Photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์
 
Home > Events > Navanalkorn Flood 2011 Part 1
 
 
 
รวมภาพเหตุการณ์น้ำท่วมย่านปากเกร็ด เกาะเกร็ด วันที่ 23 ตค.54
 
 
               
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

   
     
 
     
 

ภาพน้ำท่วมปากเกร็ด - เกาะเกร็ด 23 ตค.54
(บันทึกภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ตค.54)



ภาพในชุดนี้เป็นการมาเยือนปากเกร็ด และเกาะเกร็ดอีกเป็นครั้งที่ 2 หลังจากมาทำบุญที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ตค.เรียบร้อยแล้ว เหตุที่แวะมาี่ท่าน้ำปากเกร็ดบริเวณใต้สะพานพระราม 4 ที่อยู่ไม่ห่างจากวัดชลประทานมากนัก ก็ต้องการมาดูระดับน้ำเจ้าพระยาว่าสูงจากครั้งก่อนแค่ไหน

เมื่อมาเห็นแล้วก็ต้องแปลกใจว่าระดับน้ำขึ้นสูงจนถึงระดับตอม่อ และภาพเปรียบเทียบศาลพระภูมิริมน้ำที่บ้านเก่าจากภาพชุดก่อน ปรากฏว่าคราวนี้ไม่เห็นศาลพระภูมิแล้วครับ น้ำคงท่วมมิด หรืออีกทีก็คงโดนน้ำซัดไปแล้ว สรุปว่าวันนี้กับครั้งก่อนระดับน้ำสูงขึ้นราว 80 ซม.หรือเกือบๆ 1 เมตร จนผู้คนที่เกาะเกร็ดหลายครอบครัวต้องอพยพไปอยู่กับญาติๆ

เสร็จจากที่ปากเกร็ดแล้วก็ไปดูน้ำที่ดอนเมืองต่อ ซึ่งจะนำมาให้ดูในชุดต่อไปนะครับ


วันนี้ (24 ตค.54) น้ำจากทุกทิศได้มีโอกาสมาเยือนเมืองกรุงกันแล้ว  หลักๆก็มาจากแม่น้ำ  ปิง วัง ยม น่าน หรือแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์  หากเป็นข้าศึกก็เหมือนกับยกมากันมาถึง 4  ทัพ

ส่วนทัพเสริมอีกทัพหนึ่งก็มาจากแม่น้ำป่าสัก  ที่ไหลตรงมาจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี สรุปว่ากรุงเทพเจอศึก 5 ทัพ คราวนี้ ดูจะหนักกว่าสมัยที่บุเรงนองยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2112

ปีนี้น้ำมามากกว่าปกติ  กรุงเทพซึ่งเป็นพื้นที่ที่รองรับน้ำหรือเป็นทางผ่านของแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักก่อนจะไหลลงทะเล  จึงรับกันแบบเต็มๆ  ทั้งอยุธยา  ประทุมธานี  อ่างทอง  นนทบุรี  ที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน  ก็มีอันต้องเป็นไปตามที่ทราบๆกัน

หากคิดว่าเป็นการโจมตีจากข้าศึก  ก็ต้องบอกว่าเรายังอยู่ในภาวะสงคราม  ยังต้องสู้รบกับกองทัพน้ำนี้ไปอีกนาน  ขอย้ำว่าต้องรบกับมันอีกเป็นแรมเดือน

และใน ปี 2526 และปี 2538 เราก็เคยรบกันมาแล้ว

ผลปรากฏว่า คนกรุงแพ้หลุดลุ่ย  พื้นที่หลายแห่งเจิ่งนองไปด้วยน้ำนานนับเดือนหรือหลายเดือน  ร้านค้าหลายแห่งปิดตาย  เพราะเปิดร้านก็ต้องเจอกับน้ำกันเต็มๆ  แต่ธุรกิจอื่นๆที่ไม่ได้รับผลกระทบก็ยังดำเนินการตามปกติ 

ไม่มีปัญหาครับท่าน คนทำงานก็ยังมาทำงานตาามปกติ ลำบากแค่การเดินทางเท่านั้นเอง

ช่วงที่กรุงเทพวิกฤติเรื่องน้ำท่วม  จำได้ว่าทุกๆเช้าเหล่าพนักงานจะมีแต่เรื่องน้ำนี้แหละที่เป็นเรื่องเม้าท์กันทุกวัน สอบถามสารทุกข์สุกดิบกันอย่างไม่รู้จักเบื่อ โดยเฉพาะพรรคพวกที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเสรี บอกต้องอาศัยอยู่ชั้นสอง ส่วนชั้นล่างก็เป็นที่อาศัยของพวกปลา 

ภาพที่เห็นเป็นปกติของคนทำงานในเวลานั้นก็คือ  ออกจากบ้านก็จะหิ้วรองเท้า ถุงเท้า พร้อมผ้าเช็ดเท้าใส่ถุงพลาสติคไปที่ทำงาน   ถึงที่ทำงานก็เปลี่ยนจากรองเท้าแตะเป็นรองเท้าหนังตามปกติ  บางคนไม่อยากยุ่งยากก็สวมรองเท้าแตะนั้นแหละอยู่ในที่ทำงานเลย  อาจดูไม่สุภาพแต่ก็เป็นข้อยกเว้นในเวลานั้น

เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ  จะกี่ครั้งก็ช่าง  เป็นเรื่องที่หลายๆคนไม่รู้สึกวิตกทุกข์ร้อน  น้ำท่วมบ้านก็ไปอาศัยกับญาติ  รถราออกไม่ได้ก็ใช้บริการรถเมล์  หรือรถทหาร  เหมือนกับที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้

เรียกว่าทหารเป็นพระเอกทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม  และเป็นผู้ปิดทองหลังพระกันมาตลอด   

น้ำท่วมที่ผ่านๆมาคนกรุงรู้สึกแค่ลำบากเท่านั้นเอง  ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องทุกข์ เรื่องกังวลใจใดๆ  เพราะมันเกิดขึ้นบ่อยมากจนชาชิน รัฐบาลก็แก้ปัญหากันตามมีตามเกิด  นักข่าวก็แห่ไปทำข่าวที่ปลายน้ำหรือที่คลองพระโขนงที่เดียว ซึ่งเป็นประตูระบายน้ำขนาดใหญ่

ยังจำได้ว่าพอคืนไหนฝนตกหนัก   เช้าๆก็จะชโงกหน้ามาดูหน้าบ้านว่าน้ำท่วมหรือไม่  ท่วมมากก็ให้ลูกๆอยู่กับบ้านไม่ต้องไปเรียน  ส่วนพ่อกับแม่ก็ต้องลุยน้ำลุยฝนไปทำงาน  พอกลับมาก็ต้องลุ้นว่าน้ำแถวหน้าบ้านลดลงหรือไม่  หากลดลงก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อย 

เป็นเรื่องปกติของคนกรุงเทพในช่วงเวลาที่ผ่านมา  และมันก็ผ่านไป

ในปีที่น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน บางบริษัทถึงกับซื้อรถปิคอัพโตโยต้าแบบยกสูงให้ผู้บริหารระดับสูงไว้ใช้งานแทนรถเบนซ์ ซึ่งขณะนั้นก็มีแต่รถโตโยต้าประเภทโฟว์วิลล์นี้แหละที่ขึ้นชื่อ ส่วนรถยี่ห้อๆอื่นๆที่เห็นกันทุกวันนี้ก็ยังไม่มีขาย

น้ำท่วมกรุงเทพที่ถือว่าหนัก และรุนแรงเคยเกิดขึ้นมาแล้ว  ปี 2526 ที่จำได้ก็มีย่านหัวหมาก  บางกะปิ จมน้ำเป็นเวลาหลายเดือน หมู่บ้านเสรีหลังรามคำแหง  หมู่บ้านหลายแห่งแถวๆบางกะปิ (น่าจะหมู่บ้านลัดดาแลนด์) ก็เจอค่อนข้างหนัก  เพราะพื้นที่เป็นแอ่งกะทะ 

ฝนตกน้ำท่วมทั้งปี  2526 และ 2538  ที่ว่าหนักสุด  รู้สึกว่าไม่มีการอพยพผู้คน  หรือไม่มีการจัดตั้งศูนย์อพยพเหมือนวันนี้ 

สิ่งที่ได้รับจากรัฐบาลในขณะนั้นก็มีเพียงจัดหารถบริการรับส่งให้ฟรีในเขตน้ำท่วมหนัก  และจากปากซอยเข้าไปในหมู่บ้าน  ส่วนการจัดการเรื่องที่พักนั้นแต่ละครอบครัวก็ต้องช่วยตัวเอง

ผิดกับปัจจุบันที่รัฐบาลดูแลอย่างดี   ทั้งที่พัก ที่นอนหมอนมุ้ง  ข้าวปลาอาหาร (ครบ 3 มื้อ)  และอื่นๆอีกจิปาถะ  เรียกว่าสบายกว่าคนกรุงในยุค พ.ศ.2526 และ 2538  อย่างสิ้นเชิง

รัฐบาลสมัยนั้นก็ไม่ต้องมาวุ่ยวายเรื่องการระบายน้ำกันจนหัวฟู  หรือหัวหงอกเหมือนปัจจุบัน  ประชาชนก็ไม่ได้กักตุนอาหารมากนัก (คงไม่มีเงินซื้อ)

แต่น้ำท่วมปี 2554  ดูมันวุ่นวายไปหมด  โดยเฉพาะสื่อมวลชนเกาะติดสถานการณ์  ปานประหนึ่งว่ากรุงเทพกำลังจะล่มสลายในพริบตา

ยุคไอที  ยุคไฮเทค หรือสื่อออนไลน์ ก็แบบนี้แหละครับ  จะบ้าตายก็เพราะโลกยุคใหม่  ที่ทำเอาตื่นตระหนกไปหมด   ทั้งๆที่เรื่องแบบนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในกรุงเทพมหานคร และ ภาพเก่าๆที่หนังสือพิมพ์บางฉบับนำมาลงก็เห็นๆกันอยู่ว่า  มันเคยหนักหนามาแล้ว  ไม่ไช่ว่าไม่เคยเกิด

พี่น้องทุกท่านเอ๋ย....จงสงบสติอารมณ์กันเถอะ  น้ำมันมา ประเดี๋ยวมันก็ไป ไปขวางมันมาก  ที่สุดก็จะแพ้มัน  เราหมดงบประมาณไปเท่าไหร่  ที่ต้องต่อสู้กับน้ำ  ในที่สุดมันก็กลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เหมือนคำโบราณไม่มีผิด

น้ำท่วมก็ขอให้มีสติ และมีสตางค์  (เพราะตู้เอทีเอ็มอาจจมน้ำ)

ทุกวันนี้ได้ยินเสียง ฮ.บินผ่านหลังคาบ้านทุกวัน  ไม่ต่างกับครั้งที่พวกเสื้อแดงบุกกรุง หรือเกิดการปฏิวัติ

น้ำท่วมก็อย่าโทษใคร  โทษเทวดาน่าจะดีกว่า  ทางที่ดีที่สุดก็คือต้องยอมรับความจริง  จะได้เข้าใจธรรมมะ เข้าใจธรรมชาติ ได้มากยิ่งขึ้น

ฝ่ายการเมืองก็อย่าทะเลาะกัน  อย่าชี้หน้ากันว่า  มึงผิด กูถูก ความจริงก็พวกมึงๆนั่นแหละที่ผิดทั้งคู่  จงหันมาแก้ปัญหาอย่างสามัคคีกันน่าจะดีกว่า  ด่ากันไปด่ากันมาชาวบ้านเขารำคาญ 

สันดานพวกนักการเมืองชอบเอาดีใส่ตัวเอง  เอาความชั่วใส่คนอื่น

สื่อมวลชนก็ขอให้เพลาๆการเสนอข่าวลงบ้าง  นี่เล่นกันแบบร้านเซเว่น หรือรายงานกันแบบ 24 ชั่วโมง  บ้ากันหรือเปล่า  เกาะสถานการณ์บ้าบออะไรกันนัก  หัดทำใจกันซะบ้างว่ามันเป็นเรื่องปกติของธรรมชาติ 

คนที่เดือดร้อนก็ต้องช่วยตัวเองเป็นสำคัญๆ  อย่าหวังพึ่งคนอื่นใม้มากนัก  ไม่ไช่เอะอะอะไรก็ร้องแรกแหกกระเชอ  ต้องทำใจและยอมรับความจริงบ้าง  น้ำจะท่วม  ข่าวก็ออกกันตลอดแล้วจะโทษไคร  บางคนก็โทษการเตือนภัยของรัฐบาล

จะมาโทษรัฐบาลหรือโทษ ศปภ. ที่ไม่แจ้งเตือน ก็คงโทษไม่ได้ น้ำท่วมนครสวรรค์ ไล่มาจนถึงอยุธยา  รู้ๆกันอยู่ว่าอีกไม่นานก็จะท่วมกรุงเทพแล้ว และจะท่วมหนักกว่าทุกครั้ง เรียกว่ารู้กันอยู่แล้วโดยไม่ต้อง
ให้ใครมาเตือน

อาหารก็ไม่ควรกักตุนหรือซื้อไปมากกว่าปกติ ยังไงๆ ร้านค้าก็ต้องนำมาขายอยู่ดี เพราะเป็นอาชีพของพวกเค้า ข้าวสารอาหารแห้ง พืชผักต่างๆ ขาดแคลนอย่างไรพวกเค้าก็จะดั้นด้นหามาขายจนได้

บ้านเราอยู่แบบสบายจนเคยตัว  รัฐบาลที่ผ่านมาก็มักจะมีนโยบายป้อนข้าวป้อนน้ำ จนคนไทยชักจะลำบากไม่เป็น  เดือดร้อนไม่เป็น  นิดๆหน่อยๆก็ชอบแหวกปากกันอยู่เรื่อย

ความจริงแล้วรัฐบาลก็ไม่ต้องทำอะไรกับเรื่องน้ำให้มากนัก ปิด ศปภ. เลยก็น่าจะได้ เพราะยังไงๆก็สู้กับน้ำไม่ได้

เจ้ปู  ยิ่งลักษณ์ ก็กลับไปนอนซะ  สู้กับน้ำมากอาจเครียดจนดูแก่

ผมละเป็นห่วง อยากเห็นน้องปูสวยกันนานๆ จะได้เป็นขวัญใจของผม เอ้ย.. ของพี่น้องชาวไทยไปอีกนานๆ  นายกฯหญิงสวยๆแบบนี้ หาได้ที่ไหนกันละครับท่าน

สำหรับภาพในชุดน้ำท่วมครั้งต่อไปก็จะพาไปเที่ยวดอนเมือง  ไปดูน้ำท่วมที่นั้น   นานๆจะท่วมสักครั้งขอไปดูให้เป็นขวัญตาสักหน่อย ปรากฏว่างานนี้ซวยตอนจบ  พลาดท่าขณะกำลังก้าวลงจากรถบรรทุก บริเวณปากทางเข้าลำลูกกา หลังเริ่มมืดและกำลังเตรียมตัวจะกลับบ้านอยู่แล้ว 

กล้องตกน้ำครับท่าน

ตอนนี้ยังนอนเดี้ยงทั้งกล้องและเลนส์  เมื่อวานนี้ก็เป็นวันหยุด  วันนี้กะว่าจะพาไปหาหมอ โชคดีที่รีบถอดเมมโมรี่ออกโดยเร็ว จึงทำให้เห็นเหตุการณ์ที่ดอนเมืองว่าสาหัสขนาดไหน

ใครมีกล้องจะบริจาคในยามน้ำท่วม ก็ขอเชิญนะครับ  ที่นี่ยินดีรับด้วยความเต็มใจ  บริจาคแล้วรับรองว่าได้บุญเยอะเลยทีเดียว  เพราะภาพจากกล้องบริจาคจะเป็นประโยชน์ให้อีกหลายๆคนได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์น้ำท่วม




โฟโต้ออนทัวร์
24 ตค.54 
e-mail : [email protected]












 
 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved :สงวนลิขสิทธิ์