการโกนหัว  การแห่นาค  เพราะญาติมากันเยอะ บางคนก็เหมารถมาจากต่างจังหวัด มาแล้วไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรมากนัก ก็ดูเหมือนจะไม่ได้บุญเต็มที่นัก เวลาที่จะอยู่ใกล้ชิดกับนาคก็ดูจะน้อยเต็มทน

แถมหลังโกนหัวเสร็จ รองเจ้าอาวาสก็ให้พระใหม่มารับทราบข้อปฏิติต่างๆในช่วงที่บวชเป็นพระ  หลังจากนั้นก็ให้นาคไปพบกับญาติๆเพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึก แต่ถ่ายไปได้ไม่นานก็เรียกนาคมารวมตัวกันอีกครั้ง  พร้อมกับเชิญให้ผู้ปกครองกลับบ้าน  หลวงพ่อบอกว่าจากนี้ไปลูกหลานของท่านจะอยู่ในการดูแลของทางวัดแล้ว ให้พ่อแม่กลับบ้านไปได้เลย

พ่อแม่บางคนอยากฟังหลวงพ่อว่าบอกกล่าวอะไรกับนาคบ้างจึงไม่ยอมกลับ  จนหลวงพ่อต้องประกาศแล้วประกาศอีก  ท้ายที่สุด ก็น่าจะพูดได้ว่า หลวงพ่อท่านไล่แล้ว จึงแยกย้ายกันกลับ

” อยู่ไป  เดี่ยวจะโดนด่าเอา  คนทั่วไปด่าคงไม่เท่าไหร่  แต่พระด่านี่คงบาปแน่ๆ”

พบในตอนที่ 2  เริ่มพิธีกันตั้งแต่มืดหรือราวตี 5   มีอะไรบ้างก็ติดตามกันนะครับ  ตอนที่ 1 นี้ เรียกว่าเป็นนาค หรือแต่งชุดขาว  ตอนต่อไปนี้จะเป็นพระแล้ว  แต่ก่อนจะเข้าโบสถ์เพื่อทำพิธีบรรพชาอุปสมบท  ผู้เป็นนาคจะต้องมากราบลา ขอขมาลาโทษจากบุพการี  ซึ่งเป็นภาพประทับใจที่ลูกหลานมีโอกาสกราบพ่อและแม่ในชุดนาคสีขาว   พร้อมกับรับการสอนสั่ง ขอให้ตั้งใจบวชเรียน เพื่อนำหลักธรรมมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต จากนั้นก็รับบาตรและจีวรจากพ่อแม่  เพื่อเข้าโบสถ์ไปทำพิธีบรรพชา



โฟโต้ออนทัวร์
4 มิถุนายน 2554



โหลดฟรี.. กำหนดการรับสมัครบรรพชาอุปสมบท
โหลดฟรี.. คำขอบรรพชาอุปสมบท เอสาหัง ภันเต คำขอศีล10 คำขอนิสัย คำขออุปสมบท จากวัดชลประทาน

       




บรรยากาศบริเวณลานหินโค้ง วัดชลประทานรังสฤษฏ์ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นวันทำบุญตักบาตรตามปกติทุกวันอาทิตย์ และภาพท่านปัญญานันทะในวันนั้น (ก่อนมรณะภาพเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550)



 
ท่านปัญญานัททะ
หลวงพ่อปัญญาฯ

วัดชลประทานฯ
ลานหินโค้งวัดชลประทาน
บรรยากาศลานหินโค้งทุกวันอาทิตย์
 
 
 
     
       copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
   เมนูน่าสนใจอื่นๆ

     แนะนำมุมมองการถ่ายภาพ
     ภาพเด็กน่ารัก
     ภาพพริตตี้มอเตอร์โชว์
     วอลเปเปอร์ภาพทิวทัศน์
     ภาพดอกไม้และภาพธรรมชาติ
     Site update เรื่องใหม่ที่ลงในเว็บไซต์
     Today talk บทความ เรื่องราวต่างๆที่สรรหามาเล่า
   Site Directory

     ภาพถ่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
     
ภาพท่องเที่ยวในต่างจังหวัด
     
ภาพวัด ภาพเจดีย์ ภาพโบสถ์วิหาร
     
ภาพทะเล ภาพชายหาด ภาพหาดทราย
     
ภาพวิถีไทย บ้านไทยริมน้ำ
     
ภาพภาพพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก
     
ภาพเขื่อน ภาพทะเลสาบเหนือเขื่อน
   Site Directory

     
 ภาพงานพระราชพิธี ภาพในหลวง พระราชินี
       ภาพตลาดสด ตลาดพื้นบ้าน ตลาดนัด ถนนคนเดิน
       ภาพชาวนา ภาพทุ่งนา ภาพการทำนา
       ภาพเด็กน่ารัก ภาพเด็กนักเรียน
       ภาพดอกไม้ ดอกกล้วยไม้ ดอกทานตะวัน
       ภาพภูเขา ธรรมชาติ ทิวทัศน์ ชนบท อุทยานฯ
   Others

     Feedback ภาพสะท้อนจากสื่อ
     เว็บโฟโต้ออนทัวร์จากอดีตปี 2002 ถึงปัจจุบัน
     หนังสือภาพถ่ายที่น่าสนใจ
     ลิขสิทธิ์ภาพถ่ายในเว็บโฟโต้ออนทัวร์
     หาช่างภาพแต่งงาน รับปริญญา คลิก
     Contact Us [email protected]