Photoontour โฟโต้ออนทัวร์
Home : Events: Makhabucha Day 26 Feb 2010              
     Photo on tour ,photo gallery
บรรยากาศในงานส่งเสริมพุทธศาสนา เนื่องในวันมาฆบูชาประจำปี 2553 บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 (วันตัดสินคดียึดทรัพย์ทักษิณ)
 
 
 
Buddhism Promotion exhibition at Sanam Luang on Makha Bucha Day during 24-28 Feb 2010
ภาพความน่ารักของเด็กนักเรียน กทม. ในงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2553 ณ บริเวณท้องสนามหลวง วันที่ 26 กพ.53
 
 
 
 
 
 
 
 
   
 

วันมาฆบูชาประจำปี 2553



วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 มีเหตุการณ์สำคัญๆเกิดขึ้นในบริเวณท้องสนามหลวง เหตุการณ์แรก เป็นวันนัดฟังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ ของอดีตนายกฯ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร จากศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งโทรทัศน์กำลังถ่ายทอดสดจากศาลฏีกา ที่อยู่ตรงข้ามท้องสนามหลวง

เหตุการณ์ที่ 2 เป็นงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2553 ระหว่างวันที่ 24 – 28 กุมภาพันธ์ 2553 จัดขึ้นในบริเวณท้องสนามหลวง โดยมีวัดต่างๆทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด สำนักปฏิบัติธรรม มูลนิธิการกุศล และหน่วยงานทางพุทธศาสนา มาออกบูธเพื่อเชิญชวนให้ผู้คนที่ผ่านไปมาเข้าร่วมในกิจกรรม

ทั้งสองเหตุการณ์ และเกิดขึ้นในวันเดียวกัน และสถานที่ก็อยู่ใกล้ๆกัน

แต่บรรยากาศของงานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง งานหนึ่งเป็นเรื่องโรงเรื่องศาล ในคดีประวัติศาสตร์ของประเทศ ยึดทรัพย์อดีตนายกทักษิณ 46,373 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่ากลุ่มคนเสื้อแดง หรือกลุ่มคนของทักษิณ จะมาชุมนุมกันที่ท้องสนามหลวง โดยคาดว่าจะมีผู้ชุมนุมนับหมื่นนับแสนคน แต่หัวหน้าหน่วยเสื้อแดง ที่เรียกตัวเองว่า แกนนำ นปช. ได้ประกาศยกเลิกไปก่อน เนื่องจากขาดน้ำหล่อเลี้ยง ทำให้จิตใจผู้จะเข้าร่วมชุมนุมรู้สึกตื้นเขิน น้ำท่าไหลไม่ค่อยสะดวก ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนเมื่อก่อน

กองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันท์ใด กลุ่มเสื้อแดงที่มาชุมนุมก็ต้องมีน้ำหล่อเลี้ยง หรือมีเงินมาแจก มาล่อ ฉันท์นั้น

หากหัวหนุ้มกลุ่มเสื้อแดงไม่มีการยกเลิก ก็คิดว่างานส่งเสริมพระพุทธศาสนาที่จัดนิทรรการอยู่รอบๆท้องสนามหลวงจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน รวมทั้งกิจกรรมของนักเรียนที่จะมีขึ้นบนเวที ก็ต้องงดไปโดยปริยาย เพราะไม่มีความปลอดภัย

ที่ผ่านมาคนกรุงเทพ รวมทั้งคนไทยทั่วประเทศคงจดจำได้ดีถึงเหตุการณ์เผากรุงเทพ การขับรถแก๊สมาข่มขู่ว่าจะจุดไฟเผากรุงเทพให้กลายเป็นทะเลเพลิง และยังจำได้ดีกับการบุกไปล้มการประชุมอาเซี่ยนที่พัทยาของกลุ่มเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน ปี52 โดยมีอดีตนายกทักษิณเป็นผู้ยุยง ชักใย และสนับสนุนการเงินอยู่เบื้องหลัง ซึ่งภาพที่ปรากฏก็มีแต่ความป่าเถื่อน ไม่ได้เป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยตามที่อ้างแต่อย่างใด

วันนี้ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ณ บริเวณท้องสนามหลวง จึงมีทั้งงานบาป และงานบุญไปพร้อมๆกัน

งานบาปก็คือคดีที่นายกทักษิณ ตกเป็นจำเลยในคดีโกงชาติ ซึ่งศาลกำลังร่ายยาวถึงกลโกงอันซับซ้อนซ่อนเงื่อน ชนิดที่ฟังแล้วก็แทบไม่เชื่อหูตนเองว่าจะโกงกันมากมาย และอำมหิตถึงเพียงนี้ เป็นการโกงทุกรูปแบบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นจากระบอบทักษิณในช่วง 7 - 8 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นตราบาปที่คนไทยทั้งประเทศต้องจดจำ ว่าทักษิณกระทำกับคนไทย กระทำกับประเทศไทยอย่างย่อยยับ ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน

ครั้นเมื่อเดินข้ามถนนจากหน้าศาลฏีกามายังงานส่งเสริมพุทธศาสนาซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหรือบริเวณท้องสนามหลวง กลับพบแต่บรรยากาศของงานบุญ ได้ยินแต่เสียงที่เป็นมงคล เช่นเสียงแนะนำการฝึกสมาธิ เสียงการสอนธรรมะ เสียงเชิญชวนให้ร่วมทำบุญ และได้ยินเสียงสวดมนต์ของนักเรียนระดับอนุบาล ผ่านลำโพงภายในงานที่สะกดให้ผู้คนที่ผ่านไปมาต้องหยุดฟัง และอยากเข้ามาดูหน้าดูตาเด็กๆที่กำลังแข่งขันการสวดมนต์หมู่ ที่เรียกว่า " สวดสรรเสริญพระรัตนตรัยทำนองสรภัญญะ "

น้ำเสียงใสๆของเด็กอนุบาลที่กำลังสวดมนต์กันอย่างพร้อมเพรียง ไพเราะจับใจอย่างบอกไม่ถูก และไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเด็กๆระดับนี้จะจดจำบทสวดมนต์กันได้หลายบท ต่างจากระบบการศึกษาในอดีตที่ผ่านมา น้ำเสียงของเด็กๆที่กำลังประกวดการสวดมนต์ ช่างสดชื่น เย็นจิตเย็นใจ เป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากการเดินอยู่แถวบริเวณหน้าศาลฏีกา ที่นึกถึงแต่เรื่องการโกงชาติในอดีตของทักษิณ หรือนึกถึงกลุ่มเสื้อแดงที่ประกาศจะมาชุมนุมหลังพ้นวันที่ 26 กพ. รวมทั้งเป็นห่วงว่าหลังจากนี้ไปประเทศไทยจะกลับมาสู่สันติเหมือนเช่นอดีตกันอย่างไร

งานบุญเนื่องในวันมาฆบูชา และงานบาปของทักษิณ มีศูนย์กลางของงานไม่ห่างกันนัก

คิดแล้วก็น่าเสียดายว่า หากอดีคนายกฯทักษิณ ลดละความโลภออกไปจากจิตใจบ้าง มีหิริโอตัปปะ หรือเกรงกลัวต่อบาป ดำเนินชีวิตตามแนวทางของพุทธศาสนา ตามสมควร ชีวิตของตนเอง ทั้งลูก เมีย และคนใกล้ชิดในตระกูลชินวัตร คงไม่ตกต่ำถึงเพียงนี้

ทุกวันนี้ครอบครัวทักษิณ ไม่ต่างกับบ้านแตกสาแหรกขาด เหมือนตกนรกทั้งเป็น ต้องหย่าร้างกับเมีย ลูกๆก็ต้องทนรับกรรมตามที่ผู้เป็นพ่อกระทำ ต้องไปให้ปากคำกับ คตส. และยังต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันเป็นว่าเล่น ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์นักข่าวก็แสดงความรู้สึกที่ข่มขื่น ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ หรือบางครั้งลูกสาวก็ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำตานองหน้า

ครอบครัวครัวคนที่ร่ำรวยหลายแสนล้าน ต้องขึ้นศาล ต้องให้ปากคำ ต้องถูกศาลซัก ไม่รู้ต่อกี่ครั้ง มันช่างต่างกับคนที่รวยพอประมาณ แต่ครอบครัวมีความสุขและความอบอุ่น

จากนี้ไปลูกสาวและลูกชายของทักษิณก็ไม่พ้นบ่วงกรรม ยังจะต้องรับโทษในคดีความอื่นๆที่พ่อเป็นผู้กระทำ แต่ลูกๆต้องมารับกรรม เช่นการหลบเลี่ยงภาษีของโอ๊ค-เอม จากการโอนหุ้นในธุรกิจของพ่อ คิดเป็นภาษีที่ต้องจ่ายให้รัฐอีกราว 12,000 ล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้นนี้่ลูกๆไม่ได้เป็นผู้ก่อ แต่เป็นเรื่องของพ่อ ธุรกิจของพ่อ เป็นมรดกบาปที่พ่อมอบให้กับลูกๆ จนผู้เป็นพ่อต้องออกมาขอโทษลูกเมีย ต่อหน้าวีดีโอลิ้ง หลังทราบผลการตัดสินแล้ว

"... พ่อขอโทษด้วยนะลูกที่ดื้อ แล้วทำให้ครอบครัวเดือดร้อนถึงทุกวันนี้..."

"วันนี้ผมแต่งชุดดำผูกไทดำไว้ทุกข์ให้กับความดื้อของตัวเอง ทั้งที่คุณหญิงพจมาน (ดามาพงศ์ อดีตภริยา) กับลูกค้านไม่ให้เข้าการเมือง..."

ชีวิตนี้หาความสุขแทบไม่ได้ ถึงมีก็เป็นความสุขเล็กๆน้อยๆ เป็นความสุขจอมปลอม ลึกๆแล้วจิตใจมีแต่ความขมขื่น คนในครอบครัวนี้จะไปไหนก็ต้องหลบๆซ่อนๆ และอยู่คนละทิศคนละทาง แทนที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทักษิณเองก็ไม่ต่างกับติดอยู่ในคุก จะไปไหนมาไหนก็แค่ประเทศเขมร และบางประเทศในตะวันออกกลางเท่านั้น จะไปประเทศอื่นๆก็ไม่ได้เพราะถูกระงับวีซ่า หรือ ไม่อนุญาตให้คนไทยที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร เข้าประเทศ นี่คืออิสระภาพของคนที่ชื่อทักษิณ ย่อยยับจนแทบจะหาที่ยืนบนโลกนี้ไม่ได้แล้ว

ชีวิตของคนที่เคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรี ที่สุดแล้วต้องมีชีวิตอันน่าสมเพชเช่นนี้เชียวหรือ

เราเคยได้ยินข่าวต่างประเทศว่าผู้นำประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายโกงชาติเท่าโน้นเท่านี้ ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน อยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ จะเข้าประเทศก็ไม่ได้

แต่เรื่องแบบนี้มันดันมาเกิดขึ้นในประเทศไทย เมืองที่ทั่วโลกยกย่องว่ามีแต่รอยยิ้ม ...เวรกรรมจริงๆ

นี่คือชีวิตของครอบครัวระดับที่มีเงินหลายแสนล้านบาท แต่ไม่สามารถพบกับความสุขที่แท้จริงได้ แถมยังตกนรกอีกต่างหาก

ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยได้รับความบอบช้ำเช่นนี้มาก่อน และการคอรัปชั่นเกิดขึ้นอย่างมากมายในระหว่างที่ทักษิณอยู่ในอำนาจ คนในประเทศชาติแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เข้าห้ำหั่นกันเหมือนเป็นศัตรู สถาบันเบื้องสูงถูกดูหมิ่น ถูกจาบจ้วง สุดที่คนไทยจะทนได้

แต่ประเทศไทยก็ยังนับว่าโชคดีที่มีพระสยามเทวาธิราชช่วยคุ้มครองประเทศชาติ

ไม่ให้มีเหตุเลวร้ายไปมากกว่านี้ ขณะเดียวกันเรื่องที่เกิดขึ้นก็เป็นการพิสูจน์สัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า อันเป็นกฏของธรรมชาติ ไม่มีผู้ใดจะอยู่เหนืออำนาจอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้

เมื่อทำสิ่งใดก็จะได้รับผลไปตามที่กระทำ หรือ ทำดีก็ต้องได้ดี ทำชั่วก็ต้องได้ชั่ว และต้องได้รับทุกข์ทรมานจากการกระทำ ชีวิตตกต่ำ จิตใจเศร้าหมอง สังคมประนาม ประชาชนสาปแช่ง ไม่พ้นแม้กระทั่งครอบครัว ไม่ต่างกับกอดคอกันตกนรกทั้งตระกูล




พระสยามเทวาธิราช


ของฝากถึงทักษิณและผู้ที่คิดโกงชาติทั้งหลาย

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ ความประมาทในชีวิต เป็นหนทางสู่ความตาย... ”

พระราชดำรัส  “…. อย่าให้คนไม่ดี มีอำนาจ.... ”

วาทะของประธานองคมนตรี พล.อ เปรม ฯ  “ .... คนโกงชาติบ้านเมือง อนาคตจะไม่มีแผ่นดินอยู่ …”




โฟโต้ออนทัวร์
7 มีนาคม 2553


ติดตามมหากาพย์ของทักษิณได้ที่นี่




 
 
   

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ