Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร   เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว   Home > Events >Thaksin
 
News photos : Thaksin's wife to three years in jail for tax evasion

อ่านคำพิพากษาโดยละเอียด : English news :โหลดคำพิพากษาโดยเลือกชนิดของไฟล์ตามต้องการ MSwords : PDF
อ่านบทกวีจากศิลปินแห่งชาติ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
 
ภาพจากหน้าจอโทรทัศน์แต่ละช่อง ในช่วงเวลาสำคัญ ขณะศาลอ่านคำตัดสิน


NBT (ช่อง 11เดิม)


ช่อง 3


ช่อง 5


ช่อง 7


ช่อง 9 อสมท.


ไทย พีบีเอส
อ่านคำพิพากษาโดยละเอียด : โหลดคำพิพากษาที่นี่ File MSwords : File PDF                 ภาพในชุดนี้อนุญาตให้ Copy / Save ได้อย่างเสรี

 
 




ตัดสินคดีเลี่ยงภาษีของครอบครัวพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
(วันที่ 31 กรกฏาคม 2551)



โฟโต้ออนทัวร์เกาะติดเหตุการณ์ของบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการตัดสินคดีเลี่ยงภาษีของครอบครัวอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ผ่านการถ่ายทอดโทรทัศน์ ซึ่งมีเพียงอยู่ช่องเดียว คือสถานีโทรทัศน์เพื่อประชาชน ไทยพีบีเอส ส่วนสถานีช่องอื่นๆยังเป็นรายการปกติ จะเสนอข่าวนี้ในรายการข่าวต้นชั่วโมงเท่านั้น มาจนถึงวันนี้ก็ต้องบอกว่า ไทยพีบีเอสได้ทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่แท้จริง ตอบสนองความต้องการของประชาชน สมตามเจตนารมณ์

ส่วนเรื่องคดีเลี่ยงภาษีของครอบครัวชินวัตรที่์หยิบเอามานำเสนอ พร้อมภาพที่ถ่ายจากหน้าจอทีวี เนื่องจากเห็นว่าเป็นคดีสำคัญของประเทศ และเป็นคดีแรกของอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และครอบครัว หลังถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ยื่นฟ้องต่อศาล นับจากพ้นจากหน้าที่ เมื่อวันที่ 19 กันยาน 2549

จากนี้ไปก็จะมีคดีอื่นๆทะยอยกันตามมาอีกหลายคดี แต่ละคดีก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งหากรวมทุกคดีแล้วต้องเรียกว่ามีมูลค่าความเสียหายอย่างเหลือคณานับ ส่วนผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของอดีตนายกฯทักษิณ และจากคณะรัฐบาลชุดก่อนๆ ก็คือประชาชนคนไทยทั้งประเทศนั่นเอง

หากบ้านเมืองเราไม่มีเหตุต้องปฏิวัติ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็บอกได้เลยว่าคงไม่มีในวันนี้ เพราะรัฐบาลในขณะนั้นมีอิทธิพลมากมาย วางอำนาจฟาดฟันไปทุกวงการ จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเจ้าของประเทศไทยไปแล้ว ซึ่งก็เป็นสาเหตทำให้สังคมไทยแตกแยกชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และยากที่จะใช้ขบวนการยุติธรรมใดๆมาจัดการได้ อีกทั่งองค์กรอิสระซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของระบอบทักษิณทั้งสิน จนถูกฟ้องร้องติดคุกติดตารางไปก็หลายคน

ดังนั้นที่ผ่านมาความเสียหายในเรื่องการทุจริตต่างๆจึงถูกตัดตอนไปเรียบร้อยตั้งแต่ขบวนการระดับต้นๆ อาจเป็นการช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นที่พยายามเอาอกเอาใจ หรือนักการเมืองเองอาจใช้อิทธิพลต่างๆ เพื่อตัดตอนหรือเบี่ยงเบนไม่ให้ตนเองต้องมีส่วนร่วมหรือเกี่ยวข้อง และ

” คนชั่วก็คงลอยนวลต่อไป “

ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับคดีนี้ ที่กรมสรรพากรออกมาแก้ต่างแทนว่า เงินได้จากการโอนหุ้นของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ให้กับนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำนวนเงิน 738 ล้านบาท เป็นการให้โดยเสน่หา จึงไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษี ตามมาตรา 40 (10) ซึ่งความเห็นของสรรพากรต่างกับความเห็นของคณะกรรมการ คตส. และต่างกับคำวินิจฉัยของศาลโดยสิ้นเชิง

และที่สำคัญกรมสรรพากรยังปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน
ที่ผ่านมากรมสรรพากรเคยประเมินภาษีเงินได้จากทรัพย์สินที่พ่อแม่พี่น้องหรือคนในครอบครัวโอนให้กันมาหลายกรณี แต่ละกรณีก็เป็นจำนวนเงินหลักแสน ถึงหลักล้านบาทเท่านั้น ล่าสุดในกรณีของ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ก็ถูกประเมินภาษีเงินได้จากการได้รับหุ้นจากพ่อแท้ ๆของตนเอง เป็นจำนวนเพียงไม่กี่แสนบาท แต่พอเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวชินวัตร สรรพากรกลับมีความเห็นตรงข้ามจากที่เคยปฏิบัติ คือให้ยกเว้นภาษี ทั้งๆที่เป็นกรณีเดียวกัน ต่อมาก็ได้กลับลำเพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกับกรณีที่เกิดขึ้นกับตระกูลชินวัตร(ให้ยกเว้นภาษี) สรรพากรจึงคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บจากนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ แต่นายเรืองไกร ไม่ยอมรับเงินคืนจากสรรพากร เพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่าสรรพากรมีความเหลื่อมล้ำในการปฏิบัติงาน และปฏิบัติงานแบบสองมาตรฐาน เรื่องนี้คิดว่าคงพอจะจำเหตุการณ์ที่เคยฮืฮฮาในครั้งนั้นได้

ต่อมาบุคคลคนนี้แหละที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็น สว.แบบสรรหา และกำลังจะสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งหนึ่ง ในกรณีการถือครองหุ้นของสมาชิกผู้แทนราษฎร หรือ สส. ในกิจการที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ ซึ่งเป็นข้อห้ามตามกฏหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 อีกเรื่องหนึ่งที่หักเหลี่ยมนายกฯสมัคร ชนิดที่นายสมัครต้องถอย ก็คือการเป็นพิธีกรในรายการ " ชิมไปบ่นไป " ซึ่งถือว่าขัดกับกฏหมายรัฐธรรมนูญ

การที่กรมสรรพากรไม่เรียกเก็บภาษีจากนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จากการรับโอนค่าหุ้น มาจากคุณหญิงพจมาน ถือว่าสร้างความเสียหายต่อรัฐ และเป็นความผิดขั้นร้ายแรง จึงถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ และชี้มูลความผิด ซึ่งเป็นที่มาของคำสั่ง ปลดอธิบดีกรมสรรพากร นายศิโรตม์ สวัสดิพาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร ขณะที่ทำหน้าที่รองอธิบดีกรมสรรพากร และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้รวมทั้งหมด 5 คน พร้อมกับดำเนินคดีอาญา เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2549 คงน่าจะพอจำๆกันได้บ้าง ความจริงเรื่องนี้ไม่ควรจบตรงที่ดำเนินคดีอาญา ปปช.ควรตรวจสอบทรัพย์สินของเจ้้าหน้าที่เหล่านี้ด้วยว่ามีเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติหรือไม่ และถือเป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบข้าราชการรายอื่นๆที่เข้าข่ายเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมือง เพราะก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ และสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้เสียภาษีอากร

ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามคณะกรรมการ คตส. หรือฝ่ายที่ยังภักดีกับระบอบทักษิณ พยายามหาทางกลั่นแกล้ง คตส. ต่างๆนานา ทั้งที่กรรมการชุดนี้ทำงานกันอย่างหนักเพื่อรวบรวมหลักฐานการทุจริต เพราะหากล้มคณะการการ คตส.ชุดนี้ได้ คดีต่างๆที่กำลังเข้าสู่ขบวนการพิจารณา ก็คงเป็นอันยุติ ฝ่ายอธรรมจึงต้องระดมสมองของนักกฎหมายชั้นเซียนเพื่อหาทางหักล้าง คตส.ให้ได้ หรือบางครั้งก็ใช้วิชามาร ข่มขู่เอาชีวิตกรรมการบางคน ตัวอย่างเช่นกรณีของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ที่ตามล่ากันไม่เลิก รวมไปถึงการฟ้องเรียกค่าเสียหาย คตส. นับพันล้านบาท แต่เรื่องทั้งหมดนี้ก็ไม่ทำให้คณะกรรมการ คตส.หวั่นไหว เพราะทุกคนรู้อยู่แก่ใจดีว่า ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก จึงคงเดินหน้าทำงานกันอย่างเข้มแข็งจนถึงวาระสุดท้ายตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมกับโอนงานส่วนที่ยังค้างอยู่ให้คณะกรรมการ ปปช.ดำเนินการต่อไป

นับว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ประวัติศาสตร์ของไทยต้องจารึกไว้ชั่วลูกชั่วหลาน เพราะหากไม่มีคณะกรรมการ คตส. ทั้ง 12 ท่านเหล่านี้ คดีทุจริตโกงประเทศชาติกันอย่างมโหฬารก็คงจะหายเข้ากลีบเมฆ คนทำผิดต่อชาติต่อแผ่นดินก็ยังคงลอยหน้าลอยตาได้ตามปกติ ประเทศชาติก็เสียหายย่อยยับกันต่อไป


31 กรกฏาคม 2551 ถือว่าเป็นวันที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยหูตาสว่างขึ้น รู้ความจริงกันมากขึ้น และส่วนใหญ่ก็คงให้ความเชื่อถือในคำตัดสินของศาลที่พิจารณาตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ศาลเองก็คงตัดสินคดีนี้อย่างรอบคอบระมัดระวังเนื่องจากเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของคนทั้งประเทศ ที่สำคัญเป็นเครื่องชี้วัดการทำงานของ คตส.ได้เป็นอย่างดี ว่าไม่ได้กลั่นแกล้งใคร ทุกอย่างเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ศาลเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสิน

ศาลจึงเป็นที่พึ่งแห่งสุดท้ายของประชาชน

น่าแปลกที่ฝ่ายอธรรม พยายามเล่นงานทั้งหน่วยงาน คตส. หน่วยงาน ปปช. รวมไปถึง กกต. อ้างว่า ตั้งขึ้นมาอย่างผิดกฎหมาย หรือไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ทุกเรื่องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าถูกต้องตามกฏหมาย

เมื่อหาทางล้มกระดานไม่ได้ ก็หาเหตุว่า ปปช. ไม่ได้เข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตามที่นายสมัคร สุนทรเวช เปิดประเด็นในรายการของโทรทัศน์ NBT) ซึ่งก็หมายความคณะกรรมการ ปปช.เข้ามาอย่างไม่ถูกต้องตามกฏหมาย ต้องยุติการปฏิบัติงานและต้องสรรหากันใหม่ เอากันแบบนี้เลยครับพี่น้อง....

สุภาษิตไทยเรียกกรณีเช่นนี้ว่า
" เมื่อเอาด้วยเล่ห์ไม่ได้ ก็ต้องเอาด้วยกล(โกง) เมื่อเอาด้วยกลไม่ได้ก็เอาด้วยมายา(หาช่องกฏหมาย) เมื่อเอาด้วยมายาไม่ได้ก็เอาด้วยคาถา(เช่นพึ่งหมอเขมรให้ทำพิธี) เมื่อเอาด้วยคาถาไม่ได้ก็ต้องใช้บาทา(อันนี้คงเข้าใจ) "

แต่เรื่องนี้ ปปช. ชี้แจงว่า ได้สอบถามไปยังสำนักราชเลขาธิการ (หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับ การเลขานุการในพระองค์พระมหากษัตริย์ ) และสำนักราชเลขาธิการตอบมาว่า ไม่ต้องเข้าเฝ้าเพราะกรรมการ ปปช. ได้รับแต่งตั้งมาถูกกฎหมาย หรือ แต่งตั้งโดย
รัฐาธิปไตย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เรื่องเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลดูน่าจะจบ แต่ฝ่ายอธรรมก็ยังงอแงไม่เลิก ยังตะแบงในรายการของโทรทัศน์ของรัฐบาล NBT ในรายการของสามเกลอหัวแข็ง ว่าคำชี้แจงจากสำนักราชเลขาธิการไม่ถือเป็นกฎหมาย อ้างว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าต้องเข้าเฝ้าฯ เมื่อยังไม่เข้าเฝ้าก็ถือว่าไม่ถูกต้อง ไม่ควรรับเงินเดือน พร้อมกับแนะว่าควรคืนเงินเดือนที่รับไปทั้งหมด....ว่าไปโน่นเลยครับ

คงยังต้องติดตามกันต่อไปครับ และดูว่าฝ่ายอธรรมจะมาไม้ไหนกันต่อ

ทางที่ดีน่าจะปล่อยให้ขบวนการยุติธรรมได้ดำเนินไปตามครรลองจะดีกว่า หากคิดว่าไม่ผิด ไม่ทุจริต แล้วจะกลัวอะไรกัน แต่ถ้าหากหลักฐานเป็นไปตามที่ส่งฟ้องศาล ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องเวรกรรม และต้องรับกรรมกันตามระเบียบ อย่าลืมว่าชาติบ้านเมืองมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง โดยเฉพาะคุ้มครองคนดี ประพฤติดีต่อบ้านเมือง ขณะเดียวกันก็จะลงโทษพวกคิดมิชอบต่อประเทศชาติ จาบจ้วงสถาบัน เนรคุณต่อผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะเนรคุณกับผู้ใกล้ชิดเยื่องพระยุคลบาท

ในคำพิพากษามีประโยคที่น่าจดจำและเป็นมิติใหม่ให้กับวงการศาล คือนอกจากจะมีคำพิพากษาแล้ว ยังมีประโยคสั่งสอนผู้กระทำผิดได้สำนึกผิดอีกด้วย...

” จำเลยทั้งสามเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร จำเลยที่ 2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ จำเลยทั้งสามซึ่งนอกจากมีหน้าที่ต้องปฎิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจ และสังคมด้วย แต่จำเลยทั้งสามกลับร่วมกันกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้งๆที่จำนวนภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามกฎหมายและจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ชำระแทนในที่สุดนั้น เทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวมีอยู่ในขณะนั้น การที่จำเลยที่ 1 จะชำระภาษีอากรไปตามกฎหมายเช่นพลเมืองดีทุกคน จึงมิได้มีผลกระทำต่อฐานะของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด “

ไม่ทราบว่า คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึง อดีตนายกฯทักษิณ ที่นั่งฟังการอ่านคำพิพากษา จะรู้สึกเจ็บปวดหรือไม่ เพราะตัวเองเคยเป็นถึงประมุขฝ่ายบริหาร มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ เคยนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าพระพักตร์ มาแล้วหลายครั้ง แล้วในที่สุดต้องมาตกอยู่ในสภาพแทบไม่เหลือของคำว่าศักดิศรีของความเป็นนายกรัฐมนตรี

เรื่องนี้วงการสงฆ์น่าจะตื่นตัว นำสาระสิ่งดีๆ จากคดีนี้ไปอบรมศีลธรรม หรืออบรมธรรมะให้กับประชาชน พร้อมเปิดเทปวีดีโอ การอ่านคำพิพากษานี้ไปด้วย ซึ่งมีประเด็นให้หยิบมาใช้เป็นตัวอย่างได้มากมาย เช่นเรื่องความโลภ เรื่องความรู้จักพอ พร้อมกับชี้ให้เห็นว่า คนร่ำรวย หากจิตใจยังมุ่งแสวงหาความอยากได้ใคร่มีอย่างผิดกฎหมาย ชีวิตก็หามีความสุขไม่ ต้องระหกระเหินไปอยู่ถึงต่างประเทศ สูญเสียความเป็นอิสระภาพ จะไปไหนทีก็ต้องขออนุญาตจากศาล และต้องมารายงานตัวต่อศาล เป็นระยะๆ สู้ใช้ชีวิตแบบพอเพียงไม่โกงชาติบ้านเมือง ชีวิตก็มีแต่ความสุข และไม่ต้องมาขึ้นโรงขึ้นศาลให้เป็นที่อับอายขายหน้าคนทั้งประเทศ

ท้ายที่สุดก็อยากให้พระคุณเจ้า สอนเรื่องนรก สวรรค์ ว่าบาปบุญคุณโทษนั้นมีจริง จึงควรสั่งสมแต่ความดี หากสะสมแต่สิ่งไม่ดี เช่นโกงชาติอยู่เป็นนิจ ชีวิตก็มีแต่ความเศร้าหมอง และผลร้ายก็จะตกอยู่กับตนเองรวมไปถึง ลูก เมีย และ คนใกล้ชิด

จึงพยายามหมั่นทำแต่ความดีเสียในแต่ชาตินี้ ไม่ทรยศ คดโกงประเทศชาติ ผลดีก็จะตามมาเอง โดยไม่ต้องรอชาติหน้า





จากนี้ไปก็จะเป็นเรื่องราวของคดีเลี่ยงภาษีแบบย่อๆ


หลายคนคงใจจดใจจ่ออยู่หน้าจอทีวีในตอนสายๆของวันที่ 31 กรกฏาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่ศาลอาญาฟังคำพิพากษาในคดีที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และ นางกาญจนาภา หงส์เหิน ถูกอัยการสั่งฟ้องว่าหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าประมาณ 545 ล้านบาท โดยเจตนาฉ้อโกง ออกอุบาย และให้การเท็จต่อเจ้าหน้าที่

หากย้อนหลังถึงที่มาของคดีนี้ คงพอจำๆกันได้ว่า เป็นเรื่องการโอนหุ้นของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ ฯ มูลค่า 738 ล้านบาท ให้กับนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นญาติกัน โดยมีเจตนาลวงว่ามีการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ซึ่งยกเว้นการเสียภาษีเงินได้ แต่ความจริงแล้วมีเจตนาเลี่ยงภาษีอีกประเภทหนึ่ง คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาตรา 40 (2) ซึ่งจำเลยทั้ง 3 ให้การกับเจ้าหน้าที่สรรพากรว่า โอนให้เป็นของขวัญวันแต่งงานของนายบรรณพจน์ ดามาพงษ์ จึงได้รับการยกเว้นตามมาตรา 40 (10)

การโอนลักษณะนี้ถือเป็นเจตนาอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้รับ หรือนายบรรณพจน์ ดามาพงษ์ ต้องนำเงินที่โอนให้นี้ (738 ล้านบาท) ไปคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี 2540 เช่นเดียวกับบุคลลทั่วไปต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี หรือแบบ ภงด.90 หรือ ภงด.91

แต่ …

นายบรรณพจน์ ดามาพงษ์ ไม่ได้นำยอดเงินจำนวน 738 ล้านบาท ไปคำณวนภาษีในแบบแสดงรายการ โดยให้การกับเจ้าหน้าที่สรรพากรว่าเป็นเงินจากการให้โดยเสน่หา เป็นของขวัญแต่งงาน(แต่งงานมาแล้วเกือบ 2 ปี) จึงเข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 40 (10) และไม่ต้องแสดงในแบบแสดงรายการเสียภาษี

ซึ่งหากคำนวณเป็นภาษีแล้วคิดเป็นเงิน 273 ล้านบาท และเมื่อรวมเบี้ยปรับเงินเพิ่มแล้ว คิดเป็นความเสียหายทั้งสิ้นเป็นเงิน 545 ล้านบาท


ก็เอากันแบบสรุปย่อ ให้ฟังว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ส่วนรายละเอียดว่าให้การแบบพลิกแพลง ชนิดศรีธนญชัยยังนับถือว่าเป็นพี่ ก็หาอ่านได้จาก คำพิพากษา และหากอ่านรายละเอียดให้ดีก็จะเห็นว่าศาลนั้นรู้เท่าทัน และไม่เชื่อคำโต้แย้งของจำเลยทั้ง 3 แม้แต่น้อย

จากจุดเริ่มต้นที่ คตส. หรือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ซึ่งพึ่งหมดวาระไปไม่นานนี้ ได้ตรวจสอบเรื่องนี้หลังได้รับแต่งตั้งจาก คณะปฏิวัติ หรือ คมช. เมื่อปลายปี 2549 และหัวหน้าคณะตรวจสอบเรื่องนี้ ที่เรียกว่า ประธานอนุกรรมการใต่สวน ก็ไช่ใครที่ไหน นายวิโรจน์ เลาหะพันธ์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากรนั่นเอง และแน่นอนว่าคดีต่างๆที่เข้าสู่ คตส.ในตอนนั้น หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องภาษี เรื่องการเงิน ก็มีอดีตอธิบดีสรรพากรมือดีคนนี้แหละที่รับหน้าที่ดูแล นอกจากนี้ก็ยังมีคดี “ เอ็กซิมแบงก์ “ หรือธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ที่รัฐบาลทักษิณฯ ปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลสหภาพพม่าเป็นเงิน 4,000 ล้านบาท เพื่อแลกกับผลประโยชน์ของตนเอง หรือบริษัท ชินแซทเทลไลท์ หรือบริษัทธุรกิจดาวเทียม ซึ่งขณะนี้ศาลประทับรับฟ้องเรียบร้อยแล้ว นี่แหละครับที่เรียกว่านักดาบนินจา หมายความว่าประชาชนไม่ค่อยจะเห้นหน้าตา แต่เยี่ยมวรยุทธทีเดียว

จากคดีเอ็กซิมแบงค์นี้ทำให้ อดีตนายกฯทักษิณ ต้องให้ทนายฟ้องเรียกค่าเสียหายกับ คตส.เป็นเงินถึง 1500 ล้านบาท จะเป็นการฟ้องเพื่อให้ คตส.เกิดความเกรงกลัว หรือเปล่า ก็ไม่อาจเดาได้ แต่ คตส.ทุกคนก็ถือว่าได้ทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง เพื่อประเทศชาติ เป็นการขจัดนักการเมืองโกงชาติให้พ้นแผ่นดิน แม้ คตส.จะมีอายุการทำงานค่อนข้างสั้น แต่ก็มีผลงานที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับรัฐมนตรีหรือนักการเมืองจากรัฐบาลชุดทักษิณ จนต้องแอบพึ่งหมอเขมรกันจ้าละหวั่น

ขณะนี้คดีต่างๆเริ่มเข้าสู่กระบวนการของศาลกันมากขึ้น บางคดีก็เริ่มงวดเข้ามาทุกขณะ และต่อไปเราคงมีโอกาสได้เห็นนักการเมืองท่านอื่นๆได้รับเกียรติให้เข้ามานั่งในห้องพิจาณาคดี เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเห็นใบหน้าได้อย่างใกล้ชิด และเป็นเวลานานๆ

ก่อนจบขอฝากวาทะสำคัญไว้เป็นข้อเตือนใจ

( พระราชดำรัสของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปี 2512)
" ในบ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อยจึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ "

(วาทะประธานองคมนตรี พลเอกเปรมฯ ) " คนโกงชาติบ้านเมือง อนาคตจะไม่มีแผ่นดินอยู่ "

(สุภาษิตจีน) " อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล "

(สุภาษิตจีน) " ฟ้าไม่เคยปราณีต่อคนที่คิดทรยศบ้านเมือง "

(สุภาษิตกะเหรี่ยง) "
ประตูนรก เปิดรับคนโกงชาติตลอด 24 ชั่วโมง "




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
7 สิงหาคม 2551



อ่านคำพิพากษาโดยละเอียด : English news : โหลดคำพิพากษาโดยเลือกชนิดของไฟล์ตามต้องการ MSwords : PDF

(หมายเหตุ : ภาพในชุดนี้อนุญาตให้ Copy / Save ได้อย่างเสรี)

                  


Court sentences Thaksin's wife to three years in jail for tax evasion

BANGKOK, July 31 (TNA) - Thailand's Criminal Court handed down a three-year jail term on the wife of deposed prime minister Thaksin Shinawatra for tax evasion.

It was the first verdict of several court cases brought against the former permier, his family and associates by a millitary-appointed graft-busting panel after a bloodless coup in 2006.

Pojaman Shinawatra and her step-brother Bhanapot Damapong were sentenced to three years in prison, while her personal secretary Kanchana Honghern was given a two-year jail term.

They were found guilty of fraud and conspiring to evade tax worth 546 million baht (US$16.4 million) on the transfer of shares worth 738 million baht (about US$22.2 million) in Shinawatra Computer and Communication.

Pojaman and her brother were handed an additional one-year term for giving false testimony.

The trio had pleaded innocent. They were later released on bail of 5 million baht (US$149,300) pending appeal.

The 51-year-old former first lady and her husband did not make any comments to reporters and hundreds of supporters who packed outside the court to give their moral support.

More than 300 police were deployed around the court to prevent any untoward incident.

Pongthep Thepkanchana, the Shinawatra family's spokesman, said lawyers planned to appeal.

"They respect the court ruling but will appeal within 30 days. The lawyers will look into the details of the law," said the spokesman. (TNA)



Source : http://enews.mcot.net






    บทกวีโดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ

สู้ สู้ !!

๑๏ เปิดโปที่กลางบ่อน            จึงล่อนจ้อนกันโล่งโจ้ง
ใครกินและใครโกง             ใครทำร้ายประชาชน

๒๏ หมดหมากที่หมกเม็ด          เอาขุนเพ็ดเป็นขุนพล
ยิ่งกระเสือกยิ่งกระสน         ยิ่งประจานอุจาดจริง

๓๏ ขึงพืดทุกพลไพร่               ทั้งนายใหญ่และนายหญิง
อิ่มแปล้พวกทากปลิง         บ้างเห่าโฮ่งบ้างหอนโหย

๔๏ หมาตายเห็บกระโดด         ก็จึงโอดกันโอยโอย
ผีโขมดกับแมวขโมย          ก็จับขั้วเขมือบเมือง

๕๏ ตำตาและตำใจ                กับจังไรอันแรงเรือง
ปวงประชาล้วนหน้าเหลือง  ได้แต่รอ...ดู ดู๊ ดู....

๖๏ ดูมันทำกับเราได้              ให้ได้อายได้อดสู
จงสู้ เถิด สู้ สู้                 เอาประเทศของเราคืน !

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
พ. ๖/๘/๕๑

Source : www.manager.co.th


 

 
I Home I Articles I City TouI Events I Gallery I Royal Photos I Portraits IToday Talk I Photo Service I Free Wallpapers I
Flower & Nature I Guest
I Free e-card I About site I Oubound tour I Tip &Technic I Good books I About us
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก