Photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์
 
Home > Events > Kohkred Flood 2011 Part 1
 
 
 
  น้ำท่วมเกาะเกร็ดปี 2554 >>
 
 
               
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

   
     
 
     
 
น้ำท่วมเกาะเกร็ดปี 2554 ตอนที่ 1
(บันทึกภาพเมื่อวันที่ 13 ตค.54)



ช่วงเดือนตุลาคม ปี 54  คนกรุงเทพคงหายใจไม่ทั่วท้อง  ว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพหรือไม่ โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตที่เราอาศัย เพราข้าศึกจะมาประชิดกันถึง 3 ทัพ ทัพแรกได้แก้น้ำที่ปล่อยลงมาจากเขื่อน ทัพสองได้แก่น้ำฝนที่คาดว่าจะตกหนักในช่วงนี้ ทัพสามที่ถือว่ารุนแรง ได้แก่น้ำทะเลหนุน ในยามนี้จึงต้องติดตามสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะภาพที่ชาวนครสวรรค์ และอยุธยาประสบกันชนิดสาหัสสากรรจ์ แล้วรายต่อไปจะเป็นกรุงเทพหรือไม่

และคงต้องบอกว่าศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก อาจเป็นสัญญานหรือสิ่งบอกเหตุว่า คนไทยต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์กันได้แล้ว ไม่ต่างกับคลื่นลูกแรกของซึนามิที่มาเตือน ส่วนลูกต่อๆไป หรือสถานการณ์ของน้ำในปีต่อๆไปจะเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น

ความจริงคนกรุงเทพไม่น้อยมีโอกาสสัมผัสกับคำว่าน้ำท่วมกันมาเป็นเวลานาน จนนับครั้งไม่ถ้วน

คงจำได้กับน้ำท่วมในย่านบางกะปิ - หัวหมาก - รามคำแหงเมื่อหลายปีก่อน  น่าจะราวปี 2526  หรือแถวๆนั้น  หมู่บ้านหลายแห่งปิดตายมานานนับเดือนหรือหลายเดือน  ถนนสายหน้ารามคำแหงมีแต่รถเมล์เท่านั้นที่พอจะวิ่งได้ตามปกติ   ส่วนรถเล็กและรถขนาดกลางไม่สามารถแล่นผ่านได้  หมู่บ้านเสรีที่อยู่ถนนหลัง ม.รามคำแหง (ใกล้้ ABAC) กลายเป็นหมู่บ้านจมน้ำ ผู้คนต้องอพยพไปอยู่ที่อื่น บริเวณปากทางเข้าหมู๋บ้านเสรีจะเห็นเรือแล่นไปบนถนนควบคู่ไปกับรถเมล์ ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก

น้ำท่วมย่านรามคำแหง- หัวหมากคราวนั้น คงเป็นตำนานน้ำท่วมขังครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร




ถ้าจำไม่ผิดมีปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งในย่านนั้นยื่นฟ้อง กทม. เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายและทำให้ขาดรายได้มาเป็นเวลานานหลายเดือน   แต่ที่สุดก็คงแพ้คดี  เพราะเรื่องแบบนี้จะฟ้องใครไม่ได้  มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ

ถัดจากนั้น ชาวกทม.ก็ต้องผจญกับน้ำท่วมขังกันแบบชนิดประจำปี หรือต้องเจอทุกปี   จะแตกต่างกันว่าแต่ละปีจะท่วมนานหรือท่วมสูงแค่ไหนเท่านั้นเอง แต่เราก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่โทษใคร หรือบางครั้งก็สบักสบอม มาถึงที่ทำงาน หรือกลับมาถึงบ้าน มีสภาพไม่ต่างกับลูกหมาตกน้ำ รองเท้าพังเพราะลุยน้ำมาก็มาก

เมื่อปี 2538 ช่วงที่น้ำท่วม ยังจำได้ว่าส่งลูกไปโรงเรียนค่อนข้างทุลักทุเล เพราะน้ำท่วมขังตั้งแต่หน้าบ้านไปถึงถนนสายหลักของหมู่บ้าน  ต้องลุยน้ำไปทำงานกันทุกวัน  ขากลับหลังลงจากรถสองแถวในซอยก็จุงมือลูกลุยน้ำกลับบ้าน รถราต้องจอดอยู่ที่บ้าน ไปไหนไม่ได้

หมู่บ้านในกรุงเทพหลายแห่งต้องเจอน้ำท่วมขังมาเป็นเวลานานหลายเดือน โดยเฉพาะในปี 2538 ที่ถือว่ารุนแรงและขังนาน จนเกิดตะไคร้น้ำบนถนน เวลาเดินหรือขี่จักรยานก็ต้องระวังลื่น

ถามว่าลำบากไม๊...

คงตอบว่าไม่  เพราะมันเรื่องปกติธรรมดาทิ่เกิดขึ้นเป็นประจำ  ตอนหลังๆทางการยกระดับถนนให้สูงขึ้น  มีระบบการระบายน้ำดีขึ้น  ปัญหาต่างๆจึงค่อยๆลดน้อยลงตามลำดับ 

และสิ่งสำคัญที่คนกรุงเทพลืมไม่ได้ก็คือ "เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ " ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะนับจากสร้างเขื่อนนี้แล้วเสร็จเมื่อปี 2541 กรุงเทพก็แทบจะว่างเว้นจากคำว่าน้ำท่วมขังมาเป็นเวลานาน

และหากจำกันได้ ในช่วงนั้นกระแต่อต้านการสร้างเขื่อน มีความเข้มข้นมาก แค่ฝ่ายรัฐบาลอ้าปากว่าจะสร้างเขื่อนที่ไหนก็มีแต่เสียงคัดค้านจาก NGO กันระงม จนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจึงต้องหันไปสร้างเขื่อนในประเทศลาวแทน มีชื่อว่าเขื่อนน้ำงึม

แต่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นโครงการในพระราชดำริ ทุกคนให้การยอมรับว่าทำประโยชน์ได้จริง จึงเป็นเขื่อนเดียวที่ปราศจากการต่อต้าน และหลังจากเปิดไช้เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2541 คนกรุงเทพก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากน้ำท่วมขังอีกต่อไป

แต่ปี 2554 เป็นปรากฏการณ์ที่เหนือความคาดหมาย น้ำจากภาคเหนือหลั่งไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างมหาศาล ลบสถิติเดิมๆจนหมดสิ้น จะเป็นรองก็แต่ปี 2485 หรือเมื่อ 70 ปีก่อนเท่านั้นเอง ที่น้ำท่วมจนมาถึงลานรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และตลอดแนวของถนนราชดำเนิน ไปจนถึงพระที่นั่งอนันตสมาคมหรือบริเวณลานพระรูปฯ

ถึงแม้ปี 54 จะเกิดวิกฤติจนคนกรุงเทพรู้สึกกังวลใจ

แต่ผมกลับไม่รู้สึกวิตกกังวล น้ำจะท่วมก็คงต้องทำใจ  เพราะมันเป็นเรื่องของธรรมชาติที่เราต้องทนอยู่กับมัน  และต้องอยู่ร่วมกับมันให้ได้  คิดมากกังกลมาก ทุกข์ใจเปล่าๆ  

บางคนเตรียมพร้อมรับศึกเรื่องน้ำ โดยเฉพาะการกักตุนอาหาร  จนห้างเล็กห้างน้อยนั่งยิ้มนอนยิ้มกันใหญ่  แต่ผมไม่นะครับ ไม่ซื้อ ไม่ตุน และไม่ตื่นตูม

ใครโทรมาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง  ไปรับแจกถุงทรายกับเค้าหรือเปล่า  ก็ตอบว่าไม่  และปรากฏว่าคนที่ไปขอรับแจกเจอระบบราชการเข้าจนถอยกรูดกันมาเป็นแถว   เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าบ้านไหนขอก็จะไปดูที่บ้านว่าเสี่ยงหรือไม่  และจะให้เฉพาะบ้านที่อยู่ในพื้นที่ความสี่ยงเท่านั้น  เพระหากประกาศว่าจะแจกถุงทรายฟรี  คงโกลาหลน่าดู  มิจฉาชีพก็คงแฝงตัวเข้าไปเพื่อนำเอามาขาย  ซึ่งขณะนี้ราคาก็ถีบตัวสูงขึ้นไปกับกระแสน้ำ

ใครจะเตรียมถุงทรายก็ทำไปเถอะ   ถึงเวลาเข้าจริงก็เอาไม่อยู่  เพราะน้ำมันมาทุกทิศ  ตั้งแต่ท่อระบายน้ำทิ้ง  หรือน้ำผุดขึ้นมาจากใต้ดิน  ทำไปทำมาก็เสียเงินเปล่า  จะซื้อเครื่องสูบน้ำก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกบาน

อาหารผมก็ไม่ตุน  บอกแม่บ้านด้วยว่าไม่ต้องทำอะไร  ไม่ต้องไปตื่นตูมกับเค้าหรอก  ทำตัวแบบปกติๆนี่แหละ  น้ำมันจะท่วมก็ต้องทำใจ  มีข้าวสารอย่างเดียวก็ไม่อดตายแล้ว 

หากเป็นจริงก็อาจเป็นโอกาสที่อาจทำให้น้ำหนักลดลงไปบ้าง  กินอดๆอยากๆนี่แหละ  หุ่นเฟิร์มขึ้นเยอะเลย

แต่ก็อย่างว่า  คนกรุงถูกปลุกเร้าให้ตื่นกลัวกันรอบด้าน  ทั้งจากวิทยุ โทรทัศน์  รวมทั้งสื่ออินเตอร์เน็ตที่แพร่กระจายข่าวกันให้ว่อน  ตกอกตกใจกันไปหมด

ปรากฏว่าหลังจากนายปลอดประสพ  ออกประกาศเตือนคนกรุงเทพฯผ่านโทรทัศน์  เย็นวันนั้นทุกคนต่างก็รีบเร่งกันกลับบ้าน  และพร้อมใจกันใช้บริการทางด่วนโดยมิได้นัดหมาย  รถจึงติดหนึบ  และยิ่งมีประกาศว่าตามสถานที่ต่างๆ มีทีรองรับให้จอดเป็นร้อย เป็นพันๆคัน ผู้คนก็แตกตื่นเอารถไปจอดหนีน้ำ จนบางครั้งก็แทบทะเลาะหรือวางมวยกัน

นี่แหละผลจากคำว่ากระต่ายตื่นตูม

อาการตื่นตูมแบบนี้  มันเป็นเรื่องปกติของสังคม  แต่ก็อย่าให้ถึงกับตื่นตะหนกจนเกินเหตุ  ความรุนแรงมันคงไม่มากมายเหมือนที่คิด  แต่ถึงแม้มันจะเป็นจริง  ก็ถือเสียว่าเป็นเรื่อปกติธรรมดาของธรรมชาติ  มันเป็นกฏ  มันเป็นธรรมะ  ที่ทุกคนต้องเข้าใจและทำใจ 

ธรรมชาติมันกำลังปรับขบวนการ  หรือปรับกลไกให้เกิดความสมดุลแก่โลกใบนี้  บางอย่างเราต้องโอนอ่อนผ่อนตาม หากไปฝืนมากก็เท่ากับฝืนธรรมชาติ  น้ำที่ไหลลงมาจากตอนเหนือ  ก็เป็นกฏของธรรมชาติ คือไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ  ไปขวางมันมากก็พังทลายแบบที่เห็นๆ  สู้ไม่ไหวก็ต้องปล่อยมันไป  ต้องทำใจยอมรับสถานการณ์ 


ไม่ต้องไปร้องให้โฮและกอดกันกลมจนน้ำหูน้ำตาไหล ที่นิคมฯไฮเทคเมื่อสองวันก่อน ดูแล้วเหมือนคนใจเสาะ และ่ขาดภาวะการเป็นผู้นำ 

สมัยเด็กๆใครทำแบบนี้เพื่อนๆจะล้อเลียนว่าหน้าตัวเมีย  เป็นผู้ชายแล้วเป็นแบบนี้  เค้าไม่ถือว่าเป็นลูกผู้ชาย   และก็อย่ามาอ้างว่าร้องให้เพราะโรงงานเสียหายหนัก  

ทีกำไรแล้วไม่พูดถึง   ทำธุรกิจมันก็ต้องมีได้มีเสีย และมีความเสี่ยง ต่างประเทศเค้าเสียหายกันไม่น้อยไปกว่าเรา ก็ยังไม่เห็นใครมาร้องให้น้ำตาไหลเหมือนกับในภาพ

และบอกได้เลยว่าโรงงานที่มาตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเค้าก็ทำประกันความเสียหายด้วยกันทั้งนั้น  ไม่ได้รับเคราะห์กับแบบเต็มๆเหมือนที่เข้าใจ  

ร้องให้กันได้ยังไง  ไม่อายเด็กมันบ้างหรือไง

โบราณว่าน้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ หรืออย่าเอาเรือไปขวางทางน้ำ เพราะเรือมันจะล่ม และวันนี้มันพิสูจน์ความจริงแล้วว่ามวลน้ำมหาศาลสูงที่มีความสูงถึง 3-4 เมตร แผ่มาเต็มท้องทุ่งและท้องน้ำ ยังไงก็เอาไม่อยู่


น้ำท่วมเกาะเกร็ดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2554

เกาะเกร็ด  เคยไปถ่ายภาพน้ำท่วมเมื่อปี 2549  และน้ำท่วมคราวนี้ (ปี 2554) ก็อยากไปอีก  วันนั้นจึงจอดรถไว้กับบ้าน  เพราะไม่รู้ว่าจะเจอน้ำหรือไม่  จากบ้านก็นั่งสี่ล้อเล็กๆไปหน้าปากซอย  แล้วต่อรถเมล์ไปลงที่ห้างเดอะมอลล์งามวงศ์วานเพื่อนั่งรถเมล์สาย 104 ไปลงยังท่าน้ำปากเกร็ด 

นั่งรถเมล์ไปเรื่อยๆจนเกือบจะถึงห้าแยกปากเกร็ดก็ไม่เจอน้ำสักหยด  ผ่านไปหน้ากรมชลประทานซึ่งเป็นที่ลุ่มและอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาก็ไม่เห็นความผิดปกติ  ทางฝั่งตรงกันข้ามของถนนซึ่งเป็นสนามกอล์ฟ  ตลาด  และวัดชลประทานก็แห้งสนิท  ดูแล้วผิดคาดมาก

เมื่อรถเมล์มาถึงใต้สะพานพะราม 4 หรือตลาดปากเกร็ดก็ลงเดิน  เห็นร้านค้าหลายร้านกำลังก่อกำแพงป้องกันน้ำท่วม  แต่หลายร้านก็ไม่ได้ทำอะไร   คงทำอยู่อย่างเดียว

คือทำใจ 

ย่านตึกแถวร้านค้าสองข้างสะพาน 4 ที่อยู่ติดถนนคิดว่าไม่น่ามีปัญหา  เพราะอยู่สูงจากระดับน้ำค่อนข้างมาก   ซอกซอยต่างๆที่แยกเข้าไปข้างในทางฝั่งซ้ายหรือแถววัดบ่อ และห้างโลตัส ก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะมีน้ำท่วม 

แต่เมื่อเดินไปจนถึงริมตลิ่งใต้สะพาน ปรากฏว่าระดับน้ำสูงมากทีเดียว ใกล้ๆกันก็เห็นเจ้าหน้าที่ของพื้นที่ น่าจะเป็น อบต. หรือเทศบาลเมืองปากเกร็ด กำลังระดมขนทรายไปอุดรอยรั่วตามแนวป้องกันของซอยต่างๆที่อยู่แยกจากถนนใหญ่

อาคารร้านค้าที่อยู่ในซอยริมน้ำได้รับผลกระทบกันแบบเต็มๆ เนื่องจากเป็นพื้นที่ดั่งเดิม  ไม่มีการปรับระดับถนนให้สูงเหมือนตึกแถวที่อยู่ติดถนนใหญ่ 
ถามคนที่นี่ก็บอกว่า  เป็นแบบนี้มาทุกปี  แต่ปีนี้หนักหน่อยต้องทำเขื่อนสูงกว่าเดิมมาก 

จากจุดนี้ก็จะข้ามถนนไปยังท่าน้ำเกาะเกร็ด   แต่เห็นมีบันใดขึ้นไปข้างบนสะพานพระราม 4 ได้  จึงลองเดินขึ้นไปชมวิว 

ขึ้นมาแล้วก็เห็นแม่น้ำเจ้าพระยาในมุมสูงได้กว้างขวางมาก  แต่ก็ดูไม่ออกว่าขณะนี้น้ำในเจ้าพระยาจะมากกว่าวันอื่นๆแค่ไหน อาจเป็นเพราะเรามาอยู่ที่สูงจึงมองไม่เห็นความแตกต่าง 

วันนี้เรือใหญ่ให้งดวิ่งตามประกาศของทางราชการ แม่น้ำเจ้าพระยาจึงดูว่างเปล่า  ส่วนเรือเล็กยังวิ่งได้ตามปกติ  ต่างจากเมื่อปี 2549  ที่แม่น้ำบริเวณนี้อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยเรือบรรทุกทรายลำใหญ่ๆ  ที่วิ่งไปมาอยู่ตลอดเวลา   

ลงจากสะพานพระราม 4 ก็ไปยังท่าน้ำเพื่อข้ามไปยังเกาะเกร็ด 

จุดที่จะข้ามไปเกาะเกร็ดมีหลายจุด  แต่วันนี้มีแค่จุดเดียวคือท่าน้ำวัดสนามเหนือ  และเป็นท่าน้ำที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดี   ภาพที่เห็นในวันนี้อาจแตกต่างจากวันอื่นๆ  เนื่องจากน้ำท่วมเกาะเกร็ด  เรือที่วิ่งไปมาและจำนวนผู้คนก็ลดน้อยลงไปด้วย  ระหว่างที่อยู่บนโป๊ะมีความรู้สึกว่าคอยนานกว่าปกติ 

เกาะเกร็ดมีเจดีย์สีขาวที่อยู่หัวมุมของเกาะยังดูแข็งแรงปลอดภัยจากน้ำท่วม   เพราะมีการสร้างกำแพงซีเมนต์ล้อมไว้อย่างแข็งแรงแน่นหนามาก 

วันนี้ถือว่าระดับน้ำในย่านปากเกร็ดยังไม่น่าเป็นห่วง  ทุกอย่างยังเป็นปกติ   จะเดือดร้อนก็เฉพาะพื้นที่ลุ่มตามริมฝั่งเท่านั้นเอง  อีกอย่างหนึ่งบริเวณโดยรอบแถวนี้มีการเฝ้าระวังกันเป็นอย่างดี  เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทำงานกันอย่างแข็งขัน  ชาวบ้านในย่านนี้จึงลดความกังวลลงไปได้มาก

จากนั้นก็ได้เวลาข้ามไปยังเกาะเกร็ดแล้ว แต่ภายในเกาะเกร็ดจะเป็นอย่างไร   ต้องติดตามในตอนที่ 2 ครับ

และมาคราวนี้คงไม่ได้มายืนดูน้ำกันเฉยๆ   ลงลุยน้ำเข้าไปทักทายชาวบ้านกันถึงหน้าบ้านเลยทีเดียว






โฟโต้ออนทัวร์
16  ตุลาคม 2554








 
 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved :สงวนลิขสิทธิ์