Photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์   Home > Events > Samak Get out 2
Home > Events > Samak Get Out :   รวมภาพเหตุการณ์ ประท้วงขับไล่ นาย สมัตร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมือวันที่ 26 สิงหาคม 2551 -
ภาพชุด 1  :  ภาพชุด 2  :  ภาพชุด 3  :  ภาพชุด 4  :  ภาพชุด 5  :  ภาพชุด 6
ภาพชุด 2 วันที่กลุ่มพันธมิตรบุกยึดทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงบ่าย วันที่ 26 สิงหาคม 2551
 
 
     
 
 
Samak Get Out #2


(จอมดื้อด้านแห่งกรุงสยาม )


กลุ่มพันธมิตรขับไล่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ตอนที่ 2
(วันบุกยึด ทำเนียบรัฐบาล)



จากภาพชุด 1 ที่กลุ่มพันธมิตรเคลื่อนพลแสดงพลังขับไล่รัฐบาลของนาย สมัคร สุนทรเวช เป็นปฐมฤกษ์ ในตอนเช้าวันที่ 26 สิงหาคม 2551 โดยการบุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT เรียกว่าเป็นยุทธการดาวกระจายที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรได้แถลงการณ์มาก่อนล่วงหน้าแล้ว

ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก เมื่อพันธมิตรอีกกลุ่มหนึ่งเดินขบวนบุกยึดทำเนียบรัฐบาลในช่วงบ่ายๆของวันเดียวกัน คราวนี้แทบจะเรียกว่าปราศจากการต่อต้านจากตำรวจเหมือนครั้งก่อนๆ สร้างความแปลกใจให้กับหลายๆคน หรือว่าฝ่ายรัฐบาลไม่ต้องการให้มีการปะทะจนอาจเป็นชนวนให้เกิดความรุนแรง

ในที่สุดกลุ่มพันธมิตรก็เข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ มีทั้งปีนรั้ว และพังประตู จากจุดนี่เองก็กลายเป็นข่าวใหญ่โต แพร่ไปทั้งสื่อไทย และสื่อในต่างประเทศ ในเวลาอันรวดเร็ว

ทำเนียบถูกยึด.. ก็ไม่ต่างกับศักดิ์ศรีของรัฐบาลนายสมัครถูกทำลายอย่างราบคาบ

ทำเนียบรัฐบาลถือว่าเป็นศูนย์กลางการบัญชาการของรัฐบาล เป็นเขตหวงห้ามชั้นสูงสุด ไม่ต่างกับทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา หรือทำเนียบรัฐบาลของประเทศต่างๆ เป็นสถานที่ซึ่งบุคคลภายนอกไม่มีสิทธิ์จะย่างกรายเข้าไปได้ แต่บัดนี้สัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรีของรัฐบาลถูกกลุ่มพันธมิตรยึดไว้เรียบร้อยแล้ว ข้าราชการและลูกจ้างที่อยู่ในทำเนียบฯ ต้องรีบเพ่นออกจากพื้นที่ ขณะเดียวกันตำรวจหน่วยคอมมานโดจำนวนหลายร้อยนายก็แฝงตัวเข้าไปซ่อนอยู่ภายในตึกต่างๆพร้อมอาวุธครบมือ เพื่อรอคำสั่งปฏิบัติงานจากผู้บังคับบัญชา

คนไทยทั่วประเทศที่เฝ้าติดตามข่าวจากวิทยุและโทรทัศน์ และคิดไปต่างๆนานาว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะหากไม่จัดการในเวลาอันรวดเร็วประเทศชาติก็จะเสียภาพพจน์ และมีผลกระทบตามมาอย่างแน่นนอน เช่นความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศ รวมถึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่กำลังจะเดินทางมาประเทศไทย

เวลานี้ต่างติดตามรับฟังข่าวอย่างตาไม่กระพริบ และเหตุการณ์ก็พลิกผันอยู่ตลอดเวลา ดูแล้วน่าเป็นห่วงว่าอาจเกิดความรุนแรง เพราะอดีตก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้อยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็จบลงแบบเสียเลือดเสียเนื้อ

สถานการณ์เวลานี้ต้องบอกว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ มีคำถามตามมามากมายว่า นายสมัครหรือรัฐบาลจะลาออกหรือไม่ และจะมีปฏิวัติอีกหรือไม่...

ในท่ามกลางความสับสนของบ้านเมือง โทรทัศน์ช่องต่างๆก็ช่วงชิงการเสนอข่าวกันอย่างเผ็ดร้อน ช่อง 3 5 7 9 ดูจะเสียเปรียบที่ต้องดำเนินรายการตามปกติตามที่เอกชนเช่าเวลาไว้แล้ว จึงต้องอาศัยข่าวต้นชั่วโมงเป็นทางออก จะมีแต่สถานีโทรทัศน์ NBT และไทย พีบีเอส ที่เกาะติดสถานการณ์แบบนาทีต่อนาที แต่หากติดตามดูเนื้อหาข่าวที่รายงานแล้วอาจเห็นว่าแตกต่างกันชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งที่เป็นเหตุการณ์เดียวกัน

คงไม่ปฏิเสธว่า ช่อง 11 เดิม เมื่อเปลี่ยนเป็นสถานีในชื่อใหม่ว่า NBT ตามนโยบายของนาย จักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่เจอข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนต้องลาออก กลายเป็นกระบอกเสียงให้กับพรรคพลังประชาชน และเป็นที่โฆษณาชวนเชื่อให้กับรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ ยิ่งนานวันก็ดูจะเหิมเกริมชนิดไม่เกรงใจใคร ไม่ว่าจะเป็นการรายงานข่าว หรือรายการสนทนาในประเด็นทางการเมือง ที่มักจะเอาพรรคพวกเดียวกันมาออกรายการ พยายามยัดเยียดแนวคิดของตนเอง พล่ามแต่คำว่ามาอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ขณะเดียวกันก็ให้ร้ายฝ่ายที่เห็นตรงข้ามรัฐบาล จะมีฝ่ายค้านหรือบุคคลภายนอกมาร่วมรายการบ้าง แต่ก็ทำแบบพอเป็นพิธี หรือทำอย่างเสียมิได้ เพื่อให้สังคมเห็นว่ามีความเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด

NBT จึงถูกสังคมมองว่ายัดเยียดข่าวที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เสนอแต่ข่าวด้านเดียวที่เป็นผลบวกต่อรัฐบาล ไม่ได้เป็นสถานีที่เปิดกว้างด้านข่าวสารให้ประชาชนได้รับรู้ คอยแต่จะทำหน้าที่แก้ต่างให้กับอดีตนายกฯทักษิณ และโฆษณาชวนเชื่อให้กลับกลุ่มของพรรคพลังประชาชน

ประจวบเหมาะกับสถานีโทรทัศน์ NBT ถูกพันธมิตรบุกยึดในเช้าวันที่ 26 สิงหาคม 2551 การรายงานข่าวในเหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ต่างกับพกความแค้นไว้เต็มตัว ได้ทีก็ไล่บี้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลอย่างเมามัน ใส่ความรู้สึกส่วนตัวไปกับการรายงานข่าว โดยไม่คำนึงถึงจรรยาบรรณของวิชาชีพฯว่ากำลังทำอะไรอยู่ ยิ่งนายสมัครบอกให้สื่อเลือกข้าง ก็ยิ่งได้ใจใหญ่ ไล่ตีพันธมิตร หรือผู้ที่มีความคิดเห็นแย้ง ไม่ต่างกับกลุ่ม นปก. นปช. ที่รุมตีพันธมิตรบนถนนราชดำเนิน เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 1 กันยายน 2551

การรายงานข่าวของ NBT ครั้งนี้ทำให้มีโอกาสเห็นธาตุแท้ของนักข่าวทั้งภาคสนาม และผู้ดำเนินรายการในห้องส่ง ว่ามีกึ๋นในวิชาชีพกันแค่ไหน ร่ำเรียนวิชาสื่อสารมวลชนหรือไม่ สถาบันที่ศึกษาเค้าปลูกฝังกันแบบนี้หรือ หรือว่าเรียนจบก็มานั่งจ้อกันหน้าทีวี โดยไม่เคยผ่านการฝึกงานมาก่อน

หากที่ผ่านมายังอ่อนด้อยประสพการณ์ หรือวิชาความรู้ยังไม่แน่นพอ ก็อยากแนะนำให้ไปฝึกงานข่าวภาคสนามที่สามจังหวัดภาคใต้กันก่อน ฝึกงานสัก 3 - 4 เดือน ก็อาจเข้าใจในวิชาชีพนี้ดีขึ้น ว่าต้องรายงานข่าวตามความเป็นจริง แม้ตัวเองจะได้รับผลกระทบกับเหตุการณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ หรือลองสอบถามนักข่าวที่อยู่ในพื้นที่ก็ได้ว่า เค้ามีความรู้สึกอย่างไร โกรธ เกลียด กลุ่มผู้ก่อการร้ายหรือไม่ ใส่ความเท็จเหมือนกับที่ NBT กำลังรายงานสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบนถนนราชดำเนินหรือไม่

และยิ่งน่าเกลียดใหญ่ในวันที่ตำรวจปาแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ประท้วงที่หน้า บชน. หรือกองบัญชาการตำรวจนครบาล ใกล้กับสวนอัมพร ปรากฏว่าสถานี NBT ตัดภาพออกไปเฉย แล้วนำดนตรีคลาสสิกมาออกอากาศแทน เมื่อตัดภาพมาที่ข่าวชุลมุนหน้า บชน. อีกครั้ง ก็เกิดการโต้เถียงระหว่างผู้สื่อข่าวภาคสนามกับผู้ประกาศในห้องส่งว่า มีการปาแก๊สน้ำจริงหรือ เป็นการคาดคั้นจากผู้ประกาศในห้องส่งทำนองไม่เชื่อว่าจะมีการปาแก็สน้ำตาจริง แต่คำยืนยันจากผู้สื่อข่าวภาคสนามว่าอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย

นี่เป็นตัวอย่างของการเสนอข่าวของ NBT ที่พยามยามเบี่ยงเบนความจริงให้เป็นอย่างอื่น โชคดีของประชาชนที่รับรู้ข่าวสารจากโทรทัศน์ช่องอื่นๆไปพร้อมๆกัน หากให้ NBT รายงานแต่ฝ่ายเดียว ก็อาจรายงานว่าควันสีขาวๆที่เห็นนั้นเป็นการเผาหญ้าเผาฟาง ส่วนผู้คนที่แตกตื่นวิ่งหนี ก็อาจบอกว่าเกิดจากความเครียดความกลัวและวิ่งหนีกันไปเอง

เหตุการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเพียงไม่กี่วัน บุคคลากรของสถานีโทรทัศน์ NBT ก็ถูกตำหนิจากหลายๆภาคส่วน สังคมรับไม่ได้กับการตระแบงข่าว ทุกครั้งที่มีโอกาสก็มักจะดิสเครดิตกลุ่มพันธมิตร หรือผู้มีแนวติดต่างกับรัฐบาล ทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างกระแสให้ผู้คนตำหนิพฤติกรรมของกลุ่มประชาชนที่ออกมาขับไล่รัฐบาล

ประชาชนที่ติดตามข่าวไม่ได้โง่ เหมือนกับที่พนักงาน NBT เข้าใจ จึงควรรีบกลับตัวกลับใจเสียใหม่ และให้มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ก่อนที่สังคมจะรุมประณามไปมากกว่านี้

อย่าลืมว่าคนที่ต่อต้านและเกลียดชังรัฐบาล ไม่ได้เห็นสอดคล้องกับกลุ่มพันธมิตรเสียทุกเรื่อง แต่เรื่องที่ตรงกันก็คือต้องการขับไล่รัฐบาลชุดนี้ให้ออกไปให้พ้นหูพ้นตา กลุ่มพันธมิตรจึงเหมือนเป็นเพียงตัวแทนของประชาชนอีกหลายสิบล้านคน ที่ไม่ชอบขี้หน้ารัฐบาลชุดนี้ บางคนก็แสดงความรู้สึกด้วยการออกมาประท้วง หลายคนก็อยู่แต่ในบ้าน เป็นพลังเงียบที่คอยเอาใจช่วยกลุ่มพันธมิตรให้ประสพความสำเร็จ อย่าเหมาว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลจะเป็นฝ่ายพันธมิตรเสียทุกคน และประชาชนที่ไม่ออกมาประท้วงก็ไม่ได้โง่เหมือนนายสมัคร ที่มักจะพูดว่าเป็น " ...ไอ้บ้าแก็งข้างถนนเพียง 5 - 6 คน จะมาไล่รัฐบาล " เพราะคนที่ต้องการไล่รัฐบาลนั้นมีอยู่ทั่วประเทศ ไม่ได้มีเพียงหยิบมือเดียวเหมือนทีนายสมัครพูด

ข้อหาที่ทำผิดทำชั่วในการแอบงุบงิบรับรองการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชา ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนในอนาคตเพียงเรื่องเดียว ก็มีโทษมหันต์พอที่รัฐบาลควรจะลาออกได้แล้ว ไม่ต้องมาตะแบงให้เป็นเรื่องอื่นอีก

รู้หรือไม่ว่าทหารที่ทำหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติเขารู้สึกอึดอัดแค่ไหนกับเรื่องนี้ รู้หรือไม่ว่าทหารเกือบจะทั้งกองทัพเกลียดขี้หน้ารัฐบาลชุดนี้ และเข้าใจหรือไม่ว่าทำไม พลเอกปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ (ประธานที่ปรึกษากองทัพไทย) จึงต้องแต่งเครื่องแบบเต็มยศออกมาปราศัยบนเวทีพันธมิตร โดยที่ผู้บังคับบัญชา พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. บอกว่าไม่มีความผิด และทำไดเพียงว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น



สื่อต้องเลือกข้าง..

เป็นคำพูดของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ของประเทศไทย ที่เหตุการณ์รุมเร้า และถูกต้อนเข้ามุมอับ ไม่ต่างกับสุนัขจนตรอก จนออกอาการที่ผิดๆเพี้ยน สอนสั่งให้สื่อต้องเลือกข้าง บอกอยู่ตรงกลางไม่ได้

” …. ท่านทั้งหลายเป็นสื่อสารมวลชน ท่านต้องช่างน้ำหนักด้วยว่า ท่านจะเลือกข้างไหน งานนี้จะอยู่ตรงกลางไม่ได้ ท่านอยู่ตรงกลางไม่ได้ เพราะไอ้ครึ่งหนึ่งมี่อยู่กับเขานั้นท่านส่งเสริมให้บ้านเมืองเสียหายนี้ไปด้วย “


จากคำพูดข้างต้น ก็ถูกสภาพันธ์นักหนังสือพิมพ์ฯ และ สมาคมนักข่าวฯ ออกมารุมตอกหน้า และปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามแนวคิดของนายสมัคร บอกว่า “ สื่อต้องเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน “

คำพูดของนายสมัครคราวนี้ สร้างความฮือฮาให้กับวงการสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง แสดงถึงธาตุแท้ของจิตใจที่เรียกว่า “ เผด็จการย้อนยุค “ เหมือนที่ตนเองเคยควบคุม และเคยสั่งปิดหนังสือพิมพ์มาแล้ว ในยุคสมัยที่อยู่ใต้อุ้งฝ่าเท้าเผด็จการทหาร 6 ตุลา 19 แม้เหตุการณ์จะผ่านมาเป็นเวลานานนับ 30 ปี แต่สมองและความคิดของนายกฯสมัครดูจะยังขี้เท่อและเต็มไปด้วยสนิม ไม่ได้เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ทั้งๆที่การเมืองของประเทศไทยได้พัฒนาตัวเองไปมากแล้ว

ทางที่ดีนายสมัครควรถ่างตาดูข่าวจากต่างประเทศ รวมทั้งเข้าไปดูเว็บไซต์ของ CNN และ BBC ที่นำคลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์ไปลงอย่างทันท่วงทีโดยไม่มีการตัดทอนแต่อย่างใด หากนายสมัครแน่จริง ก็น่าจะเรียกผู้สื่อสื่อข่าวต่างประเทศมาอบรมสั่งสอนให้มีความเป็นกลางด้วย หากทำได้หรือได้ทำ ผู้คน(โดยเฉพาะสื่อไทย) ก็จะอนุโมทนาสาธุเป็นอย่างยิ่ง..

ถือเป็นกรรมของคนไทยที่ได้นายกฯ ที่มีความคิดความอ่านล้าหลัง คำก็บอกว่าจะรักษาประชาธิปไตย ทำเหมือนกับว่าตัวเองเป็นนักประชาธิปไตยเสียเต็มประดา ส่วนคนอื่นโง่หมด

ผู้นำประเทศอื่นๆเค้ารู้และเข้าใจคำว่า “ มารยาททางการเมือง และสปิริตทางการเมือง “ ก็มีผู้นำบ้านเรานี่แหละที่ดันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จัก ได้แต่ท่องคาถาว่า " ตนเองไม่ได้ทำผิดคิดร้ายต่อประเทศชาติ "

เหตุการณ์บ้านเมืองมีความรุนแรงถึงขั้นนี้ ผู้นำประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะแสดงสปิริตด้วยการลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง โดยไม่สนใจว่าใครเป็นต้นเหตุ หรือใครเป็นคนทำ ถือว่าเป็นมารยาทที่ต้องรับผิดชอบ เพราะความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว ผิดกับผู้นำหอกหักในบ้านเราที่สมองตีบตัน และดึงดันที่จะอยู่ในตำแหน่ง ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของคนทั้งประเทศ คอยแต่จะอ้างแต่คำว่า มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ประชาชนส่วนใหญ่เลือกให้มาเป็นนายกฯ จึงไม่ฟังเสียงคัดค้านใดๆ

สติ สตัง ยังอยู่ดีหรือเปล่า น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

” คนบ้าย่อมไม่รู้ตัวว่าบ้าฉันท์ใด นายกบ้าก็ไม่รู้ตัวเองว่าบ้าฉันท์นั้น “

อาการทางจิตที่ผิดปกติดูไม่ยาก การแสดงออกทางสีหน้าทุกครั้งที่เจอนักข่าว ดุดัน ทะมึงตึง จ้องหน้า ด่ากราด หลบหน้าไม่ยอมให้สัมภาษณ์ หรือตอบคำถามด้วยคำพูดที่ยียวนกวนประสาท นั่นแหละภาพมันฟ้องว่าน่าจะมีความบกพร่องทางจิต ซึ่งไม่มีผู้นำประเทศไหนออกอาการแบบนี้ นี่ยังไม่นับความผิดเพี้ยนที่ออกอาการทางปากอีกมากหมายหลายคำ เช่น ไอ้หอกหัก ไอ้เฮงซวย แส่ไม่เข้าเรื่อง มันจะเป็นจะตายอะไรกันนักหนา ไอ้พวกแก้งข้างถนน กระเหี้ยนกระหือรือ พวกคุณมีสมองคิดได้แค่นี้หรือ ทุเรศที่สุด ไอ้ทุเรศ ฯลฯ

เหตุการณ์บุกยึดทำเนียบรัฐบาลจากนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็ต้องติดตามกันเป็นระยะๆ ใครสนใจก็ต้องติดตามได้ที่นี่ เราพยายามรวบรวมภาพจากหลายๆแหล่งเท่าที่จะพอหาได้ เช่นจากเว็บไซต์ของสื่อไทยและเทศ จากหนังสือพิมพ์ หรือบางครั้งก็ตั้งกล้องถ่ายภาพจากโทรทัศน์กันแบบดื้อๆ ภาพอาจไม่ชัดนักแต่ก็ได้เรื่องราวที่ครบถ้วน

ก็หวังให้เป็นเว็บที่รวบรวมภาพไว้เป็นกรณีศึกษา ให้ผู้สนใจเข้ามาใช้ประโยชน์ อาจเรียกว่าเป็นห้องสมุดภาพห้องเล็กๆ เก็บความทรงจำในปัจจุบัน เพื่อให้เป็นประวัติศาสตร์สำหรับอนาคต

สังคมไทยมีข้อเสียอยู่อย่างคือลืมง่าย ไม่รู้จักจำ และไม่ค่อยสนใจเรื่องราวในอดีตที่เคยเกิดขึ้น ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ลืมประวัติศาสตร์กันหมด ประเทศเราจึงต้องมานับหนึ่งกันใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า

ครั้งนี้เราจึงรวบรวบภาพเป็นตอนๆ ตามลำดับของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งภาพจากสถานที่จริง ที่ออกไปสัมผัสบรรยากาศด้วยตนเอง (จะตามมาในอีกไม่ช้า )

ส่วนบทความอาจจะดูเข้มข้นตรงไปตรงมา ก็เพราะต้องการสะท้อนความรู้สึก อาจเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนที่ไม่ชอบขี้หน้านายกรัฐมนตรีคนที่ 25 นายสมัคร สุนทรเวช จะได้รู้ว่าคนที่ไม่อยู่ข้างนายกฯ เค้ามีความคิดอ่านอย่างไร แม้ไม่ไช่ตัวแทนของผู้คนทั้งหมด แต่อย่างน้อยๆก็ ให้อนุชนรุ่นหลังๆได้เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของผู้คนที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลชุดนี้ หรือรัฐบาลนอมินี ของทักษิณ ซึ่งเป็นต้นเหตุความเสื่อมถอยของสังคมไทย เป็นต้นเหตุให้เกิดความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เป็นต้นเหตุให้เกิดการคอร์รัปชั่น โกงบ้าน โกงเมือง กันอย่างวินาศสันตโร อย่างที่เห็นๆกัน เรียกว่าไม่มียุคใดสมัยใดที่บ้านเมืองจะเลวร้ายถึงขั้นนี้

หากจะตั้งคำถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีที่มาอย่างไร ก็ต้องบอกว่าให้ย้อนอดีตไปศึกษาเรื่องราวในบ้านเมือง นับตั้งแต่ นายทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะเข้าใจภาพรวมได้อย่างชัดเจน

ยังจำได้ไหมกับ คดีซุกหุ้นของทักษิณ

เคยได้ยินคำแก้ตัวของทักษิณหรือไม่กับคำว่า บกพร่องโดยสุจริต

และเคยได้ยินพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงตรัสให้ระวัง Double Standard หรือ สองมาตรฐาน ต่อหน้าคณะรัฐมนตรีชุดทักษิณ 1 และต่อหน้าประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 74 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว






เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
6 กันยายน 2551




ดูกันสนุกๆ อย่าซีเรียต ใครจะ copy ภาพนี้ไปก็ไม่ว่ากัน เป็นภาพที่สะท้อนอุณหภูมิการเมืองบ้านเราในเดือน สิงหาคม - กันยายน 2551 โดยคุุณชาย ราชรถ

 
 Home I Articles I City Tour II Events II Gallery I Outbound tour II Royal Photos  II Today Talk II Photo Service  II Guest II Free Wallpaper  I About site II Misc. I
copyright © 2008 www.photoontour.com, All rights reserved