Photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์
  Home > Events >7 Oct 08 > text 4
รวมข่าวจากเหตุการณ์ 7 ตุลา 51
รวมข่าวเหตุการณ์จากเว็บไซต์่ต่างๆ

ไทยรัฐ
 ลำดับเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุม
 สอบกัปตัน ห้าม สส.ขึ้นเครื่อง
 ปชป.อัดตำรวจใช้แก็สน้ำตา

ผู้จัดการ

  ลำดับเหตุการณ์ตำรวจใช้แก็สน้ำตา
  แฉนครบาลขวาง “ หมอพรทิพย์”
 “ชวลิต” ลาออกพ้นรองนายกฯ
  ทบ.ข้องใจ ตร.ใช้แก๊สน้ำตา
  นิด้า รุมสับ รบ.มือเปื้อนเลือด
  นิด้า ประณาม ผัว-เจ๊แดง หยุดฆ่า ปชช.
  ประเวศชี้ระบอบทักษิณต้นตอปัญหา
  พระราชินีประทานเงิน 1 แสนบาท
  แพทย์เผยคนเจ็บมีเขม่าดินปืน
  ชาวจุฬาแต่งดำประท้วงตำรวจ
  มหาจำลอง ซัดตำรวจตอแหล
  กัปตันบินไทยไม่รับ ส.ส.พปช.
  สนธิประกาศสงคราม ตร.ชั่ว
  สภาทนายความประนามรัฐบาล
  สมชาย+ลูกสาว ปีนรั้วสภาขึ้น ฮ.
  พระราชินี พระราชทานเงินเพิ่ม
  สว.ยื่นศาลปกครองใต่สวนฉุกเฉิน
  สมชายเจอมือตบ ล้มแผนแจงทูต
  หมอพรทิพย์แจงขาขาด
  อ.นิติศาสตร์ 7 สถาบัน เข้าชื่อ
  แพทย์โคราช-มทส.ประณามไล่ทรราช
  มอ.หาดใหญ่แต่งดำจุดเทียนไว้อาลัย
  แกะรอยระเบิดปริศนา แก๊สน้ำตา หรือ..
  พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิมลฉัตร สมทบ
  แพทย์รามาฯ ชี้ “ น้องโบว์”
  40 ส.ว.ร้องยูเอ็น เหตุ 7 ตุลาทมิฬ
  สุนทรี ควง ลานนา คัมมินส์เคารพศพ

แนวหน้า
  ลำดับเหตุการณ์ ตำรวจประทะพันธมิตร

มติชน
  นาทีต่อนาที สลายม็อบหน้ารัฐสภา
  เปิดหนังสือลาออกของบิ๊กจิ๋ว
  ตำรวจเอาไม่อยู่ ปะทะทั้งวัน
  นายกฯปีนรั้วหนีม๊อปขึ้น ฮ.
  บทความวิเคราะห์ นับถอยหลังรัฐบาล
  องค์กรสังคมแถลงประนามรัฐบาล
  ทูตไทยปฏิเสธแจง 7 ตุลา
  ราชินีทรงสลดพระทัยเหตุ7ตุลา

คมชัดลึก
   ผู้ชุมนุมใช้ด้ามธงแทงตำรวจ ทะลุปอด

เดลีนิวส์
 อ. มหิดล แถลงการณ์ประณามรบ.

สถาบันอิศรา
  ปากคำผู้ร่วมเหตุการณ์สลายม็อบ

ข่าวต่อเนื่องจากเหตุการณ์
  เสด็จพระราชทานเพลิงน้องโบว์ - ไทยรัฐ
  บิ๊กจิ๋วแจงเหตุสลายชุมนุม - ไทยรัฐ
  พ่อโบว์เผย ราชินี ชมป้องสถาบัน-มติชน
  คณะองคมนตรีร่วมงานศพ โบว์ - มติชน
  หมอพรทิพย์สรุป-แก๊สน้ำตา - มติชน
  เด็กจิ๋วแฉเบื้องหลัง ครม.6ตุลา -มติชน
  เผยนายก-จิ๋วให้ย้ายประชุมสภา-ไทยรัฐ
  เผยปู่ชัยยืนกรานประชุมที่เดิม-ไทยรัฐ
 
 
 
 

บทกวีโดย
  วสันต์ สิทธิเขตต์
   ศรีแพร
   คมทวน คันธนู
 


พ่อ"โบว์"เผยรับสั่ง"ราชินี" ทรงชื่นชม ปกป้อง"สถาบันกษัตริย์"

(มติชน 14 ตค.51 )

ในหลวงพระราชทานทรัพย์ช่วย องคมนตรี-ผบ.ทุกเหล่าทัพ"ร่วม"

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ ระหว่างเสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชทานเพลิงศพ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ณ วัดศรีประวัติ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 13 ตุลาคม

พระราชินีพร้อมฟ้าหญิงเล็กพระราชทานเพลิงน้องโบว์ บรรดาองคมนตรี ผบ.เหล่าทัพ ขรก.ประชาชนนับหมื่นร่วม ไร้เงาคนรัฐบาล พ่อเผยทรงชื่นชมลูกสาวคนดีปกป้องสถาบันกษัตริย์ ให้กำลังใจครอบครัวสู้ต่อ รับสั่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลวงทรงรับรู้โดยตลอด รวมทั้งพระราชทานทรัพย์ช่วยเหลือด้วย "หมอพรทิพย์"สรุปผลพิสูจน์เหยื่อสลายม็อบเสียชีวิต-บาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา

ราชินีพระราชทานเพลิงศพน้องโบว์

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ อายุ 27 ปี ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สั่งตำรวจใช้กำลังสลายกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม โดยบริเวณภายในวัดมีสารวัตรทหารจากกองพันสารวัตรทหารที่ 11 จำนวน 28 นาย และทหารนอกเครื่องแบบจากกองบัญชาการทหารสูงสุด รักษาความปลอดภัย ส่วนบริเวณภายนอกวัดและทางเข้าตำรวจจากทุกสถานี จ.นนทบุรี 500 นาย ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกจราจร

เมื่อเสด็จฯถึงเวลา 16.05 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯขึ้นยังฌาปนสถาน ทรงทอดผ้าไตร 5 ไตร ที่จิตกาธานหน้าหีบศพ พระสงฆ์ 5 รูปบังสุกุล ทรงหยิบกระทงข้าวตอกดอกไม้ จากเจ้าพนักงานพระราชพิธีวางหน้าหีบศพ ทรงหยิบธูปเทียนดอกไม้จันทน์จากเจ้าพนักงานพระราชพิธี ทรงจุดไฟที่ชนวน ตำรวจชูถวายพระราชทานเพลิงศพ ต่อมาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงวางธูปเทียนดอกไม้จันทน์หน้าหีบศพ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินยังพลับพลาที่ประทับ

จากนั้น พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี นำข้าราชบริพาร และพ่อค้าประชาชน ร่วมวางดอกไม้จันทน์ ทั้งนี้ นายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ บิดานางสาวอังคณา เป็นเจ้าภาพ นำคณะแจกหนังสือที่ระลึกงานศพ

ต่อจากนั้นนายจินดา พร้อมด้วยนางสาวดารณี นางสาววิชชุดา บุตรสาวทั้งสอง เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พลับพลาที่ประทับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ ประมาณ 15 นาที ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชินี เสด็จฯกลับ ชาวบ้านที่บริเวณปากซอยวัดศรีประวัติต่างตะโกนร้อง "ทรงพระเจริญ"

พ่อเผยทรงชื่นชมป้องสถาบันกษัตริย์

หลังจากที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯกลับ นายจินดาให้สัมภาษณ์ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งว่า นางสาวอังคณาเป็นคนดี เป็นคนเก่ง และขอชื่นชมที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวสู้ต่อไป

"พระองค์ทรงรับสั่งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวอังคณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับรู้เรื่องราวโดยตลอด รวมทั้งกรณีพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ช่วยเหลือมาด้วย ซึ่งผมและครอบครัวระดับปัญญาวุฒิรู้สึกภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทั้งสองพระองค์เสด็จในงานพระราชทานเพลิงของลูกสาว ซึ่งผมและครอบครัวจะน้อมนำเอาพระราชดำรัสที่ทรงห่วงใยมาเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป"

ทางด้านนางสาวดารณี น้องสาว ให้สัมภาษณ์ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งให้ตนดูแลพ่อ แม่ให้ดี พระองค์ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่หายจากอาการป่วยโดยเร็ว ซึ่งตนเองรู้สึกซาบซึ้งในน้ำพระราชหฤทัยของพระองค์ยิ่ง

ต่อมานายจินดาให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า "พระองค์ตรัสว่า อังคณาเขาทำดีน่ะ รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านตรัสว่า เสียใจไม่น่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เลย"

"สมเด็จพระราชินีทรงถามสารทุกข์สุกดิบของครอบครัว พระองค์ตรัสถามถึงอาการของภรรยาผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมทูลฯตอบไปว่า รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช อยู่ในพระราชินูปถัมภ์ พระองค์ท่านยังทรงกล่าวอีกว่า ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ด้วย"

นายจินดากล่าวว่า รู้สึกปลาบปลื้ม ที่สมเด็จพระราชินีฯและทูลกระหม่อมหญิง เสด็จฯในพิธีศพ น.ส.อังคณา จากนี้ไปจะนำอัฐิลูกสาวไปลอยอังคารที่วัดช่องลม อ.มหาชัย จ.สมุทรสาคร ในวันที่ 14 ตุลาคม และอีกส่วนหนึ่งไปเก็บไว้ที่วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร


องคมนตรี และ ปชช. นับหมื่นร่วม-ไร้เงารบ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานพระราชทานเพลิงศพครั้งนี้ มีข้าราชการระดับสูงและประชาชนร่วมงานนับหมื่นคน มีทั้งคณะองคมนตรี อาทิ พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ นายพลากร สุวรรณรัฐ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ผู้บัญชาการทั้ง 4 เหล่าทัพ อาทิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.)

นอกจากนี้ยังมีคณะสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อาทิ นายประสาร มฤคพิทักษ์ นางสาวรสนา โตสิตระกูล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อม ส.ส.ประชาธิปัตย์ รวมทั้งนายเชิดวิทย์ ฤทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นำหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดนนทบุรี 100 คน และบรรดาแกนนำพันธมิตร นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา ฯลฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าตัวแทนฝ่ายรัฐบาลไม่ได้เข้าร่วม และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีเวลา 17.00 น. ระหว่างขบวนรถ พล.อ.อนุพงษ์ออกจากเมรุวัด ปรากฏว่ากลุ่มพันธมิตรที่เข้าร่วมในพิธีส่งเสียงโห่ไล่ "ออกไป" พร้อมกับใช้มือตบพลาสติค ตบเสียงดังลั่น และยังมีพันธมิตรบางคนฮือใช้มือเปล่าตบที่รถประจำตำแหน่ง พล.อ.อนุพงษ์ แต่ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

ผบ.ตร.บอกเสียใจสลายม็อบ

วันเดียวกัน สำหรับบรรยากาศงานวันตำรวจแห่งชาติ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้กลุ่มพันธมิตรไม่เคลื่อนขบวนมาชุมนุม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจยังคงระดมกำลังกองร้อยปราบปรามจลาจลจำนวนมากไว้ด้านในและด้านหลัง ต่อมาเวลา 06.00 น. มีกลุ่มประชาชนตัวแทนจังหวัดนครปฐมและชาวมุสลิมจากเขตมีนบุรี ประมาณ 1,000 คน สวมเสื้อขาว นำดอกไม้มามอบให้ตำรวจเพื่อเป็นกำลังใจ

จากนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นำคณะข้าราชการตำรวจวางพานพุ่มสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และให้สัมภาษณ์ภายหลังพิธีว่า ท่ามกลางวิกฤตในวันตำรวจปีนี้อยากฝากความห่วงใยไปถึงข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ ขอย้ำให้ตำรวจทุกนายทำหน้าที่ในการดูแลพี่น้องประชาชนและสถาบันตำรวจ ให้ทุกคนระลึกว่าหน้าที่ตำรวจต้องรับใช้ประชาชน สถาบัน และชาติบ้านเมือง ส่วนวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นกับตำรวจในปีนี้นั้น ขอเรียนว่าตำรวจเสียใจเป็นอย่างมาก ที่จำเป็นต้องทำการเปิดทางให้มีการประชุมสภาผู้แทนในวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีกับตำรวจในวงกว้าง ผบ.ตร.กล่าวว่า ยังไม่ขอพูดอะไรมาก เพราะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนแล้ว ต้องรอผลการสอบสวน ซึ่งจะออกมาอย่างชัดเจน ส่วนการฟ้องร้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องรอดูก่อนว่าเป็นประเด็นอะไร เรื่องนี้รัฐบาลก็จะดูแลข้าราชการอยู่แล้ว ขอเรียนว่าทุกคนในชาติเป็นคนไทยเหมือนกันทุกคน รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เหมือนกันทุกคน อยากให้คำนึงถึงเรื่องนี้ให้มากขึ้น

" พรทิพย ์"สรุปตาย-เจ็บจากแก๊สน้ำตา

ด้าน พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมร่วมกับคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายการชุมนุม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่สำนักงาน กสม. เชิงสะพานหัวช้าง ถึงผลการทดสอบการยิงระเบิดแก๊สน้ำตาเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ผลการตรวจสอบพบสารประกอบระเบิดร้ายแรง ชื่ออาร์ดีเอ็กซ์ (RDX) ในแก๊สน้ำตาชนิดขว้างและชนิดยิงที่สั่งซื้อมาจากประเทศจีน ตำรวจยอมรับว่าแก๊สน้ำตาชนิดดังกล่าวถูกนำออกมาใช้สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมมากที่สุด จึงเชื่อว่าแก๊สน้ำตาดังกล่าวทำให้มีผู้บาดเจ็บแขนขาขาด

จากนั้น พญ.คุณหญิงพรทิพย์นำภาพบาดแผลจากศพของ น.ส.อังคณา หรือน้องโบว์ มาแสดง พร้อมอธิบายว่า มีแผลเป็นวงกลมจากการกระแทกของระเบิดแก๊สน้ำตาชนิดทรงกระบอกที่ยิงออกจากปืนยิงแก๊สน้ำตา โดยกระแทกเข้าที่เป้าหมาย จากนั้น 1 วินาที จึงเกิดระเบิด ขณะนี้จึงไม่ต้องตรวจสอบอีกแล้ว เพราะสาเหตุของการบาดเจ็บและเสียชีวิตเกิดจากอาวุธที่เจ้าหน้าที่นำมาใช้ ที่มากสุดคือลูกของจีน ทั้งชนิดลูกยิงและลูกขว้าง เป็นสารระเบิดอาร์ดีเอ็กซ์ ในการจุดชนวนชนิดเดียวกับที่พบในเกิดเหตุ

สอบ"รับผิดชอบทางการเมือง"ด้วย

นายสุรสีห์ โกศลนาวิน ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ กสม. เผยว่า สรุปจากพยานหลักฐานและวัถตุที่ใช้ในที่เกิดเหตุ แสดงให้เห็นว่ามีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นจริงจึงต้องมีการเชิญตำรวจและผู้บาดเจ็บมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งต้องใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานอีกระยะ ขณะที่บ่ายวันนี้ กสม.ชุดใหญ่จะประชุมกัน

ต่อมา นายเสน่ห์ จามริก ประธาน กสม. เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมว่า การตรวจสอบจะอยู่ในความรับผิดชอบ 2 ระดับ คือ 1.ผู้บังคับบัญชา 2.ความรับผิดชอบทางการเมือง ที่ผ่านมา กสม.เคยเชิญนักการเมืองมาให้ข้อมูล แต่บางคนยังไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ครั้งนี้คาดหวังว่านักการเมืองเหล่านั้นจะให้ความร่วมมือเปิดเผยข้อเท็จจริง ขอย้ำว่าไม่ได้เชิญมาในฐานะจำเลยหรือปรักปรำ

ผบก.พธ.รับซื้อแก๊สน้ำตาจีนก่อน

ต่อมา พล.ต.ต.ภูวดล วุฑฒกนก ผู้บังคับการกองพลาธิการและสรรพาวุธ (ผบก.พธ.) กล่าวว่า สำหรับแก๊สน้ำตาจากประเทศจีนที่ทดสอบแล้วอาจก่อให้เกิดปัญหานั้นเป็นชุดที่สั่งซื้อมาจากบริษัทหนึ่งในประเทศจีน ซึ่งตอนนี้บริษัทได้ปิดตัวไปแล้ว โดยสั่งซื้อมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 เหตุผลที่สั่งซื้อครั้งนั้นเพราะเกิดเหตุพฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 ตำรวจไม่มีอุปกรณ์ปราบปรามจลาจล ไม่มีแก๊สน้ำตา หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬผ่านพ้นไป ปี 2536 รัฐบาลสมัยนั้นอนุมัติงบฯให้ซื้อแก๊สน้ำตาพร้อมอุปกรณ์ปราบจลาจล ที่เลือกซื้อจากประเทศจีนก็เพราะกำลังได้รับความนิยม เมื่อซื้อมาก็แจกจ่ายให้หน่วยต่างๆ ทั่วประเทศจนไม่เหลืออยู่ในคลังของกองพลาธิการและสรรพาวุธ และตำรวจไม่เคยใช้แก๊สน้ำตาเลยเป็นเวลา 20 ปี หลังจากนั้นปี 2537-2538 การจัดซื้อแก๊สน้ำตาจะสั่งมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนสั่งมาจากสเปน ไม่มีของจีนอีกเลย ซึ่งหลักการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ต้องนำของเก่ามาใช้ก่อน

อ้างเหตุสุดวิสัยสั่งทุกหน่วยเก็บทันที

ผบก.พธ.กล่าวว่า หลังเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ก็เห็นว่าแก๊สน้ำตาอาจมีปัญหา วันที่ 8 ตุลาคม มีการนำมาทดสอบ ตอนแรกทดสอบแก๊สน้ำตาจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่อยู่ในคลังของกองพลาธิการให้สื่อดูไม่มีปัญหาอะไร ตอนนั้นไม่รู้ว่ามีแก๊สน้ำตาล็อตที่สั่งมาจากจีนเพราะไม่มีในคลังของพลาธิการ สงสัยว่าทำไมมีปัญหาก็ไปขอตำรวจดูเห็นลูกสีเขียวเอามาทดสอบปรากฏว่าอาจจะมีปัญหา เพราะมีความแรงเกินกว่าปกติในการขับลูกกระสุนออกไป ซึ่งถ้ายิงในพื้นที่โล่งไม่เป็นไร แต่ถ้ากระเด็นไปใกล้คน หรือคนไปอยู่ด้านล่างอาจจะทำให้บาดเจ็บได้

"เราสั่งเก็บแก๊สน้ำตาดังกล่าวในชั่วโมงนั้นเลยจากทุกหน่วยเพื่อรอทำลาย ต่อไปถ้าจำเป็นก็ให้ใช้แบบขว้างเป็นหลัก ยืนยันตำรวจไม่ได้มีเจตนาแต่เป็นเหตุสุดวิสัย เมื่อรู้ว่ามีปัญหาก็รีบแก้ไขทันทีไม่ได้ปล่อยไว้ ตำรวจไม่โกหกพิสูจน์ได้" ผบก.พธ.กล่าว


"
เด็กจิ๋ว"แฉเบื้องหลังครม.พิเศษ 6 ตุลา

เวลา 11.00 น. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พปช. ผู้ใกล้ชิด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวที่รัฐสภาถึงกรณีที่มีผู้กล่าวหา พล.อ.ชวลิต สั่งสลายชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคม ว่า ตนอยู่ในเหตุการณ์กับ พล.อ.ชวลิต ที่ดอนเมืองในคืนวันที่ 6 ตุลาคมตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงเที่ยงคืน จากนั้นไปกองบัญชาการตำรวจนครบาล จนถึงตีสองก็รับทราบว่า พล.อ.ชวลิตเสนอให้แก้ไขโดยยึดหลักสันติวิธี เพราะในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ พล.อ.ชวลิตแจ้งต่อที่ประชุมว่าการจับ 2 แกนนำพันธมิตรทำให้กลุ่มพันธมิตรมองว่ารัฐบาลไม่จริงใจจะแก้ปัญหาความไม่ปรองดองจึงประกาศให้พันธมิตรทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเข้ามากดดันรัฐบาลด้วยการเคลื่อนปิดล้อมหน้าสภาเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายรัฐบาลระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม

นายชวลิตกล่าวว่า ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันโดยไม่จำเป็น พล.อ.ชวลิตจึงเสนอทางออกแก้ปัญหาต่อที่ประชุมให้กำลังตำรวจ 3-4 กองร้อย รักษาสถานที่ราชการ คือ รัฐสภา ป้องกันไม่ให้บุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินของทางราชการ หรือให้ย้ายสถานที่ประชุมรัฐสภาไปที่อื่น เช่น หอประชุมกองทัพไทย ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งมีรัฐมนตรีหลายคนอภิปรายสนับสนุนอ้างอุทาหรณ์เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2516 รวมทั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ก็อภิปรายสนับสนุนด้วย โดยเสนอสถานที่ประชุมเพิ่มเติม เช่น หอประชุมกานตรัตน์ หอประชุมกองทัพเรือ ขณะเดียวกันมีรัฐมนตรีหลายคนอภิปรายไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่ารัฐบาลถูกยึดทำเนียบไปแล้ว หากรัฐสภาถูกยึดไปอีกบ้านเมืองจะไม่มีขื่อมีแป

การันตี"บิ๊กจิ๋ว"ไม่ได้สั่งใช้รุนแรง

นายชวลิตกล่าวว่า หลังจากนั้นนายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกฯ ประสานไปยังนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ได้รับคำตอบว่าประชุมตามวันเวลาและสถานที่ที่กำหนดไว้ไม่เปลี่ยนแปลง จากนั้นมีรัฐมนตรีอภิปรายว่าการกำหนดระเบียบวาระการประชุมสภาเป็นอำนาจนิติบัญญัติ รัฐบาลที่เป็นฝ่ายบริหารต้องปฏิบัติตามและมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิตรับผิดชอบดูแลความสงบ พล.อ.ชวลิตก็ไปยัง บช.น.เพื่อตรวจเยี่ยมและให้นโยบายตำรวจว่าให้ใช้การเจรจากับกลุ่มพันธมิตร ด้วยความละมุนละม่อม เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาสามารถเข้าไปประชุมรัฐสภาตามกำหนดได้ หากไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายได้ก็ขอให้ยุติไว้ก่อน

"เห็นได้ชัดเจนว่า พล.อ.ชวลิตไม่ได้เป็นผู้ให้ใช้ความรุนแรง คำสั่งการสลายการชุมนุมไม่ใช่คำสั่งของ พล.อ.ชวลิต ส่วนจะเป็นคำสั่งใครนั้นเป็นเรื่องเกินกว่าที่ผมจะรับรู้ได้ อาจจะเป็นอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นว่าจะตรวจสอบอย่างไร"

อุบใครสั่ง-แย้ม"รมต." ตำรวจไม่กี่คน

"ผมจึงยอมไม่ได้ที่จะให้ใครมากล่าวหาท่านจนทำให้เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง ถือเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่ตั้งใจทำดีแล้วได้รับผลร้ายตอบแทน หลังเกิดเหตุปะทะกัน พล.อ.ชวลิตยื่นหนังสือลาออกต่อนายกฯ พร้อมกับพูดว่า รัฐบาลก็เปรียบเหมือนร่างกาย การจะรักษาชีวิตและรักษารัฐบาลให้อยู่รอดก็ยินดีที่จะเป็นแขนขาที่ถูกตัดออกไป เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านจึงจำเป็นต้องออกมาและท่านก็มีความเสียใจมากที่มีผู้บาดเจ็บและล้มตาย มีพยานรู้เห็นทั้งในที่ประชุมดอนเมืองและ บช.น. ท่านจึงไม่หนักใจที่จะให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง" นายชวลิตกล่าว

เมื่อถามว่า ในเมื่อ พล.อ.ชวลิตยืนยันไม่ได้สั่งสลายการชุมนุมแล้วใครสั่ง เป็นรัฐมนตรีที่เคยเป็นตำรวจใช่หรือไม่ นายชวลิตกล่าวว่า เป็นเรื่องที่เกินตนจะตอบได้ แต่รัฐมนตรีที่เป็นตำรวจมีอยู่ไม่กี่คน ไม่ได้คิดว่ามีการหักหลังเกิดขึ้น เข้าใจว่าตำรวจทำตามหน้าที่ แต่ไม่อยากคาดเดาว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ทั้งนี้ พล.อ.ชวลิตก็เห็นด้วยกับนายสมชายที่ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจที่ยินดีจะเจรจากับพันธมิตรเพื่อสร้างความปรองดองและยุติปัญหาที่มีอยู่มาอย่างยาวนานให้หมดสิ้นไป

"การที่ พล.อ.ชวลิตพูดถึงทางออกในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยการปฏิวัตินั้นต้องคิดตามหลายๆ ชั้น เพราะเป้าหมายสุดท้ายของนายทหารที่ได้ชื่อว่านายทหารประชาธิปไตยคือต้องการไม่ให้เกิดการปฏิวัตินั่นเอง และในอดีตปราบกบฏมาหลังครั้ง และก็ไม่เคยฆ่าน้องแม้แต่รายเดียว เพราะเห็นว่าเป็นคนไทยด้วยกัน ดังนั้นการที่ พล.อ.อนุพงษ์ออกมาตำหนิท่านผ่านสื่อมวลชนก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกโกรธ เพราะเข้าใจ ผบ.ทบ.ดี" นายชวลิตกล่าว

คนสนิทจิ๋วอ้างตร.คุย"มท.1"ก่อนลุย

รายงานข่าวจากคนใกล้ชิด พล.อ.ชวลิต อ้างว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม เวลา 02.00 น.หลังเสร็จสิ้นการประชุม ครม. พล.อ.ชวลิตไปมอบนโยบายและให้กำลังใจตำรวจใน บช.น.พร้อมพูดคุยกับ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. โดยให้ใช้วิธีการที่ละมุนละม่อมกับกลุ่มผู้ชุมนุมให้มากที่สุด จากนั้น ผบช.น.ได้ประสานกันภายในกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และมีการหารือกันอย่างเคร่งเครียด โดยมีการระบุว่าอย่างไรก็แล้วแต่จะต้องใช้รัฐสภาเป็นสถานที่ประชุมให้ได้ ก่อนที่จะมีการต่อสายไปยัง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย ซึ่ง พล.ต.อ.โกวิทได้ระบุว่า "สามารถจัดการสลายการชุมนุมได้"


 


บิ๊กจิ๋วส่ง ส.ส.แจงเหตุสลายชุมนุม
ไทยรัฐ [14 ต.ค. 51 - 04:05]

วันที่ 13 ต.ค. เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนและในฐานะคณะทำงานของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายก รัฐมนตรี ได้แถลงถึงกรณีข่าวพาดพิงถึง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในการตัดสินใจสั่งการสลายม็อบ หลังจากเข้าร่วมประชุม ครม. ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า ตนได้ปรึกษา พล.อ.ชวลิต ถึงกรณีดังกล่าว ซึ่ง พล.อ.ชวลิตยืนยันว่ายังไม่หมดกำลังใจ เพราะเชื่อมั่นว่าได้ตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยความมีสติรอบคอบ ยึดสันติวิธี โดยเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ในเรื่องนี้ ขณะนี้รัฐบาลเองก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน ข้อเท็จจริงในกรณีนี้แล้ว แต่ตนเห็นว่าการรอเวลาพิสูจน์หรือรอผลสอบของคณะกรรมการ กว่าที่สังคมจะรับรู้ ข้อมูลก็ทำให้คนดีได้รับความเสียหายไปแล้ว จึงจำเป็นต้องมาแถลง

“ ชวลิต” อยู่ร่วมในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น

นายชวลิต กล่าวต่อว่าในฐานะคณะทำงานของ พล.อ.ชวลิต ได้อยู่กับท่านตลอดคืนวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 21.00 น. ที่ทำเนียบชั่วคราวดอนเมือง จนถึง เวลา 24.00 น. จากนั้นจึงเดินทางไปที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) และอยู่ต่อจนถึงเวลา 02.00 น. ตนรู้ดีว่า พล.อ.ชวลิต ได้เสนอการแก้ไขปัญหาโดยยึดหลักสันติวิธี โดยในคืนวันที่ 6 ต.ค. เวลา 21.00 น. รับทราบว่ารัฐบาลได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นกรณีพิเศษ ที่ทำเนียบดอนเมือง ตนจึงเดินทางไปในเวลาดังกล่าว ระหว่างที่รอคณะรัฐมนตรีเดินทางมาประชุม พล.อ.ชวลิต และรัฐมนตรีที่มาถึงก่อนได้ประชุมเตรียมงาน เพื่อเสนอต่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี


“
นายกฯ-จิ๋ว” ให้ย้ายที่ประชุมสภาฯ

นายชวลิตกล่าวต่อว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีมาถึง คณะทั้งหมดจึงได้ย้ายไปประชุมที่ห้อง ครม. ชั้น 4 โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้ พล.อ.ชวลิตได้แจ้งต่อที่ประชุม ครม.ว่า จากการข่าวของ พล.อ.ชวลิตทราบว่า หลังจากตำรวจได้จับแกนนำพันธมิตรฯ คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อกดดันรัฐบาล โดยระบุเหตุผลว่า รัฐบาลไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาความไม่ปรองดอง โดยกลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนขบวนมาปิดล้อมหน้ารัฐสภา ขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐ ในระหว่างวันที่ 7-9 ต.ค. ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะโดยไม่จำเป็น พล.อ.ชวลิตจึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อที่ประชุม ครม. ดังนี้ 1. ให้กำลังตำรวจ 3-4 กองร้อย รักษาสถานที่ราชการ คือรัฐสภา เพื่อป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สิน 2. ให้ย้ายสถานที่ประชุมรัฐสภาไปเป็นที่อื่นแทน เช่น หอประชุมกองทัพไทย ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรณีนี้มีรัฐมนตรีหลายคน (ขอสงวนนาม) ได้ อภิปรายสนับสนุน โดยอ้างเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 16 และ 6 ตุลาฯ 19 รวมถึงนายกฯก็ได้อภิปรายสนับสนุน โดยมีการเสนอสถานที่เพิ่มเติม เช่น หอประชุมกานต-รัตน์ หอประชุมกองทัพเรือ แต่ในขณะเดียวกันก็มีรัฐมนตรี หลายคน (ขอสงวนนาม) อภิปรายไม่เห็นด้วย โดยยกเหตุผลว่า รัฐบาลถูกยึดทำเนียบรัฐบาลไปแล้ว หากมีการยึดรัฐสภาอีก บ้านเมืองก็ไม่มีขื่อแป


เผย “
ชัย” ยืนกรานต้องประชุมที่เดิม

นายชวลิตกล่าวต่อว่า จากนั้นนายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกฯ ได้โทรศัพท์สอบถามไปยังนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อหารือถึงการย้ายสถานที่ประชุม แต่ประธานรัฐสภายืนยันสถานที่การประชุม และวันเวลาที่กำหนดไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง โดยระบุเหตุผลว่า สภามีไว้สำหรับประชุมสภา ไม่ต้องการเร่ร่อนเหมือนรัฐบาล ต่อมามีรัฐมนตรีท่านหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ได้ อภิปรายว่า การกำหนดระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา คือวันเวลาและสถานที่ประชุมเป็นอำนาจของประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นอำนาจนิติบัญญัติ ส่วนรัฐบาลเป็นอำนาจ บริหาร ต้องดำเนินการตามความเห็นของประธานรัฐสภา จากนั้นที่ประชุม ครม. จึงมีมติเห็นชอบตามความเห็นประธานรัฐสภา และมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิตเป็นผู้รับผิดชอบกำกับดูแลความสงบเรียบร้อย หลังจากนั้นท่านได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้นโยบายแก่ตำรวจที่ บชน. โดยมอบนโยบายดังนี้คือ 1. ให้ใช้การเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯด้วยความละมุนละม่อม เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาสามารถเดินทางเข้าไปประชุมรัฐสภาได้ตามกำหนด 2. หากไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายได้ก็ขอให้ยุติไว้ก่อน

ลาออกรับผิดชอบเหตุรุนแรงแล้ว

นายชวลิตกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เวลา 06.20 น. ของวันที่ 7 ต.ค. ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างตำรวจกับกลุ่มพันธมิตรฯ จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายดังที่เป็นข่าวที่ทราบกันโดยทั่วไป เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ในเวลา 09.00 น. โดยได้แสดงเหตุผลในการลาออกว่า การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เป็นไปตามนโยบาย แต่ท่านจำเป็นต้องรับผิดชอบในฐานะผู้รับผิดชอบกำกับดูแลที่ได้รับมอบหมายจาก ครม. ตนยืนยันว่า พล.อ.ชวลิตได้ใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา ความขัดแย้งครั้งนี้ โดยมีพยานรู้เห็นทั้งในที่ประชุม ครม. และที่ประชุม บชน.จำนวนมาก ท่านจึงไม่หนักใจต่อการให้ข้อมูลกับคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง แต่ตนเห็นว่าช้าเกินไป หากไม่รีบชี้แจงข้อมูลต่อสาธารณชน จะเกิดความเสียหายต่อท่าน



ทรงยก '
น้องโบว์' ป้องสถาบัน เสด็จพระราชทานเพลิง
ไทยรัฐ [14 ต.ค. 51 - 03:45]

หลังจากเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เปลี่ยนใจไม่เคลื่อนขบวนไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แล้วไปวัดศรีประวัติ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เพื่อร่วมงานศพของ “ น้องโบว์” น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ เหยื่อสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษนั้น

เตรียมสถานที่รับเสด็จฯ “ ราชินี”

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่วัดศรีประวัติ ถนนกาญจนาภิเษก ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 13 ต.ค. มีเจ้าหน้าที่ของสำนักพระราชวัง ร่วมกับเจ้าหน้าที่อำเภอบางกรวย และเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลปลายบาง เข้ามาทำความสะอาดบริเวณวัด พร้อมทั้งตบแต่งสถานที่เพื่อเตรียมรับเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่จะเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพ น.ส.อังคณาในช่วงเย็นวันเดียวกัน

พ่อน้องโบว์ปีติพระมหากรุณาธิคุณ

นายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ พ่อของน้องโบว์ กล่าวว่า เพิ่งรับทราบจากทางจังหวัดนนทบุรีว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จะเสด็จมาพระราชทานเพลิงศพน้องโบว์ ด้วยพระองค์เอง รู้สึกปลาบปลื้มปีติในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของครอบครัว “ ระดับปัญญาวุฒิ” อย่างหาที่สุดมิได้ รีบบอกให้ลูกสาวอีก 2 คนไปหาซื้อเสื้อผ้ามาให้คนในครอบครัวสวมใส่เพื่อรอรับเสด็จฯ ส่วนนางวิชุดา ภรรยา ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน ใจจริงอยากมาร่วมงานเพื่อรับเสด็จฯทั้ง 2 พระองค์ และมาร่วมงานศพลูกเป็นครั้งสุดท้าย แต่มาไม่ได้เพราะหมอไม่อนุญาต เกรงว่าแผลจะติดเชื้อ อาการของภรรยาขณะนี้นิ้วหัวแม่โป้งเท้าซ้ายถูกตัดไปบางส่วน ส่วนนิ้วชี้และนิ้วกลางด้วนกุดทั้งนิ้วจากแรงระเบิดของแก๊สน้ำตาที่ถูกตำรวจยิงใส่

ไม่ต้อนรับคนรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือตัวแทนรัฐบาลมาร่วมงานจะต้อนรับหรือไม่ นายจินดาพ่อน้องโบว์ตอบว่า คงไม่ต้อนรับ ขอให้งานนี้เป็นงานของประชาชนเท่านั้น อยากเรียกร้องให้คนไทยทุกคนออกมาปกป้องประชาธิปไตย อย่าให้นักการเมืองมารังแก ต่อข้อถามถึงการเรียกร้องค่าเสียหายทั้งทางแพ่งและอาญาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องโบว์ นายจินดากล่าวว่า ได้มอบหมายให้ทาง ส.ว. กับแกนนำพันธมิตรฯเป็นผู้จัดการทั้งหมด หลังเสร็จพิธีพระราชทานเพลิงศพลูกสาวแล้ว ในช่วงเช้าวันที่ 14 ต.ค. จะนำอังคารของลูกสาวไปลอยที่วัดช่องลม จ.สมุทรสาคร เนื่องจากเป็นสถานที่สงบและสวยงาม อยากให้ลูกได้อยู่ในดินแดนที่สงบเงียบปราศจากความวุ่นวาย

จวกตั้ง กก.สอบไร้ประโยชน์

ด้าน น.ส.ดารณี และ น.ส.สุภาภรณ์ ระดับปัญญาวุฒิ น้องสาว 2 คนของน้องโบว์ ตอบข้อซักถามที่ว่าอยากเรียกร้องขอความเป็นธรรมอะไรหรือไม่ ทั้งคู่ยืนยันว่าไม่ต้องการเรียกร้องอะไร ถึงเรียกร้องไปก็ไม่มีประโยชน์ การที่รัฐบาลตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีประโยชน์ อย่าตั้งขึ้นมาดีกว่า อย่างไรก็ตาม รู้สึกปลาบปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จฯมาพระราชทานเพลิงศพพี่สาว อยากให้พี่สาวมาเข้าเฝ้าอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน โอกาสแบบนี้คงหาไม่ได้ ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้คนในครอบครัวรู้สึกท้อถอย ตรงกันข้าม พี่สาวถือเป็นกำลังใจให้ครอบครัวมีแรงใจไปเรียกร้องประชาธิปไตยมากกว่าเดิม

 ยกเป็นวีรสตรีของพันธมิตรฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บรรยากาศที่วัดศรีประวัติตั้งแต่เวลาประมาณ 9 โมงเช้า เต็มไปด้วยประชาชน จำนวนมากที่ทยอยเดินทางมารอร่วมงานพระราชทานเพลิงศพน้องโบว์ โดยมีกลุ่มพันธมิตรฯ จากจังหวัดต่างๆ นั่งรถบัสทยอยเดินทางมาสมทบหลายพันคน โดยเจ้าภาพได้จัดพิธีเลี้ยงพระเพลและเทศน์ 1 กัณฑ์ จากนั้นนางสุนทรี เวชานนท์ ศิลปินชาวล้านนา และ “ ลานนา คัมมินส์” ลูกสาวศิลปินค่ายแกรมมี่ ได้เดินทางมาร่วมกันขับกล่อมลำนำสดุดีหน้าโลงศพน้องโบว์ โดยยกย่องให้เป็นวีรสตรีของกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งนี้ นางสุนทรีกล่าวว่า เป็นตัวแทนพันธมิตรฯ จ.เชียงใหม่ มาร่วมแสดงความเสียใจกับครอบครัวของน้องโบว์ ถือว่าทำดีที่สุดแล้วเพื่อชาติ ศาสนา พระ มหากษัตริย์ พวกเราจะจดจำน้องโบว์ไว้ในดวงใจตลอดไป

พธม.แห่ร่วมงานศพ “ น้องโบว์”

สำหรับบรรยากาศในช่วงเย็น ภายในวัดศรีประวัติ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี คลาคล่ำไปด้วยแนวร่วมพันธมิตรฯ นับหมื่นคนเดินทางมาร่วมไว้อาลัยน้องโบว์ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ จนทำให้การจราจรบริเวณถนนบางกรวย-ตลิ่งชัน ติดขัดยาวเหยียด เจ้าหน้าที่ตำรวจและ อปพร. ต้องทำงานอย่างหนัก โดยไม่อนุญาตให้รถเข้ามาจอดภายในวัด ประชาชนจึงต้องนำรถไปจอดไว้บริเวณข้างทางและวัดใกล้เคียงที่ได้จัดเตรียมไว้ จากนั้นจึงเดินเท้าเข้ามาภายในวัด โดยที่ทั้งสองข้างทางเข้าวัด กลุ่มพันธมิตรฯ บางส่วนได้ตั้งแถวยืนรอรับเสด็จฯ พร้อมกับนำธงชาติไทย และธงตราสัญลักษณ์ สก.มาโบกยาวเหยียด ส่วนที่บริเวณลานวัดหน้าเมรุ รวมทั้งศาลาต่างๆ แน่นไปด้วยประชาชน รวมทั้งผู้สื่อข่าวจากต่างประเทศ อาทิ เอพี เอเอฟพี รอยเตอร์ ฯลฯ เข้ามารายงานข่าวไปทั่วโลก

องคมนตรี-ผบ.เหล่าทัพพรึ่บ

ทั้งนี้ ผู้ที่มาร่วมงานศพจะได้รับแจกหนังสือ “ อังคณา ดอกไม้พันธมิตรฯ” หนังสือไว้อาลัย ที่จัดทำโดยครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ ภายในจะมีเนื้อหาประวัติน้องโบว์ บทความไว้อาลัย หนังสือภาพตำรวจฆ่าประชาชน ซึ่งเป็นบันทึกภาพเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อวันที่ 7 ต.ค. และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน โดยมีเหล่าแกนนำพันธมิตรฯ มาร่วมแสดงความไว้อาลัย อาทิ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายศิริชัย ไม้งาม ตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง นายสำราญ รอดเพชร นายการุณ ใสงาม นอกจากนี้ ยังมีบุคคลสำคัญ อาทิ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา นายพลากร สุวรรณรัฐ นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส.พร้อมด้วย ผบ.ทั้ง 3 เหล่าทัพ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นางรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ฯลฯ โดยก่อนที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จฯมาถึง นายสนธิได้เดินทักทายกับพันธมิตรฯที่มาร่วมงานพร้อมกับขอความร่วมมือให้ประชาชนตะโกนคำว่า “ ทรงพระเจริญ” และโบกธงชาติและธงตราสัญลักษณ์อีกด้วย

พระราชทานดอกไม้เพลิง

ต่อมาเวลา 16.05 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ เสด็จฯพร้อมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี มายังเมรุวัดศรีประวัติ เมื่อเสด็จฯมาถึงประชาชนนับหมื่นคนต่างพากันโบกธงชาติไทยและธงตราสัญลักษณ์ พร้อมกับเปล่งเสียง “ ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ประชาชนบางรายรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ จากนั้นทรงทอดผ้าไตร ทรงวางดอกไม้เพลิงพระราชทานที่พานหน้าโลงและทรงพระราชทานเพลิง และทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัว “ ระดับปัญญาวุฒิ” ประมาณ 20 นาที จากนั้นจึงเสด็จฯกลับในเวลา 16.45 น.

พ่อน้องโบว์ปลื้มรับสั่งลูกเด็กดี

จากนั้นประชาชนนับหมื่นพากันขึ้นไปวางดอกไม้ จันทน์ที่เมรุกันยาวเหยียด โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก นายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ พ่อน้องโบว์กล่าวถึงกระแสรับสั่งของสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า พระองค์รับสั่งว่า ลูกสาวเป็นเด็กดี ช่วยชาติรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมกับทรงให้กำลังใจและรับสั่งอีกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทรงรับทราบเรื่องนี้แล้ว และเงินที่ใช้รักษาได้ทรงพระราชทานมาให้ และตนได้ทูลพระองค์ว่า รู้สึกปลาบปลื้ม และเป็นเกียรติกับวงศ์ตระกูลที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯมา




สุนทรี เวชานนท์” ควงบุตรสาว “ ลานนา คัมมินส์” เคารพศพ น้องโบว์-สารวัตรจ๊าบ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 ตุลาคม 2551 06:52 น.

ศิลปินล้านนาชื่อดัง สุนทรี เวชานนท์ และบุตรสาว ลานนา คัมมินส์

“ สุนทรี เวชานนท์” ควงบุตรสาว “ ลานนา คัมมินส์” เดินทางจากเชียงใหม่เพื่อเคารพศพ น้องโบว์-สารวัตรจ๊าบ “ สุนทรี” เผยสุดผิดหวังบิ๊กป๊อก-ประณาม นปก.เถื่อนทำร้าย จนท.รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ขับกล่อมเพลง “ ดาวนำทาง” ให้กำลังใจพันธมิตรฯ ด้าน “ ลานนา” เปิดตัวครั้งแรกบนเวทีพันธมิตรฯ ร้อง ปชช.ถูกทำร้ายอย่างนี้ไม่มีคำว่า “ เป็นกลาง” อีกแล้ว

วันนี้ (13 ต.ค.) เมื่อช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน ศิลปินล้านนาชื่อดัง สุนทรี เวชานนท์ และบุตรสาว ลานนา คัมมินส์ ได้เดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาร่วมเคารพศพของสองวีรชนพันธมิตรฯ คือ “ น้องโบว์” น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ และ “ สารวัตรจ๊าบ” พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรีที่กำลังจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันจันทร์ที่ 13 และอังคารที่ 14 ต.ค.

บนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ ทำเนียบรัฐบาล ศิลปินล้านนา กล่าวแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ออกมาแสดงความนิ่งเฉยต่อเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. 2551 โดยระบุว่าก่อนหน้านี้ตนมีความเชื่อมั่นต่อ “ บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์มาตลอด เนื่องจากมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งมักจะกล่าวกับตนเสมอว่า “ น้องป๊อก” หรือ พล.อ.อนุพงษ์อยู่ข้างประชาชน อยู่ข้างพันธมิตรฯ แต่ไม่แสดงออก ทว่าถึงปัจจุบันสถานการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นเช่นนั้น

นอกจากนี้ นางสุนทรียังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ในนามกลุ่มสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย ได้บุกไปที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อข่มขู่ ต่อแพทย์ที่ลงนามแสดงการอารยะขัดขืนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณี ทำร้ายประชาชนในวันที่ 7 ต.ค. จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 400 คน และเสียชีวิตแล้ว 2 คน พร้อมทั้งกล่าวประณามว่าเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนเพราะนอกจากกลุ่ม นปก.เชียงใหม่ จะบุกไปที่โรงพยาบาลเพื่อข่มขู่แล้ว ยังมีการทำร้ายเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอีกด้วย จนเธอต้องร้องขอให้ทหารที่รู้จักกันให้ช่วยเข้าปกป้อง

ต่อมาศิลปินล้านนาผู้รักชาติและร่วมต่อสู้เคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรฯ มาตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้ อ่านบทกวีของ “ ศรีแพร” ที่กล่าวสดุดี น.ส.อังคณา พ.ต.ท.เมธี และวีรชนพันธมิตรฯ ผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคน ความว่า

เธอคือโบว์ประดับใจ พันธมิตร
เธอคือโบว์ประดับจิต มิตรสหาย
เธอคือโบว์ประดับฟ้า สง่าพราย
เธอคือโบว์ ดอกไม้แห่งมวลชน

ห่ากระสุนไม่ระคาย ใจประเสริฐ
ห่าระเบิดไม่ระคาย ใจกุศล
ประวัติศาสตร์ 7 ตุลา กล้าผจญ
วีรชน วีรสตรี ที่ชื่อโบว์

หนึ่งตำรวจพันธมิตร จิตใจงาม
หนึ่งผู้น้ำใจดี เมธีโธ่
พันธมิตรพี่น้อง ร้องไห้โฮ
โอ้โหเมธี ชาติมนตรี

สละชีพเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์
เกียรติประวัตินักสู้ ผู้ไม่หนี
เขาปกป้องประชาชน โดนย่ำยี
ชีวิตพลี เพื่อ ประชาธิปไตย

วีรสตรี วีรบุรุษ พันธมิตร
ผู้อุทิศเรือนร่าง ถางทางให้
แขนขา ดวงตา ที่เสียไป
เพื่อชูชัย มวลมหา ประชาชน
เพื่อชูชัย มวลมหา ประชาชน

“ ขอคารวะแด่น้องโบว์ และสารวัตรเมธีเจ้า” สุนทรี เวชานนท์กล่าวเมื่ออ่านบทกวีจบ พร้อมกับกล่าวว่าตอนแรกจะมาร้องเพลงหลายเพลงแต่จิตใจนั้นเหมือนจะขาดรอนๆ จึงขออนุญาตร้องเพลง “ ดาวนำทาง” ซึ่งประพันธ์โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ กวีซีไรต์ปี 2535

“ ถึงแม้ดาวบางดวงนั้นร่วงไปแล้ว แต่ขอให้ทุกๆ คนเข้มแข็ง มีสติ ยึดมั่น ถือมั่นในความดีงาม เพราะเชื่อมั่นว่า คุณพระศรีรัตนตรัยนะเจ้า พระสยามเทวาธิราช พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ของสองพระองค์ท่านทรงคุ้มครองพวกเราอยู่” สุนทรี กล่าวหลังร้องเพลง “ ดาวนำทาง”

ครั้งแรกของ “ ลานนา” บนเวทีพันธมิตร

ในช่วงเวลาประมาณ 00.30 น. นางสุนทรีได้เชิญบุตรสาว ลานนา ขึ้นมาบนเวที โดยลานนาได้ร้องเพลง “ กาสะลอง” ที่มีเนื้อความเกี่ยวกับความผูกพันระหว่างแม่-ลูก เพื่อมอบให้กับ ครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ และร้องเพลง “ ไว้ใจได้กา” อันถือเป็นเพลงดังของลานนา เพื่อขับกล่อมผู้ชุมนุม โดยการขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ครั้งนี้ของ ลานนาถือเป็นครั้งแรกของเธอ

หลังร้องเพลง “ กาสะลอง” จบด้วยเสียงอันสั่นเครือ ลานนา ได้กล่าวว่า “ อยากจะขอเชิญชวน พ่อแม่พี่น้องทุกคน ที่เรียกตัวเองว่าเป็นกลาง มันถึงเวลาแล้ว ที่จะออกมากันได้แล้ว เพราะว่าทุกวันนี้ ประชาชนถูกทำร้ายอย่างนี้ ไม่มีคำว่าเป็นกลางแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องออกมากันแล้ว ขอเป็นกำลังให้พ่อแม่พี่น้องพันธมิตรฯ ทุกคนนะเจ้า และแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คนด้วยนะเจ้า ขอให้สู้ต่อไป”



ส.ว.ร้องยูเอ็น! ค้าน รบ.โจรตั้ง คกก.สอบโจรเหตุ 7 ตุลาทมิฬ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 ตุลาคม 2551 16:14 น.

กลุ่ม 40 ส.ว.ร้อง กก.สิทธิฯ ยูเอ็น จัดการการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีการสลายการชุมนุม ระบุ รบ.สั่งสลายชุมนุมเองแล้วตั้ง กก.สอบ ใครจะเชื่อ เผย กมธ.ส.ว.2 คณะ เตรียมสอบสวนคู่ขนาน เชิญ พล.ต.อ.ประทิน ร่วมเป็น กก.

วันนี้ (10 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่ม 40 ส.ว.ในการตรวจสอบรัฐบาลกรณีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยรายนั้น โดยนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา เดินทางไปยื่นจดหมายเปิดผนึกเป็นภาษาอังกฤษ เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของรัฐบาลไทย ถึงนายโฮทายอง อลิซาเดห์ ผู้แทน OHCHR ที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินกลาง พร้อมทั้งรูปภาพเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม โดยแปลเป็นภาษาไทยมีใจความว่า กลุ่ม 40 ส.ว.ห่วงใยอย่างยิ่งต่อวิกฤตการเมืองในประเทศซึ่งเกิดจากพฤติกรรมของรัฐบาลที่สร้างความขุ่นเคืองใจต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวาง สังคมไทยเชื่อว่ารัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลตัวแทนของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และการประท้วงดังกล่าวเกิดในวันที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พยายามที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และได้สั่งการให้ใช้ความรุนแรงโดยใช้แก๊สน้ำตา และระเบิดที่รุนแรงต่อผู้ชุมนุมอย่างสันตินอกบริเวณรัฐสภา เหตุผลเพียงอย่างเดียวของรัฐบาลคือต้องการให้ ครม.และสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมดังกล่าว

ขณะที่การประท้วงยังดำเนินต่อไปเพราะเห็นว่าการประชุมนั้นไม่ชอบธรรม เนื่องจาก ส.ส.ฝ่ายค้านและส.ว.จำนวนหนึ่งไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยยังมีปฏิบัติการที่ทารุณเกิดขึ้นตลอดทั้งวัน ทำให้ประชาชานบาดเจ็บมากกว่า 400 คน และเสียชีวิต 3 คน ความทารุณและพฤติกรรมไร้มนุษยธรรมเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ความจริงแล้วรัฐบาลสามารถจะใช้วิธีการอื่นที่หลีกเลี่ยงความรุนแรงได้เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตอย่างไม่จำเป็น นับเป็นการหว่านเพาะความขุ่นเคืองและความแตกแยกในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง

กลุ่ม 40 ส.ว.ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันและลดเงื่อนไขแห่งโศกนาฏกรรม ได้แก่ การออกคำแถลงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม เรียกร้องให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงใช้ความรุนแรงต่อประชาชนที่ชุมนุมกันอย่างสันติ จากนั้นเรียกร้องให้เลื่อนการประชุมรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม หลังจากรัฐบาลสั่งการให้สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา และแสดงการประท้วงด้วยการไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภา เนื่องจากไม่ต้องการเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับการแถลงนโยบายของรัฐบาล ขณะที่ประชาชนนับร้อยถูกทำร้ายบาดเจ็บอย่างรุนแรงหน้ารัฐสภา รวมถึงการตั้งกระทู้ถามรัฐบาลในปัญหาความรุนแรงดังกล่าว และเรียกร้องทุกภาคส่วนทั้งในและนอกประเทศร่วมกันกดดันรัฐบาลไทยยุติความรุนแรงต่อประชาชน รวมทั้งยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อหยุดยั้งการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลโดยทันที ตลอดจนเรียกร้องให้สอบสวนและดำเนินการทางกฎหมายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้รับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนไทย ฉะนั้น ในฐานะที่ OHCHR เป็นหน่วยงานสำคัญขององค์การสหประชาชาติที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและเป็นสำนักเลขาธิการของคณะมนตรีด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กลุ่ม 40 ส.ว.จึงขอเรียกร้องให้ OHCHR ใช้ความพยายามในการกระทำอย่างเหมาะสมเพื่อหยุดยั้งและป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

ด้าน นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา 1 ในกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวถึงกรณีรัฐบาลมีมติตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสอบสวนหาข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯบริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมว่า เมื่อรัฐบาลเป็นผู้สั่งการปฏิบัติการการใช้ความรุนแรงเองแล้วมาตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสอบสวนหาข้อเท็จจริง ถามว่า สังคมจะเชื่อถือได้อย่างไร ตอนนี้มีผู้ใหญ่ที่มีความเป็นกลางหลายคนมีท่าทีปฏิเสธไม่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ก็ถือเป็นสิทธิ์ ต้องรอดูว่าใครเป็นกรรมการและผลออกมาอย่างไร และสังคมจะตัดสินอย่างไร แต่ในส่วน ส.ว. คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค และคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล ได้ตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าว มี น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. เป็นประธานคณะทำงาน และจะเชิญบุคคลภายนอกที่สังคมให้ความเชื่อถือมาร่วม ทราบว่าตอนนี้กำลังทาบทาม พล.ต.อ. ประทิน สันติประภพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ มาร่วมเป็นคณะทำงาน โดยจะเร่งสอบสวนให้เร็วที่สุด คาดว่า 2-4 สัปดาห์จะได้ผลสรุปและแถลงต่อสาธารณะ ทั้งนี้ สัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนในเรื่องคณะทำงานและประเด็นการสอบสวนรวมถึงหลักฐานภาพถ่ายต่างๆ




"ราชินี"ทรงสลดพระทัยเหตุ7ตุลา พระราชทานพวงมาลาศพ"โบว์"
วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11171 มติชนรายวัน


พวงมาลาพระราชทาน - ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์ รองราชเลขาธิการในองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้อัญเชิญพวงมาลาพระราชทานแก่น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ซึ่งเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ศาลาบำเพ็ญบุญ วัดศรีประวัติ ตลิ่งชัน กทม. เมื่อค่ำวันที่ 9 ตุลาคม

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสลดพระราชหฤทัย และทรงห่วงใยประชาชนทุกหมู่เหล่าที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายชุมนุม โดยท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีฆะระ รองราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้น้อมนำพระราชกระแสความห่วงใยในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ความว่า พระองค์ทรงติดตามข่าวเหตุการณ์ชุมนุมทางสถานีวิทยุโทรทัศน์และสิ่งพิมพ์ ทอดพระเนตรเห็นประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บและถูกนำส่งโรงพยาบาล ทรงสลดพระราชหฤทัยและทรงห่วงใยประชาชนทุกหมู่เหล่า จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กับโรงพยาบาล (รพ.) เพื่อรักษาประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ อาทิ รพ.รามาธิบดี รพ.พระมงกุฎเกล้า รพ.ราชวิถี รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.ศิริราช รพ.กลาง และ รพ.ตำรวจ

"การพระราชทานความช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือประชาชนทุกคน โดยไม่แบ่งว่าเป็นฝ่ายใด เพราะประชาชนทุกคนนั้นคือพสกนิกรของพระองค์ทุกคน" ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์กล่าว และว่า สมเด็จพระราชินีพระราชทานพระราชทรัพย์อีกส่วนหนึ่งเป็นค่ายาพิเศษที่เบิกไม่ได้ และเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัวผู้ป่วยด้วย

เวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลาบำเพ็ญบุญ วัดศรีประวัติ ตลิ่งชัน กทม. สถานที่จัดงานสวดพระอภิธรรมศพ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ซึ่งเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นวันที่สอง มีชื่อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเจ้าภาพในวันนี้ มีบุคคลสำคัญมาร่วมงานจำนวนมากจนแน่นไปทั้งศาลาวัด อาทิ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ นายศรัณยู วงษ์กระจ่าง ฯลฯ นอกจากนี้มีพวงหรีดจากบุคคลและหน่วยงาน ห้าง ร้านต่างๆ ส่งมาเคารพศพจนเต็มศาลา อาทิ หรีดของแกนนำ 5 พันธมิตร , แนวร่วมศิลปินเพื่อประชาธิปไตย , สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย , นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

เวลา 19.00 น. ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์ รองราชเลขาธิการในองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้อัญเชิญพวงมาลาพระราชทานมาร่วมเคารพศพด้วย ขณะอัญเชิญพวงมาลาลงจากรถ ประชาชนในงานต่างพร้อมใจกันกล่าวเสียง "ทรงพระเจริญ" ดังไปทั้งวัด สำหรับพิธีสวดพระอภิธรรมศพน้องโบว์จะมีไปจนถึงวันที่ 12 ตุลาคม และจะฌาปนกิจวันที่ 13 ตุลาคม เวลา 16.00 น.





ชัด ตร.ฆ่าประชาชน แพทย์รามาฯ ชี้ “ น้องโบว์” เสียชีวิตจากแก๊สน้ำตาคุณภาพต่ำระเบิด
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 ตุลาคม 2551 19:21 น.

น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ

แพทย์รามาฯ ฟันธง “ น้องโบว์” เสียชีวิตจากแก๊สน้ำตาคุณภาพต่ำระเบิด ชี้ เป็นไปไม่ได้ผู้บาดเจ็บพกระเบิด หากหนีบใกล้ตัวร่างกายเสียหายหนักกว่านี้ แถมอีกรายระเบิดที่ใบหน้า หัว และพบวัตถุคล้ายกระบอกฝังข้อมือ คาดเป็นชิ้นส่วนวัตถุที่ทำให้ระเบิด ยันไม่ใช่คนขาพิการแน่ เพราะแผลเละกระจุย มีนิ้วเท้าติดมาด้วย แต่ยังไม่สรุปโดนระเบิดแก๊สน้ำตาหรือไม่ ด้าน ผอ.รามาฯ ชี้ “ นายตี๋” ที่ถูกกล่าวหาว่ามือซ้ายกุมระเบิด พบเป็นวัตถุคล้ายพวงกุญแจ หรือ กรอบพระ แต่หล่นหายไประหว่างเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 10 ตุลาคม ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี นายสุรสิงห์ โกศลนาวิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบ เหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เดินทางมาขอข้อมูลของผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บที่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลราชวิถี เพื่อนำมาประมวลข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เข้าใจตรงกัน

ผศ.พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เปี้ยวนิ่ม หัวหน้าหน่วยนิติเวช ภาควิชาพยาธิวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากการชันสูตรศพ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ น้องโบว์ วัย 27 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า พบว่า มีแผลขนาดใหญ่มาก เป็นรอยไหม้ มีเขม่า ดำ กระดูกต้นแขนหัก ซี่โครงหักเป็นแนวยาวตรง อวัยวะภายในเลือดออก เยื่อหุ้มปอดซ้าย และผนังหัวใจทะลุ ม้ามและตับซ้ายแตก

“ ลักษณะบาดแผลไม่เรียบ แสดงว่า เกิดจากความแข็ง มีรอยไหม้ เนื่องจากวัตถุมีความร้อน ตับและม้ามแตกจากวัตถุที่มีแรงอัด ซึ่งเข้ากับลักษณะของระเบิดมากที่สุด และเกิดการระเบิดในระยะใกล้ตัว ไม่ติดกับลำตัว เนื่องจากซี่โครงร้าวเป็นแนวยาว หากระเบิดในระยะติดตัวซี่โครงจะต้องแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากกว่านี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้เสียชีวิตจะพกวัตถุระเบิดไว้ประชิดติดตัว น่าจะเป็นการที่วัตถุมากระทบโดนตัว และกระเด็นตกใกล้ตัวก่อนจะเกิดการระเบิดมากกว่า” ผศ.พล.อ.ต.นพ.วิชาญ กล่าว

ผศ.พล.อ.ต.นพ.วิชาญ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้ส่งเสื้อชั้นในไปให้พนักงานพิสูจน์หลักฐานตรวจหาสารเคมีที่พบที่ตัวศพแล้ว ซึ่งเป็นการทำตามขั้นตอน แต่หากญาติไม่เชื่อในการตรวจสอบของหน่วยงานดังกล่าว สามารถมาร้องเพื่อขอให้โรงพยาบาลส่งไปตรวจที่หน่วยงานอื่นได้

“ กรณีศพของน้องโบว์ เสียชีวิตจากการระเบิดของแก๊สน้ำตาคุณภาพต่ำแน่ เพราะเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปชันสูตรศพยังแสบตามากจนต้องออกมาล้างหลายรอบ และที่ตัวศพไม่พบสะเก็ดระเบิดที่เป็นโลหะ แต่หากเป็นระเบิดจากแก๊สน้ำตาที่มีบรรจุภัณฑ์เป็นพลาสติกเมื่อเกิดการระเบิดจะไม่พบสะเก็ด” ผศ.พล.อ.ต.นพ.วิชาญ กล่าว

ด้าน ศ.นพ.วิรัติ พาณิชย์พงษ์ สมาชิกวุฒิสภา อดีตหัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะคณะอนุกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม กล่าวว่า ภาพที่เห็นจากสื่อต่างๆ มีการตกกระทบของวัตถุแล้วเกิดเปลวไฟ ควันและระเบิด ทั้งยังพบปลอกสลักแก๊สน้ำตา จึงเป็นการยืนยันว่าตำรวจมีการใช้แก๊สน้ำตาจริง แต่เมื่อกระทบพื้นหรือตัวบุคคลจะมีแรงอัดระเบิดเป็นไฟไหม้ผิวหนัง เนื้อเกิดการฉีกขาดจากหน้าไปหลัง

ศ.นพ.วิรัติ กล่าวต่อว่า เมื่อนำผลการชันสูตรศพ และพิสูจน์หลักฐานมาประมวลร่วมกัน สามารถระบุได้ว่า ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาคุณภาพต่ำที่สามารถจุดระเบิดได้ ซึ่งในประเทศสหรัฐฯจะใช้แก๊สน้ำตาชนิดที่ทำให้เกิดควันฟุ้งเพียงอย่างเดียว ซึ่งสิ่งที่ต้องสอบสวนต่อไป ก็คือ การยิงแก๊สน้ำตาใส่ฝูงชน กระทำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ และมีความรู้หรือไม่ว่าวัตถุนั้นสามารถทำอันตรายถึงชีวิตได้

“ กรณีศพ น.ส.อังคณา ก็น่าจะเข้าข่ายแก๊สน้ำตาคุณภาพต่ำระเบิดแต่ยังไม่ 100% จะต้องส่งเสื้อผ้าหรือชิ้นเนื้อไปตรวจนิติวิทยาศาสตร์ ว่า มีสารเคมีที่ใช้ในการผลิตแก๊สน้ำตาหรือไม่ ถ้ามีก็ยืนยันได้ 100%” ศ.นพ.วิรัติ กล่าว

รศ.นพ.ธันย์ สุภัทร์พันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล กล่าวว่า กรณีของนายชิงชัย อุดมเจริญกิจ หรือ นายตี๋ ที่มือขวาขาดและมีการกล่าวอ้างว่ามือซ้ายกำระเบิดนั้น เจ้าหน้าที่รายงานสรุปลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่า เวลาประมาณ 19.05 น.ชายไทยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลรามาฯ โดยรถพยาบาลของโรงพยาบาลบางคล้า ผู้ป่วยยังมีสติสามารถชูสองนิ้วซ้ายได้ แพทย์จึงทำการล้างตัวด้วยความรวดเร็วและไม่ได้ทำการเก็บสัมภาระหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าใดๆ

กระทั่งเวลา 19.09 น.ผู้ป่วยได้รับการย้ายเข้าห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วยยังสวมใส่เสื้อผ้าและกางเกงของตนเอง เริ่มมีอาการซึมลง ผู้ตรวจสอบค้นหาหลักฐานเพื่อระบุตัวตนของผู้ป่วยแต่ไม่พบ จึงระบุเป็นชายไทยไม่ทราบชื่อ

ขณะที่บริเวณมือขวาถูกพันด้วยผ้ายืด มือซ้ายกำสิ่งของลักษณะกลมแบนคล้ายฝาขนมครก 2 ชิ้น ประกบกัน ใหญ่ขนาดเหรียญ 10 บาท ขนาดไม่เท่ากันหุ้มด้วยพลาสติกใส คล้ายกรอบพระ ภายในเป็นก้อนคล้ายหินสีดำ แต่เห็นไม่ชัด เนื่องจากมีคราบเลือดอยู่ ขอบนอกถักด้วยหนังหรือเชือก โดยทั้ง 2 อัน ผูกติดกันด้วยหนังคล้ายพวงกุญแจ จึงเก็บใส่ถุงพลาสติก ไม่ได้เขียนระบุชื่อที่ถุง และวางไว้ที่บริเวณหน้าขาผู้ป่วย

เวลา 19.19 น.ผู้ป่วยถูกนำตัวไปห้องผ่าตัดทันที พยาบาลห้องผ่าตัดรายงานว่า ไม่พบสิ่งของที่วางไว้บนตัวผู้ป่วย คาดการณ์ว่า อาจมีการสูญเสียระหว่างทางขณะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมายังห้องผ่าตัด และผู้ป่วยรายนี้ทางนิติเวชที่ห้องฉุกเฉินยังไม่ทันถ่ายภาพ เนื่องจากผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว

นพ.อากาศ พัฒนเรืองไล นิติเวชแพทย์ กลุ่มพยาธิแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลมี 2 ราย คือ 1.นางรุ่งทิวา ธาตุนิยม อายุ 46 ปี ชาวอำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา และ 2.นายอดิศร สนใจแท้ อายุ 36 ปี สำหรับบาดแผลของ นางรุ่งทิวา จากการตรวจวิเคราะห์พบว่า เกิดจากเนื้อเยื่อถูกทำลายจากวัตถุที่มีแรงระเบิด ส่งผลให้กระดูกเบ้าตา ตา กะโหลก เนื้อสมองเสียหายมีเลือดออกบอบช้ำมาก และยังอยู่ในภาวะช็อก

“ การทำลายล้างของวัตถุชนิดนี้สูงมาก โดยทำลายกระดูกเบ้าตา ตา กะโหลกศีรษะ สมองซีกซ้ายทั้งบริเวณส่วนหน้า ส่วนกลาง และส่วนท้ายทอยฉีกขาดเยอะมาก มีอาการบวมจนไปทับก้านสมอง บาดแผลที่เกิดขึ้นค่อนข้างลึก ไม่พบสะเก็ดระเบิด แต่มีเขม่าร่วมกับบาดแผลที่เกิดการระเบิด พบมีจุดสีดำรอบๆ แผล แม้ว่าเวลาจะผ่านไปถึง 2-3 วัน การสมานแผลก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากมีสารเคมีทำให้แผลหายช้า และยืนยันว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ที่ผู้ได้รับบาดเจ็บจะพกระเบิดมาเอง แล้วเกิดการระเบิดทำลายที่บริเวณใบหน้าและศีรษะ” นพ.อากาศ กล่าว

นพ.อากาศ กล่าวต่อว่า ส่วนบาดแผลที่บริเวณข้อมือก็ค่อนข้างลึก พบว่า มีวัตถุฝังอยู่ในบาดแผลด้วย ซึ่งวัตถุดังกล่าวเป็นพลาสติกทรงกระบอก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร เป็นวัสดุที่มีลักษณะพิเศษไม่ใช่สิ่งของที่อยู่บริเวณเกิดเหตุอย่างแน่นอน แต่น่าจะเป็นชิ้นส่วนที่มาจากแก๊สน้ำตาที่สามารถระเบิดได้ และขณะนี้ยังไม่มีการขอหลักฐานไปตรวจพิสูจน์ ดังนั้น วัตถุดังกล่าวจึงยังอยู่ที่ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลราชวิถี อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับบาดเจ็บรายนี้ถูกส่งตัวต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้ว

นพ.อากาศ กล่าวอีกว่า ส่วนบาดแผลของผู้ได้รับบาดเจ็บอีกรายนั้น ลักษณะบาดแผลเกิดจากวัตถุที่มีแรงระเบิดทำให้มีการทำลายของเนื้อเยื่อด้านข้างลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร นอกจากนี้ พบว่า บาดแผลเป็นจุดกระจายไปทั่วบริเวณ และมีบาดแผลที่ลึกและถูกทำลายสูงเป็นบางจุดด้วย

นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บรายที่มีบาดแผลที่เท้าขวา มีการฉีกของเนื้อเยื้อ กล้ามเนื้อ และผิวหนังกระดูกแตก อยู่ในสภาพเละแหลกละเอียดจึงต้องทำการตัดขาในระดับใต้เข่าออกไป ซึ่งจากบาดแผลที่แพทย์ได้ทำการรักษานั้น ผู้บาดเจ็บไม่ได้พิการมาก่อนอย่างแน่นอน เพราะพบยังมีบางส่วนของนิ้วเท้าด้วย

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บที่ลำคอและหน้าอก พบว่า หลอดลมส่วนต้น กระเดือกฉีกขาด ต้องใส่ท่อหายใจ ซึ่งในรายเดียวกันพบว่ามือขวา บริเวณนิ้วและกระดูกมือได้รับความเสียหายอย่างมาก ซึ่งผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ราย ไม่พบชิ้นส่วนของโลหะเช่นเดียวกัน





พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร สมทบพันธมิตรฯ 2.5 หมื่น ช่วยเหลือวีรชนผู้ได้รับบาดเจ็บ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 ตุลาคม 2551 20:25 น.



วันนี้ (10 ต.ค.) ช่วงเวลาประมาณ 20.00 น.ที่ผ่านมา พิธีกรบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร ได้บริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือผู้บาดเจ็บผ่านพันธมิตรฯ เป็นจำนวน 25,000 บาท

สำหรับ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน (พระราชโอรสพระองค์ที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิทธิ์นฤมล ประสูติเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2464

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร ทรงเสกสมรสกับ หม่อมเจ้าอุทัยเฉลิมลาภ วุฒิชัย พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวุฒิไชยเฉลิมลาภ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร มีโอรสธิดา 2 คน คือ หม่อมราชวงศ์เฉลิมฉัตร วุฒิชัย สมรสกับ เอมอร วุฒิชัย ณ อยุธยา (บุษบงก์) และ หม่อมราชวงศ์พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ สมรสกับ หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์

ปัจจุบัน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร ทรงปฏิบัติงานในองค์กรสังคมสงเคราะห์หลายแห่ง เช่น ทรงเป็นประธานกรรมการมูลนิธิสวนหลวง ร.9 ประธานกรรมการมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนในพระบรมราชินูปถัมภ์ ทรงดำรงตำแหน่งนายกกรรมการบริหารมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลนในพระบรมราชินูปถัมป์





แกะรอยระเบิดปริศนา แก๊สน้ำตา หรือระเบิดมือ!?

โดย ผู้จัดการรายวัน 10 ตุลาคม 2551 08:09 น.

ภาพเปรียบเทียบระเบิดแก๊ซน้ำตาที่ตำรวจใช้กับระเบิดแก๊สน้ำตา M47 (ภาพซ้ายบนและล่าง) ส่วนภาพขวาบนคือระเบิด M26 ที่มีผู้สันนิษฐานว่าสีใกล้เคียงกับภาพระเบิดปริศนาในมือเจ้าหน้าที่ตำรวจ

สิ้นสุดเสียงระเบิดและม่านควันสีขาวจางลงในเช้าตรู่วันที่ 7 ตุลาคม ถนนอู่ทองในบริเวณหน้ารัฐสภาเต็มไปด้วยคราบเลือดและผู้บาดเจ็บหลายสิบชีวิต บางรายมีอาการสาหัสถึงขั้นสูญเสียอวัยวะอย่างมือ ดวงตา และแขนขา เสียงคร่ำครวญระงมก้องสลับกับเสียงไซเรนของรถพยาบาลที่วิ่งเข้าออกรับส่งคนเจ็บไม่ขาดระยะ

ไม่ทันข้ามวัน ช่วงเย็น-เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตรึงกำลังอยู่บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลระดมยิงห่ากระสุนแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุมอีกครั้ง คราวนี้ยอดผู้บาดเจ็บพุ่งพรวดจาก 70 ขึ้นไปเกินกว่า 200 คน หนึ่งในนั้นมีหญิงสาวผู้หนึ่งเสียชีวิตด้วยบาดแผลฉกรรจ์บริเวณหน้าอก ลักษณะคล้ายถูกสะเก็ดระเบิดพุ่งเข้าใส่โดยตรง

วันรุ่งขึ้น รอง ผบชน. นำทีมตำรวจตชด. พร้อมปืนและลูกกระสุนยิงแก๊สน้ำตาออกมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชน ยืนยันว่า ตำรวจใช้เพียงแก๊สน้ำตาซึ่งไม่มีอันตรายถึงขั้นต้องสูญเสียอวัยวะ หรือชีวิต พร้อมกับสาธิตการยิงปืนแก๊สน้ำตาใส่หุ่นทดลอง

9 ตุลาคม คนกวาดถนนของกทม. พบชิ้นส่วนอวัยวะภายในและลำไส้ของมนุษย์ตกอยู่ริมถนนที่เกิดการปะทะกันเมื่อสองวันก่อน ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ช่องหนึ่งถึงกับหน้ามืดเป็นลมเมื่อเห็นหลักฐานทางนิติเวชสดๆ กระจะตาดังกล่าว

สามวันผ่านไป ปริศนาต่างๆ ยังคงคลุมเครือ ไม่มีการเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ นอกจากคำแถลงของตำรวจ และคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่รอดชีวิตจากดงกระสุนแก๊สน้ำตา...ซึ่งหลังม่านสีขาวแห่งความตายนั้น ไม่มีใครรู้ว่าอาวุธยมฑูตที่แอบแฝงมาปลิดชีวิตผู้ชุมนุม และมีอานุภาพรุนแรงขนาดฉีกกระชากแขนขาของมนุษย์นั้น คืออะไร?

ประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันมากจากกรณีที่เกิดขึ้น คือความรุนแรงของแก๊สน้ำตานั้น สามารถส่งผลให้มีคนบาดเจ็บสาหัสจำนวนมากถึงขนาดนี้ได้อย่างไร

พ.ต.ท.กำธร อุ๋ยเจริญ รอง ผกก.กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด บก.ตปพ.บช.น. เปิดเผยถึงอาวุธที่ใช้สลายการชุมนุมซึ่งประกอบด้วย อาวุธยิงระเบิดควัน ขนาด 38 มม. ยี่ห้อโคลท์ ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนลูกระเบิดนั้นใช้กระสุนขนาดเดียวกัน ซึ่งบางลูกมีสีแดงและสีขาว อานุภาพทำให้ระบบประสาทของคนที่สูดดมควัน ถูกทำลายทำให้ปวดแสบปวดร้อน โดยเฉพาะตา จมูก และผิวหนัง แต่ไม่สามารถทำอันตรายผิวหนังฉีกขาดได้ แม้จะถูกยิงใส่โดยตรง และไม่มีสะเก็ดทำลายอวัยวะได้ เพราะผลิตจากพลาสติก

ขัดแย้งกับการที่นักวิชาการด้านความมั่นคงผู้หนึ่งออกมาระบุว่า การใช้แก๊สน้ำตาแล้วได้รับบาดเจ็บเป็นไปได้ยาก เพราะกระสุนแก๊สน้ำตาขับเคลื่อนด้วยแรงขับต่ำ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ยิงระยะเผาขนก็อาจจะทำให้ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นตาบอดได้ โดยเฉพาะถ้าหากยิงใกล้เกิน 120 เมตรก็อาจจะส่งผลทำให้อวัยวะฉีกขาด

ล่าสุด ทีมคณะแพทย์ผู้ทำการรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ใช้กำลังสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ได้ออกแถงข้อเท็จจริงและเปิดเผยข้อมูลรูปแบบของบาดแผลและอาวุธที่ทำร้ายผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งหลักฐานจากการวินิจฉัยของแพทย์ทุกสถาบันระบุตรงกันว่า ไม่น่าจะเกิดจากแก๊สน้ำตาเพียงอย่างเดียวเช่นที่ตำรวจอ้าง

นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ แพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ เปิดเผยว่า จากการตรวจรักษาผู้บาดเจ็บ พบเขม่าดินปืนและเศษสะเก็ดยางจากระเบิดฝังอยู่ในบาดแผลของผู้บาดเจ็บด้วย และได้ลงความเห็นว่า บาดแผลของผู้บาดเจ็บ ไม่น่าจะเกิดจากการใช้แก๊สน้ำตา แต่น่าจะเกิดจากอาวุธหนักที่มีอานุภาพการทำลายร้ายแรงกว่านั้น เนื่องจากบาดแผลฉกรรจ์และรุนแรงมาก

จากสถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าว คณะแพทย์ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในเดือนที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีได้มีการรับรักษาอาการผู้บาดเจ็บทั้งฝ่ายตำรวจและพันธมิตร ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่พบคือมีผู้ป่วยรายหนึ่งลำไส้ฉีกขาด และพบลูกกระสุนในบาดแผล เห็นได้ชัดว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องธรรมดา

ด้านพล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักวิทยาศาสตร์ตำรวจ ปรมาจารย์ด้านปืนและอาวุธระบุว่า ระเบิดควันที่ใช้กันอยู่มีของ 2 ประเทศ คือจากจีนและอเมริกา ระเบิดควันของอเมริกาจะมีแค่เสียงฟู่เวลาตกกระทบแล้วปล่อยควันออกมา แต่ระเบิดควันของจีนเป็นแบบปล่อยทั้งควันและเกิดระเบิดได้เมื่อถูกกระทบ ซึ่งสถานการณ์และภาพที่ทุกคนได้เห็นก็ชัดแล้วว่า ตำรวจจงใจเลือกระเบิดควันแบบไหนยิงใส่ประชาชน

สอดคล้องกับแหล่งข่าวซึ่งเป็นอดีตทหารและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธผู้หนึ่ง เปิดเผยว่า กระสุนปืนและระเบิดแก๊สน้ำตามีหลายชนิด แต่ละลูกจะมีพลังอัดไม่เท่ากัน ตรงด้านข้างกระป๋องที่บรรจุกระสุนก็จะมีระบุไว้ว่าห้ามยิงใส่เป้าหมายโดยตรง ทั้งนี้ เชื่อว่ากระสุนปืนแก๊สน้ำตาที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาสาธิตให้ดูว่าไม่รุนแรงนั้น น่าจะเป็นตัวอย่างกระสุนสาธิต หรือ demonstrate ที่ปกติแล้วจะมีตัวอย่างส่งมาให้ทางกรมตำรวจดูก่อนสั่งซื้อ ซึ่งอานุภาพจะไม่รุนแรงเท่าของจริง

" การสาธิตจะทำแบบให้ดูไม่รุนแรง แค่ดูว่าทิศทางของควันไปทางไหน ปกติสีของกระสุนแก๊สน้ำตาจะมีหลายแบบทั้งสีเขียว สีเหลือง ซึ่งสีจะเป็นตัวบ่งบอกความรุนแรง แต่เท่าที่เห็นอยู่ในทีวี มีกระสุนอยู่ลูกหนึ่งที่เป็นกระป๋องเคลือบสีเงิน จะเขียนไว้ว่าห้ามยิงโดยตรง ห้ามยิงแนวระนาบโดยเด็ดขาด เพราะถ้าถูกคนอาจทำให้บาดเจ็บจนถึงขั้นเสียชีวิตได้"

เขาเชื่อว่าตอนนี้ตำรวจสามารถที่จะไม่ใช้อาวุธที่ทางราชการใช้ก็ได้ ถ้าพันธมิตรจะเช็คว่าตำรวจมีการเบิกจ่ายปืนและกระสุนชนิดไหนมาใช้ในการสลายการชุมนุม ก็คงจะเช็คไม่ได้ ปกติแล้วการเบิกจ่ายอาวุธจะต้องมีหลักฐาน แต่เชื่อว่าถ้าไปเช็คต้องไม่มีข้อมูลในจุดนี้ เพราะมีทั้งปืนและกระสุนที่ยึดมาจากผู้ต้องหาตามโรงพักต่างๆ แม้จะเก็บปลอกกระสุนได้แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่ามาจากไหน

" ปกติแล้วปืนที่ยึดมาจากผู้ต้องหาตามโรงพักต่างๆ จะถูกนำมาเก็บรวบรวมไว้ที่ บชน. ซึ่งจะหยิบเอากระบอกไหนมาใช้ก็ได้โดยไม่มีใครรู้ เพราะตรวจสอบไม่ได้ว่าเป็นปืนเถื่อนที่ทำในไทย ปืนไม่มีทะเบียน หรือเป็นปืนนำเข้าที่ไม่มีในสารบบ"

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธคนดังกล่าวเชื่อว่า ขณะนี้ทางตำรวจพยายามสร้างสถานการณ์สลายการชุมนุมที่ถูกต้อง โดยการยืนยันว่าใช้เพียงแก๊สน้ำตา ไม่มีการใช้อาวุธปืนหรือกระสุนประเภทอื่นๆ ของบชน. แต่ตนเองขอยืนยันว่าหากดูจากการบาดเจ็บสาหัสของผู้ชุมนุม ไม่ใช่แก๊สน้ำตาเพียงอย่างเดียว คิดว่าน่าจะเป็นระเบิดลูกเกลี้ยงของรัสเซียลูกเล็ก ที่เมื่อระเบิดแล้วสะเก็ดระเบิดจะทำลายช่วงขาทำให้ข้าศึกเคลื่อนที่ได้ช้าลง ซึ่งระเบิดประเภทนี้ทั้งกองทัพจีนและรัสเซียใช้กันอยู่

" ระเบิดพวกนี้จะเรียกว่าลูกเกลี้ยงหรือลูกมะนาว เพราะลูกเล็กกว่าลูกมะนาวแป้นนิดหน่อย ส่วนมากเป็นของจีนกับรัสเซีย คิดว่าไม่ใช่ M26 ซึ่งเป็นของอเมริกาและมีรูปทรงรูปไข่ หรือมะนาวฝรั่ง แต่ผลิตในจีนแดงไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ สังเกตได้จากตอนที่ตำรวจสลายการชุมนุมแล้วมีระเบิดจนยางรถยนต์กระเด็น ซึ่งแก๊สน้ำตาไม่มีทางทำอย่างนั้นได้ ระเบิดที่ทำให้กองยางฉีกขาดกระจุยได้ขนาดนั้น ต้องเป็นระเบิดสังหารที่มีอานุภาพทำลายเป็นรัศมี 5 เมตร"

แม้เรื่องอาวุธปริศนาที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจะยังเป็นที่ถกเถียงหาข้อสรุป แต่จากภาพเหตุการณ์ที่บันทึกได้ พบว่ามีชายคนหนึ่งใส่แจ็คเก็ตสีดำ ถือวัตถุบางอย่างในมือเดินมาพร้อมแนวของเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจล ภาพที่ช่างภาพบันทึกไว้ปรากฏชัดว่าชายคนนั้นขว้างวัตถุดังกล่าวเข้าใส่ผู้ชุมนุม

คำถามก็คือ ถ้าไม่ใช่ตำรวจเป็นคนขว้างวัตถุที่น่าจะเป็นระเบิดมือดังกล่าว แล้วใครเป็นคนทำ?

มีความพยายามโยงใยไปถึงมือมืดที่แฝงตัวเข้ามา และโยนบาปให้กับมือที่สามที่หวังสร้างสถานการณ์ ไปจนถึงระบุว่าเป็นฝีมือของผู้ชุมนุมที่ทำระเบิดพลาดใส่ตัวเอง ซึ่งก็น่าแปลกใจว่าหากเป็นคนนอกจริง ใครที่ไหนจะไปแฝงตัวปะปนอยู่กับกลุ่มตำรวจได้โดยไม่ได้รับอนุญาต และหากผู้ชุมนุมมีวัตถุระเบิดจริง ไฉนจึงไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดได้รับบาดเจ็บเพราะถูกระเบิดเลยแม้แต่คนเดียว

แหล่งข่าวผู้เป็นอดีตนายตำรวจระดับสูง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกล่าวว่า กองกำลังปราบปรามเหตุจราจลจะแบ่งเป็น 3 หน่วย คือ นเรศวร 261 ซึ่งเป็นหน่วย ตชด. , กองกำลังปราบปรามจราจลของนครบาล ที่ฝึกมาโดยเฉพาะคือคอมมานโดกองปราบ และชุดหน่วยพิเศษอรินทราชของ บชน. ซึ่งอาวุธที่ใช้ในการควบคุมฝูงชนพื้นฐานจะมีเพียงโล่และกระบอง ไปจนถึงสเปรย์พริกไทย, ระเบิดควัน, กระสุน-ระเบิดแก๊สน้ำตา และกระสุนยางเป็นทางเลือกสุดท้าย

" หลักการของกองบัญชาการตำรวจนครบาลในอดีตที่ผ่านมา การดูแลรักษาความปลอดภัยในที่ชุมนุม อย่างมากเต็มที่ก็ใช้โล่ ไม่มีกระบอง เพราะในอดีตที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่ทำให้ตำรวจก่อความรุนแรง เพราะตำรวจตรากตรำงานหนัก แล้วมันจะอารมณ์เสียง่าย เพราะฉะนั้น เขาเลยให้เอากระบองไปเก็บไว้ที่รถ จะให้ใช้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่ง ฉะนั้นแล้วอุปกรณ์พื้นฐานมีโล่กับกระบองเท่านั้น"

จากภาพที่มีผู้สื่อข่าวจับภาพได้ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ กำลังเล็งปืนสั้นขนาด .357 ใส่ผู้ชุมนุมนั้น อดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่กล่าวว่า ปืน.357 นั้นมีความสามารถในการทำลายล้างรุนแรงถึงแก่ชีวิต ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเอฟบีไอยังถูกห้ามใช้ ให้ใช้เพียงขนาด 9 มม.

" โดยหลักของนครบาลทั่วไป การควบคุมฝูงชนเขาห้ามไม่ให้ตำรวจพกอาวุธอยู่แล้ว มันผิดตั้งแต่แรกแล้ว การสลายการชุมนุมต้องบอกประชาชนให้รู้กันโดยทั่วไปก่อนว่า คุณต้องหยุดการชุมนุม ที่พันธมิตรเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณเมื่อปี 48-49 ตำรวจไม่มีอะไรเลย แล้วเราก็สามารถควบคุมการชุมนุมได้ เต็มที่ก็มีโล่อย่างเดียว ในระยะหลังมานี้เจ้าหน้าที่ใช้วิธีควบคุมฝูงชนไม่เป็น ไม่รู้จักจิตวิทยามวลชนในการควบคุมฝูงชน"

ไม่ว่ามือระเบิดปริศนานั้นจะเป็นคนของฝ่ายใด ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ทางตำรวจมิได้พูดถึงนั่นคือ เครื่องยิงระเบิดควัน หรือปืนยิงแก๊สน้ำตานั้นยังสามารถนำมาบรรจุระเบิดจริงได้ ยิ่งสร้างความเคลือบแคลงให้กับการปฏิบัติการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ผ่านมา

ระเบิดมือ M26 เป็นระเบิดรุ่นเก่า แม้ปัจจุบันบางประเทศจะเลิกใช้แล้ว แต่ยังคงพอหาได้จากชายแดนประเทศเขมรที่มีอาวุธสงครามทะลักเข้ามาเป็นประจำ ด้วยสนนราคาซื้อขายในตลาดมืดตกประมาณลูกละห้าร้อยถึงหนึ่งพันบาท แหล่งข่าวผู้เป็นอดีตนายตำรวจระดับสูงเล่าว่า ในอดีตระเบิดชนิดนี้มีราคาถูกกว่านี้มาก ตกเพียงลูกละไม่กี่ร้อย

ระเบิด M26 เป็นอาวุธสงครามขนาดเล็กที่ใช้ในการสู้รบระยะประชิด ถูกผลิตเพื่อสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายด้วยเศษสะเก็ดระเบิดขนาดเล็กที่แตกกระจายออกไปเมื่อระเบิดทำงาน ถูกพัฒนาขึ้นมาจากระเบิด Mk II ด้วยรูปทรงที่คล้ายคลึงกัน แต่ผิวนอกของ Mk II จะขรุขระเป็นลายตารางแบบที่เรียกกันว่าน้อยหน่า ขณะที่ M26 จะมีผิวเรียบเกลี้ยง ลักษณะระเบิดถูกออกแบบมาให้ใช้เวลา 4-5 วินาทีในการจุดชนวนเผาไหม้ภายในหลังดึงสลัก ก่อนที่จะระเบิด มีรัศมีทำลายล้าง 15 เมตร สะเก็ดจะแตกออกแนวราบเพื่อตัดทำลายช่วงล่างของข้าศึก ทำให้มีผู้สันนิษฐานว่า อาจเป็นระเบิดที่ทำให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บ แต่เมื่อพิจารณาจากรัศมีสังหารแล้ว ทำให้ข้อสันนิษฐานดังกล่าวตกไป




มอ.หาดใหญ่แต่งดำจุดเทียนไว้อาลัย 2 วีรชนคนกล้า - จี้ ตร.ต้องรับผิดชอบ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 ตุลาคม 2551 22:38 น.

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ – มอ.หาดใหญ่ แต่งชุดดำร่วมกันจุดเทียนไว้อาลัยให้กับ น้องโบว์ และ สารวัตรจ๊าบ วีรชนคนกล้าที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตำรวจใช้ความรุนแรงสลายกลุ่มพันธมิตรฯที่หน้าอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และแนวร่วมพุทธ คริสต์ อิสลาม ภาคใต้ได้อ่านแถลงการณ์ให้ตำรวจออกมารับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

วันนี้ (10 ต.ค.) ที่ลานพระบรมรูปกรมหลวงสงขลานคริทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาได้ร่วมกันจุดเทียนไว้อาลัยให้กับวีรชนคนกล้าที่เสียชีวิต คือ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ น้องโบว์ และ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ จากเหตุการณ์ตำรวจใช้ความรุนแรงสลายกลุ่มพันธมิตรที่หน้าอาคารรัฐสภา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตดังกล่าว

นายธนิสสร มณีรักษ์ นักศึกษาคณะศิลปะศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 กล่าวสดุดีวีรชนทั้ง 2 ว่า น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ และ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี มาร่วมการชุมนุมด้วยความสงบ โดยใช้หลักอหิงสา แต่กลับถูกตอบโต้อย่างรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งผิดหลักสากลว่าด้วยการสลายการชุมนุม วีรชนผู้กล้าทั้ง 2 เป็นผู้ที่รักชาติยิ่งชีพ ยอมเสียสละชีวิต เพื่อปกป้องประเทศชาติรอดพ้นจากรัฐบาลทรราช และขอเชิดชูพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีใจรักชาติทุกคน ขอให้ทุกคนต่อสู้ต่อไป

ด้านแนวร่วมพุทธ คริสต์ อิสลาม ภาคใต้ได้อ่านแถลงการณ์จากเหตุการณ์ที่รัฐบาลได้ใช้กำลังตำรวจ สลายการชุมนุมของประชาชนที่รวมตัวกันอย่างสันติเพื่อคัดค้านการแถลงนโยบายของรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แนวร่วมพุทธ คริสต์ อิสลาม ภาคใต้ ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอแสดงจุดยืนดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐบาลหยุดใช้วิธีการโหดร้ายและป่าเถื่อนปราบปรามประชาชนผู้ที่มาเรียกร้องสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

2. รัฐบาลต้องรับผิดชอบการกระทำที่ไม่ชอบธรรมและขัดต่อแนวทางประชาธิปไตยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยการลาออก เพราะเราไม่อาจยอมรับรัฐบาลที่เข่นฆ่าประชาชน

3. ผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนี้ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

4. ผู้ที่ล้มตาย บาดเจ็บและได้รับความเสียหาย จากเหตุการณ์ครั้งนี้จะต้องได้รับการดูแลและเยียวยาอย่างดี จากรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

5. ขอเรียกร้องให้สื่อทุกแขนงนำเสนอข่าวตามความเป็นจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เอาใจผู้มีอำนาจ

6. ขอสดุดีวีรชนทุกท่านที่ได้ร่วมกันออกมากู้ชาติเพื่อนำพาประเทศไทยสู่ความสงบ ความยุติธรรม และความดีงาม และดำรงอยู่ในสังคมโลกอย่างมีศักดิ์ศรี



แพทย์พยาบาลโคราช-มทส.ประณามไล่“ ทรราช” - สดุดีวีรชนคนกล้า 7 ตุลาฯ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 ตุลาคม 2551 20:23 น.

กลุ่มแพทย์-พยาบาลและบุคลากรโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ชุมนุมประณามและเรียกร้องรัฐบาลทรราชเข่นฆ่าประชาชน รวมทั้ง ส.ส. พปช.ลาออก พร้อมสดุดีวีชนคนกล้า 7 ตุลาฯ วันนี้ ( 10 ต.ค.)

กลุ่มคณาจารย์ นักศึกษา มทส. รวมตัวชมนุมแถลงการณ์ประณามรัฐบาลและตำรวจ ปรามปราบปชช.บาดเจ็บเสียชีวิต พร้อมจวกทหารปล่อยทรราชฆ่าปชช.ผู้บริสุทธิ์ วันนี้ ( 10 ต.ค.)

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - แพทย์-พยาบาล รพ.มหาราชนครราชสีมา รวมตัวกันประณามรัฐบาลใช้ความรุนแรงเข่นฆ่า ปชช. เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีรวมถึง ส.ส.พรรค พปช.ลาออกโดยเร็ว เพราะหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ขณะที่คณาจารย์ มทส. ประณามรัฐบาล-ตำรวจล้อมปราบปชช.บาดเจ็บล้มตายอื้อ จวกทหารปล่อยทรราชเข่นฆ่า ปชช.ผู้บริสุทธิ์ เสนอขอพระราชทานรัฐบาลแห่งชาติมาบริหารประเทศชั่วคราวเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองใหม่

วันนี้ (10 ต.ค.) เมื่อเวลา 12.30 น. ที่บริเวณลานด้านหน้าอาคารศูนย์แพทยศาสตรศึกษา โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา กลุ่มแพทย์-พยาบาลและบุคลากรในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จำนวนกว่า 200 คน นำโดย นพ.พินิจจัย นาคพันธ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา รวมตัวกันชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ลาออก และยุติการใช้ความรุนแรงเข่นฆ่าประชาชน

นพ.พินิจจัย นาคพันธ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา แกนนำกลุ่มแพทย์-พยาบาล เปิดเผยว่า เหตุการณ์การสลายการชุมนุมของรัฐบาลที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ไม่มีอาวุธ และชุมนุมกันอย่างสันติ อหิงสา จนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตไปจำนวนหลายรายเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้พวกเรารู้สึกไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอประณามการกระทำดังกล่าวพร้อมขอเรียกร้องให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี และส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยเร็วเพราะหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศอีกต่อไป

ขอเรียกร้องให้ทหารออกมา ช่วยเหลือ ปกป้องและยืนข้าง ประชาชน การเรียกร้องให้ออกมาช่วยประชาชนนั้นไม่ใช่ให้ทหารมาทำการปฏิวัติ และอยากตั้งข้อสงสัยต่อทหารหาญของไทยว่า ที่บอกว่าวางตัวเป็นกลางนั้นหมายความว่าอย่างไร เพราะพฤติกรรมที่แสดงออกมาไม่ใช่ความเป็นกลางเลยแม้แต่น้อย และคำกล่าวที่ได้ยินบ่อยครั้งคือ ทหารยืนข้างประชาชนนั้น ไม่ทราบว่ายืนข้างประชาชนฝ่ายไหน ฝ่ายเลว ชั่วที่ทำร้ายประชาชนดี ๆ หรือ

ฉะนั้นจึงอยากให้ทหารแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะทหารเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน และขอเรียกร้องให้ทหารที่ดี ๆ ออกมาปกป้องประชาชน พร้อมขอสดุดีวีรชนผู้กล้าที่ยอมสละชีวิตเพื่อปกปักษ์รักษาชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ด้วยหลักสันติ อหิงสา

ส่วนกรณีการไม่รับรักษาข้าราชการตำรวจในเครื่องแบบนั้น นพ.พินิจจัย กล่าวว่า พวกเรารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมากต่อการกระทำของตำรวจที่ทำร้ายประชาชน ซึ่งการรักษานั้นแพทย์กับคนไข้จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่เมื่อเรารู้สึกไม่สบายใจก็ให้ไปคิดกันต่อเองว่าผลการรักษาจะออกมาอย่างไร นพ.พินิจจัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันเดียวกันนี้ ( 10 ต.ค.) ที่โรงอาหาร ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ต.สุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา กลุ่มคณาจารย์ นักศึกษา มทส. นำโดย รศ.ดร. ทวิช จิตรสมบูรณ์ อาจารย์ประจำ มทส. ได้รวมตัวกันชุมนุมและอ่านแถลงการณ์ประณามรัฐบาลและตำรวจที่ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุเข้าทำการปราบปรามประชาชนที่มาชุมนุมอย่าง สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และขอตำหนิข้าราชการทหาร ที่มีอำนาจหน้าที่และวิจารณญาณในการบรรเทายับยั้งความรุนแรงที่รัฐบาลและตำรวจได้ปราบปรามประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่กลับละเว้นการทำหน้าที่อันชอบ ปล่อยให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

พร้อมกันนี้ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลาออกทั้งคณะ และหลังจากการลาออกดังกล่าว ขอให้กราบบังคมทูลขอพระราชทานรัฐบาลแห่งชาติจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตามกรอบแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อบริหารประเทศเป็นการชั่วคราว นำไปสู่การปฏิรูปการเมือง ซึ่งหากปฏิบัติได้ตามนี้ประชาชนย่อมให้อภัยในบางส่วนต่อความผิดและบาปที่รัฐบาลได้กระทำลุล่วงไปแล้ว




อ.นิติศาสตร์ 7 สถาบัน เข้าชื่อจี้จิตสำนึก “ สมชาย”
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 ตุลาคม 2551 19:34 น.

คณบดีนิติ มธ.-จุฬาฯ นำทีมอาจารย์นิติฯ 7 ม.ดัง ร่วมลงชื่อเรียกร้อง “ สมชาย” ในฐานะที่เป็นถึงอดีตผู้พิพากษาศาลยุติธรรม เรียกจิตสำนึกและคุณธรรมของบรรพตุลาการที่ได้สั่งสอนไว้ สละการถูกครอบงำทางความคิด แสดงความรับผิดชอบตั้งกรรมการกลางเพื่อปฏิรูปการเมือง-ยุบสภา

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.คณาจารย์คณะนิติศาสตร์สถาบันอุดมศึกษา จาก 7 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริง กรณีเจ้าพนักงานตำรวจใช้กำลังและยุทธภัณฑ์สลายการชุมนุมของประชาชนที่ร่วมชุมนุมอยู่ในบริเวณถนนรอบรัฐสภา โดยไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าประชาชนผู้ชุมนุมมีอาวุธร้ายแรง เพื่อก่อความรุนแรงแต่ประการใด จนเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน เจ้าพนักงานตำรวจ และส่วนราชการ คณาจารย์นิติศาสตร์ผู้มีรายนามท้ายแถลงการณ์นี้ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประชาชน เจ้าพนักงานตำรวจ และญาติมิตรของบุคคลดังกล่าวในความสูญเสียและเสียหายที่เกิดขึ้น

ในโอกาสนี้ เพื่อมิให้เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นการจุดชนวนยกระดับความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในสังคมไทยจนยากจะควบคุมได้ต่อไปในอนาคต คณาจารย์นิติศาสตร์ที่ลงนามในแถลงการณ์นี้มีความเห็นและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้

1. การชุมนุมของประชาชนตั้งแต่ค่ำวันที่ 6 ต.ค.ต่อเนื่องจนถึงเช้าตรู่วันที่ 7 ต.ค.เป็นไปด้วยความสงบบนถนนบริเวณรอบรัฐสภา โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในขณะนั้นว่าประชาชนผู้ชุมนุมมีอาวุธร้ายแรง หรือได้บุกรุกหรือล่วงล้ำเข้าไปในบริเวณรัฐสภา การชุมนุมของประชาชนดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 63 ตามสมควร แม้การชุมนุมดังกล่าวจะเป็นการกีดขวางจราจร และขัดขวางการเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาก็ตาม รัฐบาล และเจ้าพนักงานตำรวจพึงปฏิบัติต่อประชาชนผู้ชุมนุมดังกล่าวโดยสันติวิธีด้วยการเจรจา ในฐานะที่ประชาชนได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ให้ไว้ อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิโดยพื้นฐานในการแสดงออกถึงความไม่พึงพอใจต่อผู้ปกครอง

2. เจ้าพนักงานตำรวจสลายการชุมนุมโดยมิได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอนที่ควรเป็น และเลือกใช้วิธีที่รุนแรงจนเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสีย และเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของทุกฝ่าย และสร้างความโกรธแค้นขึ้นในหมู่ประชาชนผู้ชุมนุมจนทำให้เหตุการณ์บานปลายยิ่งขึ้น การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่เกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เป็นต้นสังกัดของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสีย และความเสียหายที่เกิดขึ้น

3. รัฐบาลในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง มุ่งดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ อันได้แก่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยไม่คำนึงถึงวิธีการที่บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวถึงกับละเว้นไม่ดำเนินการหรือสั่งการให้ระงับการใช้กำลังสลายการชุมนุม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงมีผู้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติการของเจ้าพนักงานตำรวจ การละเว้นการดำเนินการหรือสั่งการของรัฐบาลดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในสังคมอารยะและควรได้รับการตำหนิ และรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการละเว้นดำเนินการดังกล่าว โดยเฉพาะความรับผิดชอบทางการเมืองเพื่อสร้างมาตรฐานการเมืองที่ดีขึ้นในประเทศไทย

4. เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่กระจ่างในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและหาผู้รับผิดชอบต่อความรุนแรงที่มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยคน รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการอิสระประกอบด้วยบุคคลที่สังคมไว้วางใจขึ้นมา คณะหนึ่งเพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริงและผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ทางรัฐบาลและตำรวจต้องละเว้นในการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการยั่วยุสร้างความโกรธแค้นชิงชัง ที่จะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายยิ่งขึ้น

5. ประชาชนทั่วไป สื่อมวลชน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและเอกชน โดยเฉพาะสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาตลาดทุนไทย พึงแสดงออกเพื่อให้รัฐบาลและสาธารณชนได้รู้ถึงความไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของรัฐบาลและเจ้าพนักงานตำรวจ อย่างไรก็ดี ผู้ให้บริการสาธารณะหรือที่มีวิชาชีพต้องไม่ปฏิเสธการให้บริการดังกล่าว แม้ผู้รับบริการจะเป็นบุคคลที่ตนเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความแตกแยกและแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายมากขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

6. ผู้เป็นคู่กรณีในปัจจุบันพึงละเว้นการสร้างกระแสปลุกเร้าความเกลียดชังระหว่างกันซึ่งอาจนำไปสู่การเผชิญหน้า และความรุนแรงระหว่างกัน และประชาชนพึงตระหนักถึงผลกระทบร้ายแรงที่ตามมา หากเกิดการเผชิญหน้า และความรุนแรงขึ้นในสังคมไทยเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 เหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 หรือเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และ

7. ภายใต้สถานการณ์การแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายในสังคม คณาจารย์นิติศาสตร์ ที่ลงนามในแถลงการณ์นี้เห็นว่า บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ต้องใช้ความกล้าหาญในฐานะผู้นำประเทศ และยิ่งไปกว่านั้นในฐานะที่เป็นนักกฎหมายที่เป็นถึงอดีตผู้พิพากษาศาลยุติธรรม ที่ต้องเรียกจิตสำนึกและคุณธรรมของบรรพตุลาการที่ได้สั่งสอนไว้ โดยสละการถูกครอบงำทางความคิดจากบุคคลใดๆ ก็ตาม โดยแสดงออกถึงความรับผิดชอบทางการเมืองที่จะเป็นแบบอย่างที่น่ายกย่องต่อไปด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางที่เป็นอิสระเพื่อการปฏิรูปการเมืองขึ้นมา 1 คณะ โดยเร็ว เพื่อวางโครงสร้างทางการเมืองใหม่ที่สามารถนำพาประเทศให้มีระบบการปกครองที่มีธรรมาภิบาลมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และใช้อำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อคืนอำนาจในการตัดสินใจแก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย อันจะเป็นวิธีการที่สามารถคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ไปได้ในระดับหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ที่ได้ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ดังกล่าว มีทั้งหมด 48 ราย จาก 7 สถาบันทั่วประเทศ อาทิ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ.นายธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ นางสุชาดา รัตนพิบูลย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ นายหริรักษ์ โล่พัฒนานนท์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นายคมสัน โพธิ์คง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นายดำรงศักดิ์ จันโททัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง นายชัช วงศ์สิงห์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

** ปอมท.จี้ “ สมชาย” ขอโทษ-รับเป็นตัวกลาง

วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายไชยา กุฏาคาร ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานะประธานที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย แถลงภายหลังหารือกับประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัย 21 แห่ง ว่า ที่ประชุมร่วมออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดย

1. นายกรัฐมนตรีต้องขอโทษและแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ และต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

2. ขอให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง และยอมรับหลักเกณฑ์การดำเนินการตามกฎหมาย

3. ขอให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งระดับประเทศและระดับโลก หากไม่สามารถตั้งรับวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น จะทำให้ประเทศอ่อนแอและเสียหาย

4. ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหารือโดยสันติวิธี ด้วยความสุภาพ มีเหตุผล และเคารพในศักดิ์ศรีของกันและกัน เพื่อปรับปรุงแก้ข้อบกพร่องทางโครงสร้าง กลไก บุคลากร และคุณภาพทางการเมือง โดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทั้งนี้ หากไม่มีผู้ใดอยู่ในฐานะที่พร้อมจะเป็นผู้ประสานงานให้เกิดขึ้น ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยพร้อมเสนอเป็นตัวกลางในการประสานให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันต่อไป

ด้าน นายนพพร ลีปรีชานนท์ ประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะรองประธานที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นกรณีแพทย์จุฬาฯ ไม่รับรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ส่วนตัวคิดว่าเป็นการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ไม่น่าจะเป็นการแสดงออกทางความคิดและการปฏิบัติ เพราะโดยจรรยาบรรณแพทย์ต้องมีความเมตตาและไม่แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย หากมีการแสดงออกเชิงต่อต้านทางปฏิบัติจริง คิดว่าแพทยสภาก็คงต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง

สำหรับรายนามคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ร่วมลงชื่อออกแถลงการณ์ มีดังนี้

1. ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2. รศ.ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย คณบดีนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3. ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

4. ศ.สุขสม ศุภนิตย์ คณบดีนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

5. ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

6. ผศ.ดร.ศารทูล สันติวาสะ นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

7. ศ.ดร.ไผทชิต เอกจริยกรคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

8. ผศ.กนิช บุณยัษฐิติ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

9. ศ.ดร.เสาวณีย์ อัศวโรจน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

10. อาจารย์ธิดารัตน์ ศิลปภิรมย์สุข คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

11. รศ.ดร.สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

12. อาจารย์ธิดาพร ศิริถาพร คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

13. รศ.ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

14. อาจารย์กิ่งกมล สินมา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

15. รองศาสตราจารย์ นพนิธิ สุริยะ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

16. อาจารย์ภวิชญ์ เชาวลิตถวิล คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

17. รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

18. รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

19. รศ.ดร.วิจิตรา วิเชียรชม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

20. ผศ.ดร.สุรศักดิ์ มณีศร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

21. ผศ.ดร.พินัย ณ นคร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

22. ผศ.ดร.วีรวัตน์ จันทโชติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

23. อาจารย์ ดร.เอกบุญ วงศ์สวัสดิ์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

24. อาจารย์พัชยา น้ำเงิน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

25. อาจารย์ ดร.นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

26. อาจารย์มุนินทร์ พงศาปาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

27. อาจารย์จุมพล แดง สกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

28. อาจารย์ นิรมัย พิศแข คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

29. ผศ.หริรักษ์ โล่พัฒนานนท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

30. อาจารย์คมสัน โพธิ์คง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

31. อาจารย์ นาถวดี ฟักคง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

32. รศ.ดร.ดำรงศักดิ์ จันโททัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

33. อาจารย์นฤมล เสกธีระ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

34. อาจารย์ชัช วงศ์สิงห์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

35. อาจารย์รัฐศักดิ์ บำรุงสุข คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

36. อาจารย์นิติลักษณ์ แก้วจันดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

37. อาจารย์ฉัตรพร หาระบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

38. อาจารย์อภินันท์ ศรีสิริ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

39. อาจารย์จตุภูมิ ภูมิบุญชู คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

40. อาจารย์ประดิษฐ์ แป้นทอง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

41. อาจารย์จันทิมา นิธิปัญญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

42. อาจารย์ชนาธิศ ซาเสน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

43. อาจารย์ ดร.สุชาดา รัตนพิบูลย์ คณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

44. อาจารย์ขรรค์เพชร ชายทวีป คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

45. ผศ.ดร.ดิเรก ควรสมาคม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

46. อาจารย์สมบัติ วอทอง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

47. อาจารย์ธนัญชัย ทิพยมณฑล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

48. อาจารย์กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษา มธ.



โต้ทรราช! กัปตันบินไทย 2 เที่ยวเช้า ไม่รับ ส.ส.พปช.ขึ้นเครื่อง
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2551 07:58 น.

ดอนเมือง - กัปตันการบินไทย 2 เที่ยวบินช่วงเช้า ดอนเมือง-ขอนแก่น, ดอนเมือง-อุดรธานี ปฏิเสธรับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ระบุไม่ต้อนรับทรราช เชื่อวันนี้จะมีเหตุการณ์ทำนองนี้เพิ่มเติมอีกหลายเที่ยวบิน จากเหตุการณ์เข่นฆ่าประชาชนวานนี้ ด้าน ส.ส.หญิง พปช.มีหน้ามาด่ากัปตันมีปัญหาทางจิต

เช้าวันนี้ (8 ต.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 06.15 น. เที่ยวบินที่ TG 1040 ของบริษัท การบินไทย จากท่าอากาศยานดอนเมือง มุ่งตรงไปยังท่าอากาศยาน จ.ขอนแก่น กัปตันของเครื่องบินได้ปิดประตูเครื่องบินปฏิเสธรับ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนขึ้นเครื่อง โดย ส.ส.คนดังกล่าว คือ นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน

ทั้งนี้ ก่อนที่กำหนดเครื่องจะออก กัปตันคนดังกล่าวได้ตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสาร จากนั้นเมื่อพบว่ามีชื่อ ส.ส.พลังประชาชนด้วย กัปตันในชุดเต็มยศจึงออกมายืนที่งวงทางเชื่อมเข้าเครื่อง พร้อมกับประกาศให้ทราบว่า “ เที่ยวบินนี้ไม่รับทรราช เที่ยวบินนี้ไม่รับ ส.ส.พลังประชาชน และนักการเมืองที่ทำร้ายประชาชนขึ้นเครื่อง ผมจะไม่รับพวกคุณขึ้นเครื่องตลอดชีวิต”

ต่อมาในเวลาประมาณ 09.00 น. เที่ยวบินการบินไทยที่ 1002 ดอนเมือง-อุดรธานี ซึ่งจะออกเดินทางในเวลา 09.25 น. กัปตันและนักบินก็ประกาศที่จะไม่รับ ส.ส.พลังประชาชน 2 คน ประกอบไปด้วย นายไชยา พรหมมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคพลังประชาชน และนางชมพู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย เขต 1 พรรคพลังประชาชน ขึ้นเครื่องด้วยเช่นกัน

อนึ่ง หลังจากที่วานนนี้ (7 ต.ค.) หลังจากรัฐบาลได้สั่งการให้ตำรวจใช้ความรุนแรงในการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณรัฐสภา และลานพระบรมรูปทรงม้า โดยเริ่มต้นปฏิบัติการตั้งแต่เช้าตรู่ จนส่งผลให้มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บเกือบ 400 คน และเสียชีวิต 3 คนนั้น มีรายงานข่าวว่า สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ ทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และสหภาพแรงงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เตรียมนัดหยุดงานเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีมาตรการตอบโต้ หลังจากรัฐบาลใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมฯ

ด่ากัปตันบินไทยมีปัญหาทางจิต

ต่อมา นางฟาริดา เปิดเผยกับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ถึงกระแสข่าวถูกกัปตันการบินไทยขวางไม่ให้ขึ้นเครื่องบิน เที่ยวบินกรุงเทพฯ-ขอนแก่นว่า เมื่อช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเช้า ได้เดินทางไปที่สนามบินดอนเมืองเพื่อที่จะเดินทางกลับ จ.สุรินทร์ โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 1040 กรุงเทพฯ-ขอนแก่น แต่ขณะเดินไปที่ประตูเครื่องบิน มีชายแต่งกายคล้ายกัปตันเครื่องเดินมาขวางและสอบถามว่าตนเองเป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชน ใช่หรือไม่ พร้อมกล่าวว่า การบินไทยไม่ต้อนรับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน

อย่างไรก็ตาม นางฟาริดา กล่าวต่อว่า เรื่องนี้หากตนเองจะร้องเรียนก็คงไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขึ้นเครื่อง แต่เป็นเรื่องที่อยากให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยดูแลเรื่องสภาวะทางจิตที่ไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถแยกแยะเหตุและผลได้ ประชาชนหรือผู้โดยสารที่ต้องฝากชีวิตไว้คงไม่ปลอดภัย

เมื่อผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยังฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับแจ้งจากพนักงานว่า ฝ่ายประชาสัมพันธ์จะประสานไปยังกัปตันนรหัช พลอยใหญ่ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายการบิน เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะแจ้งผลให้ทราบต่อไป


 

  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved :สงวนลิขสิทธิ์