Photoontour.com   โฟโต้ออนทัวร
     
  Home   :   City Tour   :    Ordination Ceremony Part 3  
     
ภาพตักบาตรพระ
 
 
 
พิธีบรรพชาอุปสมบท วัดชลประทานรังสฤษฏ์ รุ่น 2 ปี 2554 จำนวน 74 คน
       
   
เที่ยววัดทางภาคเหนือ


ภาพวัดพระธาตุดอยกองมู แม่ฮ่องสอน
วัดพระธาตุดอยกองมู แม่ฮ่องสอน

ภาพวัดกู่เต้า เชียงใหม่
วัดกู่เต้า เชียงใหม่

ภาพวัดศรีรองเมือง ลำปาง
วัดศรีรองเมือง ลำปาง

ภาพวัดพระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน
วัดพระธาตุแช่แห้ง น่าน
 
 
 
   
 


พิธีบรรพชาอุปสมบทที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์ ตอนที่ 3



เรื่องราวของการบรรพชาอุปสมบทที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์  ได้มาถึงตอนสุดท้ายแล้ว  ซึ่งตอนที่ 1 และ 2 ได้เห็นภาพขั้นตอนต่างๆค่อนข้างละเอียด  หากใครคิดจะบวชที่วัดนี้ก็สามารถศึกษาเป็นแนวทางได้  พร้อมกันนี้ได้แนบกำหนดการรับสมัคร  สามารถดาวน์โหลดไปอ่านได้   มีคำสวดพร้อม (อยู่ด้านล่าง)

ผู้บวชในรุ่นนี้มีจำนวน 74 คน ส่วนใหญ่จะบวชเพียง 15 วัน และ 30 วัน คงน้อยคนนักที่คิดจะบวชนานกว่านี้ เนื่องจากติดภาระกิจ  

การบวชนานถึง 90 วันในช่วงเวลาออกพรรษา  พระจะไม่เรียกว่าบวช 1 พรรษา ถึงแม้ว่าจะบวชนานถึง 3 เดือนแล้วก็ตาม สาเหตุก็เพราะไม่ได้บวชในช่วงเข้าพรรษาตามธรรมเนียมปฏิบัติของชาวพุทธนั่นเอง  จะให้เรียกว่าบวช 1 พรรษา (90 วัน) จะต้องรอเวลาให้ถึงช่วงพรรษาเสียก่อน  ซึ่งเป็นภาคบังคับว่าบวชในช่วงนี้แล้วจะสึกไม้ได้  ต้องรอจนถึงเวลาออกพรรษา ใครจะบวชในช่วงพรรษาต้องคิดให้ดี  จีวรร้อน หรือผ้าเหลืองร้อน ด้วยสาเหตุใดก็ตาม จะสึกก่อนพรรษาก็ทำไม่ได้  

แต่ถ้าต้องการประเภทยึดหยุ่น พอบวชไปนานๆแล้วจะสึกก่อนกำหนด  ก็ต้องมาบวชนอกฤดูพรรษา  หรือทั่วไปเรียกว่าบวชภาคฤดูร้อน  ซึ่งวัดส่วนใหญ่ก็จะมีจัดพิธีบรรพาอุปสมบทให้กับนักเรียนนักศึกษาและผู้สนใจในช่วงปิดเทอม 

วัดชลประทานรังสฤษฎ์จัดให้มีพิธีอุปสมบทเป็นรุ่นๆ เริ่มตั้งแต่ต้นปีไปจนถึงกลางปี ได้ยินว่าจัดแบบนี้มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว  หรือตั้งแต่หลวงพ่อปัญญาฯ
 
ใครคิดจะบวชที่วัดชลประทานก็ต้องเข้าใจ และยอมรับในกฏของวัด  ต้องมีวินัย  เพราะแต่ละรุ่นมีผู้บวชเป็นจำนวนมาก  เรียกว่าร้อยพ่อพันแม่  แต่ละคนที่มาบวชก็มีสถานะภาพแตกต่างกัน  บางคนจบปริญญาโท  หรือปริญญาเอก ตั้งใจบวชก่อนเข้าทำงาน  บางคนตั้งใจบวชตามประเพณี  เพราะวางแผนแต่งงานไว้แล้ว  บางคนพึ่งพ้นโทษ หรือออกจากคุกมาไม่นาน  ตั้งใจบวชเพื่อจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีของสังคม หรือล้างซวย บางคนตั้งใจบวชเพื่อละเลิกอบายมุขโดยใช้ธรรมมะเป็นตัวช่วย  แต่ส่วนใหญ่แล้วจะให้เหตุผลว่าตั้งใจบวชเพื่อพ่อแม่    

เหตุผลประการหลังนี้หลายคนอาจไม่เข้าใจว่า  บวชเพื่อพ่อแม่นี่หมายความว่าอย่างไร  หรือที่คนสมัยก่อนมักจะพูด  ว่าถ้าพ่อแม่ตายไปจะได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกชาย (ขึ้นสู่สวรรค์)  

ความจริงแล้วเป็นอุบายเพื่อให้ครอบครัวได้มีโอกาสมาวัด  จะได้เข้าถึงพุทธศาสนา  บางคนไม่ค่อยมาวัดหรือสนใจกับเรื่องวัดมากนัก  แต่พอลูกชายได้บวชจึงมีโอกาสทำบุญใส่บาตร เข้าวัดฟังธรรม  ได้ชื่นชมลูกชาย  ปลึ้มใจที่เห็นผ้าเหลือง

และเป็นครั้งแรกที่พ่อแม่จะได้ยกมือไหว้ หรือได้กราบลูกชาย  ในฐานะเป็นพระสงฆ์  หรือเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า

แต่การบวชจะทำให้ผู้บวชหรือพ่อแม่ได้ประโยชน์จากการบวชแค่ไหนจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวเฉพาะตน  บวชแล้วก็ไม่ได้รับประกันว่าจากร้ายจะกลายเป็นดี  หรือจะพาใครให้ไปสวรรค์  ทุกอย่างมันอยู่ที่การประพฤติปฏิบัติของผู้บวชทั้งนั้น  เมื่อตั้งใจบวชก็น่าจะถือว่าได้รับความสำเร็จในระดับหนึ่ง  ครั้นเมื่อบวชไปแล้วได้ตั้งใจศึกษาปฏิบัติก็นับว่าถูกต้องและดียิ่งขึ้น  แต่จะขัดเกลาได้ดีแค่ไหน จะทำได้ยากแค่ไหน มันเป็นเรื่องของแต่ละคน  กรรมใครกรรมมัน

โดยสรุปแล้วการบวชนั้นดีแน่  แต่จะดีมากขึ้นถ้านำความรู้ที่ได้รับไปใช้  หรือนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและบุคคลรอบข้าง 

บวช 15 วัน 30 วัน หรือ มากกว่านั้น  ไม่ได้หมายถึงเป็นความสำเร็จจากการบวช  บางคนบวชมานาน  หรือเป็นพระมาตลอดชีวิต  ก็ยังประพฤตินอกลู่นอกทางตามที่เห็นเป็นข่าว พระบางวัดก็ร่ำรวยเป็นเศรษฐี บวชเพื่ออาศัยวัดเป็นแหล่งทำมาหากิน เงินที่ได้รับบริจาค ระเบียบของวัดก็กำหนดกว้างๆ เงินวัดหรือเงินอาตมา แยกกันไม่ออก ไม่มีใครมาตรวจสอบ บางรูปพอมรณะภาพก็พบสมบัติอื้อซ่าโดยเฉพาะเงินฝากธนาคารนับเป็นสิบๆล้าน วัดจะมาใช้ประโยชน์ก็ไม่ได้ เนื่องจากเป็นบัญชีส่วนตัว ทายาทหรือญาติก็ได้รับอานิสสงฆ์นั้นไป

ความรวยความจน

คนในสังคมทุกวันนี้หวังแต่ขอให้รวย โดยไม่คิดว่าจะได้มาด้วยวิธีใด จึงถูกพวก 18 มงกุฏหลอกเอาง่ายๆ หมดตูด หมดตัวไปก็มาก ความจนกลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ ทั้งๆที่เป็นความจนมันเป็นเพียงแค่ความคิด ทุกคนยังมีกินมีใช้ แต่ยังคิดว่าตัวเองจน รัฐบาลบางชุดก็มีนโยบายเลิกจนภายใน 3 ปีบ้าง 5 ปีบ้าง ตามป้ายหาเสียงริมถนนเมื่อไม่นานมานี้

ต่อให้ร้อยรัฐบาลก็ไม่สามารถขจัดความจนไปได้ เพราะทุกคนในสังคมต้องมีฐานะที่แตกต่างกัน ส่วนที่แหวกปาก(แปลว่าแหกปาก) เรียกร้องกันทุกวันนี้ เป็นเรื่องของความไม่รู้จักพอมากกว่า พูดตรงๆก็คือความโลภนั่นเอง และสิ่งนี้ก็จะทับถมทวีมากขึ้นเรื่อยๆ จะร้องแร่แห่กระเฌอมากขึ้น รัฐบาลก็ออกนโยบายให้อาหารป้อนข้าวป้อนน้ำ หรือเอากิเลสมาล่ออยู่เรื่อย

ประกันราคาข้าวเปลือกเกวียนละ 15,000 บาท ข้าวหอมมะลิเกวียนละ 20,000 บาท ชาวนาตัวจริงตัวปลอมคงนั่งฝันนอนฝันแล้วว่า รวยแน่ ราคารับซื้อขนาดนี้จะขายให้กับใครได้ ประเทศไหนจะรับซื้อ แค่ราคาถูกๆในปัจจุบันยังขายแข่งกับเวียดนามไม่ได้

บ้านเราดูจะไปกันใหญ่แล้ว มันช่างสวนทางกับคำว่า พอเพียง ตามพระราชดำรัสที่ในหลวงทรงชี้แนะให้คนไทยรู้จักประมาณตน ทุกวันนี้ไปทางไหนก็มีแต่คนอยากรวย และหันไปพึ่งลมๆแล้งๆ เสริมบุญ เสริมบารมีกันใหญ่ พระสงฆ์องค์เจ้าก็ถือโอกาสเข้ามาหาประโยชน์ แทนที่จะชี้แนะให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน หรือให้ลดละความโลภ ไม่สอนไม่ว่าแต่กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม เรียกว่าล่อกันจนฝุ่นตลบทั้งพระทั้งฆราวาส

ก็ต้องหันมาพึ่งพระระดับสูงๆหรืองค์กรสูงสุดของสงฆ์ ที่ต้องคอยประคับประคองสังคม

องค์กรสงฆ์ต้องเป็นผู้นำจิตวิญญาณ  ต้องออกมาเตือนสติสังคมในสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ต้องกล้าวิจารณ์  เพราะสังคมจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  คนในสังคมก็รับฟังคำแนะนำจากผู้ที่ได้รับการยอมรับ หรือจากสถาบันสูงสุดของสงฆ์

แต่ที่ผ่านมาระดับผู้นำสงฆ์หรือองค์กรระดับสูงของสงฆ์ แทบจะไม่มีบทบาทอะไรในสังคมไทย ในทางตรงกันข้ามสังคมกลับออกมาสั่งสอนหรือชี้แนะมากกว่า  บางครั้งก็เห็นฝ่ายสงฆ์สูงสุดไปเป็นประธานพิธีปลุกเสกวัตถุมงคล หรือเจิมอาคารสำนักงาน ส่วนบทบาทที่แท้จริงกลับมองไม่เห็นเป็นข่าว ดูแล้วก็ไม่ต่างกับประเทศจีน ไกด์จีนที่เซี่ยงไฮ้เคยเล่าให้ฟังว่าพระจีนที่นี่จะรับทำพิธีเจิมรถใหม่คันละเป็นหมื่นๆบาท และต้องรอคิวนาน ส่วนพระในวัดก็ร่ำรวยเป็นเศรษฐี มีรถเบนซ์ขี่คันละ 6-7 ล้าน มีเงินฝากอีกมากมาย

ชาวพุทธในเมืองไทยส่วนใหญ่จึงเป็นพุทธกันตามที่ระบุในบัตรประชาชน ระบุแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด สู้ไม่ระบุน่าจะดีกว่า

แค่มีความคิดว่าไม่ควรระบุไว้ในบัตรประชาชนก็มีผู้ออกมาต่อต้าน หรือเมื่อราว 3 - 4 ปี  มีความพยายามที่จะให้กฏหมายรัฐธรรมนูญระบุว่า “ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย “  

ถ้าจำไม่ผิดเข้าใจว่าในการยกร่างกฏหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ได้บรรจุไว้แล้วตามที่เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่มีการแก้ไขตัดออกในชั้นแปรญัตติ



ช่วงนั้นมีพระสงฆ์ออกมาประท้วงกันยกใหญ่  และเป็นครั้งแรกของเมืองไทยที่มีพระสงฆ์ออกมายกป้ายเดินขบวน ไม่ต่างกับพระพม่า โดยให้เหตุผลว่า  หากไม่ระบุในรัฐธรรมนูญอาจทำให้ศาสนาพุทธได้รับผลกระทบ และจะถูกศาสนาอื่นค่อยๆเข้ามาแทรกซึม

ผมไม่ห่วงนะว่า ในอนาคตข้างหน้า ศาสนาพุทธจะล้มหายตายจากไปจากประเทศไทย  หรือหายไปจากโลกนี้  เพราะเท่าที่สังเกต  พุทธศาสนาได้หายไปจากจิตใจคนไทยที่เป็นชาวพุทธไม่ไช่น้อย 

พระพุทธเจ้าสอนให้คนเรามีปัญญา  ให้นำเอาวิถีแห่งธรรมเข้ามาแก้ปัญหา  โดยเฉพาะให้รู้จักการดับทุกข์  หรือให้ทุกข์เจือจาง  แต่รู้สึกว่าชาวพุทธทั้งหลายไปใช้ตำราฉบับอื่นมาดับทุกข์กันหมด  ซึ่งเป็นสิ่งหลอกลวงทั้งนั้น  และไม่ได้ดับจริงหรือให้ทุกข์เบาบางลง  ในทางตรงข้ามกลับสร้างทุกข์ขึ้นมาใหม่  ซึ่งได้แก่ความโลภ ความหลงผิด

ศาสนาพุทธในจิตใจของคนไทย มีเพียงแค่ไหว้พระขอพร.. หรือขอให้รวย
อนาคตใครอยากรวยก็ต้องเข้าวัด จ่ายเงิน ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่เต็มวัด ไม่ต่างกับตลาดนัดสินค้าบุญ จากนั้นกลับบ้าน แล้วบอกว่า วันนี้ได้บุญแล้ว พร้อมกับนั่งรอนอนรอว่าเมื่อไหร่จะรวย

บุญจึงกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องขอ ต้องอ้อนวอน ต้องจ่ายเงิน จึงจะได้ สังคมไทยเดินมาถึงจุดนี้แล้วนะ ไม่แน่อนาคตอาจมีพิธีบูชายันต์เหมือนในอินเดีย

โชคดีที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ไม่ได้นำเอาเรื่องศาสนาพุทธตราไว้เป็นกฏหมาย  ถึงตราไว้ก็เป็นแค่ในนาม หรือตราไว้เล่นๆ โก้ๆ ดูดี

ตรงกันข้ามหากกำหนดไว้ในกฏหมายรัฐธรรมนูญแล้ว  อนาคตคงยุ่งน่าดู   เมืองไทยอาจถูกตราหน้าว่า  เป็นประเทศที่ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมไปจากโลกนี้  เพราะคนไทยเปลี่ยนจากการนับถือพระพุทธเจ้า แต่หันไปนับถืออิฐ  ดิน  ทราย  พ่อมด หมอผี หรือนับถือเทพเจ้าต่างศาสนากันหมด เรียกว่ามั่วอย่างไม่น่าให้อภัย  บัตรประชาชนระบุว่าเป็นชาวพุทธ แต่ไปนับถือกราบไหว้เทพของศาสนาพราหมณ์  หรือนำมาบูชาเคียงคู่พระพุทธรูปที่ถือว่าเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า

แต่ก็ยังดีที่ไม่หันไปนับถือ โยนี และศิวลึงค์  ซึ่งถือเป็นเทพแห่งศาสนาพรามหณ์ในอดีตเมื่อราว 1 พันปีก่อน  ความจริงหากจะหันมาบูชาศิวลึงค์กับโยนีก็ไม่เลว  คนเขมรจะได้มีงานทำ หันมารับจ้างสลักโยนีคู่กับศิวลึงค์กันเป็นว่าเล่น  และเป็นสินค้าส่งออกมายังประเทศไทย รูปร่างของเทพโยนี และศิวลึงค์ก็คงพัฒนาขึ้นตามยุคตามสมัย ให้เหมือนจริงมากขึ้น และใหญ่ขึ้น ชนิดหินตาหินยายที่เกาะสมุยคงต้องชิดซ้าย

คิดไปคิดมาคนรุ่นใหม่ต่อไปอาจหันมานับถือปลัดขิกแบบไทยๆก็ไม่น่าแปลกอะไร   ตามร้านอาหารเห็นนับถือกันมาก  บางร้านก็วางท่านปลัดคู่กับนางกวัก  นางกวักสำหรับเรียกลูกค้าผู้ชาย  ส่วนท่านปลัดขิกเรียกลูกค้าผู้หญิง ไอเดียล้ำลึกจริงๆ


ไม่ได้บ้านะครับ  คนสมัยนี้เค้านับถือกันแปลกๆ ความเชื่อนั้นจึงดูถูกกันไม่ได้  หรืออนาคต อาจตั้งแท่นศิวลึงค์เป็นหินสลักใหญ่เท่า 3 คนโอบไว้หน้าสำนักงาน หรือกลางสระน้ำที่มีน้ำไหลมาจากรูปสลักโยนีก็เป็นไปได้ เพราะ สมัยขอมโบราณเค้านำน้ำที่ไหลจากหินโยนีไปบูชา สมัยนี้จะทำบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร

หรืออาจแกะสลักไม้เป็นรูปท่านปลัดยาว 7 ศอก พร้อมทาแลคเกอร์จนมันวับก็เข้าท่า  ที่ไหนมีช่วยบอกมาที จะหาผ้า 7 สี ยาว 7 ศอก พร้อมหอกอีก 3 เล่ม ไปพันรอบคอท่านปลัด  จะได้เฮงๆ  รวยๆ และรวยเหมือนทักษิณ 

กลับมาที่วัดต่อ

หากสังคมพุทธในเมืองไทยเปลี่ยนไป  คำสอนของพระพุทธเจ้าอาจเป็นแค่คัมภีร์ที่ตั้วอยู่บนหิ้ง  กลายเป็นของสูงที่ไม่มีใครกล้าแตะ  กลัวบาป   ทั้งที่เป็นสิ่งที่ควรนำมาเปิดอ่านและศึกษา

น่าเป็นห่วงที่ต่างชาติยกให้ไทยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลก  ใครจะดีใจก็ช่างแต่ผมเห็นตรงกันข้าม  เป็นการหาเหาใส่หัวหรือเปล่า  และถ้าหากให้ระบุว่า “ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย “  ไว้ในกฏหมาย ยิ่งจะกลายเป็นภาระสำหรับประเทศที่ต้องรักษาไว้ให้มั่น

และหากอนาคตพุทธศาสนาได้หายไปจากเมืองไทย  เราก็จะถูกตราหน้าว่า  ไม่รักษาพุทธศาสนา  ไม่ยึดมั่นในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  ศาสนาพุทธจึงหายไปจากประเทศไทย   

โห.. วันนี้ฤกษ์ดี เทศนากันยาวเหยียด เรื่องอะไรนั้นก็จำไม่ได้แล้ว สมควรแก่เวลา อาตมาก็ขอเอวังก็ด้วยประการฉะนี้

สาธุ

 

โฟโต้ออนทัวร์
28 สิงหาคม 2554


 

โหลดฟรี.. กำหนดการรับสมัครบรรพชาอุปสมบท
โหลดฟรี.. คำขอบรรพชาอุปสมบท เอสาหัง ภันเต คำขอศีล10 คำขอนิสัย คำขออุปสมบท จากวัดชลประทาน

       




บรรยากาศบริเวณลานหินโค้ง วัดชลประทานรังสฤษฏ์ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นวันทำบุญตักบาตรตามปกติทุกวันอาทิตย์ และภาพท่านปัญญานันทะในวันนั้น (ก่อนมรณะภาพเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550)


 
ท่านปัญญานัททะ
หลวงพ่อปัญญาฯ

วัดชลประทานฯ
ลานหินโค้งวัดชลประทาน
บรรยากาศลานหินโค้งทุกวันอาทิตย์
 
 
 
     
       copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
   เมนูน่าสนใจอื่นๆ

     แนะนำมุมมองการถ่ายภาพ
     ภาพเด็กน่ารัก
     ภาพพริตตี้มอเตอร์โชว์
     วอลเปเปอร์ภาพทิวทัศน์
     ภาพดอกไม้และภาพธรรมชาติ
     Site update เรื่องใหม่ที่ลงในเว็บไซต์
     Today talk บทความ เรื่องราวต่างๆที่สรรหามาเล่า
   Site Directory

     ภาพถ่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
     
ภาพท่องเที่ยวในต่างจังหวัด
     
ภาพวัด ภาพเจดีย์ ภาพโบสถ์วิหาร
     
ภาพทะเล ภาพชายหาด ภาพหาดทราย
     
ภาพวิถีไทย บ้านไทยริมน้ำ
     
ภาพภาพพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก
     
ภาพเขื่อน ภาพทะเลสาบเหนือเขื่อน
   Site Directory

     
 ภาพงานพระราชพิธี ภาพในหลวง พระราชินี
       ภาพตลาดสด ตลาดพื้นบ้าน ตลาดนัด ถนนคนเดิน
       ภาพชาวนา ภาพทุ่งนา ภาพการทำนา
       ภาพเด็กน่ารัก ภาพเด็กนักเรียน
       ภาพดอกไม้ ดอกกล้วยไม้ ดอกทานตะวัน
       ภาพภูเขา ธรรมชาติ ทิวทัศน์ ชนบท อุทยานฯ
   Others

     Feedback ภาพสะท้อนจากสื่อ
     เว็บโฟโต้ออนทัวร์จากอดีตปี 2002 ถึงปัจจุบัน
     หนังสือภาพถ่ายที่น่าสนใจ
     ลิขสิทธิ์ภาพถ่ายในเว็บโฟโต้ออนทัวร์
     หาช่างภาพแต่งงาน รับปริญญา คลิก
     Contact Us Photo482@gmail.com