Photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์
 
Home > Events > Bangkok Floods 2011 part 1
 
 
 
 

ภาพชุด walking Street ย่านบางลำพู และภาพน้ำท่วมกรุงเทพ บริเวณสะพานพระปิ่นกล้า และท้องสนามหลวง เมื่อวันศุกร์ที่ 28 ตค.54 ตอนที่ 1

 
 
               
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

   
     
 
     
 

ภาพชุด Walking Street ย่านบางลำพู และภาพน้ำท่วมกรุงเทพ บริเวณสะพานพระปิ่นกล้า
และท้องสนามหลวง เมื่อวันศุกร์ที่ 28 ตค.54
ตอนที่ 1
(บันทึกภาพเมื่อวันที่ 28 ตค.54)



การถ่ายภาพน้ำท่วมในชุดนี้  เรียกว่าเป็นการถ่ายภาพแบบ  Walking street หรือเดินเท้าท่องเที่ยว พร้อมๆกับถ่ายภาพน้ำท่วมในบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า และถนนอรุณอัมรินทร์ รวมถึงรอบๆท้องสนามหลวง เมื่อวันศุกร์ที่ 28 ตค.54 หรือเมื่อวานนี้

จากข่าวน้ำท่วมในช่วงนี้สื่อโทรทัศน์มักจะนำเสนอภาพข่าวที่เป็นความหายนะ หรือความฉิบหาย ส่วนภาพที่ยังไม่หายนะ กลับไม่เป็นข่าว ถึงเป็นข่าวก็มีน้อยมาก  ทั้งๆที่ขณะนี้กำลังเกิดวิกฤติน้ำท่วมกรุงเทพฯอย่างหนักหน่วงและยาวนาน ไม่ต่างกับยัดเยียดความเครียดให้กับคนไทย

บ้านเมืองของเราเอง แทนที่ช่วยพยุงสังคม และเห็นอกเห็นใจ เสนอข่าวน้ำท่วมตามที่เป็นจริง และข่าวในเชิงสร้างสรรค์บ้าง เพื่อให้คนไทยเห็นว่าที่เสียหายขณะนี้นั้น มันเป็นแค่บางส่วน โดยเฉพาะโทรทัศน์ไทยพีบีเอสที่นำเสนอกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เกาะติดสถานการณ์กันจนชาวบ้านแทบคลั่ง บางคนก็ด่าว่า ตกลงช่องนี้เป็นโทรทัศน์ที่เสนอแต่ข่าวความหายนะอย่างนั้นหรือเปล่า หรือคิดว่าตนเองกำลังสร้างความโดดเด่นในการเสนอข่าวอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะข่าวความฉิบหายของบ้านเมือง

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า คนกรุงเทพหนีตายไปออกไปต่างจังหวัด จนรถติดก่อนเข้าจังหวัดชลบุรียาวถึง 5 กิโลเมตร

ทุกวันนี้พอเปิดโทรทัศน์ก็มีแต่ข่าวเลวร้ายของเหตุการณ์  ภาพประกอบข่าวบางครั้งก็เป็นของเก่าตั้งแต่เมื่อวาน  เวลารายงานข่าว พิธีกรก็มักไปแช่อยู่ในน้ำเหมือนๆกันหมด คงจะเท่ห์มั้ง ปรากฏว่าคนที่เกาะกระแส โดยเฉพาะคนที่อยู่ต่างจังหวัดต่างก็เครียดไปตามๆกัน

น่าแปลกในเหตุการณ์แบบนี้สื่อกลับมองข้ามในเรื่องสภาพจิตใจของคนกรุงเทพที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์จนขวัญกระเจิง เผ่นหนีไปต่างจังหวัดกันไม่น้อยทั้งๆที่บ้านตนเองอาจไม่มีปัญหาแต่อย่างใด  โทรทัศน์บางช่องเห็นเสนอภาพในเชิงบวกอยู่บ้างแต่ก็มีก็น้อยมาก   

น้ำท่วม  ความจริงก็เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง  ที่ไม่ควรไปจริงจัง หรือใส่ใจให้มากนัก   ต้องเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมชาติ  ว่าต้องมีต้องเป็น 

ประเทศไหนๆก็เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย  บางประเทศก็รุนแรงกว่าบ้านเรามาก

ชีวิตนี้จะเอาแต่ได้เพียงฝ่ายเดียว  โดยไม่ให้มีเสียบ้างหรืออย่างไร

อย่าลืมว่าเราเพียงแค่เสียหายเรื่องทรัพย์สิน  และเป็นเพียงแค่บางส่วน  ส่วนชีวิตของเรานั้นยังอยู่

เราจะกลัวไปทำไม  บ้านเสียหายพอน้ำลดเราก็กลับมาซ่อมแซมใหม่ 

แน่นอนว่าเราต้องใช้จ่ายเงินทอง มันก็ไม่ต่างกับเงินที่เราใช้จ่ายในเรื่องอื่นๆที่ไร้สาระมากมาย  ไปกลุ้มใจกับมันทำไม  ชีวิตมันยังไม่ตายยังไงมันก็ดิ้นรนไปตามวิถีทางของมัน เศรษฐกิจของบ้านเราในขณะนี้มันไม่ได้ตกต่ำ หรือมีปัญหาแต่อย่างใด ี้อาจชงักไปบ้างแต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ จากนั้นมันก็ดีเอง

บริษัทยักษ์ๆจากต่างชาติในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆที่ถูกน้ำท่วม ก็เป็นบริษัทที่แข็งแกร่ง เสียหายแค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกครับ แถมได้ทำประกันไว้แล้วด้วยกันทั้งนั้น พอน้ำแห้งก็ขี้คร้านจะนำเงินเข้ามาฟื้นฟู การจ้างงานก็เกิด ธุรกิจก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ จากนั้นก็ลืมเรื่องราวความเสียหายที่เกิดขึ้น

เรื่องแค่นี้นักธุรกิจระดับโลกเขาไม่ได้คิดมากหรอก สาเหตุก็เพราะสินค้าของเค้ายังเป็นที่ต้องการ ยังขายได้ เพียงฟื้นฟูโรงงานให้มีการผลิตได้เหมือนเดิม ทุกอย่างก็จบ

นักข่าวบ้านเราก็ชอบกันจริ้ง คือชอบรายงานตัวเลขความฉิบหาย เอ้ย..ความเสียหาย หลายหมื่นล้านบ้าง หลายแสนล้านบาทบ้าง รายงานทำไม ตกใจทำไมกัน อย่าลืมว่าเงินเขานะ ไม่ไช่เงินเรา และตัวเลขที่รายงานก็เป็นเท็จทั้งนั้น เป็นการรายงานความเสียหายที่ไม่ตรงตามหลักทางเศรษศาสตร์ เพราะไปมอง เพียงแค่ตัวเลขหรือตัวเงินที่ลงทุน แต่ไม่มองว่า ทุนที่ลงไปนั้นทำกำไรไปแล้วเท่าไหร่ หักกลบลบกันแล้วก็ยังมีกำไรไช่หรือไม่

ควรมองโลกในด้านดี

มองให้สบายใจหรือคิดเชิงบวก ก็น่าจะดีใจว่าเกิดมาครั้งนี้ไม่เสียชาติเกิด  มีโอกาสเห็นน้ำมากมายมหาศาลชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย  โอกาสแบบนี้มันไม่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ  เช่นเดียวกับสุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้นในเมืองไทยเมื่อหลายปีก่อน  คนไทยไม่น้อยต่างเฝ้ารออย่างใจจดจ่อ และดีใจที่ได้เห็น โดยเฉพาะที่เห็นแสง Dimond Ring อันสุดแสนประทับใจ

พอเรื่องน้ำท่วมก็น่าจะดีใจ บ้างก็ว่าลบสถิติปี 2485 ไปแล้ว ไม่ดีใจกันบ้างหรือ

ช่วงเวลานี้สื่อก็ต้องเข้าใจสถานการณ์  ต้องนำเสนอข่าวในเชิงบวก  มันมีเสียก็ต้องมีได้  ไม่มีอะไรที่เสียไปหมดทุกอย่าง  เพียงแต่ว่าเราอย่ามองเพียงด้านเดียว ที่สำคัญเราต้องปล่อยให้เหตุการณ์มันผ่านไป  ขณะนี้ธรรมชาติมันกำลังปรับสมดุลย์  ห้ามมันไม่ได้ 

เรื่องเร่งด่วนในขณะนี้ก็ต้องหาผู้ที่ออกมาเตือนสติ  หรือให้สติ  ไม่คิดมาก สื่อเองก็ต้องนำเสนอข่าวในเชิงสร้างสรรค์  ไม่ไช่ตอกย้ำแต่ความเสียหาย ครั้งแล้วครั้งเล่า

พระสงฆ์ที่น่าเลื่อมใสศรัทธาก็มีมีมากมาย สามารถออกมาช่วยให้คนไทยคลายความวิตกกังวลไปได้  ธุรกิจต่างๆ หรือแม้แต่ทางราชการ ก็น่าจะออกสปอตโฆษณาในเชิงให้สติเตือนใจ ให้คนที่เดือดร้อนได้มีกำลังใจฝ่าวิกฤติในครั้งนี้ สถานการณ์แบบนี้น่าจะพึ่งพระ แต่แปลกไม่เห็นมีใครไปหาพระหาเจ้า ทั้งๆที่เป็นหน้าที่โดยตรงของพระสงฆ์

สังคมพุทธเรามีพระเป็นที่พึ่งทางไจ ทำไมเราจึงหลงลืม



สำหรับภาพชุดน้ำท่วมกรุงเทพ  น่าจะเรียกท่องเที่ยวในเมืองแบบ  Walking Street ร่วมกับการถ่ายภาพน้ำท่วมบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า  จะได้เห็นว่ากรุงเทพมันไม่ได้เลวร้ายไปหมดทุกพื้นที่  คนกรุงเทพส่วนใหญ่ก็ยังเป็นปกติสุข  ผืนดินส่วนใหญ่ยังแห้งและน้ำยังมาไม่ถึง 

แต่ภาพที่ปรากฏแทบจะทุกสื่อเหมือนกับว่ากรุงเทพทั้งหมดกำลังจะล่มจม 

วันนั้นขับรถจากบ้านมาตามถนนพระราม 5 หรือถนนเลียบคลองประปา  มีเป้าหมายอยู่แถวๆสะพานพระปิ่นเกล้า  ซึ่งตามข่าวบอกว่าถนนทางฝั่งธนบุรีหรือฝั่งพาต้าปิ่นเกล้า  รถผ่านไปไม่ได้ ระดับน้ำก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จึงตั้งใจว่าจะไปจอดรถที่อาคารจอดของ กทม. ในย่านบางลำพูซึ่งเคยใช้บริการเป็นประจำ  แต่มีแผงกั้นและมีแผ่นกระดาษเขียนข้อความว่าเต็ม  เข้าใจว่าชาวบ้านนำรถขึ้นไปจอดหนีน้ำ   จึงย้ายไปจอดที่วัดบวรนิเวศวิหารแทน 

จากนั้นก็เดินไปซอกแซกไปในถนนเล็กๆหรือถนนเลียบคลองบางลำพู ซึ่งไม่เคยเดินมาก่อน  ลัดเลาะไปจนถึงถนนพระอาทิตย์ที่อยู่ใกล้กับสะพานพระปิ่นเกล้า  โดยผ่านกำแพงเมืองริมเจ้าพระยาหรือสวนเบญจศิริ  และผ่านร้านมะตะบะ  ร้านเก่าแก่ของย่านนี้

ปรากฏว่าโชคดียังขายตามปกติ จึงเข้าไปตามที่น้ำย่อยมันเรียกร้อง ไหนๆก็มาถึงแล้ว จะผ่านไปก็ไช่ที่  ว่าแล้วก็สั่งมัสมันเนื้อกับโรตี พร้อมมะตะบะไก่อีกจาน น่าแปลกที่ร้านนี้ยังเปิดให้บริการทั้งๆที่ร้านค้าบนถนนสายนี้ปิดร้านไปเกือบหมด
เพราะช่วงเช้ามีน้ำเอ่อล้นมาจากเจ้าพระยาและไหลเข้าท่วมถนนสายนี้  แต่เวลานี้เป็นช่วงน้ำลงจึงไม่มีน้ำท่วมให้เห็น (ตามภาพ)

อิ่มแล้วก็ข้ามถนนไปยังสวนเบญจศิริ ดูน้ำเจ้าพระยาสักหน่อย จากนั้นก็เดินต่อไปยังสะพานพระปิ่นเกล้าที่มองเห็นอยู่ข้างหน้า ไปถึงก็ขึ้นบันใดสู่ข้างบน  ซึ่งจะมีทางเดินข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำเจ้าพระยา แต่วันนี้สะพานพระปื่นเกล้ากลายเป็นภาพที่แปลกตา ถนนโล่งไม่มีรถวิ่ง มีแต่คนเดินบ้างประปราย สาเหตุเป็นเพราะมีน้ำท่วมทางฝั่งแยกอรุณอัมรินทร์รวมไปถึงพื้นที่ใกล้เคียง เรียกว่าพอลงจากสะพานก็เจอน้ำ รถเล็กไปไม่ได้ ส่วนฝั่งพระนครไม่มีปัญหาแต่อย่างใดถนนราชดำเนินยังเป็นปกติ แต่บรรยากาศเงียบเหงา

ช่วงปลายสะพานพระปิ่นเกล้ามีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร คอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประสงค์จะเดินทางไปยังจุดต่างๆ เวลานั้นก็เห็นรถยีเอ็มซีของทหาร ร่วมกับรถบรรทุกของเอกชนคอยให้บริการ แต่ก็คงไม่สะดวกนักเพราะนานๆจึงจะผ่านมาสักคัน รถที่ให้บริการก็ไปไม่ไกลนัก  ผู้เดินทางบางคนจึงต้องต่อรถเป็นทอดๆกว่าจะถึงจุดหมาย

หลังถ่ายภาพบริเวณนั้นแล้วก็ขึ้นรถบรรทุกเพื่อไปยังสี่แยกอรุณอัมรินทร์  ตั้งใจจะไปถ่ายภาพแถวนั้นสักพักแล้วจึงหารถกลับ

และเนื่องจากพื้นที่ของถนนปิ่นเกล้าตัดกับถนนอรุณอัมรินทร์เป็นแอ่งกะทะตามที่สังเกตเห็นด้วยสายตา น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่เอ่อล้นแนวป้องกันจึงแผ่ขยายเป็นบริเวณกว้าง ถนนอรุณอัมรินทร์จึงเป็นจุดวิกฤติในช่วงวันสองวันนี้ สะพานพระปิ่นเกล้าจึงเป็นจุดรวมพลของสื่อมวลชนหลายๆแขนงทั้งไทยและต่างประเทศที่มาตั้งฐาน
ปฏิบัติการ

ภาพน้ำท่วมย่านปิ่นเกล้าตอนที่ 1 นี้เรียกว่า ซอกแซกทัวร์ หรือ Walking Street เริ่มจากวัดบวรแล้วลัดเลาะซอกซอยเพื่อไปยังสะพานพระปิ่นเกล้า  ถึงแม้จะเป็นระยะทางสั้นๆ  แต่ก็ได้เห็นอะไรมากพอสมควร และคาดไม่ถึงว่าใจกลางกรุงเทพจะมีสภาพแบบต่างจังหวัด มีทั้งเรือนแถวไม้แบบสมัยก่อน มีสังกะสีผุพังคล้ายกับร้านค้าในเกาะเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แถมในซอกในหลืบที่เดินผ่านก็ยังมีศาลเจ้าของคนจีน

น่าแปลกใจว่าสถานที่ถือว่าเป็นหลังบ้านของคนกรุงเทพ  และคิดว่าน้อยคนจะสนใจ  แต่กลับมีเสน่ห์สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ  ระหว่างที่เดินไปถ่ายภาพไปก็มีฝรั่งหลายคนเดินผ่านไปมา บางช่วงของทางเท้าริมคลองมีชาวบ้านปลูกต้นไม้ไว้จนดูร่มรื่น แต่พอมองเข้าไปกลายเป็นร้านอาหาร มีมุ
ุมสงบภายใต้ร่มเงาของต้นไม้

ภาพชุดนี้น่าจะสะท้อนให้เห็นว่ากรุงเทพที่เรียกว่าเมืองศิวิไล  แต่ฝรั่งต่างชาติอีกไม่น้อยกลับแสวงหาความเรียบง่าย แบบพื้นๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับความเจริญของกรุงเทพมหานคร

ภาพของกรุงเทพในมุมที่เห็นนี้ คิดว่าคงน้อยคนที่จะมีโอกาสพบเห็น เพราะต้องเดินเข้ามาตามซอกซอยที่อาจจะดูลับตา และไม่ค่อยน่าสนใจนัก แต่ถ้าหากเราส่งเสริมให้ชุมชนเล็กๆที่มีอยู่มากมายตามซอกหลืบของกรุงเทพ ได้พัฒนาให้เป็นถนนคนเดินเพื่อการท่องเที่ยวหรือ  Walking Street ก็น่าจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้คนในชุมชนมีรายได้จากนักท่องเที่ยว เช่นขายอาหาร และเครื่องดึ่ม  โดยเน้นให้เป็นแบบพื้นบ้านหรือเรียบง่ายแบบไทยๆ     

หากทำได้ก็จะทำให้คนกรุงเทพรู้จักกับคำว่าการท่องเที่ยวในเมืองแบบเดินเท้ากันมากยิ่งขึ้น  ซึ่งจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง เพราะเป็นการออกกำลังไปในตัว 

พบกับตอนที่สองของทริปนี้ไปตอนที่ 2 นะครับ  จะเห็นว่าท้องสนามหลวงในช่วงเวลานี้มีความสวยงามขนาดไหนหลังปิดปรับปรุงมาเป็นเวลานาน  เห็นแล้วก็อาจทำให้หลายคนอยากไปเที่ยวสนามหลวงกันมากยิ่งขึ้น


  

โฟโต้ออนทัวร์
29 ตุลาคม 2554








 
 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved :สงวนลิขสิทธิ์