Photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์
  Home > Events > 7 Oct 08 > text 3
รวมข่าวจากเหตุการณ์ 7 ตุลา 51
รวมข่าวเหตุการณ์จากเว็บไซต์่ต่างๆ

ไทยรัฐ
 ลำดับเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุม
 สอบกัปตัน ห้าม สส.ขึ้นเครื่อง
 ปชป.อัดตำรวจใช้แก็สน้ำตา

ผู้จัดการ

  ลำดับเหตุการณ์ตำรวจใช้แก็สน้ำตา
  แฉนครบาลขวาง “ หมอพรทิพย์”
 “ชวลิต” ลาออกพ้นรองนายกฯ
  ทบ.ข้องใจ ตร.ใช้แก๊สน้ำตา
  นิด้า รุมสับ รบ.มือเปื้อนเลือด
  นิด้า ประณาม ผัว-เจ๊แดง หยุดฆ่า ปชช.
  ประเวศชี้ระบอบทักษิณต้นตอปัญหา
  พระราชินีประทานเงิน 1 แสนบาท
  แพทย์เผยคนเจ็บมีเขม่าดินปืน
  ชาวจุฬาแต่งดำประท้วงตำรวจ
  มหาจำลอง ซัดตำรวจตอแหล
  กัปตันบินไทยไม่รับ ส.ส.พปช.
  สนธิประกาศสงคราม ตร.ชั่ว
  สภาทนายความประนามรัฐบาล
  สมชาย+ลูกสาว ปีนรั้วสภาขึ้น ฮ.
  พระราชินี พระราชทานเงินเพิ่ม
  สว.ยื่นศาลปกครองใต่สวนฉุกเฉิน
  สมชายเจอมือตบ ล้มแผนแจงทูต
  หมอพรทิพย์แจงขาขาด
  อ.นิติศาสตร์ 7 สถาบัน เข้าชื่อ
  แพทย์โคราช-มทส.ประณามไล่ทรราช
  มอ.หาดใหญ่แต่งดำจุดเทียนไว้อาลัย
  แกะรอยระเบิดปริศนา แก๊สน้ำตา หรือ..
  พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิมลฉัตร สมทบ
  แพทย์รามาฯ ชี้ “ น้องโบว์”
  40 ส.ว.ร้องยูเอ็น เหตุ 7 ตุลาทมิฬ
  สุนทรี ควง ลานนา คัมมินส์เคารพศพ

แนวหน้า
  ลำดับเหตุการณ์ ตำรวจประทะพันธมิตร

มติชน
  นาทีต่อนาที สลายม็อบหน้ารัฐสภา
  เปิดหนังสือลาออกของบิ๊กจิ๋ว
  ตำรวจเอาไม่อยู่ ปะทะทั้งวัน
  นายกฯปีนรั้วหนีม๊อปขึ้น ฮ.
  บทความวิเคราะห์ นับถอยหลังรัฐบาล
  องค์กรสังคมแถลงประนามรัฐบาล
  ทูตไทยปฏิเสธแจง 7 ตุลา
  ราชินีทรงสลดพระทัยเหตุ7ตุลา

คมชัดลึก
   ผู้ชุมนุมใช้ด้ามธงแทงตำรวจ ทะลุปอด

เดลีนิวส์
 อ. มหิดล แถลงการณ์ประณามรบ.

สถาบันอิศรา
  ปากคำผู้ร่วมเหตุการณ์สลายม็อบ

ข่าวต่อเนื่องจากเหตุการณ์
  เสด็จพระราชทานเพลิงน้องโบว์ - ไทยรัฐ
  บิ๊กจิ๋วแจงเหตุสลายชุมนุม - ไทยรัฐ
  พ่อโบว์เผย ราชินี ชมป้องสถาบัน-มติชน
  คณะองคมนตรีร่วมงานศพ โบว์ - มติชน
  หมอพรทิพย์สรุป-แก๊สน้ำตา - มติชน
  เด็กจิ๋วแฉเบื้องหลัง ครม.6ตุลา -มติชน
  เผยนายก-จิ๋วให้ย้ายประชุมสภา-ไทยรัฐ
  เผยปู่ชัยยืนกรานประชุมที่เดิม-ไทยรัฐ
 
 
 
 

บทกวีโดย
  วสันต์ สิทธิเขตต์
   ศรีแพร
   คมทวน คันธนู
 
   


" หมอพรทิพย์ " ยันผู้ชุมนุมขาขาด ต้องเกิดจากแรงระเบิด

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 7 ตุลาคม 2551 12:44 น.

“ หมอพรทิพย์” ยันผู้ชุมนุมขาขาดไม่ใช่เพราะแก๊สน้ำตาแน่นอน เผยยังไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปตรวจสอบกรณีผู้ชุมนุมขาขาดจากการสลายการชุมนุม พร้อมแนะขอให้เก็บบันทึกภาพอย่างละเอียดของบาดแผลเอาไว้ เพื่อให้ง่ายหากตนได้มีโอกาสเข้าไปตรวจสอบ

วันนี้(7 ต.ค.)พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวถึงสถานการณ์การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บริเวณหน้ารัฐสภา จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากและมีผู้ได้รับบาดเจ็บขาขาด ว่า ขณะนี้ตนไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจ แต่จากที่เห็นในภาพข่าวเป็นที่แน่ชัดว่าไม่ได้เกิดจากแก๊สน้ำตาอย่างแน่นอน จะต้องเกิดจากแรงระเบิดจากระเบิดชนิดใดชนิดหนึ่งส่วนจะเป็นระเบิดชนิดใดนั้น ตนไม่สามารถระบุได้ต้องเข้าไปตรวจสอบ

สำหรับกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯต้องการให้ตนเข้าไปตรวจสอบว่าเกิดจากระเบิดชนิดใดแน่นั้น เห็นว่าควรรอให้สถานการณ์สุขงอมกว่านี้ก่อน ให้แพทย์นิติเวชของตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบก่อน ตนเชื่อว่าแพทย์จากนิติเวชมีความสามารถตรวจสอบได้ ขั้นตอนการตรวจสอบไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนมาก

อย่างไรก็ตามหากกลุ่มพันธมิตรฯร้องขอให้ตนเข้าไปตรวจสอบจริงตามขั้นตอนแล้วจะต้องผ่านการอนุญาตจากต้นสังกัดคือกระทรวงยุติธรรม

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวอีกว่า ในระหว่างนี้ขอให้มีการเก็บบันทึกภาพอย่างระเอียดของบาดแผลเอาไว้ เพื่อให้ง่ายหากตนได้มีโอกาสเข้าไปตรวจสอบ ส่วนการสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเลือดตกยางออกนั้น ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับกระบวนการของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ซึ่งตามปกติแล้วตนเห็นว่าการสลายการชุมนุมไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดมีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ



ใส่เกียร์หมาโกย! “ เขยแม้ว” ผวามือตบ ล้มแผนแจงคณะทูต

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2551 10:48 น.

“ สมชาย” ผวาดาวกระจาย เผ่นแนบออกจากกระทรวงการต่างประเทศ ปล่อยทูตนานาชาติรอเก้อ ทั้งที่มีกำหนดการพบปะและชี้แจงเหตุความรุนแรงหน้ารัฐสภาวานนี้ แฉเชิญทูต 80ประเทศแต่ตอบรับเข้าพบเพียงไม่ถึง 20 ประเทศ ขณะที่ข้าราชการประจำอารยะขัดขืนหยุดงานแล้วร่วมครึ่งกระทรวง

วันนี้ (9 ก.ย.) นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงกำหนดการเข้าพบทูตต่างประเทศของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในวันนี้ว่า เป็นไปตามวิธีปฏิบัติปกติที่นายกรัฐมนตรีหลังเข้ารับตำแหน่งแล้วจะเข้าพบทูตนานาประเทศเพื่อทำความรู้จัก ซึ่งในวันนี้มีประเทศที่ตอบรับเชิญแล้ว 80 ประเทศ โดยในครั้งนี้จะมีคณะรัฐมนตรีเดินทางมาร่วมด้วย

ส่วนนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสในการชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครด้วยหรือไม่นั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า คงต้องแล้วแต่นายกรัฐมนตรีว่าจะพูดคุยกับนานาประเทศในเรื่องอะไร แต่เป้าหมายคือการพบปะตามธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชายเดินทางถึงกระทรวงการต่างประเทศ ในเวลา 10.00 น. โดยมีสีหน้าเรียบเฉยตามปกติ และไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆกับสื่อมวลชน

ทั้งนี้ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบได้ตรึงกำลังโดยรอบกระทรวงการต่างประเทศ โดยไม่อนุญาตให้รถยนต์บุคคลภายนอก รวมทั้งรถยนต์สื่อมวลชนเข้าจอดบริเวณกระทรวงการต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 10.10 น. ทางด้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เรียกรวมพลอาสาสมัครประมาณ 1 พันคน โดยเฉพาะคนที่สามารถพูดภาษาต่างประเทศใดเป็นอย่างดี เพื่อดาวกระจายไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้ทูตต่างประเทศได้รับทราบนอกเหนือจากที่ฟังจากนายสมชาย โดยจะไม่มีการล้อมกระทรวงการต่างประเทศ

จากนั้นเมื่อเวลา 10.44 น. มีสายข่าวพันธมิตรฯ ในกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่า นายสมชายได้เดินทางออกจากกระทรวงแล้วภายหลังทราบข่าวพันธมิตรฯ จะดาวกระจายไปยังกระทรวง และยกเลิกกำหนดการพบทูตดังกล่าว

นอกจากนั้นยังมีรายงานว่า ทูตทั้ง 80 ประเทศที่ได้รับเชิญมาร่วมงานครั้งนี้ มีตอบรับมาร่วมงานเพียงไม่ถึง 20 ประเทศ ส่วนข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศได้พร้อมใจนัดหยุดงานกว่า 50% แล้วในวันนี้



ส.ว.ยื่นศาลปกครอง ไต่สวนฉุกเฉินคุ้มครองชีวิต ปชช.

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2551 16:05 น.

40 ส.ว.ประณาม “ รัฐบาลเขยแม้ว” จงใจเข่นฆ่า ปชช.เตรียมยื่นศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉินคุ้มครองชีวิต ปชช.ห้าม ตร.ใช้อาวุธ พร้อมขับไล่ ตชด.ออกจากพื้นที่ จ่อตั้งกระทู้ด่วนจี้ถามนายกฯ ต่อที่ประชุมวุฒิสภา

วันนี้ (8 ต.ค.) ที่รัฐสภากลุ่ม 40 ส.ว.นำโดย พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ร่วมกันแถลงข่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงเป็นแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ว่า 1. ขอแสดงความเสียใจและห่วงใยต่อญาติของผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บทุกคน ทุกฝ่าย และเห็นว่ารัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขควรดูแลรับผิดชอบและเยียวยาทุกคนทุกฝ่ายที่ประสบความสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าว 2. เพื่อคลายความกังวลของสังคมเราเห็นว่า ตชด.ที่มีความคุ้นเคยต่อการปฏิบัติการรบในชายแดนต้องออกจากพื้นที่ กทม.ในทันที 3. รัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตและเลือดเนื้อของทุกคนทุกฝ่าย ด้วยการสอบสวนเอาผิดกับผู้สั่งการที่ละเมิดวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานสากลอย่างไร้มนุษยธรรม และรัฐบาลต้องยุติปฏิบัติการความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมโดยทันที

นายประสาร กล่าวว่า 4. พวกตนจะประเมินเหตุการณ์ทั้งหมด และหลักฐานทั้งภาพ เสียง และเอกสารต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ และสถานเอกอัครราชทูตแห่งประเทศไทย เพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง 5. พวกตนจะตั้งกระทู้ด่วนต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้นายกฯ มาตอบคำถามต่อที่ประชุมวุฒิสภาให้ชี้แจงแสดงเหตุผลว่าใครเป็นคนสั่ง ใครเป็นผู้ปฏิบัติต้องการให้เกิดผลอะไร และรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร 6. คณะกรรมาธิการหลายคณะของวุฒิสภาจะตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติการใช้ความรุนแรงเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยจะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมาร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสมชายจะต้องจิตสำนึกมนุษยธรรมด้วยการลาออก หรือยุบสภาโดยทันที หาไม่ประเทศชาติจะประสบวิกฤตรุนแรงจนยากจะเยียวยา นายสมชายควรจะนำอดีตของนายกรัฐมนตรีคนอื่นมาศึกษาว่า ไม่ควรฝืนกระแสสังคม ทั้งนี้ 40 ส.ว.จะเดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบเหตุทุกฝ่ายและจะร่วมกันบริจาคเงินลงขันให้ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่ากลุ่ม 40 ส.ว.จะถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พล.ร.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเพียงกระแสข่าว กลุ่ม ส.ว.40 ไม่ประสงค์ที่จะรบกวนเบื้องพระยุคลบาท การถวายฎีกาเป็นสิทธิของประชาชนทั่วไปที่จะทำได้ โดยเฉพาะนายกฯ จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนทั้งประเทศ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นใหญ่หลวงเกินกว่าที่จะรับได้

เมื่อถามว่าหากประชาชนจะลาออกหรือยุบสภาทางกลุ่มจะดำเนินการอย่างไรต่อไป พล.ร.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ขอให้สื่อช่วยกันพิจารณาเรื่องนี้ และสื่อไปยังรัฐบาลว่าสมควรหรือยังที่จะลาออก ถ้ายังอ้างว่าเป็นวิถีประชาธิปไตยมาจากเสียงส่วนมาก วงจรนี้ก็จะไม่จบ เพราะก่อนที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะออกมาชุมนุมมาจากการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 การประชุมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ถ้าไม่มีวาระซ่อนเร้นที่จะบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับของ นพ.เหวง โตจิราการ กลุ่มพันธมิตรฯ เองก็คงไม่ออกมาต่อต้าน เรื่องนี้จึงมีที่มาที่ไป จึงคำนึงถึงต้นเหตุของปัญหาก่อน การมาดูปลายเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ว่า ประชาชนยั่วยุจนต้องมีการโต้ตอบ ตราบใดที่มาแก้ปัญหาด้วยการดูปลายเหตุเป็นหลัก ปัญหาก็คงไม่ยุติ

พล.ร.อ.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อวันอังคารที่ 7 ต.ค.รัฐบาลได้จุดไฟเรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่ยุติเหตุการณ์ตรงนี้ ตนเกรงว่าจะบานปลาย เพราะเมื่อประชาชนไม่มีทางสู้ก็ลองคิดดูว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป หากเราไม่ร่วมมือกันบ้านเมืองก็จะกลายเป็นสงครามกลางเมืองจริงๆ

ด้าน นายสมชาย กล่าวเสริมว่า กลุ่มตนจะไปยื่นต่อศาลปกครองขอให้มีคำสั่งฉุกเฉินไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อาวุธกับประชาชน ขณะที่ น.ส.รสนา กล่าวว่า จะดำเนินการยื่นศาลปกครองอย่างเร่งด่วน อย่างช้าพรุ่งนี้ (9 ต.ค.) เนื่องจากเกรงว่าภายใน 1-2 วันนี้อาจจะเกิดความรุนแรงขึ้นอีก หากรัฐบาลยังใช้วิธีการแบบเดิมโดยการเคลียร์พื้นที่ยิงแก๊สน้ำตาปูพรมแบบนี้ การรับผิดชอบทางการเมืองเป็นเรื่องที่อารยประเทศเขาทำกัน แต่ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลไทยเป็นอารยชนหรือไม่ เหตุการณ์เมื่อวานเหมือนเป็นกรือเซะ 2 จึงทำให้ประชาชนขาดความศรัทธาที่จะยอมให้รัฐบาลบริหารบ้านเมืองต่อไปอีกได้ หากลาออกตอนนี้อาจจะยังมีศักดิ์ศรีอยู่ว่าได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแล้ว แต่ถ้ารอให้ทุกอย่างไม่มีอะไรเหลือก็คงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะทางกลุ่มยังมีมาตรการอีกหลายอย่างที่จะตามมา

นายประเสริฐ ชิตพงศ์ ส.ว.สงขลา กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อวานนี้ตนอยากเรียกว่านายกฯ สมชายได้จุดไฟขึ้นมาทั้งประเทศแล้ว ถ้าไฟนี้ไม่มีการดูแลหรือดับลงจะทำให้เกิดปัญหาระดับประเทศ ซึ่งจะยิ่งใหญ่กว่าปัญหาภาคใต้ ขอเรียกว่าเป็นรัฐบาลมือเปื้อนเลือดเพราะใช้ความรุนแรงเข้าสู่การแถลงนโยบาย เมื่อแถลงเสร็จก็ใช้ความรุนแรงอีกรอบหนึ่ง

ขณะที่ พล.ต.ต.เกริก กัลยาณมิตร ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ตนรับราชการเป็นตำรวจมา 40 ปี การสลายการชุมนุมมีวิธีการปฏิบัติชัด เริ่มจากการเจรจา การเดินเป็นรูปลิ่มเจาะฝูงชน การใช้น้ำฉีด สุดท้ายถึงใช้แก๊สน้ำตา แต่การสลายการารชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม กลับใช้อาวุธปืนแก๊สน้ำตาแก๊สระเบิด จ่อยิงลักษณะต้องการให้ถูกคน และยิงไม่กระทบพื้นก่อน ซึ่งถือว่าไม่ถูกต้องตามวิธีการ แถมยิงซ้ำหลายรอบ มีเจตนาฆ่า ทั้งที่ผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ ตนขอวิงวอน ผบ.ตร. ผบช.น. ผู้กำกับการสถานีตำรวจ ใช้ความคิดให้มากๆ ก่อนสั่งการ และเลิกใช้แก๊สน้ำตา ขอให้ใช้ความละมุนละม่อม เพราะผู้ชุมนุมไม่ใช่โจร แต่เป็นญาติพี่น้อง ซึ่งตำรวจต้องเห็นใจ หากจะใช้น้ำฉีดก็ว่าไป เพราะไม่มีใครจะไปเผากองบัญชาการตำรวจนครบาล เพราะทุกคนรู้ว่าเป็นทรัพย์สินของส่วนรวม

เมื่อถามถึงกรณีประธานวุฒิสภายังยืนยันจะหารือร่วม 4 ฝ่ายเพื่อหาทางออกจากทางตันการเมือง พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า เดิม ส.ว.มุ่งหวังว่าตอนที่นายกฯ รับตำแหน่งจะมุ่งแนวทางสมานฉันท์เป็นหลัก ซึ่งมีทิศทางดีเมื่อมีการหารือร่วม 4 ฝ่าย ต่อมาสถานการณ์เปลี่ยนไปเพราะมีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม ทำให้การหารือ 4 ฝ่ายสูญสิ้นประโยชน์

เมื่อถามถึงแนวทางการตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง นายมณเฑียร บุญตัน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ส.ว.คุยเรื่องนี้กันเล็กน้อย และเห็นว่ารัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกก่อน จากนั้นหากจะตั้งรัฐบาลแห่งชาติจริงๆ ก็ต้องหารือกัน อย่างไรก็ดี ตอนนี้นายกฯยังไม่แสดงความรับผิดชอบ แถมไม่สะทกสะท้าน เฉยเมยผิดมนุษย์ ไม่ปริปากพูดถึงความสูญเสียชีวิตและการบาดเจ็บแม้แต่น้อยในการประชุมกับฝ่ายทหารเมื่อคืนวันที่ 7 ตุลาคม ฉะนั้น แม้แต่การหารือร่วม 4 ฝ่าย ตอนนี้ยังเป็นไปได้ยากแล้ว

ส่วน น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.กล่าวว่า ส.ว.ยังไม่ได้หารือละเอียด แต่ถ้ารัฐบาลลาออก ก็ต้องตั้งรัฐบาลใหม่ อาจมีการจับขั้วใหม่ก็ว่าไป ส่วนเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ จะมาเป็นรัฐบาลกันทุกพรรคคงไม่ได้เพราะต้องมีฝ่ายตรวจสอบ ไม่เช่นนั้นจะขัดรัฐธรรมนูญ ขณะที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ส.ว.กำลังประสาน นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เกี่ยวกับข้อเสนอของ 24 อธิการบดี ที่เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการเมือง และให้นพ. ประเวศ มาเป็นประธาน

นายสาย กังกะเวคิน ส.ว.ระยอง กล่าวว่า ตนได้รวบรวมรายชื่อ ส.ว.15 คน เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยภายใน 1-2 วันนี้ ในกรณีนายกฯ ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีเนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ ที่ทำสัญญากับ กสท ซึ่งเป็นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐรวมถึงกรณี น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน บุตรสาวนายกฯ ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากถือหุ้นในบริษัท เอ็มลิ้งค์เอเชียคอเปอเรชั่น ซึ่งเป็นคู่สัญญากับรัฐวิสหกิจคือบริษัท กฟภ. โดยทั้งสองกรณีเป็นกรณีเดียวกับที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ยื่นเรื่องต่อ กกต.ไปแล้วก่อนหน้านี้

นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการกำลังรวบรวมภาพเคลื่อนไหว ภาพถ่าย และหลักฐานต่างๆ อาทิ ปลอกกระสุน เพราะได้รับข้อมูลจากฝ่ายสรรพาวุธว่า ปืนยิงแก๊สน้ำตาที่ตำรวจใช้สามารถใส่กระสุนได้หลายแบบ ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนข้อมูลให้กับญาติผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บ ในการดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งกับผู้สั่งการ ไล่ตั้งแต่นายกฯ ผบ.ตร. ผบช.น. ผู้กำกับการสถานีตำรวจ กรณีการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง เพราะเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรง และจะประสานสภาทนายความให้เข้ามาช่วยเหลือในกรณีการดำเนินคดีด้วย




สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเงินให้ดูแลผู้ป่วยเพิ่ม 2 แสนบาท
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2551 15:12 น.

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเงินเพิ่มเติมให้กับ รพ.รามาธิบดี เพื่อใช้ดูแลผู้ป่วยจากเหตุการณ์ 7 ตุลาทมิฬ เพิ่มเติมอีก 2 แสนบาท ผอ.เผย รพ.จะถวายรายงานให้ทรงทราบเป็นระยะ

เมื่อเวลา 14.30 น.รศ.นพ.ธันย์ สุภัทรพันธ์ ผอ.โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเงินเพิ่มเติมเพื่อใช้ดูแลผู้ป่วยทุกฝ่ายจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 อีก จำนวน 2 แสนบาท รวมเป็น 3 แสนบาท ซึ่งทางโรงพยาบาลจะนำเงินดังกล่าวไปใช้ตามพระราชประสงค์อย่างดีที่สุด และโรงพยาบาลรามาฯ จะถวายรายงานให้ทรงทราบเป็นระยะๆ



“ สมชาย-ลูกสาว” ขลาดเอาตัวรอด ปีนรั้วสภา เผ่นขึ้น ฮ.หนีม็อบหัวซุกหัวซุน
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 7 ตุลาคม 2551 16:25 น.

เผยนายกฯ พร้อมลูกสาว ตาขาวเอาตัวรอด ลงทุนปีนรั้วรัฐสภา ข้ามฝั่งไปพระที่นั่งวิมานเมฆ เผ่นขึ้นเฮลิคอปเตอร์หนีม็อบปิดล้อม ไปลงที่กองบัญชาการกองทัพไทย ประชุมผู้นำเหล่าทัพเป็นการด่วน ขณะที่ รมต.ไอทีซี สุดอั้นหยิบโถเบญจรงค์ขอบทอง รองปัสสาวะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากปิดประชุมรัฐสภาแถลงนโยบาลรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย น.ส.ชินณิชา ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน ได้ออกจากรัฐสภา โดยการปีนรั้ว เพื่อข้ามไปฝั่งพระที่นั่งวิมานเมฆ ที่อยู่ติดกับรัฐสภา ไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย ที่นายสมชายเรียกประชุมทหารทุกเหล่าทัพเป็นการด่วน

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดารัฐมนนตรี และส.ส.ยังคงติดค้างอยู่ที่รัฐสภา แม้ว่าจะจะส่ง น.ส.รสนา โตสิตระกูล ไปเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว แต่ไม่เป็นผล เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมอนุญาตให้เพียง น.ส.รสนา ปีนรั้วออกข้างนอกรัฐสภาได้คนเดียวเท่านั้น ทำให้บรรดารัฐมนตรี ส.ส. ยังคงติดเครื่องรถยนต์ เปิดแอร์ นั่งรออยู่ในรถตลอดเวลา แม้กระทั่งจะเดินไปเข้าห้องน้ำยังไม่กล้าไป ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวเห็นนายมั่น พันธโนทัย รัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศการสื่อสาร ต้องหยิบเอาโถเบญจรงค์ขอบทองที่ติดอยู่ในรถมาเป็นที่ปัสสาวะชั่วคราว

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.20 น. บรรดา ส.ส.และรัฐมนตรีที่ติดค้างอยู่ที่รัฐสภา กว่า 200 คน ต่างพากันปีนรั้วรัฐสภาเพื่อข้ามยังไปฝั่งพระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นที่เรียบร้อยแล้วขณะเดียวกับที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อเปิดทางให้บรรดารัฐมนตรีและส.ส.ออกไป



สภาทนายฯ ประณามรัฐบาลทำร้ายประชาชนขัดรธน.

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 7 ตุลาคม
2551 12:50 น.

สภาทนายความ ออกแถลงการณ์ประณาม “ รัฐบาล” ขาดความสง่างามในการบริหารประเทศ จี้ ตำรวจไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งใช้กำลังสลายม็อบที่ขัดหลัก รธน. - ปฏิญญาสากล และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองที่ไทยเป็นสมาชิก วอน สตช. สั่งระงับการใช้กำลังปะทะประชาชน ขู่หากรัฐบาล – ตำรวจ ยังเดินหน้าต้องร่วมรับผิดชอบ

วันนี้ ( 7 ต.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สภาทนายความ ถ.ราชดำเนิน สภาทนายความ ออกแถลงการณ์ เรื่องประณามการกระทำเกินกว่าเหตุของรัฐบาล ต่อการชุมนุมต่อต้านอย่างสงบของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยแถลงการณ์ ระบุว่า จากที่ได้มีการใช้แก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจในตอนเช้าตรู่วันที่ 7 ต.ค. ยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมของพันธมิตร ฯ บริเวณ ถ.อู่ทองใน ด้านประตูข้างรัฐสภาเพื่อจะสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสและมีอันตรายเกิดแก่กายและจิตใจหลายราย สภาทนายความเห็นว่า การใช้กำลังและอาวุธของเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การชี้นำของรัฐบาลซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ เป็นการกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ จึงขอแถลงการณ์เพื่อให้ทราบเพื่องด หรือปฏิบัติโดยพลัน ดังนี้

1. รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการสืบทอดอำนาจจากบริหารจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งยังมีคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะถูกยุบพรรคพลังประชาชนเพราะเหตุที่กรรมการบริหารพรรค ได้ถูกคำพิพากษาของศาลฎีกาว่าใช้สิทธิเลือกตั้งโดยทุจริต และเป็นเหตุให้พรรคต้องถูกยุบไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลจึงเป็นประเด็นที่ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของศาล

2. สำหรับกรณีที่มีความเห็นทางกฎหมายภาครัฐหรือฝ่ายการเมืองที่เห็นว่า ตราบเท่าที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดก็ยังจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น จริงๆ แล้วที่ถูกต้องแนวความเห็นดังกล่าวใช้กับคดีอาญาเท่านั้น ซึ่งต่างกับความสง่างามของพรรคการเมือง โดยความสง่างามของสมาชิกนิติบัญญัติขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือ ที่ต้องใช้หลักกฎหมายในทางทฤษฎีความน่าจะเป็น ไม่ใช่ทฤษฎีให้ปราศจากข้อสงสัยเช่นในทางคดีอาญา เมื่อไม่มีความน่าเชื่อถือเพราะเหตุที่พรรคการเมืองโดยที่มีกรรมการบริหารพรรคทำการทุจริตตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกา ก็เท่ากับว่าการได้มาซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในสภานั้นกระทำการโดยไม่สุจริต ดังนั้นเมื่อเป็นการได้มาโดยไม่สุจริต ย่อมที่จะไม่ได้รับการรับรองและไม่ควรจะรับรอง

3. แนวความคิดของการชุมนุมต่อต้านของกลุ่มพันธมิตร ฯ นั้น ได้ต่อสู้กับการทุจริตทุกรูปแบบและเป็นเรื่องที่นานาอารยประเทศให้ความสนใจ โดยเฉพาะมีกติกาขององค์การสหประชาชาติที่สนับสนุนให้ประเทศสมาชิกร่วมกันป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ปัจจุบันประเทศไทย เป็นเพียงภาคีสมาชิก เห็นได้ว่าระดับการทุจริตของประเทศไทยนั้นเป็นระดับที่สูงขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว และมีความพยายามอย่างมากที่จะทำให้การทุจริตรับสินบนนั้นเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาลที่ผ่านมา สภาทนายความจึงเห็นว่าการชุมนุมต่อต้านการกระทำของพรรคการเมืองที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่หากได้มาอย่างไม่สุจริตแล้ว ย่อมไม่มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะมีอำนาจสั่งการอย่างใด แต่การชุมนุมต่อต้านของประชาชนที่ดำเนินไปจึงชอบด้วยกฎหมาย

4. สภาทนายความเสียใจที่เจ้าหน้าที่ตำรวจลุแก่อำนาจใช้อาวุธยิงเข้าใส่ฝูงชนโดยเล็งเห็นได้ชัดว่า จะเกิดการบาดเจ็บล้มตายขึ้นได้ แต่ก็ยังฝ่าฝืนกระทำทั้ง ๆ ที่รู้ว่ารัฐบาลที่ได้พยายามจัดตั้งขึ้นมาในคราวนี้ยังมีปัญหาค้างคาอยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่มีโอกาสถูกเพิกถอน ดังนั้นการกระทำที่เกินไปของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องมีผู้รับผิดชอบ สภาทนายความเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม เพราะคำสั่งดังกล่าวของผู้บังคับบัญชาเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญและขัดต่อแนวนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่ถูกต้อง รวมทั้งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก

5. สภาทนายความขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( สตช.) สั่งระงับการดำเนินการอย่างใดที่ใช้กำลังเพื่อปะทะกับประชาชนที่ไม่มีอาวุธซึ่งชุมนุมคัดค้าน และส่วนใหญ่เป็นสตรีที่ไม่เห็นด้วยกับการบริหารราชการของรัฐบาลที่มีที่มาโดยไม่ชอบอันเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของการชุมนุม ดังนั้นการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่กระทำโดยอำนาจที่ไม่ชอบหรือตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นเรื่องที่ผู้ออกคำสั่งก็ดี ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งก็ดี ต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งหมด



"สนธิ" ประกาศสงคราม ตร.ชั่ว-ติงผู้นำกองทัพทำสถาบันสั่นคลอน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2551 00:15 น.

พันธมิตรฯ เผยเตรียมขอนำศพ"วีรสตรีกู้ชาติ"ทำบุญในทำเนียบ พร้อมลั่นสัจวาจาประกาศสงครามกับตำรวจชั่วที่รับใช้รัฐบาลเถื่อนเข่นฆ่าประชาชน ย้ำพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีกำลังตกอยู่ในสถานะสั่นคลอน จากระบอบผู้มีอำนาจในกองทัพบางคนที่เห็นแก่อำนาจและผลประโยชน์ที่ถูกนักการเมืองยื่นให้

คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย

วานนี้(7 ต.ค.) เมื่อเวลา 22.10 น.กลุ่มศิลปิน พิธีกร ทีมงานทุกคนรวมทั้งแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งรุ่น 1 และรุ่นที่ 2 ได้ขึ้นเวทีที่ทำเนียบรัฐบาลที่ร่วมชุมนุมมาตั้งแต่ต้น โดย นายสนธิ ล้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ เป็นตัวแทนกล่าวแสดงความไว้อาลัยกับผู้ที่เสียชีวิตคือ น.ส.อังขณา ระดับปัญญาวุฒิ ที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมของตำรวจอย่างเหี้ยมโหด ขณะเดียวกันได้ให้กำลังใจกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งมีทั้งขาขาด และแขนขาดหรือได้รับบาดเจ็บอื่นๆอีกจำนวนมาก

นายสนธิ กล่าวว่า คนที่ขาขาดคนแรกถูกยิงด้วยอาวุธสงครามจากปืนเอ็ม 79 จากฝีมือของตำรวจไทยที่เคยบอกว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 300 คน กำลังรักษาอาการอยู่ที่โรงพยาบาล

นายสนธิ กล่าวว่า ที่น่าเสียใจอย่างสุดซึ้ง เพราะตั้งแต่ปี 2549 ยึดแนวสันติ อหิงสาตลอดมา และการไปประท้วงที่หน้ารัฐสภาเป็นการทำตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ให้ เราชุมนุมโดยสงบ ไม่ได้ทำลายข้าวของใดๆ ดังนั้น นายสมชาย ถ้าพิจารณาแล้วเข้าสภาไม่ได้และถ้ามีเมตตาธรรม หรือคนหน้าเนื้อใจเสือ ปากปราศรัยใจเชือดคอ คนหน้าเนื้อใจเสือแล้วเขาสามารถไปหาที่ใหม่เพื่อประชุมสภา แต่ด้วยความที่มีมิจฉาทิฐิ และทำตามคำสั่งมาปกครองจึงสั่งตำรวจให้ทำทุกวิถีทางเพื่อจะเข้าไปข้างในให้ได้

นายสนธิ กล่าวอีกว่า ขณะที่ฝ่ายตำรวจก็ทำทุกทาง เพื่อต้องการตำแหน่งเพื่อรับใช้ ใช้ทั้งแก๊สน้ำตา อาวุธสงคราม อาวุธอื่นๆ มาทำร้ายประชาชนถือว่าได้ประกาศสงครามกับประชาชนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอให้จดจำความแค้น และฝากไว้ที่ตำรวจไทย และที่บอกว่ามีตำรวจดี 80 เปอร์เซ็นต์ และมีตำรวจเลว 20 เปอร์เซ็นต์ ถือว่ายอมรับไม่ได้แล้ว เพราะถ้ามีตำรวจดีจริงเห็นคนถูกทำร้ายก็ต้องออกมาปกป้องประชาชน

" คนที่เสียชีวิตเราจะพยายามติดต่อขออนุญาตคุณพ่อเพื่อทำพิธีรดน้ำศพที่ทำเนียบฯ หวังว่าคุณพ่อคงเข้าใจ เพราะลูกสาวเพราะลูกสาวเป็นวีรสตรีของประเทศไปแล้ว" นายสนธิ กล่าว และว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของพวกเราว่าการต่อสู้แบบอหิงสาจะไปได้หรือไม่หรือไม่ เพราะมันน่ากลัวมาก

" เราสู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์แต่มีตำรวจรับใช้นักการเมืองพร้อมทำร้ายประชาชน โดยไม่สนใจใยดีต่อชีวิตของผู้คน ทดสอบว่าถ้าสังคมไทยมีการจลาจล การเข่นฆ่าทั้งสังคม ทำให้คนดี ที่ทำให้ต้องเกิดการฆ่ากันไปทั้งสังคม แม้ว่าจะรู้สึกเห็นใจคนที่มีญาติเป็นตำรวจ

นายสนธิ กล่าวว่า เรารู้ชื่อตำรวจหลายคนอยู่แล้ว ดังนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่าการสั่งสอน ลูกเมียและญาติพี่น้องครอบครัวของคนพวกนี้

" ผมมาด้วยความแค้น แต่ผมได้ทิ้งความแค้นไปแล้ว และสัญญากับดวงวิญญาณของ คุณอังขณาว่าจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อตอบโต้กับคนที่ทำร้ายเธอ" นายสนธิกล่าว และว่า วันนี้ราชบัลลังก์โดยเฉพาะสมเด็จพระราชินีที่กำลังตกอยู่ในอันตรายที่สุด ซึ่งไม่ใช่อันตรายเฉพาะจากระบอบทักษิณเท่านั้น เพราะกรณีนี้ถือว่าเข้าใจได้ แต่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯกำลังมีอันตรายมาจากระบอบผู้ใหญ่ในกองทัพที่มีอำนาจบางคนที่พูดแบบนี้ กับการที่เห็นคนที่ถูกยิงอย่างโหดเหี้ยม

นายสนธิ กล่าวว่า เรายังเห็นผู้บัญชาการทหารบกไปยืนให้ความชอบธรรมกับ นายสมชาย เพราะทหารนอกจากเป็นของพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีแล้วยังต้องเป็นทหารของประชาชนด้วย และว่าการที่โฆษกทหารออกมาแถลงว่าทหารมาช่วยตำรวจรักษาความสงบถือว่าเป็นการแถลงที่บัดซบที่สุด เพราะถ้าพูดแบบนี้หมายความว่าประชาชนไปหาเรื่อง ทหารถึงต้องไปช่วยตำรวจ และว่าบางคนรู้จักหน้าไม่รู้จักใจ

นายสนธิ กล่าวว่า พระเจ้าอยู่หัวต้องมีประชาชนและทหาร แต่วันนี้มีแต่ประชาชนเท่านั้นที่เคียงข้างพระองค์ท่าน

" มีทหารบางคนไม่ยอมออกมาเคียงข้างประชาชนตามที่พระองค์ร้องขอ หวังเพียงลาภจากการซื้ออาวุธ และตำแหน่งจากนักการเมืองเท่านั้น" นายสนธิ ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายสนธิจะปราศรัยนั้นได้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสูญแขนขาด และได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาด้านซ้ายได้เดินเข้ามาในที่ชุมนุมท่ามกลางเสียงปรบมือและโห่ร้องให้กำลังใจอย่างกึกก้อง และขึ้นเวทียืนยันว่าแม้แขนขาดแต่ใจไม่ขาด และจะร่วมต่อสู้กับรัฐบาลโจรที่ขายชาติจนถึงที่สุด

จากนั้นทุกคนได้ร่วมกันยืนสงบเพื่อไว้อาลัยกับผู้เสียชีวิตเป็นเวลา 2 นาที



“ มหาจำลอง” ซัดตำรวจตอแหล ที่แท้เป็นนักฆ่าประชาชน
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 9 ตุลาคม 2551 17:11 น.

“ จำลอง-ไชยวัฒน์” ออกจากคุกคลองเปรม เข้าร่วมชุมนุมกับเพื่อนพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาลทันที ยันการสูญเสียถึง “ เลือด-เนื้อ-ชีวิต” ตำรวจโหดร้ายทำเกินกว่าเหตุ ไม่ได้ใช้แก๊สน้ำตาอย่างเดียว ย้ำ ตร.โกหกซึ่งหน้าไม่เคยเชื่อการชี้แจงของ “ สมชาย” ขณะที่ทนายพันธมิตรฯ เตรียมฟ้องกลับ สตช.

วันนี้ (9 ต.ค.) เมื่อเวลา 16.20 น. ภายหลังที่ได้รับการประกันตัว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำพันธมิตรฯ ได้เดินทางออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ด้วยรถเบนซ์ ทะเบียน ชร-3633 โดยได้เดินออกมาทางด้านหน้าเรือนจำ ใส่เสื้อม่อฮ่อม กางเกงสแลกสีน้ำเงิน นายไชยวัฒน์ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวน้ำตาล สแลกสีดำ มีนายรัฐพร โตประยูร ทนายพันธมิตรฯ และพันธมิตรฯ ที่มีความใกล้ชิดบุคคลทั้งสองบางส่วนมารอรับ

พล.ต.จำลอง กล่าวว่า การให้ประกันตัววันนี้ไม่มีเงื่อนไขใด ตนและนายไชยวัฒน์ถึงได้ให้ทนายยื่นขอประกันตัว ซึ่งการที่ตนไม่มอบตัวตามข้อหากบฏก่อนหน้าที่จะถูกจับขณะไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เนื่องจากมองมาหมายจับดังกล่าวเลื่อนลอย หากตนยอมรับถือเป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรม และการที่ตนเองออกไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เพราะเป็นความจำเป็นที่ต้องไปเลือกตั้ง เนื่องจากตนมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญหลายอย่าง อีกทั้งเคยเป็นผู้ว่าฯ กทม.มาก่อน เคยได้รับรางวัลแมกไซไซคนแรกของเอเชีย

พล.ต.จำลอง กล่าวถึงการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ รอบรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า เป็นเหตุการณ์ที่แย่กว่าคราวที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อ 2 ก.ย. ซึ่งภาพที่ปรากฏได้เผยแพร่ไปทั่วโลก ซึ่งตำรวจบอกใช้เพียงแก๊สน้ำตาสลายนั้น ตนมองว่าไม่จริง ถ้ามีเพียงแก๊สน้ำตาจะทำให้ถึงตาย แขนขาด ขาขาดได้อย่างไร โดยเฉพาะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี บอกว่าการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมเป็นการทำตามหลักสากลนั้น ยิ่งไม่เป็นความจริง

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ บช.น.สาธิตวิธีการยิงแก๊สน้ำตาเพื่อแสดงให้เห็นถึงการเข้าสลายการชุมนุมนั้น พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ตำรวจควรลองจ่อยิงแบบประชั้นชิด น่าจะสาธิตเช่นนี้ การที่ออกมาสาธิตวิธีการและอธิบายรายละเอียดต่างๆ ตนมองว่าเป็นเรื่องโกหก ยิ่งผู้เชี่ยวชาญบอกตรงกันว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้แก๊สน้ำตาอย่างเดียว และการที่ให้ร้ายพันธมิตรฯ พกอาวุธหนักไปชุมนุมด้วย ยิ่งเป็นเรื่องที่แย่ที่สุด ตนมองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเรื่องที่แย่ โหดที่สุด ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นอีกหลังจากเหตุการณ์พฤษาทมิฬ

พล.ต.จำลอง กล่าวด้วยว่า การสสายการชุมนุมที่ตำรวจทำลายเต็นท์ และยกกล่องบริจาคเงินที่สะพานมัฆวานฯ ทางเรายังฟ้องร้องเอาผิดยังไม่หมดเลย นอกจากนี้ พล.ต.จำลอง บอกว่า ในส่วนของการเข้ามอบตัวของแกนนำพันธมิตรฯ อีก 7 คน ตนจะหารือและแนะนำทั้งหมดอีกครั้งว่าถ้ามอบตัวแล้วได้รับการประกันตัวถึงทำ แต่ถ้าไม่แน่ใจจะได้ประกันตัวก็ไม่ควรเข้ามอบตัว เพราะไม่คุ้ม

“ เหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ตำรวจบอกเป็นมือที่ 3 ทำ ผมมองว่าเป็นมือตำรวจ เป็นมือของรัฐบาลทำ การสูญเสียครั้งนี้ให้ประชาชนดูว่าเกิดจากใครเป็นคนทำ ให้สังคมมองคนตายตายเพราะใคร มันไม่ใช่เพราะพันธมิตรฯ เพราะคนมาชุมนุมมาด้วยความสมัครใจ เราไม่เคยไปบังคับขู่เข็ญให้ออกมา” พล.ต.จำลองกล่าว

พล.ต.จำลอง กล่าวต่อไปว่า ตนและนายไชยวัฒน์ไม่รู้สึกอะไรกับการต้องอยู่ในเรือนจำ เพราะเคยติดคุกมา 3 คุกแล้ว ทั้งคุกตำรวจ คุกทหาร และคุกพลเรือน เมื่อออกจากเรือนจำคลองเปรมแล้วจะเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ต่อไป

ทางด้าน นายรัฐพร โตประยูร ทนายพันธมิตรฯ กล่าวว่า จะฟ้องร้องกลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินคดีเอาผิดต่อผู้เกี่ยวข้องกับการออกหมายจับ 9 พันธมิตรฯ แน่นอน โดยจะหารือกับ 9 แกนนำว่าจะฟ้องกลับเมื่อใด และการตั้งข้อหากบฏถือเป็นข้อหาที่รุนแรงเกินไป ซึ่งแนวทางต่อสู้จะเป็นไปตามกฎหมาย



บันทึก"ทูตไทย"ถึงบัวแก้ว ปฏิเสธแจง"7 ตุลาฯ"ในเรื่องไม่จริง
มติชน (9 ตค.51)
หมายเหตุ : เป็นบันทึกถึงกระทรวงการต่างประเทศของเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศหนึ่งในเอเชีย แสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวทางที่กระทรวงการต่างประเทศสั่งให้เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศต่างๆ ชี้แจงเหตุการณ์ที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิไตยเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยเอกอัคราชทูตไทยรายนี้เห็นว่าการกระทำของรัฐบาลรุนแรงเกินกว่าเหตุและไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติสากล ขณะที่แนวทางคำชี้แจงไม่สามารถให้ความกระจ่างซึ่งจะสร้างความไม่น่าเชื่อถือแก่ประเทศไทยและกระทรวงการต่างประเทศ

จากการติดตามรายงานข่าวอย่างใกล้ชิดทั้งทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ และเว็บไซต์ของสื่อแขนงต่างๆ ของไทยตลอดวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เอกอัครราชทูตไทย มีความเห็นดังนี้

1. แนวทางชี้แจงตามข้อ 3 ของโทรเลขที่อ้างถึงมิใช่ภาพที่แท้จริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด และยังไม่สามารถให้ความกระจ่าง หรือตอบคำถามมากมาย ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ตลอดวันที่ 7 ตุลาคม 2551

2. แน่นอนว่ารัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะแถลงนโยบาย และพันธมิตรไม่มีสิทธิที่จะขัดขวาง แต่เหตุใดในเช้าตรู่ของวันที่ 7 ตุลาคม 2551 แทนที่เจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยมาตรการที่เป็นขั้นเป็นตอน เช่น เริ่มต้นจากการเจรจาเพื่อขอเปิดทางให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปในรัฐสภา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับใช้มาตรการขั้นรุนแรงด้วยการใช้แก๊สน้ำตายิงใส่ ประชาชนและได้ดำเนินการทำนองเดียวกันในช่วงบ่ายและเย็น หลังการประชุมเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาลเสร็จสิ้น มีความสมควรเพียงใดที่จะใช้ต้องมาตรการรุนแรงเหล่านั้น เนื่องจากมีกำหนดการการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาและเพื่อเปิดทางเข้า-ออก

3. จะอธิบายได้อย่างไรว่า มาตรการของตำรวจระลอกแล้วระลอกเล่าตลอดวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นการกระทำที่เป็นไปตามกฎหมาย มาตรฐาน และหลักปฏิบัติสากล อันเป็นที่ยอมรับหรือเข้าใจได้ในนานาประเทศ ภาพที่เผยแพร่ออกไปในวงกว้างแสดงให้เห็นว่า การยิงแก๊สน้ำตาของตำรวจจำนวนไม่น้อยมิได้เป็นการยิงแบบวิถีโค้ง (ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากล) แต่เป็นการเล็งยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมโดยตรง สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ตำรวจเหล่านั้น (หรือผู้สั่งการ) มีเจตนาให้เกิดความบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแก่ผู้ถูกกระทำ และยังมีคำถามต่อมาว่า ตำรวจมีความตั้งใจรักษาความสงบจริงหรือไม่ เพราะการกระทำต่างๆ กลับดูเสมือนเป็นผู้นำมาซึ่งความไม่สงบเสียเอง การใช้อาวุธที่มีอยู่ในมือของตำรวจในลักษณะดังกล่าวที่ปรากฏภาพออกไปทั่วจนทำให้สถานการณ์ทวีความตึงเครียดยิ่งขึ้น ย่อมเป็นการยั่วยุหรือกระตุ้นเร้าให้ผู้ถูกกระทำต้องป้องกันตัวและตอบโต้ จนนำมาซึ่งการบาดเจ็บของตำรวจจำนวนหนึ่งด้วยเช่นกัน

4. จะอธิบายอย่างไรกับมาตรการอันรุนแรงเกินกว่าเหตุของตำรวจอันนำมาซึ่งการเสียชีวิตและบาดเจ็บของคนไทยจำนวนมากในระดับนี้ภายในเวลาไม่ถึง 1 วัน (ตาย 2 คน บาดเจ็บเกือบ 400 คน ในจำนวนนี้มีบาดเจ็บสาหัสต้องสูญเสียแขน ขา มือ เท้า และนิ้วหลายราย) ซึ่งสื่อมวลชนสารพัดแขนง ทั้งไทยและต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งตัวแทนทางการทูตของประเทศต่างๆ ในประเทศไทยที่ติดตามทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นภาพ หรือเสียง หรือข้อเขียน ด้วยเช่นกัน คำถามแรกๆ ที่ย่อมเกิดขึ้นคือ ระเบิดแก๊สน้ำตาของตำรวจ สามารถทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งแขนขาดขาขาดได้อย่างไร มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่มีการใช้อาวุธอื่นนอกเหนือจากแก๊สน้ำตาและกระบองที่ทำให้บาดเจ็บและมุ่งทำลายชีวิตประชาชน ใครคือผู้สั่งการให้มีการใช้กำลังในลักษณะนี้และอาวุธเช่นนี้กับประชาชน

5. การชี้แจงสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือยังมีความเคลือบแคลงในข้อเท็จจริง หรือภาพเพียงบางส่วน รังแต่จะทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ชี้แจงไปด้วย ซึ่งหมายถึงผลกระทบต่องานในความรับผิดชอบในด้านอื่นๆ ที่มีอยู่และจะมีต่อไป ความน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งประการหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศ หากปราศจากซึ่งสิ่งนี้แล้ว กระทรวงการต่างประเทศ โดยบุคลากรทั้งหลายในระดับต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศก็จะประสบปัญหาการทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนและผู้ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของประเทศหรือคนในชาติได้ ในขณะเดียวกันความซื่อตรงในวิชาชีพและความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมไทย มิใช่เพียงผู้หนึ่งผู้ใด ก็ย่อมถูกตั้งคำถาม กระทรวงการต่างประเทศไม่สามารถอยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ได้โดยลำพังเป็นเอกเทศและปราศจากการยอมรับสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ ของไทย

6. การที่ที่ผ่านมา พันธมิตรได้ดำเนินการบางประการที่ผิดกฎหมาย หรือไม่อยู่ในกรอบสันติวิธี มิได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมีความชอบธรรมที่จะสามารถดำเนินการด้วยวิธีการรุนแรงเกินกว่าเหตุอย่างไร้อารยธรรม ในสังคมอารยะ มนุษย์ทั้งหลายต่างมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติและรับผิดชอบแตกต่างกันไป เช่นเดียวกันกับ "ข้าราชการ" แต่เป็นการถูกต้องแล้วหรือที่การปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นจะเป็นไปโดยปราศจากเงื่อนไข ไม่มีการตั้งคำถาม และไม่นำพาหรือแยกแยะว่า "หน้าที่" หรือ "คำสั่ง" ทั้งหลายมีความถูกต้องชั่วดี หรือมีคุณธรรม หรือมีจริยธรรมหรือไม่ จึงควรที่จะต้องมีการสอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงว่า เหตุใดจึงมีการกระทำอันรุนแรงเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจและมีผู้สั่งการอย่างไร หากพบว่ามีความผิด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ในประเด็นนี้ประเทศไทย มีความรับผิดชอบในฐานะประเทศภาคีของ International Covenant on Civil and Political Rights ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลไทยมีความรับผิดชอบต่อมาตรการของเจ้าหน้าที่รัฐในครั้งนี้ ซึ่งประเด็นนี้จะกลับมาสร้างปัญหาให้แก่รัฐบาลไทย

7. ในขณะเดียวกัน ทุกฝ่าย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายที่มีอำนาจและกลไกต่างๆ อยู่ในมือ ต้องใช้สติ ความอดกลั้น และละเว้นการใช้อาวุธและความรุนแรงทำร้ายประชาชน มิฉะนั้นแล้ว ความพยายามแก้ไขปัญหาที่ประเทศชาติกำลังประสบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนอยู่ในขณะนี้โดยวิธีการอันสันติยิ่งเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อกัน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพูดจาหารือ กำลังถูกทำลายโดยแทบจะสิ้นเชิง

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณา



นาทีต่อนาที สลายม็อบหน้ารัฐสภา

วันที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11169 มติชนรายวัน


หมายเหตุ - เหตุการณ์นาทีต่อนาที กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เข้าปิดล้อมถนนทุกด้านบริเวณรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 6-7 ตุลาคม

วันที่ 6 ตุลาคม


18.20 น. แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมมีมติเริ่มประกาศเชิญชวนประชาชนในทำเนียบขยายพื้นที่ชุมนุมไปหน้ารัฐสภา เพื่อปิดล้อมไม่ให้มีการเปิดประชุมสภาเพื่อให้รัฐบาลแถลงนโยบาย ขณะนั้นผู้ชุมนุมบริเวณทำเนียบประมาณ 4,000 คน

19.00 น. กลุ่มนักรบศรีวิชัย นำรั้วลวดหนามและแผงเหล็ก ปิดกั้นหัวท้ายถนนอู่ทองใน เพื่อไม่ให้รถเข้าออกบริเวณหน้ารัฐสภา ขณะเดียวกัน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ( ผบก.น.1) จัดกำลังปราบจลาจล ( ปจ.) จำนวน 2 กองร้อย เตรียมพร้อมรักษาความปลอดภัยบริเวณหน้ารัฐสภา รวมกับกำลัง ปจ.ที่มีอยู่โดยรอบทำเนียบ รวมทั้งสิ้น 7 กองร้อย จำนวน 1,050 นาย

19.30 น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร.(มก.) พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัตร รอง ผบ.ตร.(มก.1) พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ รอง ผบช.น./รอง ผบ.เหตุการณ์ประชุมติดตามสถานการณ์กรณีดังกล่าว ณ ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปก.น.)

19.45 น. ผู้ชุมนุมตั้งขบวนบริเวณลานพระราชวังดุสิต ประมาณ 4,000 คน มีนายศิริชัย ไม้งาม นายสำราญ รอดเพ็ชร นายสาวิทย์ แก้วหวาน เป็นแกนนำ พร้อมรถเครื่องเสียง 8 คัน

19.55 น. กลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 4,000 คน เคลื่อนขบวนมาถึงหน้าอาคารรัฐสภา ปิดล้อมถนนอู่ทองใน และถนนราชวิถีข้างอาคารรัฐสภาด้านแยกพิชัย

22.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล มีกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 5,000 คน ส่วนที่หน้าอาคารรัฐสภามี 3,500 คน โดยมีกำลัง ปจ.ที่ปฏิบัติอยู่ ณ ขณะนั้นรวม 12 กองร้อย จำนวน 1,800 นาย ฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.1 ศส.บช.น. ปะปนกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งที่ทำเนียบและรัฐสภา เกาะติดด้านการข่าว บันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว

22.40 น. ที่ บช.น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรณ ผบ.ตร. พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร.(มก.)พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รองผบก.หน.ศส.บช.น. ประชุมที่ห้องปารุส 1 ใช้เวลาประมาณ 20 นาที จากนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท พล.ต.อ.วิโรจน์ พล.ต.ท.สุชาติ นั่งรถตู้ ทะเบียน ฮฉ-282 กรุงเทพมหานคร พร้อมนำแผนผังการปักหลักชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ขึ้นรถตู้ออกจาก บช.น.ไปทันที โดย พล.ต.อ.พัชรวาท ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยทั้งหมดเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ดอนเมือง เพื่อพบกับ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและคณะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนทั้งหมดจะกลับมานั่งปรึกษาหารือกันในห้องปารุส 1

23.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ดอนเมือง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉินเกือบทั้งคณะ เช่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท และคณะเข้าร่วมด้วย ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง จากนั้นต่างแยกกันกลับโดยแจ้งเพียงว่า ที่ประชุมได้มอบให้ พล.อ.ชวลิต เป็นผู้รับผิดชอบเจรจาคลี่คลายสถานการณ์การชุมนุมพันธมิตร

วันที่ 7 ตุลาคม

01.00 น. ที่ บชน. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. สั่งเพิ่มกำลังตำรวจกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, 2, 7 และ ตชด. จัดกำลัง ปจ.เพิ่มอีกหน่วยละ 3 กองร้อย รวม 12 กองร้อย ปฏิบัติภารกิจวันที่ 7 ตุลาคม ก่อนเวลา 05.00 น.

01.30 น. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมา บช.น. พร้อมด้วย พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ หรือเสธ.หมึก นายทหารคนสนิท พล.ต.อ.บุญฤทธิ์ รัตนพร อดีตรอง ผบ.ตร. เพื่อประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.พัชรวาท และรอง ผบ.ตร.(มก) รอง ผบ.ตร.(มก.2) เพื่อติดตามสถานการณ์ โดย พล.อ.ชวลิต ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ เพียงใช้นิ้วมือไปปิดที่ปากแล้วบอกด้วคำพูดว่า "จุ๊ จุ๊"

01.55 น. พล.อ.ชวลิต เดินทางกลับจากหารือร่วมกับ พล.ต.อ.พัชรวาท ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า "ขอขอบคุณทุกคนนะ"

02.20 น. จำนวนผู้ชุมนุมบริเวณหน้าอาคารรัฐสภา มี 2,500 คน ภายในทำเนียบ 3,000 คน

02.30 น. พล.ต.ขัติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก นั่งรถตู้เข้ามาที่ บช.น.เพื่อขอเข้าพบ พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น. อ้างว่าเป็นเพื่อนรู้จักกัน เพื่อชี้แจงกรณีที่มีข่าวว่าตนเองเตรียมนำนักรบพระเจ้าตากกว่า 100 คน บุกเข้ารัฐสภาเพื่อขับไล่กลุ่มพันธมิตร ว่าไม่เป็นความจริง

03.00 น. บริเวณแยกพระบรมรูปทรงม้า ด้านถนนอู่ทองใน กลุ่มพันธมิตรจำนวนประมาณ 50 คน นำรถยนต์แท็กซี่ ยางรถยนต์ราดน้ำมัน แผงเหล็ก มาปิดกั้นเพื่อมิให้รถทุกชนิดผ่านเข้าถนนอู่ทองใน

04.00 น. พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบช.น./รอง ผบ.เหตุการณ์ พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. ประชุมร่วมกับ รอง ผบก./ผบ.ร้อย ผู้ควบคุมกำลัง

05.30 พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ขึ้นเวทีปราศรัยด้านหน้ารัฐสภา ให้ผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบ เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

06.15 น. กำลัง ปจ. 12 กองร้อย เข้าปฏิบัติการตามแผนเคลียร์กลุ่มชุมนุมออกจากถนนราชวิถี เพื่อเปิดเส้นทางให้ ส.ส.เข้าสภา ด้านประตูปราสาทเทวฤทธิ์ เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยได้นำกำลังเข้าทางด้านถนนราชวิถีแยกการเรือน, ถนนพิชัย แยกขัตติยานี มีหน่วยอรินทราช 26 กองกำกับการปราบปรามจลาจล บก.ตปพ. จำนวนหนึ่งซุ่มดูความเคลื่อนไหวกลุ่มพันธมิตรที่ปักหลักอยู่ถนนราชวิถีใกล้แยกพิชัย

06.30 น. กำลังตำรวจจากฝ่ายปฏิบัติการพิเศษและตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ประมาณ 900 นาย ตั้งแถวดาหน้าเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณแยกพิชัย ที่ตั้งรั้วลวดหนามและแผงเหล็กกั้นไว้ โดยมีหน่วยอรินทราชอยู่ด้านหน้า และกระสุนยาง ไอ้เตี้ย (ระเบิดควัน) และแก๊สน้ำตายิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม มีผู้บาดเจ็บ และบาดเจ็บสาหัสมากกว่าครึ่งร้อย จนผู้ชุมนุมต้องทยอยถอยร่นมารวมตัวอยู่บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา

06.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรที่อยู่ภายในบริเวณทำเนียบรัฐบาลต่างพากันโห่ร้องแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงที่ตำรวจใช้กำลังสลายผู้ชุมนุมบริเวณรัฐสภา จากนั้นพิธีกรบนเวทีได้กล่าวโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า กระทำเกินกว่าเหตุ รังแกประชาชน พร้อมทั้งปลุกระดมให้มวลชนลุกขึ้นสู้ และประกาศขอรับบริจาคน้ำดื่ม น้ำยาล้างตา จำนวนมากเพื่อนำไปให้กับผู้ชุมนุมที่รัฐสภา

จากนั้น นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรได้ขึ้นเวทีขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมที่รัฐสภาตรึงกำลังให้เหนียวแน่นอย่าให้ ส.ส. หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านเข้าไปประชุมเพื่อแถลงนโยบายได้ และเรียกร้องให้สหภาพแรงงานทุกแห่งหยุดงาน และตัดน้ำตัดไฟที่รัฐสภา เพราะเห็นได้ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจรังแกประชาชน

06.45 น. ตำรวจ ปจ. เข้าไปยึดพื้นที่ถนนราชวิถี ตลอดเส้นทาง และภายในพื้นที่รัฐสภา ขณะเดียวกันมีหน่วยรถพยาบาลจากศูนย์นเรนทร ศูนย์เอราวัณ กว่า 20 คัน ทยอยขับมารับผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง เช่น ราชวิถี วชิรพยาบาล และรามาธิบดี

07.00 น. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. มาดูแลเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปจ.ที่เตรียมพร้อม ณ ที่ตั้งภายใน บช.น. แต่ปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการใช้แก๊สน้ำตาสลายกลุ่มผู้ชุมนุม เพียงแต่ระบุว่า มีการใช้กำลังตำรวจดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยสถานการณ์การชุมนุมพันธมิตรที่มายึดหน้ารัฐสภาเวลานี้ จำนวน 30 กองร้อย จำนวน 4,500 นาย มาจากจาก บช.น., ก. และ ตชด.

09.15 น. ตำรวจ 1 กองร้อยตั้งแถว กั้นรั้วเหล็ก และนำรถขนผู้ต้องหา 3 คัน มาจอดปิดกั้นผู้ชุมนุมไม่ให้เข้ามาในถนนราชวิถี ขณะที่บริเวณถนนอู่ทองใน ด้านหน้ารัฐสภา มีผู้คนทยอยมาร่วมกับผู้ชุมนุมเดิมอย่างไม่ขาดสายหลายพันคน โดยมีแกนนำพันธมิตรรุ่น 2 เช่น นายศิริชัย ไม้งาม นายสำราญ รอดเพชร ฯลฯ ขึ้นปราศรัยให้กำลังใจผู้ชุมนุม และโจมตีการทำงานของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

09.20 น. มีข่าวว่ามีการตัดไฟภายในอาคารรัฐสภา ทำให้อาคารรัฐสภาต้องใช้ไฟสำรอง ขณะที่เริ่มมี ส.ส.และ ส.ว.ทยอยเดินทางเข้าภายในรัฐสภา

10.00 น. ผู้ชุมนุมจากทำเนียบรัฐบาลจำนวนหลายพันคนเดินอ้อมมาทางแยกการเรือน เพื่อมาสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภา แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัด โดยยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ ทำให้ผู้ชุมนุมก็ยังคงปักหลักอยู่ตรงจุดที่ถูกยิงแก๊สน้ำตา

10.45 น. นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดการประชุมรัฐสภา เพื่อให้รัฐบาลแถลงนโยบาย

11.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมยกขบวนมาที่บริเวณที่ลานพระรูปทรงม้า โดยมีตำรวจประมาณ 50 นาย ยิงแก๊สน้ำตาขับไล่ ทำให้ผู้ชุมนุมโต้ตอบด้วยการใช้น็อต ลูกแก้ว ก้อนหิน ปาและยิงโต้ตอบ รวมทั้งขับรถดูดส้วมมาฉีดอุจจาระใส่ตำรวจ ทำให้ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาสกัด ผู้ชุมนุมจึงขับรถดูดส้วมล่าถอยไป

อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมบางส่วนได้เข้าทุบทำลายป้อมตำรวจควบคุมสัญญาณจราจรบริเวณแยกวัดเบญจบพิตร โดยกลุ่มผู้ชุมนุมทุบทำลายกระจกประตู หน้าต่างแตก รวมทั้งอุปกรณ์ควบคุมสัญญาณไฟเสียหาย และทุบทำลายรถจักรยานยนต์ตำรวจเสียหาย 2 คัน

10.40 น. กลุ่มชุมนุมไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พร้อมขว้างระเบิดปิงปองเข้าภายในรั้ว บช.น. ด้านหน้าสนามกีฬา กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (กก.3 บก.ตปพ.) จำนวน 2 ลูก ตำรวจที่รักษาการในพื้นที่จึงยิงแก๊สน้ำตาขับไล่

11.55 น. กลุ่มผู้ชุมนุมด้านหน้ารัฐสภารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อผลักดันแนวกั้นของตำรวจด้านถนนราชวิถี โดยกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามยกแผงเหล็กออก แต่ถูกตำรวจใช้ไม้กระบองตีศีรษะแตกไป 1 คน แต่สุดท้ายกลุ่มผู้ชุมนุมสามารถพังแผงเหล็กได้และเคลื่อนกำลังไปด้านแยกการเรือน ทำให้ตำรวจถึงกับขวัญเสีย วิ่งหนีกระเจิง ทิ้งโล่ไว้ ทำให้ตำรวจในสภาต้องรีบปิดประตูสภา ผู้ชุมนุมจึงไม่พอใจขว้างปาก้อนอิฐ ขวดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ขวดน้ำบรรจุฉี่ เข้าภายในรัฐสภาแตกกระจายส่งกลิ่นเหม็นหึ่ง

ขณะเดียวกัน มีการนำแผงเหล็กมากั้นประตูปราสาทเทวฤทธิ์ และนำโซ่มาคล้องและล็อคกุญแจไว้ ทำให้ ส.ส.และ ส.ว.ที่เลิกประชุมไม่สามารถออกนอกรัฐสภาได้

นอกจากนี้ ยังได้ไปปิดกั้นถนนราชวิถี หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และนำรถปิคอัพของตำรวจที่จอดทิ้งไว้ 3 คัน ไปปิดกั้น เพื่อไม่ให้ตำรวจเข้ามา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เพิ่มกำลังเป็น 3 กองร้อย และประจันหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุม และยังมีตำรวจอีก 2 กองร้อยอยู่ที่ถนนราชวิถีด้านข้างเขาดิน

15.20 น. ตชด.และตำรวจปฏิบัติการพิเศษ 900 นาย พร้อมโล่ กระบอง เข้าประจำตามจุดต่างๆ คือบริเวณถนนราชสีมา ถนนราชวิถี ถนนอู่ทองใน เข้าสลายพันธมิตรออกจากบริเวณโดยรอบรัฐสภา โดยตำรวจยิงแก๊สน้ำตานับร้อยลูก สลับกับประทัดยักษ์ อย่างต่อเนื่อง เข้าใส่ผู้ชุมนุม และยังมีเสียงคล้ายปืนพกดังออกมาจากฝ่ายตำรวจ เพื่อผลักดันผู้ชุมนุม จนทำให้พันธมิตรวิ่งแตกกระเจิง ไปรวมตัวบริเวณถนนอู่ทองใน หน้ารัฐสภา

17.00 น. ผู้ชุมนุมขับรถอุจจาระของ กทม.ไปถนนอู่ทองในและฉีดอุจจาระใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยตำรวจยิงแก๊สน้ำตาสกัดผู้ไว้

18.00 น. มีการระดมผู้ชุมนุมจำนวนมากมาตรึงกำลังที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อล้อม บช.น. ที่อยู่ใกล้เคียง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจใน บช.น. ได้ยิงแก๊สน้ำตาออกมาเป็นระยะๆ ตลอดเวลา

19.15 น. หลังจากเคลียร์ ส.ส.และ ส.ว. รวมทั้งเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชน ออกจากรัฐสภาหมดแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมก็เริ่มเคลื่อนออกจากบริเวณรัฐสภา เพื่อไปรวมตัวที่ทำเนียบรัฐบาล โดยส่วนหนึ่งได้รวมกับพันธมิตรบริเวณหน้าลานพระรูปทรงม้า และ บช.น. ประมาณ 5,000 คน เต็มลานพระบรมรูปทรงม้า



องค์กรสังคมแถลงประณามรบ.
จี้"กสม."สอบตร.ทำเกินกว่าเหตุ
วันที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11169 มติชนรายวัน

องค์กรต่างๆ จำนวนมากออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ประณามการใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณหน้ารัฐสภา จนมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และเรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม ประกอบด้วย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ชมรมแพทย์ชนบท, สภาทนายความแห่งประเทศไทย, มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี, เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง, กลุ่มแพทย์ พยาบาล เพื่อประชาธิปไตย, เครือข่ายเภสัชกรและสาธารณสุขเพื่อสังคม, กลุ่มอาจารย์ แพทย์ และแพทย์ประจำบ้าน 8 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เครือข่ายคณาจารย์คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม นิด้า

ที่ห้องประชุม 14 ตุลาแยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 มูลนิธิ 14 ตุลา และศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย ออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรง และเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตรวจสอบการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำเกินกว่าเหตุ และให้รัฐบาลนำผลการตรวจสอบมาดำเนินการกับผู้สั่งการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุด ให้พันธมิตรใช้แนวทางสันติวิธีอย่างเคร่งครัดเพื่อปกป้องชีวิตประชาชนอย่างถึงที่สุด ให้รัฐบาลและพันธมิตรจะต้องเปิดเจรจาทางการเมืองเพื่อแสวงหาทางออกของทั้งสองฝ่าย



ปฏิบัติการ "ได้ไม่คุ้มเสีย" นับถอยหลังรัฐบาล " สมชาย"
วันที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11169  มติชนรายวัน

คอลัมน์ มติชนวิเคราะห์

เมื่อประเมินสิ่งที่ได้และเสียของรัฐบาลกับการตัดสินใจปฏิบัติการจับกุมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และบานปลายไปจนถึงการสลายการชุมนุมของพันธมิตรที่บริเวณหน้ารัฐสภานั้น

ปรากฏว่า ฝ่ายรัฐบาลมีสิ่งที่ได้เพียง 2 ประการ คือ

1. รัฐบาลภายใต้การนำของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี สามารถแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นผลสำเร็จ และสามารถบริหารประเทศได้

2. ได้ตัวนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรไปดำเนินคดีในข้อหากบฏ

ขณะที่สิ่งที่เสียกลับมี " ต้นทุน" ที่ต้องจ่าย "มหาศาล"

คือถึงจะแถลงนโยบายและเริ่มบริหารประเทศได้ แต่ก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล ไม่สมเกียรติ ถูกฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาบอยคอต

ยิ่งภาพนายสมชายต้องใช้เฮลิคอปเตอร์หลบหนีออกจากรัฐสภา ยิ่งตอกย้ำสถานะมีอำนาจแต่ปกครองไม่ได้อย่างชัดเจน

ที่สำคัญที่สุด การตัดสินใจสลายม็อบเพื่อเปิดทางให้ ส.ส.และคณะรัฐมนตรีเข้าไปในสภานั้น ได้ทำภาพนุ่มนวลของนายสมชายและรัฐบาลถูกทำลายไป และอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าภาพของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีเสียอีก

ส่วนการได้ตัวนายไชยวัฒน์ และ พล.ต.จำลอง ก็แทบจะไร้ประโยชน์ เพราะได้กลายเป็นบูมเมอแรงย้อนกลับเข้ามาทำร้ายตัวเองอย่างเจ็บแสบ และประเด็นนี้ได้ทำให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีต้องลาออกไปในเวลาอันรวดเร็ว บ่งชี้ให้เห็นถึงความไม่มีเอกภาพของรัฐบาลอย่างชัดเจน

และน่าสังเกตว่า แม้นายสมชายจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ภาพการตัดสินใจของรัฐบาลเหินห่างกับกองทัพอย่างมีนัยยะ ยิ่งเมื่อเทียบกับนายสมัครแล้ว กองทัพแทบจะเป็นคนนอกสำหรับคนที่ชื่อ "สมชาย"

ซึ่งตรงนี้น่าจะสะท้อนให้เห็นความเปราะบางของรัฐบาลยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อรวมความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในไม่ถึงสัปดาห์ รัฐบาลนายสมชายก็อยู่ในภาวะที่ง่อนแง่นอย่างยิ่ง และสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งมีการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ได้ทำลายจุดแข็งสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ นั่นคือความประนีประนอม

หรือนี่คือการเริ่มนับถอยหลังของรัฐบาลนายสมชายทั้งที่ยังไม่มีโอกาสก้าวเข้าไปทำงานในทำเนียบรัฐบาลแม้แต่ก้าวเดียว


"บิ๊กจิ๋ว"ออก-"สมชาย"เผ่น

"ปีนรั้ว-ขึ้นฮ."หนีม็อบสภา แถลงนโยบาย"ทุลักทุเล" "ปชป.-40สว."บอยคอต
วันที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11169 มติชนรายวัน

ทุลักทุเล - นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ก่อนที่จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์หลบออกจากรัฐสภา หลังจากที่ถูกม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดล้อม ขณะที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องปีนรั้วรัฐสภาหลบออกเช่นกัน ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม

รัฐบาลดันทุรังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ใช้เวลาแค่ 2.20 ชั่วโมง ฝ่ายค้านบอยคอตไม่ร่วมประชุม เจอม็อบตัดน้ำ-ตัดไฟ ปิดล้อมไม่ให้ออก "สมชาย"พาลูกสาวไต่บันไดพาดกำแพงด้านหลัง ก่อนนั่ง ฮ.เผ่น "ปู่ชัย"-รมต.-ส.ส.ต่างปีนข้ามรั้วหนีทุลักทุเล สะพัด"จิ๋ว"ไขก๊อก อ้างรับผิดชอบเหตุ ตร.สลายม็อบมีคนเจ็บ นายกฯบอกยังไม่เห็นหนังสือ ยันทำงานต่อ อ้าง"ลาออก-ยุบสภา"จะตัดสินใจในเวลาที่เหมาะสม ปชป.แถลงการณ์ค้านปฏิวัติ ชี้ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา

พันธมิตรตัดน้ำ-ไฟอาคารรัฐสภา

การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา เป็นไปอย่างวุ่นวายและทุลักทุเล โดยผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดล้อมทางเข้าออกรัฐสภาอีกครั้ง หลังถูกตำรวจ ยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมเมื่อเช้ามืดวันที่ 7 ตุลาคม ขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้านและ ส.ว.บางส่วนไม่ร่วมประชุม แต่การแถลงนโยบายและอภิปรายเพียง 2 ชั่วโมงกว่าก็เสร็จสิ้น และหลังปิดประชุมสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมประชุมไม่สามารถเดินทางออกไปได้ ต้องปีนรั้วด้านหลังออก รวมถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระกลาโหม ก่อนที่จะเฮลิคอปเตอร์มารับไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศช่วงเช้าวันเดียวกันก่อนประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 176 รัฐธรรมนูญนั้น ปรากฏว่าไฟฟ้าในบริเวณรัฐสภาดับ เนื่องจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตัดน้ำและตัดไฟอาคารรัฐสภา จึงต้องใช้ไฟสำรอง ที่ใช้ได้ 7 ชั่วโมง ขณะที่สมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรค และ ส.ว.บางส่วน ทยอยเดินทางมาร่วมประชุม ทางประตูประสาทเทวฤทธิ์ ติดกับถนนราชวิถี

ปชป.บอยคอตไม่ร่วมประชุมสภา

ส่วน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกประชุม ส.ส. เป็นการด่วน เมื่อเวลา 08.00 น. ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์

เวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์แถลงภายหลังประชุมว่า ที่ประชุมพรรค ส.ส.ตัดสินใจไม่เข้าไปร่วมการแถลงนโยบายของรัฐบาล เพราะการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากนั้น เราเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ได้รับนโยบายจากบุคคลระดับสูงในรัฐบาลที่ต้องการเห็นความรุนแรง พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลได้ และท่าทีของรัฐบาลที่แสดงออกทำให้เห็นว่ายังไม่สมควรจะเดินหน้าเจรจา 4 ฝ่ายเพื่อหาทางออกให้ประเทศต่อไป

"สิ่งสำคัญที่สุดคือความจริงใจ เราไม่ต้องการเห็นคนหน้าไหว้หลังหลอกหรือคนหน้าเนื้อใจเสือ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมนายกฯบอกกับผมว่าจะไม่รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) แต่นายกฯไม่ออกมาให้ข่าวตามที่พูดในที่ประชุม เป็นสิ่งที่นายกฯไม่แสดงความจริงใจกับผม" นายอภิสิทธิ์กล่าว

หืดขึ้นคอกว่าจะครบองค์ประชุม

เวลา 09.10 น. ที่อาคารรัฐสภา 2 นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เชิญ ส.ว. 20 คน หารือโดยนายประสพสุขให้สัมภาษณ์ด้วย น้ำตาคลอเบ้าว่า ไม่น่าจะมีการประชุมได้ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ น่าเป็นห่วงมาก รัฐบาลไม่ควรแถลงนโยบาย ต่อมาเมื่อ ส.ส.พลังประชาชน (พปช.) อาทิ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน เข้าพบนายประสพสุขประมาณ 10 นาที เพื่อหารือถึงกรณีที่ ส.ว.จะไม่ร่วมประชุม โดยนายประสพสุขบอกว่าถ้าองค์ประชุมครบก็ประชุมได้

จนกระทั่งเวลา 09.30 น. ซึ่งเป็นเวลานัดหมายประชุมรัฐสภา ปรากฏว่าสมาชิกอยู่ในห้องประชุมบางตา โดยมีแต่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ประมาณ 157 คน และ ส.ว.แค่ 11 คน ทำให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะประธานรัฐสภา แจ้งที่ประชุมว่า เมื่อยังไม่ครบองค์ประชุมคือ 311 คน จึงให้สมาชิกหารือเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ทำให้ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายโจมตีกลุ่มพันธมิตรและ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ร่วมประชุม

หลังผ่านไป 1 ชั่วโมงนายชัยแจ้งว่า มีสมาชิกครบองค์ประชุมแล้ว คือ 314 คน จึงขอเข้าสู่วาระการแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่ขอให้รัฐสภามีมติเห็นชอบให้พิจารณาเรื่องนี้ก่อน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 127 วรรคสี่ จากนั้นมีการลงมติ ปรากฏว่าเห็นชอบ 307 เสียง งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 5 เสียง ทำให้นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.อยุธยา และประธานวิปรัฐบาล ทักท้วงการขอมติดังกล่าวอาจมีปัญหาเพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 127 วรรคสี่ บัญญัติว่า รัฐสภาต้องเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่ผลที่ออกมาไม่ถึง 311 เสียง ทำให้นายชัยสั่งพักการประชุม 10 นาที เพื่อรอสมาชิกมาเพิ่ม

จากนั้นเวลา 10.50 น. เปิดประชุมอีกครั้งและขอมติใหม่ ผลปรากฏว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยเอกฉันท์ 320 เสียง

" รบ."หนุนตั้งส.ส.ร.ปฏิรูปการเมือง

จากนั้นเวลา 10.55 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ลุกขึ้นอ่านคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ในสังคมโดยยึดทางสายกลาง จึงมีความตั้งใจแน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาโดยการรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อลดความเห็นที่แตกต่าง และสร้างความเห็น ร่วมกันในเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหา ตลอดจนสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมให้ทำงานอย่าง อิสระและเป็นกลไกตัดสินข้อขัดแย้งซึ่งได้เข้ากระบวนการตามกฎหมาย ทั้งนี้รัฐบาลมุ่งหวังที่จะบรรลุถึงการยุติความขัดแย้งโดยสันติ

นายสมชายกล่าวตอนท้ายว่า "เพื่อให้การศึกษาทบทวนรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รัฐบาลนี้จึงสนับสนุนแนวทางการปฏิรูปการเมืองโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีสิทธิเลือกตัวแทนของประชาชนในรูปแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เป็นผู้ทำหน้าที่อิสระในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งประเทศและนำมาพิจารณาเสนอเสนอแนะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อการปฏิรูปการเมืองโดยภาคประชาชน "

สภาป่วนส.ส.พปช.รุมอัด"รสนา"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายสมชายกำลังแถลงนโยบายในช่วงท้าย กลุ่ม 40 ส.ว.บางส่วนที่มาร่วมประชุมด้วย ลุกขึ้นประท้วง จนเกิดเหตุการณ์ชุลมุนกว่า 10 นาที เริ่มจากนายประสงค์ นุรักษ์ ส.ว.สรรหา ลุกขึ้นประท้วงว่า ขณะนี้ข้างนอกสภามีการยิงกันเกิดขึ้น รัฐบาลควรชะลอการแถลงนโยบายออกไปก่อน เพราะสังคมเกิดความขัด แย้งกันมาก ทำให้ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ลุกขึ้นประท้วงนายประสงค์ว่า นายกฯกำลังแถลงนโยบายและประธานยังไม่อนุญาตให้พูด ทำให้ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ลุกขึ้นประท้วงว่า เหตุการณ์ข้างนอกมีการปะทะกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก แต่นายกฯกลับใช้รัฐสภามารับรองความชอบธรรมของรัฐบาลและตนเอง ทำให้นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด ส.ส.พรรคพลังประชาชน ตะโกน "พันธมิตรออกไป"

ขณะที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนหลายคนลุกขึ้นชี้หน้า น.ส.รสนา ขณะที่บางคนพยายามเดินเข้าไปต่อว่าด้วยความไม่พอใจ และขอให้ประธานนำตัว น.ส.รสนาออกจากห้องประชุม ซึ่งนายชัยวินิจฉัยให้ รปภ.รัฐสภาเชิญ น.ส.รสนาออกไป ขณะที่นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 และนายวิทยา อินาลา ส.ว.นครพนม เข้ามาไกล่เกลี่ย น.ส.รสนาให้ใจเย็นลง และ น.ส.รสนาไม่ได้ออกจากห้องประชุมแต่อย่างใด

ไล่สามี"รสนา"มั่วเข้าห้องประชุม

ต่อมาที่ประชุมวุ่นวายอีก เมื่อ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ลุกขึ้นประท้วงว่า มี ส.ว.ที่ไม่ได้เซ็นชื่อเข้าประชุม จึงไม่มีสิทธิเข้าประชุมแต่กลับมาประท้วงในห้องประชุม พวกนี้ไปวางแผนกันที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เพื่อจะล้มการประชุม แต่พอรัฐสภาประชุมได้ พวกนี้ก็นั่งรถมอเตอร์ไซค์มาร่วมประชุม นอกจากนี้ น.ส.รสนายังพาสามี (นายสันติสุข โสภณสิริ) เข้ามาในห้องประชุมอีก ขอให้ประธานเชิญตัวออกไปด้วย ทำให้นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่รองประธานรัฐสภา ในฐานะประธานที่ประชุม ขอให้ รปภ.นำตัวสามี น.ส.รสนาออกไป ซึ่งนายสันติสุขยอมลุกขึ้นและยกมือยอมรับก่อนเดินออกจากห้องประชุม โดย น.ส.รสนาเดินตามออกไป ขณะที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน โห่ไล่

หลังนายสันติสุขออกจากห้องประชุม รปภ. เชิญตัวไปสอบปากคำ โดยมี น.ส.รสนาตามไปดูแล ซึ่ง น.ส.รสนาเปิดเผยว่า บุคคลที่เข้าไปในห้องประชุมเป็นสามีของตน เพราะเห็นว่า ขณะที่ตนลุกขึ้นอภิปรายนายกฯ ทำให้มี ส.ส.พรรคพลังประชาชนเดินเข้ามาหาพร้อมชี้หน้าด่าว่าตน สามีของตนที่นั่งอยู่บริเวณหน้าห้องประชุมกลัวว่าตนจะถูกทำร้าย จึงเข้ามาในห้องประชุมเพื่อปกป้องตน โดยตนไม่ทราบว่าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร ส่วนบทลงโทษไม่รู้เป็นอย่างไร จะให้ติดคุกก็ได้

ใช้เวลาแถลงนโยบายแค่2.20ชม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 2-3 คน ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนนโยบายรัฐบาลพร้อมโจมตี ส.ว.บางส่วนที่สร้างความวุ่นวายในห้องประชุม ขณะเดียวกันไฟฟ้าก็ดับอีกครั้งเมื่อเวลา 11.45 น. แต่การประชุมสภายังดำเนินต่อไปได้โดยใช้ไฟสำรองฉุกเฉิน จนเมื่อเวลา 12.50 น. นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกฯ ลุกขึ้นกล่าว กับที่ประชุมว่า ได้รับมอบหมายจากนายกฯเป็นตัวแทนกล่าวขอบคุณสมาชิก และรัฐบาลจะนำนโยบายที่ได้แถลงไว้ไปปฏิบัติ จากนั้นนายชัยจึง สั่งปิดประชุม เวลา 12.55 น. รวมเวลาการ แถลงนโยบายทั้งสิ้นเพียง 2 ชั่วโมง 20 นาที และ มีสมาชิกรัฐสภาอภิปรายนโยบายรัฐบาลไม่ถึง 10 คน

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการปิดประชุมรัฐสภาว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาถือว่าสมบูรณ์แล้ว

เย็นวันเดียวกัน นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ประสานมายังวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านว่า จะไม่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทั้งสัปดาห์นี้

" สมชาย"ปีนกำแพงสภา-ฮ.บินรับ

หลังปิดประชุมแต่กลุ่มผู้ชุมนุมยังปิดล้อมรัฐสภา นายสมชาย และ น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ บุตรสาว และนายชูศักดิ์ ศิรินิล ว่าที่เลขาธิการนายกฯจึงลัดเลาะอาคารด้านหลังวุฒิสภา โดยใช้บันไดพาดข้างกำแพงคอนกรีตสูงประมาณ 2 เมตรครึ่ง ปีนข้ามไปยังพระที่นั่งวิมานเมฆ สำเร็จ แล้วขึ้นเฮลิปคอปเตอร์ไปกองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อร่วมประชุมกับ ผบ.เหล่าทัพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ และเฮลิคอปเตอร์สีเขียว บินมาจอดบริเวณใกล้กับรัฐสภา

เมื่อเวลา 15.15 น. นายสมชายเดินทางถึงกองบัญชาการกองทัพไทย ด้วยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์เบลล์ 212 ของกองบินตำรวจ พร้อมด้วย น.ส.ชินณิชา นายชูศักดิ์ พล.อ.สุเมธ โพธิ์มณี หัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน เมื่อเดินทางถึงมีรถตู้ของกองทัพไทยมารอรับ และจากนั้นนำคณะนายสมชายลงชั้นใต้ดินของ กองทัพไทย

ยอมให้"รสนา"ออก-ปาขวดไล่"ตือ"

ส่วนบรรดา ส.ว. ส.ส. และรัฐมนตรีนับร้อย คน หลังปิดประชุมต่างจับกลุ่มคุยกันด้วยความเคร่งเครียด โดยถอดสูทและเน็คไทออก และไปรวมตัวกันตามจุดต่างๆ โดยนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อม ส.ส.พรรคชาติไทย และ ส.ส.พรรคพลังประชาชนประมาณ 10 คน เดินเข้าไปใกล้ประตู เพื่อเจรจาขอให้พันธมิตรเปิดทาง แต่กลับถูกขว้างปาด้วยขวดน้ำ ต้องถอยออกมา

ขณะที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. เดินคนเดียวไปที่ประตูดังกล่าว ทางกลุ่มพันธมิตรบอกว่า ให้ น.ส.รสนาปีนรั้วออกมาได้เพียงคนเดียว เพราะเป็นคนไทยเพียงคนเดียวในสภา ส่วนที่เหลือเป็นพวกเขมร พวกขายชาติ ทั้งนี้ นายสมศักดิ์เข้า ไปพูดคุยกับ น.ส.รสนาเพื่อให้ช่วยเจรจาให้กลุ่มพันธมิตรเปิดประตูเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐสภา และสื่อมวลชนออกไป แต่กลุ่มพันธมิตรไม่รับฟัง พร้อมขว้างขวดน้ำพลาสติคใส่นายสมศักดิ์อีกครั้ง

" ปู่ชัย"ปีนรั้วสภาหนีทุลักทุเล

จนเมื่อเวลา 16.00 น. หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยิงแก๊สน้ำตาอีกครั้งเพื่อสลายการชุมนุมบริเวณด้านหน้ารัฐสภา ถนนอู่ทองในกลุ่มพันธมิตรตอบโต้ด้วยการปิดทางเข้า-ออกรัฐสภาทุกทาง ทำให้รัฐมนตรี ส.ส ส.ว. ข้าราชการ และสื่อมวลชนตกค้างกว่า 500 คน ขณะที่กลุ่มพันธมิตรตีมือตบใส่รั้วรัฐสภา และตะโกนโห่ไล่เสียงดังกระหึ่ม พร้อมใช้หนังสติ๊กยิงลูกแก้ว และหัวน็อตเข้ามาในบริเวณรัฐสภา ทำให้คนที่ออกันเพื่อจะหาทางออกออกต้องวิ่งหลบกันจ้าละหวั่น

ต่อมาพันธมิตรประกาศบนเวทีว่า จะให้ข้าราช การและสื่อมวลชน ที่แสดงบัตรออกจากรัฐสภาบริเวณประตูด้านหน้า ทำให้มีข้าราชการวิ่งไปรอเพื่อจะออกจากรัฐสภา แต่ปรากฏว่ามีเสียงระเบิดดังขึ้นที่พรรคชาติไทย ทำให้นายสำราญ รอดเพชร แกนนำพันธมิตร รุ่น 2 ประกาศยกเลิกไม่ให้มีใครออกจากรัฐสภาเด็ดขาด

ขณะที่เจ้าหน้าที่ รปภ. นำนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา บรรดารัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. ไปยังด้านหลังอาคารรัฐสภา เพื่อปีนรั้วข้ามไปยังฝั่งพระที่นั่งวิมานเมฆ อย่างฉุกละหุก โดยเฉพาะนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้ปีนรั้วด้วยความยากลำบากเนื่องจากมีอายุมากแล้ว โดยเจ้าหน้าที่พยายามประคองอุ้มนายชัยอย่างทุลักทุเล

ก่อนหน้านั้นเวลา 16.35 น. ท่ามกลางกลุ่มควันแก๊สน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่บริวณประตูทางออกประสาทเทวฤทธิ์ ถนนราชวิถี มีตำรวจอาศัยช่วงชุลมุน ใช้คีมตัดโซ่ที่ล็อคประตูเปิดออก จากนั้นเจ้าหนาที่รัฐสภาและสื่อมวลชน ทยอยวิ่งออกมา โดยมีรถบัสของตำรวจนครบาล 3 คัน จอดรออยู่ และรับไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง ธนบุรี

40ส.ว.แถลงการณ์แนะยุบสภา

ต่อมากลุ่ม ส.ว. 40 ออกแถลงการณ์ว่าไม่อาจเข้าร่วมประชุมรัฐสภาบนคราบเลือดและหยดน้ำตาของประชาชนที่ร่วมชุมนุม จึงขอเรียกร้องดังนี้ 1.ให้ตำรวจและทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง 2.รัฐบาลต้องดำเนินคดีกับตำรวจทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใช้กำลังทำร้ายผู้ชุมนุม และ 3.ทางออกเดียวที่จะยุติปัญหาคือ การยุบสภา

นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา หนึ่งในกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า ได้ต่อสายโทรศัพท์เจรจากับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. โดยกลุ่มตนจะเป็นตัวกลางในการเจรจากับพันธมิตร แต่ขอให้ตำรวจหยุดยิงแก๊สน้ำตา ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาทรับปาก แต่ขอให้รัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว.ออกจากอาคารรัฐสภาก่อนแล้วจะหยุด แต่ปรากฏว่าจนถึงเวลา 19.00 น. ตำรวจยังใช้ยิงแก๊สน้ำตาระดมใส่ผู้ชุมนุมไม่หยุด

ต่อมาเวลา 20.30 น. กลุ่ม 40 ส.ว.ร่วมกันแถลงที่โรงแรมปริ๊นเซส โดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กล่าวว่า ขอตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า ทำไมยิงแก๊สน้ำตาและยิงระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งที่ ส.ส. ส.ว.ออกมาจากรัฐสภาแล้ว ถือว่าจงใจฆ่าประชาชน ทำให้วิกฤตลุกลาม นายกฯต้องรับผิดชอบ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกเพื่อยุติความวุ่นวายที่เกิดขึ้น รัฐบาลเข้าและออกสภาด้วยรอยเลือด ขัดกับนโยบายที่รัฐบาลแถลง และรัฐบาลต้องสอบสวนเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่ใช้ความรุนแรงด้วย ทั้งนี้กลุ่ม ส.ว.จะตั้งวอร์รูมที่โรงแรมปริ๊นเซสหลานหลวงอีกครั้งในวันที่ 8 ตุลาคม

ด้าน ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ส.ว.สรรหา กล่าวว่า นายกฯและรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังมาทำร้ายประชาชนบาดเจ็บ ฉะนั้นรัฐบาลควรลาออกหรือยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน

ปชป.ค้าน"ปฏิวัติ"จี้"สมชาย"ไขก๊อก

เมื่อเวลา 14.00 น. พรรคประชาธิปัตย์เรียกประชุม ส.ส.ของพรรคอีกครั้งที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ในที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อประเมินทิศทางสถานการณ์การเมือง

จากนั้น นายอภิสิทธิ์แถลงว่า 1.ขอวิงวอนทุกฝ่ายยุติใช้ความรุนแรง และไม่ต้องการเห็นความสูญเสียไปมากกว่านี้ การใช้สิทธิเสรีภาพต้องอยู่ภายใต้หลักสันติวิธี 2.เมื่อเหตุการณ์เกิดความตึงเครียดบานปลายออกไป กังวลว่าการแก้ปัญหาด้วยการรัฐประหารจะเป็นคำตอบ พรรคขอยืนยันว่าไม่เห็นด้วยและไม่เชื่อว่าเป็นทางออกปัญหาได้ 3.ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ที่ลุกลามตอนนี้มา จากการตัดสินใจของรัฐบาล นายสมชายจึงต้องรับผิดชอบ

"นายสมชายต้องแสดงความรับผิดชอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมและของชาติ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดตามวิถีทางรัฐสภา เช่น การลาออก หรือยุบสภา เพื่อปลดเงื่อนไขทั้งหมด เป็นสิ่งที่พึงกระทำ และพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนให้ทำเช่นนั้น ถ้าต้องสูญเสียตำแหน่ง ส.ส. เราก็ยินดีเพื่อให้บ้านเมืองไทยสามารถเดินไปได้" นายอภิสิทธิ์กล่าว

" จิ๋ว"ไขก๊อกรับผิดชอบตร.สลายม็อบ

รายงานข่าวจากผู้ใกล้ชิด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ชวลิตให้ทหารคนสนิทนำจดหมายลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีไปยื่นให้แก่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ก่อนมีการแถลงนโยบายรัฐบาล โดย พล.อ.ชวลิตไม่ได้เดินทางไปร่วมประชุมที่รัฐสภาด้วย ทั้งนี้ หนังสือลาออกใจความสรุป ดังนี้ จากสถานการณ์ ในวันที่ 6-7 ตุลาคม 2551 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจเพื่อเปิดเส้นทางเข้าสู่รัฐสภา กระผมได้พยายามให้นโยบายดำเนินการให้บรรลุภารกิจโดยไม่มีการสูญเสีย แต่การปฏิบัติการไม่เป็นไปตามนโยบาย จนเกิดความสูญเสีย

"กระผมถือว่า ผลเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความรับผิดชอบของผมด้วยส่วนหนึ่ง ด้วยเหตุไม่บรรลุผลดังที่ตั้งใจไว้ กระผมจึงขอรับผิดชอบในการปฏิบัติการครั้งนี้ กระผมจึงขอลาออกจากการเป็นรองนายกฯ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป" หนังสือระบุ

" สมชาย"ยังไม่เห็นใบลาออก"จิ๋ว"

เมื่อเวลา 17.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพไทย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมร่วมกับ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (กบ.สส.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กรณี พล.อ.ชวลิตลาออกว่า ยังไม่ได้รับและยังไม่เห็นใบลาออกจาก พล.อ.ชวลิต แต่ถ้าเป็นความจริงก็คงต้องดำเนินการใหม่

เมื่อถามว่า เป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุม ของกลุ่มพันธมิตรหรือไม่ โดยเฉพาะตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชนจนได้รับบาดเจ็บขาขาด นายสมชายกล่าวว่า เป็นห่วง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่รัฐสภาที่ได้รับมาคือมีบุคคลกลุ่มหนึ่งจะเข้าไปในสภาเพื่อวัตถุประสงค์อะไรสักอย่าง อาจทำให้การทำงานในสภาไม่สะดวก ตำรวจจึงต้องคอยดูแล เพื่อป้องกันความเสียหาย เมื่อถามว่า เกรงว่า ทหารจะออกมาปฏิวัติหรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ท่านก็ยืนยันมาหลายครั้งแล้ว คงไม่ต้องมาพูดอะไรกันอีก

ไม่ประกาศฉุกเฉิน-ยันทำงานต่อ

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นนายกฯจะแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร นายสมชายกล่าวว่า พยายามแก้ไขให้สถานการณ์สงบเรียบร้อย ตอนนี้ประสานงานอยู่กับฝ่ายที่มีหน้าที่ดูแลการแก้ไขต้องช่วยกันทุกฝ่าย

เมื่อถามว่า จำเป็นต้องประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ไม่มี ตอนนี้ยังไม่ได้ คิดอะไร การดูแลความสงบเรียบร้อยเป็นหน้าที่ ของตำรวจ เมื่อถามว่า ท่านจะรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร นายสมชายกล่าวว่า จะพิจารณาตามความเหมาะสม เมื่อถามย้ำว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจลาออก หรือยุบสภาใช่หรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ตนเข้ามาทำหน้าที่ตราบใดที่อยู่ในหน้าที่ไม่ว่าเวลาใดจะไม่ชะลอการทำงาน ส่วนการตัดสินใจจะทำในเวลาที่เหมาะสม

ด้าน พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ยังไม่จำเป็นที่ทหารจะต้องออกมา เพราะสถานการณ์ยังปกติ ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ไม่ได้เตรียมความพร้อมที่จะเสริมกำลังเข้ามาใน กทม. เพื่อดูแลสถานการณ์



ตร.เอาไม่อยู่-ปะทะทั้งวัน แก๊สน้ำตาถล่ม-บึ้ม-ยิง ตาย2บาดเจ็บกว่า300 "อนุพงษ์"ปฏิเสธปฏิวัติ
วันที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11169 มติชนรายวัน

รัฐบาลขอ 3 ผบ.เหล่าทัพส่งกำลังทหารคุมสถานการณ์ หลัง ตร.คุมสถานการณ์ไม่อยู่ เข้าสลายม็อบพันธมิตรจนมีคนตาย 2 เจ็บกว่าสามร้อย สาหัสถึงขั้นขาขาด "สมชาย"ตั้ง"ณัฐวุฒิ"โฆษก รบ. อ้างเสียใจเหตุที่เกิดขึ้น ต้องทำเพราะไม่ใช่ม็อบธรรมดา แต่เป็นกองกำลังติดอาวุธ ผู้ชุมนุมฉุน"บช.น." ตัดน้ำ บุกล้อมกรอบ ฉีดอุจจาระตอบโต้

" จิ๋ว"ถกตร.ก่อนสลายม็อบ

กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 500 นาย เข้าเคลียร์พื้นที่บริเวณถนนราชวิถี ด้านข้างรัฐสภา ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชา ธิปไตยชุมนุมปิดเส้นทางเข้าออกรัฐสภา เพื่อเปิดประตูปราสาทเทวฤทธิ์ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สามารถเข้าประชุมรัฐสภา เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดยปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 06.30 น. ของวันที่ 7 ตุลาคม

ก่อนหน้านั้น เวลา 23.00 น. วันที่ 6 ตุลาคม นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ฉุกเฉิน ที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว สนามบินดอนเมือง โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร.(มก.) พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. เข้าร่วมประชุมด้วย ภายหลังการประชุม รัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุมไม่ยอมตอบคำถามใดๆ กล่าวเพียงว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบเจรจาคลี่คลายสถานการณ์การชุมนุมพันธมิตร

ต่อมา เวลา 01.30 น. พล.อ.ชวลิตได้เดินทางมายังกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พร้อมด้วย พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ หรือเสธ.หมึก นายทหารคนสนิท พล.ต.อ.บุญฤทธิ์ รัตนพร อดีตรอง ผบ.ตร. เพื่อประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.พัชรวาท และรอง ผบ.ตร.(มก.) รอง ผบ.ตร.(มก.2) โดย พล.อ.ชวลิตปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ และเดินทางกลับเวลา 01.55 น.

เปิดทางให้ส.ส.-ส.ว.ประชุม

สำหรับปฏิบัติการสลายผู้ชุมนุมเพื่อเปิดทางให้ ส.ส.และ ส.ว.สามารถเข้าประชุมรัฐสภาได้นั้น ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาชนิดยิง ชนิดขว้าง และสเปรย์พริกไทย ยิงและขว้างใส่ผู้ชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมถอยร่นไปรวมตัวที่ถนนอู่ทองใน บริเวณหน้ารัฐสภา โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก บางรายถึงขาขาด อย่างไรก็ตาม หลังจากสามารถเคลียร์เส้นทางได้ บรรดา ส.ส. และ ส.ว. ก็ทยอยเดินทางเข้ารัฐสภาผ่านทางประตูปราสาทเทวฤทธิ์ ถนนราชวิถี โดยระหว่างนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ได้รวมตัวกันเดินทางมายังลานพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5 เพื่อมาร่วมสมทบกับผู้ชุมนุมที่ถนนอู่ทองใน แต่ถูกเจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตายิงสกัดไว้ ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจทุบทำลายป้อมตำรวจควบคุมสัญญาณจราจรบริเวณแยกวัดเบญจบพิตรฯ และรถจักรยานยนต์ของตำรวจ 2 คัน จากนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมเดินไปขว้างระเบิดปิงปองและระเบิดขวดใส่ตำรวจภายในวังปารุสกวัน ที่ตั้งของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ทางตำรวจยิงแก๊สน้ำตาตอบโต้ จนกลุ่มผู้ชุมนุมสลายไป

ต่อมา เวลาประมาณ 11.55 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้มาปิดล้อมถนนราชวิถีอีกครั้ง ทำให้ ส.ส. และ ส.ว.ที่เลิกประชุมสภาเวลา 13.00 น. ไม่สามารถออกจากสภาได้ เวลา 16.30 น. กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 900 นาย เข้าสลายผู้ชุมนุมอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการสลายม็อบช่วงบ่าย ได้มีหน่วยพยาบาลทหารหลายสิบนาย ติดป้ายที่แขนว่าสภากาชาดไทย พร้อมด้วยเปลสนาม เข้ามาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ รวมทั้งรถของมูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และรถพยาบาลจากโรงพยาบาลต่างๆ ทยอยเข้ามารับคนเจ็บออกจากพื้นที่อย่างไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่มีอาการตาแดง เคืองตา แสบตา จากฤทธิ์ของแก๊สน้ำตา บางรายถูกสะเก็ดประทัดยักษ์ถึงขั้นได้เลือด

ขาขาด1-หมอชี้เหตุจากระเบิด

นพ.ชัยวัน เจริญโชคทวี ผู้อำนวยการ รพ.วชิระ กล่าวว่า นายบัญชา บุญแก้ว อายุ 50 ปี ได้รับบาดเจ็บกระดูกเข่าขวาแหลกละเอียด เส้นเลือดดำและแดงขาด กล้ามเนื้อฉีกขาด เบื้องต้นแพทย์พยายามที่ให้การรักษาเพื่อคงขาเอาไว้ให้ถึงที่สุด

"ตั้งข้อสังเกตว่าลักษณะของบาดแผลของนายบัญชา เป็นบาดแผลที่ได้รับจากวัตถุระเบิด ที่บริเวณหลัง, ลูกตา, ช่องท้อง และเข่า ซึ่งถือว่ามีความรุนแรงมาก อำนาจการทำลายล้างรุนแรง บดขยี้สูงทำให้บาดแผลเละ และเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งไม่น่าจะเกิดจากแก๊สน้ำตา เพราะแผลจะไม่เละขนาดนี้ นอกจากนี้ มีผู้บาดเจ็บอีก 2 รายที่บริเวณช่องท้อง ซึ่งอยู่ในห้องผ่าตัดเล็ก" นพ.ชัยวันกล่าว

ขณะที่ นพ.ธันย์ สุภัทรพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ขอสงวนความเห็นถึงสาเหตุและชนิดของอาวุธที่ทำให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ

ม็อบเผยคว้าระเบิดปาคืนเกิดบึ้ม

นายมานิตย์ มกรกุลฑล แกนนำพันธมิตร จ.ปราจีนบุรี เผยว่า ได้นำชาว อ.ศรีมหาโพธิกว่า 30 คนไปร่วมชุมนุม ช่วงเวลา 06.00 น. ขณะเจ้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มพันธมิตร กระสุนแก๊สน้ำตาได้ตกลงบริเวณหน้านาย กฤษณศักดิ์ หนูเลิก อายุ 40 ปี ได้ใช้มือขวาคว้าลูกระเบิดแก๊สน้ำตาดังกล่าว เพื่อจะปาคืนกลับไปยังจุดที่ตำรวจยิงมา แต่โชคร้ายแก๊สน้ำตาระเบิดใส่มือแตก 5 นิ้ว สะเก็ดถูกตามแขนขาบาดเจ็บ ต้องรักษาพยาบาลตัวที่เต๊นท์พยาบาล

นาทีชีวิต - ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยร้องขอความช่วยเหลือ หลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ขา จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม พร้อมทั้งยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ บริเวณด้านข้างรัฐสภา ถนนราชวิถี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม

" เติ้ง"ฉุนไล่พธม.ยึดประเทศ

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมรัฐสภา ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมจนมีผู้บาดเจ็บ ว่า ไม่คิดว่าทำเกินกว่าเหตุ เพราะการปิดรัฐสภาเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เมื่อปิดทำเนียบรัฐบาลไปแล้ว จะมายึดรัฐสภาอีก มันไม่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็ต้องถูกยึดด้วย จะเอาอย่างนั้นหรือเปล่า

"ผมเกิดมาในชีวิตนี้ไม่เคยเจออะไรอย่างนี้เลย บอกตรงๆ ต้องยอมถอยกันบ้าง จะยึดทำเนียบ ก็ยึดไป ไม่ได้ว่าอะไร แต่ยึดสภาไม่ได้ ทำไม่ถูก" นายบรรหารกล่าว

ตร.ชี้พันธมิตรใช้สิทธิเกินรธน.

เวลา 09.00 น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) แถลงว่า ครม.เตรียมที่จะเข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก่อนที่จะบริหารราชการแผ่นดิน การที่กลุ่มพันธมิตรปิดล้อมถนนโดยรอบรัฐสภาและทางเข้าออก และประกาศชัดเจนว่าจะขัดขวางการประชุมรัฐสภา แปลว่า ขัดขวางการบริหารราชการแผ่นดิน ถือว่าเกินกรอบการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หากจะใช้สิทธิตรวจสอบต้องเปิดโอกาสให้รัฐบาลบริหารงานก่อน

"เมื่อคืนนี้ถึงขนาดว่าไปปิดกั้นทางเข้าแล้วไปขึงลวดหนามไปปิดกั้น เอายางรถยนต์ไปวาง เอาน้ำมันไปราด ในลักษณะเตรียมที่จะเผา และเพิ่งทราบว่า มีโชเฟอร์รถประจำทางไปแจ้งความที่ สน.นางเลิ้งถูกยึดรถประจำทางไป 2 คัน ไล่ผู้โดยสารลง และนำรถประจำทาง 2 คันไปปิดกั้นการจราจรขวางถนนที่แยกพาณิชย์ การกระทำตรงนี้ถือว่าเลยกรอบการใช้สิทธิทางรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน" รอง ผบช.น. ระบุ

ปัดแก๊สน้ำตาทำคนขาขาด

พล.ต.ต.อำนวยกล่าวถึงการที่ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม เนื่องจากมีความจำเป็นต้องเปิดเส้นทางให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปประชุมในรัฐสภาให้ได้ จะทำเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น อาจมีผู้ได้รับบาดเจ็บบ้าง แต่แก๊สน้ำตาก็เป็นเครื่องมือควบคุมฝูงชนที่เป็นมาตรฐานสากลในการควบคุมฝูงชนที่ใช้กันทั่วโลก ไม่ใช่อาวุธที่จะใช้ทำลายประหัตประหาร จะได้รับบาดเจ็บบ้างนั้น อำนาจของมันก็มีแค่ระคายเคือง หรืออาจหกล้ม เบียดทับระหว่างวิ่งบ้างเท่านั้น พื้นถนนลื่นอาจล้มถลอกบ้างเท่านั้น

เมื่อถามว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมอ้างว่ามีการใช้กระสุนยาง กับระเบิด และเศษแก้วต่างๆ พล.ต.ต.อำนวยกล่าวว่า ไม่มี ใช้แค่แก๊สน้ำตา ส่วนที่บอกว่ามีคนขาขาด ไม่ชัดเจน เพราะ แก๊สน้ำตาไม่รุนแรงขนาดนั้น มีแค่การระคายเคืองใช้น้ำล้างหน้าก็หาย อาจจะหกล้มหรือวิ่งไล่ทับ ล้มทับกัน เพราะมีการเอาน้ำมันราด เมื่อฝูงชนแตกตื่นก็อาจวิ่งทับกันเอง

พล.ต.ต.อำนวยกล่าวว่า ในทางลับมีการเจรจากันกับกลุ่มพันธมิตรทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย พยายามแก้ปัญหาอยู่ แต่จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาก่อนที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จะเดินมาให้จับ ต้องใช้คำว่าเดินมาให้จับ ส่วนวัตถุประสงค์ของการเดินมาให้จับมีวัตถุประสงค์อะไรนั้น ตนคงไม่ตอบแทน ไปคิดเอาเอง เพราะหลังจากเดินมาให้จับก็มีม็อบขึ้นมา จริงๆ ถ้าไม่มีการเดินมาให้จับกุม กลุ่มพันธมิตรก็เริ่มเข้าใจ และเริ่มน้อยลงตามลำดับ

พธม.ระดมม็อบต่างจังหวัด

สำหรับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุมที่บริเวณรับสภา ผู้ชุมนุมภายในทำเนียบได้โห่ร้องแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง ขณะที่พิธีกรบนเวทีได้กล่าวปลุกระดมมวลชนลุกขึ้นสู้ ทำให้กลุ่มพันธมิตรในจังหวัดต่างๆ ระดมอาสาสมัคร พร้อมทั้งขนเสบียงและน้ำดื่มทยอยเดินทางมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ หลายจังหวัด อาทิ จ.ปราจีนบุรี, สระแก้ว, จันทบุรี, ตราด, พระนครศรีอยุธยา, อ่างทอง, นครสวรรค์, กำแพงเพชร, พะเยา, ขอนแก่น, อุดรธานี, สุรินทร์ รวมทั้งพันธมิตร 14 จังหวัดภาคใต้

นอกจากนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ได้ขึ้นเวทีเรียกร้องให้สภาพแรงงานทุกแห่งหยุดงานและตัดน้ำตัดไฟที่รัฐสภา เพราะเห็นได้ชัดว่าตำรวจรังแกประชาชน

ชี้"แม้ว"เบื้องหลังสลายม็อบ

นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตร ให้สัมภาษณ์ว่า การสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภานั้น เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เบื้องหลัง ต้องการสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อเป็นข้ออ้างในการลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศอังกฤษ และได้รับราย งานว่า การเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภานั้น มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดเกือบ 100 คน ผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสจนขาขาดมี 1 คน คือ นายธัญญะ คุณแก้ว ดังนั้น สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าไม่ได้ใช้ความรุนแรงนั้นไม่เป็นความจริง เพราะแพทย์ยืนยันว่าบาดแผลเกิดจากสะเก็ดระเบิด

" พัลลภ"แฉ"จำลอง"ฟื้นพฤษภาทมิฬ

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน และเพื่อนร่วมรุ่น จปร. 7 กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร กล่าวถึงการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่หน้าอาคารรัฐสภารุนแรง ทำให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตว่า เป็นแผนของ พล.ต.จำลอง เขาเตรียมไว้ เมื่อ พล.ต.จำลองถูกจับเขาก็ให้คนเข้ามาในกรุงเทพฯ และเข้ามายึดรัฐสภา เขา พยายามสร้างสถานการณ์ให้เหมือนเหตุพฤษภาทมิฬ คือ เมื่อ พล.ต.จำลองถูกจับ สถานการณ์ก็รุนแรงขึ้น แต่ขณะนี้ไม่มีคนนำ ทำให้เหตุการณ์ไม่จบแบบนั้น สมัยนั้นมีตนและ พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ เพื่อนร่วมรุ่นเขาเล่นด้วยเป็นผู้นำ แต่วันนี้ไม่มีคนทำต่อเนื่องทำแล้วหยุด

ถามว่า หลังเหตุการณ์สลายชุมนุม พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ทำให้ถูกสงสัยว่ามีส่วนรู้เห็นกับแผน พล.ต.จำลอง หรือไม่ พล.อ.พัลลภกล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกัน เพราะเดิม พล.อ.ชวลิตจะ เจอกับ พล.ต.จำลอง หลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบาย แต่เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้ทุกอย่างก็จบ ทั้งนี้ พล.อ.อ.ชวลิต คงลาออกเพราะต้องการแสดงความรับผิดชอบ เพราะเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของพันธมิตร

ล้อมกรอบ"บช.น."-ตาย1

เวลา 14.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่มชายแต่งกายในชุดทหาร สวมเสื้อแจ๊คเก็ตสีชมพูคลุม ขับรถจักรยานยนต์ ตระเวนไปรอบ บช.น. และจุดใกล้เคียง ก่อนใช้ประแจตัวใหญ่หมุนและดึงวาวล์น้ำประปาบริเวณโดยรอบ ทำให้น้ำประปาใน บช.น.หยุดไหลทันที โดยตำรวจไม่สามารถจับกุมได้ทัน นอกจากนี้ พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ รอง ผบช.น.ได้สั่งการให้ตำรวจเตรียมขดลวดหนามจำนวนหลายวง มาวางไว้ที่ประตูด้านหน้าและด้านหลัง บช.น. เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ ภายหลังมีข่าวว่ากลุ่มพันธมิตร อาจจะบุกเข้ามาปิดล้อม บช.น. ทำให้สถาน การณ์ใน บช.น. ทั้งตำรวจและผู้สื่อข่าวค่อนข้างตึงเครียด

เวลาประมาณ 18.00 น. ที่สี่แยกหน้า ลานพระบรมรูปทรงม้า ได้มีการระดมผู้ชุมนุมจำนวนมากมาตรึงกำลัง และมีทีท่าว่าจะบุกเข้าไปยึด บช.น. ทำให้มีการนำแผงลวดหนามมากั้นหน้า บช.น. และเกิดการประจันหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมกับกำลังตำรวจนครบาล และ ตชด.ที่ประจำการรักษาความปลอดภัยหน้า บช.น. จากนั้นมีกลุ่มพันธมิตรที่สลายตัวจากบริเวณหน้ารัฐสภา ส่วนหนึ่งมาสมทบกับผู้ชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าและหน้า บช.น. รวมแล้วกว่า 5,000 คน และเกิดปะทะกันจนมีหญิงอายุประมาณ 25 ปี ในกลุ่มผู้ชุมนุมตาย 1 ราย

รองผบช.น.ยันไม่ให้บุก

เวลา 19.15 น. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. กล่าวภายหลังเข้าตรวจสอบเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะจะบุกเข้ามาที่ บช.น. ว่า เป้าหมายของกลุ่มพันธมิตร อยู่ที่ บช.น. เนื่องจากคิดว่าคงเป็นศูนย์กลางในการ ควบคุม โดยจะรักษาสถานที่เต็มที่ ไม่ตี ไม่ทำร้ายประชาชน แต่ถ้ามาก็ต้องหยุดโดยใช้แก๊สน้ำตา

เมื่อถามว่า ถึงขณะนี้ตำรวจต้องให้ทหารเข้ามาช่วยหรือไม่ ผบช.น.กล่าวว่า ถ้าไม่ช่วยก็เหนื่อย

ต่อมาเวลา 19.35 น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. แถลงว่า เหตุวุ่นวายทำให้ตำรวจที่รักษาการหน้ารัฐสภา ถูกยิงเจ็บ 4 นาย ทั้งหมดเป็นตำรวจของกองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (บก.ตปพ.) ส่วนที่มีผู้ชุมนุมมาที่หน้า บช.น.นั้น ยืนยันว่าจะไม่ให้บุกเข้ามาแน่ เพราะหากดูแลไม่ได้ ตำรวจทั้งประเทศคงหมดความชอบธรรม นอกจากนี้ ยังสันนิษฐานว่า อาวุธปืนที่ยิงตำรวจมีลักษณะเป็นชุดๆ ซึ่งเชื่อได้ว่าที่พันธ มิตรบุกทำเนียบรัฐบาล ปืนกลของตำรวจสันติบาลที่ไว้รักษาความปลอดภัย หายไปกว่า 10 กระบอก อาจเป็นไปได้ว่าถูกใช้ก่อเหตุครั้งนี้ และต้องระวังมือที่ 3

ตั้ง"ณัฐวุฒิ"โฆษกรัฐบาล

เวลา 17.50 น. นายสมชายเดินทางถึงห้องรับรองพิเศษระหว่างประเทศ สนามบินดอนเมือง เพื่อติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร โดยนายสมชายได้ให้เจ้าหน้าที่โทรศัพท์ตามนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรองโฆษกประจำ สำนักนายกฯ เข้าพบเวลา 19.00 น.

ต่อมาเวลา 20.00 น. นายณัฐวุฒิแถลงว่า นายสมชายได้แต่งตั้งให้เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีผลและให้ปฏิบัติหน้าที่ทันที เพื่อชี้แจงเรื่องต่างๆ รวมถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลกังวลเป็นอย่างยิ่ง ที่มีการบาดเจ็บและสูญเสียของประชาชน ทั้งที่ความแตกต่างทางความคิดไม่น่าเลยเถิด แต่รัฐบาลพยายามทำอย่างดีที่สุด ที่จะใช้สันติวิธี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้า เป็นเพราะตำรวจพยายามเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมแถลงนโยบายของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ต้องการสลายการชุมนุมตามที่หลายฝ่ายกล่าวหา

ขอทหารช่วย-อ้างม็อบจะบึ้ม

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลพยายามอยู่ในขณะนี้คือการควบคุมสถานการณ์ให้เรียบร้อยโดยใช้กำลังตำรวจเป็นหลัก และมีกำลังทหารเข้าไปเสริม

"นายกฯเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ใช้หลักสันติวิธีและนุ่มนวล แต่เนื่องจากที่ผ่านมามีการปลุกระดมและยั่วยุมายาวนาน รวมทั้งขณะนี้มีความพยายามสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น แต่เราก็หวังว่า หากผ่านคืนนี้ไป ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น และทุกฝ่ายก็คงพร้อมสำหรับการเจรจาและพูดคุย สิ่งที่เกิดขึ้น รัฐบาลไม่ได้ตั้งใจให้เกิด แต่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้มาตรการที่เป็นมาตรฐานสากลเข้ามาควบคุมสถานการณ์ เพราะขณะนี้กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนไม่ได้มีลักษณะของผู้ชุมนุม แต่มีลักษณะกองกำลังติดอาวุธที่พยายามบุกรุกเข้าไปยังสถานที่ราชการ ขณะนี้เราได้รวบรวมหลักฐานเป็นภาพที่เผยแพร่จากสื่อมวลชน ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธและระเบิดปิงปอง อย่างชัดเจน ล่าสุด ได้รับรายงานว่า ในช่วงคืนนี้จะมีการสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายในพื้นที่ กทม.หลายจุด โดยเเฉพาะการระเบิดบางจุด เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบและป้องกันอย่างเต็มที่" นายณัฐวุฒิกล่าว

เมื่อถามว่า นายกฯได้หารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพในช่วงบ่ายอย่างไรบ้าง นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เบื้องต้นทางกองทัพได้ส่งกำลังหทาร 5 กองร้อย เพื่อร่วมควบคุมสถานการณ์ แต่ไม่ใช่ส่งสัญญาณว่าจะใช้ความรุนแรง เพราะหวังว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นคืนนี้ไปจนเข้าสู่ภาวะสงบนิ่ง เพื่อเข้าสู่บรรยากาศการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า นายกฯปักหลักที่นี่เนื่อง จากต้องการติดตามสถานการณ์การชุมนุม นายกฯมีความรู้สึกกังวลและไม่สบายใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รบ.ขอ3เหล่าทัพคุมความสงบ

เวลา 18.30 น. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกของกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ ว่า รัฐบาลโดยตำรวจได้ร้องขอกำลังทหารจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เพื่อเข้ามาควบคุมความสงบในสถานที่ราชการ และสถานที่สำคัญ ต่างๆ ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ "กองร้อยรักษาความสงบเรียบร้อย"

"ทหารจะไม่มีการนำอาวุธออกไปรักษาความสงบในพื้นที่ต่างๆ และจะไม่เข้าไปสลายการชุมนุม ซึ่งเรื่องนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ย้ำว่า ทหารจะไม่มีอาวุธออกไปอย่างแน่นอน ส่วนการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบนั้น ทางกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศได้วางแผนเรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มปฏิบัติการทันที กองทัพรับประกันว่า จะไม่ใช้ความรุนแรง และยืนยันว่า ทหารจะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารอย่างแน่นอน" โฆษกกองทัพบกกล่าว

ผบ.ทบ.ไม่ปว.-ส่งทหารคุม

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถาน การณ์ร่วม (คตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรว่า ในเวลา 19.00 น. ที่ผ่านมา ได้ประสานงานไปยัง พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงษ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อขอให้จัดส่งทหารเข้าไปช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมสถานการณ์ เพราะไม่ต้องการให้เหตุ การณ์บานปลาย ซึ่งการอออกไปควบคุมสถาน การณ์ของทหารในครั้งนี้ จะไม่ใช้ความรุนแรง และจะใช้เพียงโล่และกระบอกเท่านั้น

"การส่งทหารออกไปไม่ได้ออกไปทำการปฏิวัติ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกตกใจ หรือหวาดวิตกกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะถึงอย่างไรทหารจะไม่ทำการปฏิวัติอย่างแน่นอน การทำปฏิวัติ ไม่ได้ส่งผลดีกับชาติบ้านเมือง การทำปฏิวัติไปแล้วก็ไม่ได้อะไร การทำการปฏิวัตินั้นไม่ยาก แต่การที่จะทำให้บ้านเมืองอยู่ได้หลังการปฏิวัตินั้น เป็นสิ่งที่ยากกว่า ดังนั้น เหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่บ่งบอกให้รู้ว่า การปฏิวัติไม่ส่งผลดีอะไรเลยต่อชาติบ้านเมือง" พล.อ.อนุพงษ์กล่าว

ขนกำลังคุมเข้ม"วังสวนจิตร"

เวลา 18.30 น. พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 สั่งการให้ พ.อ.สุชาติ พรมใหม่ ผู้บังคับกองพันมณฑลทหารบกที่ 11 และ พ.ท.พลศักดิ์ ศรีเพ็ญ ผู้บังคับกองพันที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 (มหาดเล็ก) รักษาพระองค์ นำกำลังทหารกองร้อยปราบจลาจล 4 กองร้อย นั่งรถบรรทุกยีเอ็มซี 8 คัน มาบริเวณกองทัพภาคที่ 1 เพื่อเตรียมพร้อม

พล.ท.คณิตกล่าวว่า นำกำลังเพื่อรักษาพื้นที่ใกล้เคียง พื้นที่รอบวังสวนจิตร และสถานที่ราชการสำคัญต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เพราะเกรงว่า อาจจะมีมือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน

เวลา 19.30 น. กองทัพภาคที่ 1 ได้ส่งกำลังทหารมณฑลทหารบกที่ 11 จำนวน 1 กองร้อยมายังกองบัญชาการกองทัพบก เพื่อรักษาพื้นที่บริเวณด้านหน้ากองทัพบก และเตรียมป้องกันไม่ให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จากสนามหลวงเดินทางมาปะทะกับกลุ่มพันธมิตร โดยทหารกองร้อยนี้มีการผูกริบบิ้นสีขาวที่แขนขวา เพื่อป้องกันกลุ่มมือที่สามเข้ามาปะปน ส่วนที่แยกราชวิถี ตรงหัวถนนราชวิถี มีทหารจาก ม.พัน. 4 รอ. จำนวน 2 กองร้อย พร้อมโล่มาประจำการอยู่ โดยจุดนี้อยู่ห่างจากรัฐสภาราว 500 เมตร

@ จัดรดน้ำศพสาวพธม.ที่ทำเนียบ

เวลา 23.30 น. นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตร ได้ขึ้นเวทีปราศรัย กล่าวว่า ได้ติดต่อบิดา น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม เพื่อ ที่จะนำศพ น.ส.อังคณามาประกอบพิธีรดน้ำศพ ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งบิดา น.ส.อังคณาไม่ขัดข้อง




ชาวจุฬาฯ นับพันแต่งดำบุกพารากอน ประท้วงตำรวจชั่วฆ่าประชาชน
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 ตุลาคม 2551 10:36 น.

คณาจารย์จุฬาฯ -แพทย์-ปชช.นับพันคนแต่งชุดดำรวมตัวกันที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ 2 รัชกาล ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังสยามพารากอนเพื่อประณามพฤติกรรมของตำรวจในการสลายการชุมนุม

วันนี้ (9 ต.ค.) ในช่วงเวลาประมาณ 09.00 น. คณาจารย์ บุคลากรทางการแพทย์ นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศิษย์เก่า นิสิต นิสิตแพทย์ สภาคณาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวทยาลัย รวมทั้งประชาชนทั่วไปได้นัดรวมตัวกว่า 2,000 คน แต่งชุดดำที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ 2 รัชกาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีประชาชน ศิษย์เก่า อาจารย์ นิสิต แพทย์แต่งดำ ขาว เดินทางเข้ามาร่วมอย่างต่อเนื่อง และนัดหมายกันว่าในเวลา 10.00 น.จะเคลื่อนขบวนไปยังพารากอนเพื่ออ่านแถลงการณ์

แต่ในเวลา 09.50 น. มีประชาชนในกลุ่มตะโกนว่ามีตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามา 3 คนเข้ามา จึงเกิดการฮือไล่ เกิดเหตุโกลาหลเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม จาการสอบถามข้อมูลพบว่าตำรวจเหล่านั้นจะเข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัยและจะเข้ามาอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนบางส่วนขวัญเสียเล็กน้อย จากนั้นก็ได้ทำพิธีถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ต่อมาในเวลา 10.15 น.ได้มีการเคลื่อนขบวนจากลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ 2 รัชกาล ออกทางประตูด้านคณะรัฐศาสตร์ เพื่อที่จะเคลื่อนขบวนไปทางมาบุญครอง ถึงสยามพารากอน โดยก่อนมีการเคลื่อนขบวน มีกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ นักวิชาการ ศิษย์ปัจจุบันร่วมกันร้องเพลงจามจุรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างเคลื่อนขบวนมีกลุ่ม นปช.ดักรออยู่หน้า สตช. ซึ่งแกนนำก็ได้ประกาศให้ประชาชนเดินทางด้วยความระมัดระวังด้วย

ในเวลาประมาณ 10.45 น.ขบวนได้เคลื่อนมาถึงยังสยามเซ็นเตอร์ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรอำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่ ซึ่งในระหว่างเดินขบวนได้มีการตะโกนคำว่า “ ออกไป” เป็นระยะ แต่ทางผู้ประสานงานของกลุ่มได้ขอร้องไม่ให้มีการใช้เสียงเนื่องจากต้องการให้ขบวนเป็นไปด้วยความสงบ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการเคลื่อนขบวนครั้งนี้มีการถือป้ายข้อความต่างๆ เพื่อประณามการกระทำของรัฐบาลและตำรวจจำนวนมาก เช่น กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ และนักวิชาการขอประณามรัฐบาลที่ใช้ความรุนแรงเข่นฆ่าประชาชน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการถือป้ายข้อความว่า สมชาย Getout, สมชาย ไอ้ฆาตกร, รัฐบาลชั่วออกไปได้แล้ว

จากนั้นเมื่อเวลา 11.00 น. นายสุทธิพงศ์ สุทธินราพรรณ ตัวแทนกลุ่มจุฬาฯ รับใช้ประชาชน ร่วมกับ กลุ่มจามจุรีรักชาติได้อ่านแลงการณ์ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่ออ่านจบได้มีการร้องเพลงสดุดีมหาราชา และเพลง สรรเสริญพระบารมี ดังกึกก้องทั่วทั้งบริเวณสยามพารากอน จากนั้นในเวลา 11.20 น. ได้แยกย้ายกันกลับพร้อมทั้งยกเลิกการเดินทางไปยังหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากเกรงจะเกิดการปะทะกับกลุ่มนปช.เพราะก่อนหน้านี้ทางกลุ่ม นปช.ได้เดินทางเข้าให้กำลังใจตำรวจ

สำหรับเนื้อหาของแถลงการณ์กลุ่มจุฬาฯ รับใช้ประชาชน ร่วมกับกลุ่มจามจุรีรักชาติมีดังนี้

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิต ความทุพลภาพ และบาดเจ็บร่วม 400 ราย อันเป็นวิธีปฏิบัติต่อประชาชนที่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมและประชาคมโลก และเป้นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นวุฒิภาวะ ความสามารถในการคิดจัดการปัญหา รวมถึงศิลธรรมจรรยาของผู้นำประเทศ และเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษร์

ในนามของคณาจารย์ นิสิต เจ้าหน้าที่ และบุคลากรของจุฬาฯ รวมทั้งประชาชน กลุ่มจุฬาฯ รับใช้ประชาชน ของแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประชาชน เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ทหาร ตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ ทางกลุ่มจึงขอเรียกร้องดังต่อไปนี้

1.ขอให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนรง หรือยั่งยุให้เกิดการเผชิญหน้าโดยทันที

2.เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องยุติการใช้อาวุธ โดยเฉพาะอาวุธทำลายล้างสูงในการปราบประชาชนผู้บริสุทธิ์

3. คณะรัฐมนตรีในฐานะผู้สั่งการและตำรวจซึ่งเป็นผู้ก่อให้เเกิดความรุนแรงและความสูญเสียต่อประชาชนต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ ในครั้งนี้ด้วยความจริงใจในทันที

4.รัฐสภาต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้นบริเวณรัฐสภา

5.ต้องมีการตั้งคณะกรรมการอิสระที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายมาดำเนินการสอบสวน เพื่อนำผู้สั่งการ และผู้กระทำความผิดดังกล่าวมารับโทษโดยเร็ว

6.ตำรวจซึ่งเป็ฯผู้ทำร้ายปชช. จนถึงแก่ชีวิต ทุพลภาพ ได้รับบาดเจ็บต้องถูกดำเนินการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาดทันที เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำนึกผิดชอบ อันสมกับเป็นผู้พิทักษิสันติราษฏร์

7.ขอให้สื่อมวลชนนำเสนอข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ต่างๆ และวางตัวเป็นกลางโดยไม่ใช้อคติ ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช้คำพูด หรือการนำเสนอชี้นำ ชักจูงให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และไม่นำเสนอข้อมูลด้านเดียว เพราะปัจจุบันการนำเสนอข่าวของสื่อถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายวิกฤตของประเทศ

8.ขอแสดงความขอบคุณต่อเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุข ที่ช่วยเหลือปประชาชนอย่างเต็มความสามารถ และขอให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้ขอเชิญชวนประชาชน ข้าราชการ และพนักงานของรัฐร่วมกันแต่งกายไว้ทุกข์เป็นเวลา 7 วัน เพื่อไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตและเหตุการณ์ความรุนแรงอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นครั้งนี้



แพทย์เผยแผลคนเจ็บมีเขม่าดินปืน อดีตนิติวิทย์ฯ เผย ตร.จงใจใช้แก๊สน้ำตาระเบิดได้ใส่ ปชช.

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 ตุลาคม 2551 12:42 น.

แพทย์ผู้รับผิดชอบรักษาผู้บาดเจ็บเหยื่อตำรวจคลั่งเผยภาพฟ้องโลก แผลฉกรรจ์ บางรายถึงตัดขา ระบุบางรายโดยสะเก็ดระเบิด บางแผลใหญ่ชนิดตัดเนื้อท่อนขาไปครึ่งหนึ่ง หลายแผลมีรอยไหม้และมีเขม่าดินปืนติดอยู่รอบแผล เผยน่าจะไม่ใช่แค่แก๊ซน้ำตา แต่น่าจะเป็นอาวุธที่รุนแรงกว่านั้น “ พล.อ.ปานเทพ” ระบุตำรวจขนอาวุธสงครามไล่ฆ่าประชาชน มีทั้ง M- 79 ลูกซอง กระสุนยาง ระเบิดควัน ด้านอดีตดีเอสไอเผยตำรวจเลือกใช้ระเบิดควันจีนชนิดระเบิดได้ใส่ประชาชน

วันนี้ (9 ตุลาคม) เมื่อเวลา 08.30 น.ที่ห้องบรรยายพาหุรัด อาคารสิรินธร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แพทย์จากสถาบันต่างๆ ที่รับผิดชอบดูแลรักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของตำรวจ ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงข้อเท็จจริงและจัดเสวนาเชิงวิชาการเกี่ยวกับรูปแบบของบาดแผลและอาวุธที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

นายแพทย์อัจฉริยะ สาโรวาทย์ จากโรงพยาบาลรามาธิบดี หนึ่งในทีมแพทย์ที่ดูแลคนไข้ เปิดเผยว่า คณะแพทย์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดังกล่าวได้ให้การดูแลรักษาผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่และดีที่สุด โดยในเหตุการณ์การปะทะเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมาก เป็นเหตุการณ์ที่คณะแพทย์สะเทือนใจที่สุดตั้งแต่ได้ทำการรักษามา อีกทั้งยังเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก วชิรพยาบาลอยู่ใกล้ที่สุดจึงรับผู้ป่วยมากที่สุด ขณะที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ซึ่งอยู่ไกลออกมายังมีผู้บาดเจ็บส่งมาทำการรักษาถึง 10 ราย

จากสถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าว คณะแพทย์ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในเดือนที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลรามาธิบดีได้มีการรับรักษาอาการผู้บาดเจ็บทั้งฝ่ายตำรวจและพันธมิตรฯ ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่พบคือมีผู้ป่วยรายหนึ่งลำไส้ฉีกขาด และพบลูกกระสุนในบาดแผล เห็นได้ชัดว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องธรรมดา

ต่อมาหลังจากนั้นก็เกิดเหตุวิวาทกันบริเวณสะพานมัฆวาน มีผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลลักษณะบาดแผลเป็นรู จึงทำการตรวจพบว่ามีความลึกที่สามารถสอดกรรไกรแพทย์เข้าไปได้จนสุด พบเศษกระสุนยางจากบาดแผล และความรุนแรงนี้ก็ยังมีอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ที่การปะทะรุนแรงถึงขึ้นมาผู้บาดเจ็บนับร้อยและมีผู้เสียชีวิต

“ กรณีของคนที่ขาขาดเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดจากแก๊สน้ำตา เพราะบาดแผลมีความรุนแรงมาก และในบาดแผลมีคราบเขม่าสีดำปนเปื้อนอยูด้วย แผลชนิดนี้คงไม่ใช่เกิดจากการถูกตีหรือถูกทำร้ายด้วยอาวุธธรรมดา ส่วนกรณีผู้ป่วยที่นิ้วเท้าขาดอยู่ระหว่างการรักษา ซึ่งเจ้าตัวกำลังใจดีมาก แม้ขณะนี้แผลยังปิดไม่ได้ และคาดว่าต้องรับการผ่าตัดหลายครั้ง”

นอกจากนี้ นายแพทย์อัจฉริยะได้นำภาพถ่ายของผู้บาดเจ็บที่มารักษายังโรงบาลรามาธิบดี เปิดเผยแต่อสื่อมวลชน ซึ่งภาพดังกล่าวมีทั้งภาพการผ่าตัดในรายที่บาดเจ็บสาหัส ภาพพยาบาลที่เข้ารับการผ่าตัดเนื่องจากได้รับสะเก็ดระเบิดทั้งหลังขณะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ชุมนุมในสถานที่เกิดเหตุ ภาพขาของของผู้บาดเจ็บที่ถูกอาวุธไม่ทราบชนิดจนเท้าแหลก ภาพผู้บาดเจ็บจากอาวุธไม่ทราบชนิดจนเนื้อบริเวณต้นขาหายไปเกือบครึ่ง ภาพขาของของผู้บาดเจ็บที่ถูกอาวุธไม่ทราบชนิดจนหน้าแข้งแตก กระดูกโผล่ออกมา ภาพผู้บาดเจ็บจากกระสุนยางที่ถูกยิงจนฝังลึกเข้าไปในผิวหนัง ภาพเด็กหญิงอายุราว 14-15 ปีที่นอนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาล ภาพผู้บาดเจ็บที่ได้รับแรงอัดกระแทบกระแทกบริเวณหน้า และภาพของน้องโบว์ที่ได้รับแผลฉกรรจ์บริเวณหน้าอก กินพื้นที่ไปจนถึงท้องแขนซ้าย เสื้อชั้นนอกและชั้นในไหม้ไปตามรูปของรอยแผล กระดูกซี่โครงซ้ายหักทั้งหมด ปอดและหัวใจทะลุ ม้ามฉีก แก้วหูซ้ายฉีก เท้ามีรอยแผลฉีก ส่วนแขนจากแผลใหญ่มีรอยไหม้เป็นเส้นยาวลากได้เป็นรูปสามเหลี่ยม

“ สำหรับผู้ป่วยที่นิ้วเท้าขาด ขณะนี้ยังปิดแผลไม่ได้ และคาดว่าต้องผ่าตัดอีกหลายครั้งว่าจะกลับไปใช้ชีวิตได้กลับเคียงกับก่อนได้รับบาดเจ็บ แต่ผู้บาดเจ็บทุกท่านกำลังใจดีมาก ด้วยเพราะทั้งเจตนารมณ์และผู้ที่มาเยี่ยมให้กำลังใจ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่มีการเสวนาและเปิดให้มีการสอบถาม พล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนรานุบาล ก็ได้ลุกขึ้นพูดว่า “ ผู้ที่ดูเอเอสทีวีคงเคยเห็นหน้าผม พวกที่ไม่เคยดูผมคิดว่าควรจะเริ่มต้นดูได้แล้ว ผมอยู่ในสนามมาหลายปี ผมชินกับบาดแผลจากสงคราม เวลามีคนบาดเจ็บ ผมมักจะไปรับด้วยตัวเองทางเฮลิคอปเตอร์และผมมักจะตามเข้าไปถึงห้องผ่าตัดด้วย

ผมไม่เคยพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างนี้ ไม่ว่าผมจะเห็นทหารหรือตำรวจได้รับบาดเจ็บ แต่ในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจมาก ในขณะนั้นผมอยู่ในรถเอเอสทีวี และเห็นภาพตำรวจในกองบัญชาการตำรวจนครบาลยิงกระหน่ำใส่ประชาชนที่กำลังเดินกลับจากรัฐสภา โดยไม่ได้มีอาการคุกคามเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังคงยิงใส่ประชาชนอย่างเมามัน ผมชินกับเสียงระเบิด เสียงปืน และแก๊สน้ำตา ถ้าเป็นแก๊สน้ำตา ลักษณะเสียงจะดังป๊อง และฟุ่บ มีควันออกมา แต่ถ้าเป็นระเบิด M- 79 มันจะดังป๊องแล้วบึ้ม ผมนั่งอยู่ในรถเอเอสทีวีมีลูกหนึ่งถูกยิงออกมาความรุนแรงตัดกิ่งไม่ขาด ยืนยันว่าไม่ใช่แก๊สน้ำตาแน่นอน” พล.อ.ปานเทพ กล่าว และว่า

“ จากภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์จะพบว่า มีอาวุธนานาชนิด ทั้งปืน กระสุนยาง แก๊สน้ำตา และก็มี M- 79 รวมถึงมีปืนลูกซองด้วย ผมไม่ชินกับปืนลูกซอง แต่เข้าใจว่าจะเป็นลูกซอง 5 นัด ลักษณะของกระสุนลูกซองจะมีเม็ดข้างใน มีชนิด 5 เม็ด 7 เม็ด และกระสุนลูกปราย ที่เห็นในภาพยนตร์ การใช้ปืนชนิดนี้ยิงคนในระยะใกล้จะทำให้ท้องโหว่ได้เลย”

นอกจากนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ปานเทพ ได้ฝากถึงหมอผ่าตัดด้วยว่า ให้หมอทำการสังเกตว่าได้กลิ่นแก๊สน้ำตาจากตัวคนไข้หรือไม่ เพราะแก๊สน้ำตาจะมีกลิ่นติดทนมาก ถ้ารักษาไปแล้วไม่ได้กลิ่นก็คือบาดแผลที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากแก๊สน้ำตา

ด้านนพ.รัฐพลี ภาคอรรถ จากโรงพยาบาลจุฬาฯ เปิดเผยว่า จากการตรวจรักษาผู้บาดเจ็บ พบเขม่าดินปืน และเศษสะเก็ดยางจากระเบิดฝังอยู่ในบาดแผลของผู้บาดเจ็บด้วย และได้ลงความเห็นว่าบาดแผลของผู้บาดเจ็บไม่น่าจะเกิดจากการใช้แก๊สน้ำตา แต่น่าจะเกิดจากอาวุธหนักที่มีอานุภาพการทำลายร้ายแรงกว่านั้น เนื่องจากบาดแผลฉกรรจ์และรุนแรงมาก พร้อมกันนี้ยังได้ฝากคำแนะนำการดูแลรักษาชีวิตของผู้ที่อยู่ในพื้นที่การปะทะว่า

“ ในความเห็นของทุกคนจะเห็นว่าควรนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ซึ่งก็เป็นวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสม แต่ในบางกรณีฉุกเฉิน เวลาไม่กี่นาทีที่รอนำส่งโรงพยาบาลอาจไม่พอและสายเกินไป การปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมาก เพราะหากเราอยู่ในที่เกิดเหตุ นอกจากต้องระวังตัวเองแล้ว เมื่อเกิดเหตุผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้ๆ ได้รับบาดเจ็บ เราย่อมไม่ปล่อยให้ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งในพื้นที่นั้นอุปกรณ์การช่วยชีวิตย่อมจำกัด ดังนั้นควรสังเกตและประยุกต์สิ่งที่มีอยู่ในตัวนำไปปฐมพยาบาลเบื้องต้น”

นพ.รัฐพลี แนะนำอุปกรณ์ที่พอจะใช้เป็นเครื่องปฐมพยาบาลฉุกเฉิน ได้แก่ ปากกา มีดพับ คัตเตอร์ เชือก เข็มขัด เสื้อผ้า ถุงพลาสติก นิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ต่างๆ พลาสเตอร์พันสายไฟในรถยนต์ กระดาษกาว หรือพลาสเตอร์อื่นๆ กิ่งไม้ ท่อนไม้ ประแจ ที่สามารถช่วยห้ามเลือด ขันชะเนาะกระดูก ตัดเสื้อผ้าบริเวณบาดแผล ซึ่งเป็นการพยาบาลในเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาล ส่วนการดูแลตัวเองก่อนเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงนั้น ควรสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เพื่อป้องกันผิวหนัง ควรพกหน้ากาก น้ำเกลือ ยาหยอดตา ยาชา สำหรับยาชาจะใช้เมื่อโดนแก๊ซน้ำตาแล้วแสบจนลืมตาไม่ได้ จำเป็นต้องหยอดเพื่อให้ลืมตาได้เพราะในพื้นที่เสี่ยงจะอันตรายมากหากลืมตาไม่ได้

ด้านพล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักวิทยาศาสตร์ตำรวจ ปรมาจารย์ด้านปืนและอาวุธ ระบุว่า ระเบิดควันที่ใช้กันอยู่มีของ 2 ประเทศ คือ จากจีน และอเมริกา ระเบิดควันของอเมริกาจะมีแค่เสียงฟู่เวลาตกกระทบแล้วปล่อยควันออกมา แต่ระเบิดควันของจีนเป็นแบบปล่อยทั้งควันและเกิดระเบิดได้เมื่อถูกกระทบ ซึ่งสถานการณ์และภาพที่ทุกคนได้เห็นก็ชัดแล้วว่า ตำรวจจงใจเลือกระเบิดควันแบบไหนยิงใส่ประชาชน

“ ตามธรรมดา การปราบจลาจล เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะทำได้แค่เพียง ยิงขึ้นเฟ้า หรือยิงลงดิน หรือมากที่สุดก็คือยิงกระสุนยางลงพื้นเพื่อให้วิถีกระดอนไปถูกเป้าหมายเท่านั้น จะไม่ยิงแบบไดเรกต์ฮิตเข้าไปในฝูงชนแบบนี้ และสิ่งที่ผมจะฝากไปถึงหมอ หากท่านรับผู้บาดเจ็บ ขอให้เก็บชิ้นเนื้อ อวัยวะที่ขาด ตลอดจนเสื้อผ้า เก็บรักษาไว้ ถ้าไม่มั่นใจตำรวจ ให้ส่งไปตรวจที่มหาวิทยาลัยก็ได้ครับ” ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนกล่าว



พระราชินีพระราชทานเงิน 1 แสนบาท รักษาพันธมิตรฯ บาดเจ็บ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 7 ตุลาคม 2551 09:12 น.

“ พระราชินี” ทรงห่วงใยผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ตำรวจสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ หน้ารัฐสภา และได้พระราชทานเงิน 1 แสนบาทให้ รพ.วชิรพยาบาล เพื่อเป็นค่ารักษา โดยให้โรงพยาบาลแจ้งยอดค่าใช้จ่ายที่สำนักราชเลขาธิการ

เมื่อเช้าวันนี้ (7 ต.ค.) นายชัยวัน เจริญโชคทวี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาลเปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่างใยต่อเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตา และกระสุนยาง สลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หน้ารัฐสภา ได้พระราชทานเงินส่วนพระองค์จำนวน 1 แสนบาทให้โรงพยาบาลวชิรพยาบาลเพื่อรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ และให้ทางโรงพยาบาลแจ้งยอดค่ารักษาไปที่สำนักราชเลขาธิการ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงพยาบาลวชิระ ซึ่งเป็นสถานที่รับผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่าสำหรับผู้บาดเจ็บขาขาดซึ่งนำส่งรักษาที่ รพ.วชิระ ทราบชื่อเบื้องต้น นายธัญญา คูณแก้ว อายุประมาณ 30 ปี โดยที่บริเวณขาซ้ายกระดูกแตกละเอียด แพทย์ไม่สามารถทำการรักษาได้ จึงจำเป็นต้องตัดขาตั้งแต่เข่าลงไป

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บเบื้องต้นนำส่งรักษาที่ ร.พ.วชิระ ประมาณ 41 คน ร.พ.รามา 22 คน นอกจากนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังเข้าสลายการชุมนุม โดยเจ้าหน้าที่มีการยิงแก๊สน้ำตาทำให้มีผู้สื่อข่าวได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อคือ นายกิตตินนท์ แก่นสาร ผู้สื่อข่าว จส. 100 ได้รับบาดเจ็บสาหัส มีแผลแหวอะที่ด้านหลัง คาดว่าจะถูกระเบิดปิงปอง

น.ส.ไลลา ลงสุวรรณ ผู้สื่อข่าว จส.100 ซึ่งเป็นเพื่อนของนายกิตตินนท์ ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากการสลายการชุมนุมของตำรวจ กล่าวว่า นายกิตตินนท์ ได้รับบาดเจ็บที่หลังด้านขวา เป็นแผลกว้าง ตอนนี้รักษาอาการอยู่ที่โรงพยาบาลวชิระ ซึ่งตอนนี้มีอาการดีขึ้นและ รู้สึกตัวแล้ว ที่แผ่นหลังมีเป็นรอยไหม้ อย่างไรก็ตาม แพทย์ยังไม่สามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับอาการได้มากนัก เนื่องจากมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

ขณะที่ นายเทียนชัย ผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้รับบาดเจ็บ และรับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิระ เปิดเผยว่า ตนอยู่แนวหน้าของการชุมนุมเห็นว่าตำรวจยิงระเบิดลูกเกลี้ยงเข้ามา เพื่อนที่อยู่รอบๆ ก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน โดยคนหนึ่งถูกสะเก็ดระเบิดยาว 1 นิ้ว อีกคนหนึ่งขาขาด ขอยืนยันว่าแก๊สน้ำตาทำให้คนขาขาดไม่ได้ ตำรวจไม่ได้ใช้ปืนอัดยาง และมีพวกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการผสมโรงด้วย



ผู้ชุมนุมใช้ด้ามธงไล่แทงตำรวจ แผลฉกรรจ์ชายโครง-ทะลุปอด
(คมชัดลึก 7 ตค.51)


ผู้ชุมนุมใช้เหล็กแหลมปลายด้ามธงวิ่งไล่เสียบ 2 ตำรวจดูแลความสงบเรียบร้อยขณะปฏิบัติหน้าที่ถ.อู่ทองใน อาการสาหัสมีบาดแผลฉกรรจ์ถูกแทงชายโครงทะลุปอด ส่งห้องไอซียู รพ.พระมงกุฏ ฯ ผบ.ตร.-ผบช.น. ยังเก็บตัวเงียบในห้องประชุม

(7 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะพล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่กำลังประชุมหารือวางแนวทางปฏิบัติดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งเครียด อยู่นั้น เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯที่ปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณแยกอู่ทองในได้ใช้หนังสติ๊กยิงลูกเหล็ก ลูกหิน ลูกแก้ว น็อตเหล็ก ขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจและใช้ด้ามธงที่เป็นเหล็กแหลมไล่ตีและไล่แทงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่บริเวณนั้น จนเจ้าหน้าที่ต้องถอยออกไม่สามารถต้านทานการผลักดันของกลุ่มผู้ชุมนุมได้

จนเกิดเหตุชุลมุนขึ้นอีกครั้งเพราะกำลังตำรวจไม่สามารถสู้ได้มีเพียงโล่ห์กำบังอย่างเดียว หลังเหตุสงบพบเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 นายคือ ด.ต.ทวีป กลิ่นเรียม สังกัดตำรวจภูธร จ.นครสวรรค์ มีบาดแผลถูกปลายเหล็กแหลมแทงเข้าที่ชายโครงด้านซ้ายทะลุปอด นำตัวส่งห้องไอซียูโรงพยาบาลพระมงกุฏฯโดยเร่งด่วน ส่วนอีกรายอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายชื่อได้รับบาดเจ็บถูกแทงบริเวณชายโครงลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตามหลังเกิดเหตุดังกล่าวผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ได้ออกวิทยุให้ผู้ปฏิบัติใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากขึ้น ส่วนบรรยากาศภายในกองบัญชาการตำรวจนครบาลขณะนี้อยู่ในภาวะสงบแล้วไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำสองอีกแต่อย่างใด

ขณะที่สื่อมวลชนยังคงเฝ้ารอการให้ข่าวของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไร้วี่แววว่าจะมีใครออกมาแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์ของท่าทีการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า จากนี้ต่อไปจะทำอย่างไร ด้านเจ้าหน้าที่ กทม.ได้นำรถน้ำมาฉีดทำความสะอาดคราบอุจจาระที่กลู่มผู้ชุมนุมนำมาราดโดยรอบบริเวณแล้ว

คมชัดลึก 7 ตค.51



“ ประเวศ” ชี้รัฐสภาพิการ ตอกย้ำ “ ระบอบทักษิณ” ต้นตอปัญหา
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 ตุลาคม 2551 14:38 น.

“ ราษฎรอาวุโส” หนุนตั้งคณะกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริงเหตุตำรวจสลายพันธมิตรฯ เสนอ “ คณิต ณ นคร” นั่ง ปธ. ยอมรับระบอบรัฐสภามีปัญหา จำเป็นต้องปฏิรูปการเมืองแม้ต้องใช้เวลาอีก 2 ปี ชี้ต้นตอปัญหา “ ระบอบทักษิณ” ย้ำห้ามแก้ รธน.ก่อนได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง

วันนี้ (9 ต.ค.) นพ.ประเวศ วะศรี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงทางออกของประเทศว่า คงต้องทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะต้องยอมรับว่าระบบรัฐสภาของไทยมีปัญหาจริงๆ การเมืองจึงไม่มีพลังพอที่จะแก้ไขปัญหาของชาติได้ เพราะฉะนั้น ต้องเร่งแก้ปัญหาพิการของระบบการเมืองให้ได้ ถ้าตราบใดที่ยังแก้ไขไม่ได้ ถึงแม้ว่ายุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ก็จะเกิดปัญหาวนเวียนเช่นนี้ต่อไปอีก

เมื่อถามว่า ในระบบรัฐสภายังมีผู้นำที่สามารถแก้ไขวิกฤตของชาติอยู่หรือไม่ นพ.ประเวศ กล่าวว่า มี แต่จะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ผู้นำที่มีลักษณะเช่นนี้ สมาชิกรัฐสภาจะต้องรวมตัวกันใช้จิตสำนึกและวิจารญาณเลือกกันเอง เพื่อช่วยกันหาทางออก ไม่ใช่ต่อสู้กันเอง เมื่อได้ผู้นำที่มีความเป็นกลางจริงๆ แล้วก็จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นมาเฉพาะกิจผ่านกลไกรัฐสภา ใช้เวลาภายใน 2 ปี ค้นหาคำตอบให้ได้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร ปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตรวจสอบทางการเมืองทุกระดับ อย่าหลงประเด็นรีบร้อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงที่เกิดขึ้นให้ได้ แม้ว่าประเทศอังกฤษจะใช้เวลาต่อสู้ประชาธิปไตยถึง 200 ปี กว่าจะสำเร็จ แต่ตนคิดว่าเมืองไทยไม่ใช้เวลามากขนาดนั้น ขอให้คนไทยตื่นตัวในความหลากหลายทางความคิด อย่าตกใจที่คนไทยคิดเห็นไม่เหมือนกัน

นพ.ประเวศ กล่าวว่า อย่าตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะทุกสังคมที่จะมีการเปลี่ยนผ่านต้องผ่านการต่อสู้ทั้งนั้น นักการเมืองจะปฏิบัติตัวเช่นเดิมไม่ได้แล้ว ต่อไปใครทำผิดจะต้องติดคุกให้มากขึ้น เมื่อถามว่าหากนายกฯ ประกาศลาออกคิดว่าจะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายได้หรือไม่ นพ.ประเวศ กล่าวว่า ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากยุบสภามาการเมืองก็กลับมาพิการอีก เพราะรัฐสภามีปัญหายังมีการใช้อำนาจ และผลประโยชน์ต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี มีคนบงการจากแดนไกลในการเลือกตัวนายกฯ และรัฐมนตรี การเมืองไทยจึงไม่มีพลังพอที่จะแก้ปัญหาของมันเองได้ ขอย้ำว่าเมื่อชาติเกิดวิกฤตต้องการความเสียสละจากทุกฝ่ายเพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้

เมื่อถามว่า พันธมิตรฯ ควรจะสายตัวไปด้วยหรือไม่ นพ.ประเวศ กล่าวว่า จุดแข็งของพันธมิตรฯ คือ การตรวจสอบอำนาจรัฐ หากทำไปเรื่อยๆ จะดี แต่ไม่ควรใช้วิธีการอื่นๆ เช่น ไม่ควรไปสร้างความรุนแรง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรทำขณะนี้หลังจากเหตุเกิดปะทะกันที่มีผู้สูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องทำความจริงให้ปรากฏให้ได้ เพราะฉะนั้นจะไม่จบ จะโยนความผิดให้กันไปมา ซึ่งตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของ 24 อธิการบดีที่เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระ โดยประธานคณะกรรมการชุดนี้จะต้องมีความเป็นกลาง และมีความสามารถสูง และเลือกคณะกรรมการได้เอง ไม่ใช่จับใครใส่เข้ามาก็ได้ จึงจะมีคนเชื่อถือ ต้องไม่กลัวความจริง ในความคิดของตนเห็นว่าคนที่จะมาเป็นคณะกรรมการได้ในขณะนี้เช่น นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ที่มีความเป็นอิสระ ไม่ฝักฝ่ายฝ่ายใด ต้องเอาความจริงมาก่อนจึงจะสมานฉันท์กันได้ ทั้งนี้ หน้าที่ของรัฐบาลคือการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและปกป้องทรัพย์สินของประชาชน ไม่ควรทำอะไรที่ก่อให้เกิดความรุนแรงและบาดเจ็บ ขณะเดียวกัน หน้าที่ของกองทัพคือต้องแทรกตรงกลางไม่ให้ตำรวจและพันธมิตรฯ ปะทะกัน



หนังสือลาออกของ"บิ๊กจิ๋ว"

วันที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11169  มติชนรายวัน


กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

1. จากการที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาเชิญกระผมเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อเข้ามาร่วมกันบริหารราชการแผ่นดินในด้านความมั่นคงและดูแลช่วยเหลือแก้ไขเกี่ยวกับความยากไร้ของประชาชน ตลอดจนสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดในสังคมนั้น ต่อมาถึงแม้ว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไป ก็ยังเป็นความตั้งใจอันแน่วแน่ของกระผมที่จะใช้เวลาอันน้อยนิดที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของชาติให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว

2. จากสถานการณ์ ในวันที่ 6-7 ตุลาคม 2551 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจเพื่อรักษารัฐสภาและเปิดเส้นทางเข้าสู่รัฐสภาเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน ดำเนินไปได้

3. การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว กระผมได้พยายามให้นโยบายในการดำเนินการ เพื่อให้บรรลุภารกิจโดยไม่มีการสูญเสีย ถึงแม้ว่าผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายได้ ก็ขอให้ยุติไว้ก่อน แต่การปฏิบัติการไม่เป็นไปตามนโยบาย ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จนเกิดความสูญเสียขึ้นมาอยู่ในระดับที่น่าห่วงใย

4. กระผมถือว่า ผลเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความรับผิดชอบของผมด้วยส่วนหนึ่ง ทั้งๆ ที่ได้ใช้ความพยายามมาโดยตลอดอย่างดีที่สุดโดยคำนึงถึงประชาชนและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือ การนำความสงบสุขกลับมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว

5. ด้วยเหตุดังกล่าว ไม่บรรลุผลดังที่ตั้งใจไว้ กระผมจึงขอรับผิดชอบในการปฏิบัติการครั้งนี้ กระผมจึงขอลาออกจากการเป็นรองนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ


 

 
   
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved :สงวนลิขสิทธิ์