Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์  
Home : Events : OTOP MidYear 2009      
         Menu

Outbound Tour Photos
Photo Contest News
Web Update Tables

Flowers & Nature
Free Walpapers
Photo Services
Photos Gallery
Royal Photos
Today Talk
About Site
About Us

City tour
Portraits
Articles
Guests
Events
Misc.

 
 
I  Home I Articles I City Tour I Events I Gallery I Outbound tour I Royal Photos   I Today Talk I  Photo Service  I Guest  I  Free Wallpaper  I About site I  Misc. I
 










                                           งานโอท็อป 2552 หรือ OTOP Mid Year 2009 ที่เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 20-30 สิงหาคม 2552 สำหรับผมแล้วคิดว่าเป็นงานสินค้าโอท็อปงานแรกที่มีโอกาสเข้าชมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ก่อนนั้นก็เห็นจัดกันทั้งงานเล็กงานใหญ่ กลายเป็นโอท็อปฟีเวอร์ บางปีได้ยินว่า ผีหลอก คือแทบไม่มีคน จนคนขายต้องอุดหนุนกันเองเพื่อให้ดูคึกคัก

ปีนี้ค่อยยังชั่ว ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปเปิดงานด้วยตนเอง ทำให้บรรยากาศดูดีกว่าปีก่อนๆมาก

สินค้าโอท็อป หรือสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภันฑ์ มีมาแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ1 สืบเนื่องมาจากรัฐบาลนายกฯชวนหลีกภัย ช่วงนั้นภาวะเศรษฐกิจของประเทศกำลังดีขึ้นตามลำดับ หลังก้มหน้าก้มตาใช้หนี IMF จนเกือบจะหมด แต่ประชาชนระดับรากหญ้ายังมีปัญหาการว่างงาน อันเกิดจากผู้ประกอบการ รวมทั้งโรงงานหลายแห่งได้ปิดกิจการ แรงงานที่ตกงานส่วนใหญ่จึงกลับบ้าน รัฐบาลจึงมีนโยบายสนับสนุนให้ตำบลต่างๆผลิตสินค้าออกขาย ตำบลละหนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นนโยบายเพื่อสร้างงานในชนบท

ใหม่ๆก็ดูคึกคัก คนในหมู่บ้านตำบลมาประชุมกันว่าจะทำอะไรดี ให้เป็นผลิตภัณฑ์นำออกไปขาย เรียกว่า คิดเอง ทำเอง ขายเอง โดยรัฐบาลให้ทุนสนับสนุน พร้อมกับเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าขึ้นในที่ต่างๆ ช่วงแรกถือว่าน่าจะดี มีเสียงตอบรับกันทั่วประเทศ รัฐบาลทักษิณ1 ได้คะแนนนิยมไปอื้อ

แต่ต่อมาไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร จัดงานใหญ่ๆทีไร งานกร่อยทุกที รัฐบาลต่อๆมาในยุคทักษิณ 2 นายกฯ สมัคร สุนทรเวช หรือนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดูเหมือนไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก ส่วนประชาชนทั่วไปก็ดูจะเอียนกับคำว่าสินค้าโอท็อป ที่จัดงานกันเป็นแบบรายวัน เป็นโอท็อปฟีเวอร์ไประยะหนึ่ง เอะอะอะไรก็กลายเป็นสินค้าโอท็อปไปหมด

ยิ่งมีข่าวในเชิงลบว่าที่นั่นที่นี่ขายไม่ออก ทำไม่ได้มาตรฐาน หรือส่งออกไม่ได้ ภาพลักษณ์ของสินค้าโอท็อปจึงค่อยๆตกต่ำลงเรื่อยๆ จะมีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ

หลายปีมาแล้วเราคงเห็นพวกเหล้าไวน์ เหล้ำหมัก ประเภทต่างๆ วางขายในงานโอท็อปกันนับร้อยๆยี่ห้อ ชาวบ้านหมักผลไม้หมักสมุนไพร ออกมาเป็นเหล้าไวน์ เหล้าองุ่น สารพัดน้ำเมากันไม่รู้กี่ชนิด ใครไปเที่ยวงานโอท็อปช่วงนั้นคงได้ชิมไวน์กันจนมึน

บริษัทยักษ์ที่ผลิตเหล้าผลิตเบียร์ในเมืองไทยก็ไม่มีใครออกมาคัดค้าน ว่าจะกระทบกับยอดขายของตนเอง คงนึกในใจว่า "จะไปรอดไม๊เนี้ยะ" เพราะเป็นการทำไวน์ ทำเหล้าหมักกันแบบลูกทุ่ง หรือประเภทมือใหม่หัดหมัก

ในที่สุดก็เจ้งไม่เป็นท่า ปิดกิจการกันเกือบหมด คงเหลือแต่ประเภทขาใหญ่มืออาชีพ เช่นไวน์ ของ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ หรือเสธหนั่น จากจังหวัดพิจิตร ที่ดูจะยังมีชีวิตอยู่ ที่อยู่ได้ก็เพราะเจ้าของหรือเสธหนั่น แกชอบไวน์ เรียกว่าทำเองขายเอง ขายไม่ได้ก็กินเอง หรือผสมอาหารให้นกกระจอกเทศกิน เพราะตอนนี้ได้ยินว่าฟาร์มนกกระจอกเทศของแกดีวันดีคืน ถือว่าไม่กระจอกนะครั้บ

แต่แหมได้ยินว่า ไวน์ที่เสธหนั่นซื้อมากลั้วปากล้างคอทุกวันนี้ ขวดละเป็นหมื่นเป็นแสน จะให้กินไวน์ตราไก่ ยี่ห้อ ซาโต เดอ ซาละวัน ของตนเองขวดละ 2 -3 ร้อยบาท คงทำใจลำบาก พูดให้แกได้ยินอาจโดนสวนกลับมาว่า

" ทำขายนะเว้ย..ไม่ได้ทำกินจั๊กกะหน่อย "

เรื่องไวน์ของไทย เป็นความคิดที่ผิดพลาด และไม่เข้าท่าของรัฐบาลทักษิณ ที่มีนโยบายบ้องๆออกมา ทำไปโดยไม่ดูตาม้าตาเรือว่าจะเหมาะสมกับวิถีไทยหรือไม่ เรียกว่าฝืนธรรมชาติ ตอนนั้นชาวบ้านดีใจกันใหญ่ ทำเหล้าทำไวน์กันทั้งประเทศโดยไม่ผิดกฏหมาย คนในหมู่บ้านประเภทขี้เหล้าเมายาก็เมาแอ๋ เมาแอ่น กันสนุก ทำไปชิมไป และเมากันไป ตามประสาคอเหล้า

ปรากฏว่าการทำไวน์ของชาวบ้านกลายเป็นเรื่องลองผิดลองถูก ทำกันไม่เป็น ทำไม่ถูกขั้นตอน และทำไม่สะอาดพอ ที่สุดก็ขายไม่ออก เอาไปออกงานโรดโชว์ต่างประเทศ พวกฝรั่งมังค่าเค้าหัวเราะกันกลิ้ง ว่า

" ประเทศยูหัดทำไวน์ทำเหล้าองุ่นไม่ถึงปี ก็คิดจะส่งมาขายประเทศไอแล้ว รู้หรือเปล่าว่า ไอทำไวน์มาเป็นร้อยๆปี กว่าจะสั่งสมประสบการณ์มาได้จนถึงทุกวันนี้"

ครั้งนั้นผู้สื่อข่าวก็ไม่ได้รายงานว่าตอนที่ฝรั่งชิมไวน์ไทย พวกเค้าทำท่าจะอ๊วกหรือเปล่า หรือถามว่า นี่มันไวน์หรือน้ำล้าง..ต..

หมดจากไวน์ ก็มีกระชายดำ

อีกแล้วครับท่าน ทำน้ำกระชายดำกันไม่รู้ว่ากี่ยี่ห้อ ขายกันขวดละ 7- 800 บาท ในที่สุดก็เจ้งไม่เป็นท่า น้ำบ้าอะไร บางยี่ห้อขายกันขวดละเกือบพัน หรือพันกว่าบาท

แล้วตอนนี้ละมีอะไร...

ได้ยินว่ากำลังเห่อ ข้าวงอก ความจริงก็ไม่ไช่เรื่องพิสดารอะไร กะอีแค่เอาข้าวกล้องมาแช่น้ำแล้วห่อผ้า รอให้มันงอกราก แล้วมาอวดอ้างสรรพคุณต่างๆนานาว่าดีอย่างโน้นอย่างนี้ นักวิชาการ นักการเกษตร หรือนักโภชนาการ ออกมาโม้กันใหญ่ว่าผลวิจัยออกมาดีแน่ บำรุงร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า

โปรดรอสักครู่ และจะเห็นเองว่า เจ้งไม่เป็นท่าอีกตามเคย เพราะสรรพคุณดีเลิศประเสริฐศรีอย่างไรก็ยังแพ้ข้าวกล้องที่หุงแบบธรรมด้า ธรรมดา นี่เอง

พูดเรื่องเจ้ง เรื่องเห่อเป็นพักๆ ก่อนนั้นก็มีมากมายผลิตภัณฑ์จนนับไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็น ดอกคำฝอย ว่าแก้โน่นแก้นี่ ต่อมาก็ เห็ดหลินจือ ที่ปั่นราคากันเป็นที่สนุก ขายโลละเป็นหมื่น ซองเล็กๆมีไม่กี่ชิ้นราคาเป็นร้อย แต่ตอนนี้แจกฟรีก็ยังไม่มีใครเอา จะเห็นว่าบ้านเรานี้สร้างกระแสกันแบบง่ายๆ มีแมงเม่าบินเข้ากองไฟกันนับไม่ถ้วน เจ้งกันก็ไม่น้อย นี่แหละสังคมไทย เรียกว่าโรคเห่อ หรือโรคโหนกระแส


OTOP Mid Year 2009

งานโอท็อป 4 ภาค สำหรับปีนี้ค่อนข้างหลากหลาย มีผลิตภัณฑ์จากภาคต่างๆมาออกงานเป็นจำนวนมาก บางอย่างก็เป็นของแปลกใหม่ ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เช่น ใบไม้สีทองจากจังหวัดยะลา สอบถามเจ้าของร้าน บอกว่ามีที่จังหวัดยะลาเพียงแห่งเดียว และเป็นพันธ์ไม้หายากที่นักพฤกศาสตร์ชาวสวีเดนเป็นผู้คนพบเมื่อปี 2532 ที่ป่าฮาลา เขตอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส

ใบไม้ชนิดนี้มีชื่อว่า Bauhinia aureifolia ( Gold Leaf Bauhinia)

ใบไม้ชนิดนี้น่าแปลกตรงที่ใบจะมีประมาณ 3-4 สี แต่ออกโทนน้ำตาล และจะคงรูปคงสีเช่นนี้ตลอดกาล บอกว่าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ที่ยะลา ชาวบ้านได้ปลูกถวายไว้บริเวณหน้าวัง เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระราชินีเป็นอย่างมาก

ผมลองลูบที่ใบรู้สึกนุ่มๆ คล้ายมีขนบางๆ เหมือนผ้ากำมะหยี่ เมื่อนำมาใส่กรอบแล้วจะดูสวยงาม กลายเป็นของแปลกตา ปรากฏงานนี้มีเครือญาติมาออกงานกันหลายร้าน

ถามคนขายตรงๆว่า หากจะมีคนนำไม้พันธ์นี้ไปปลูกที่อื่นแล้วมาขายแข่งกันละ แกก็บอกว่าทำได้ยาก เพราะการที่จะรักษาใบให้ได้สีธรรมชาติ และคงทนถาวร เป็นกรรมวิธีที่คิดค้นขึ้นมากันเอง เรียกว่าศาสตร์เฉพาะตัว คงไม่ไช่เพียงแค่นำใบใม้มาใส่กรอบขายแต่เพียงเท่านั้น คนอื่นจึงคิดทำแข่งได้ลำบาก

แล้วราคาละแพงไม้..

ถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณ 3 -4 พันบาท “ แพงไม้..แพงวะ “


เดินมาเรื่อยๆ จนมาถึงร้านของภาคกลาง ไปสะดุดตากับ ผ้าเพ้นท์ในแนว Art เป็นงานศิลป์ที่หาตัวจับยาก คนทั่วไปที่ไม่เข้าใจงานศิลป์ อาจดูไม่ออก หรือคิดว่าไม่ต่างกับผ้าเพ้นท์ทั่วไป ร้านนี้มาจากจังหวัดอ่างทอง เป็นบูธที่ไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าใดนัก เพราะโซนใกล้ๆกันก็มีขายพวกผ้า และงานประเภทศิลปะอยู่หลายร้าน เดินไปเดินมามันลายตาไปหมด

เจ้าของร้านเป็นสุภาพสตรีบอกว่า เลียนแบบการทำผ้าบาติก เพียงแต่ใช้ผ้าไหมแทน ทำให้มีน้ำหนักเบา และทำให้ดูมีคุณค่ามากขึ้น แกเล่าว่าไปซื้อผ้าไหมจากทางภาคอีสานที่มีราคาถูก แล้วนำมาเพ้นท์ลายเอง โดยมีคนในหมู่บ้านเป็นขึ้นลาย และคนๆนี้ก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมากนัก แต่ชอบงานศิลปะหรือเขียนลายเส้น

ส่วนการลงสี เจ้าของร้านสุภาพสตรีจะเป็นผู้ลงสีเอง ลักษณะทำงานร่วมกันระหว่างคนเขียนลาย กับคนลงสี แกบอกว่า การเขียนลายหรือร่างลายจะไม่มีต้นแบบมาก่อน มาถึงก็วาดลงบนผ้าทันทีด้วยความชำนาญ ทุกลายเส้นจึงมาจากจิตใจล้วนๆ ลายจะไหลไปทางไหน ขึ้นอยู่กับอารมณ์และจินตนาการในขณะนั้น

หากเป็นคนที่ผ่านการศึกษาจากสถาบันทางศิลปะ ก็คงไม่ไช่เรื่องน่าแปลก แต่ถ้าบอกว่าเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ และมีฝีมือขนาดนี้ ถือว่าไม่ธรรมดา น่าจะเรียกว่าเป็นเพชรในตมที่กำลังฉายแววสู่โลกภายนอก

ผมอยู่ในร้านนี้ค่อนข้างนาน ทั้งดูชิ้นงาน และพูดคุยกับเจ้าของร้านไปด้วย ขณะเดียวกันก็ทึ่งในผลงานค่อนข้างมาก เป็นการใช้ความสามารถเฉพาะตัว และความคิดสร้างสรร ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง ผ้าที่ขายแต่ละชิ้น ถือว่ามีเพียงชิ้นเดียว หรือทำขึ้นเพียงชิ้นเดียว จะให้เขียนใหม่ทำใหม่ ก็คงไม่เหมือนเดิมแน่

ผมใช้เวลาเดินเที่ยวงานโอท๊อปได้ประมาณครึ่งวัน ถือว่าคุ้มค่ามาก แต่ก็น่าเสียดายที่เดินชมได้เพียงแค่ประมาณ 40 - 50 % ของพื้นที่ งานนี้ถือว่าเป็นงานใหญ่ประจำปี เห็นโฆษณาว่ามีสินค้าโอท็อปนับพันๆร้าน ร้านอาหารก็มากมาย แถมช่วงเย็นๆยังเปิดตลาดนัดแบกะพื้นภายในงาน เป็นแบกะดินหรือแบกะพื้นในห้องแอร์ ร้านค้าต่างๆนำของมาขายลดราคากันสนุกเลยทีเดียว

ปีหน้าคงพลาดไม่ได้ และอาจต้องอยู่ในงานกันทั้งวัน พร้อมกับถือโอกาสนี้เชิญชวนทุกท่านไว้ล่วงหน้า ว่านอกจากจะเห็นความหลากหลาย ที่น่าตื่นตาแล้ว ก็ยังเห็นการพัฒนาที่ก้าวไกลของสินค้าท้องถิ่น ที่เมื่อก่อนคิดว่าไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนัก ตอนนี้คิดแบบนั้นไม่ได้แล้วครับ สังคมท้องถิ่นเปลี่ยนไป การพัฒนาด้านต่างๆก็ก้าวหน้าตามลำดับ มาเห็นแล้วก็จะรู้เอง หรืออาจทึ่ง ว่าทำกันได้ถึงขั้นนี้แล้วหรือ

พบกันใหม่ในงานโอท็อปปีหน้าครับ




โฟโต้ออนทัวร์
3 กันยายน 2552













     copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ