Home  :  Famous Person  :  Pridi Banomyong 4
    Home
Thai Famous Person

รวมภาพและประวัติคนดัง บุคคลที่มีชื่อเสียง และบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย
ข้อมูล ศาสดาจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ หรือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (Pridi Banomyong) (หน้า 4)
   
 

 

   ข้อมูล ดร.ปรีดี พนมยงค์, ประวัติ, ผลงาน, ข้อวิจารณ์
 


ดร.ปรีดี พนมยงค์ ตอนที่ 1 (จากวิกิพีเดีย)
ดร.ปรีดี พนมยงค์ ตอนที่ 2
(จากวิกิพีเดีย)
นายกรัฐมนตรีคนที่ 7 นายปรีดี พนมยงค
(จาก www.thaigov.go.th)
ดร.ปรีดี จากเว็บไซต์ Pantip และข้อประเด็นโต้แย้ง ตอนที่ 1
(ที่มา pantip.com/library)
ดร.ปรีดี จากเว็บไซต์ Pantip และข้อประเด็นโต้แย้ง ตอนที่ 2
(ที่มา pantip.com/library)
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับท่านปรีดีฯและกรณีสวรรคต ตอนที่ 1
(จาก www.sarakadee.com)
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับท่านปรีดีฯและกรณีสวรรคต ตอนที่ 2
(จาก www.sarakadee.com)
พูนศุข พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์กรณีสวรรคต พฤษภาคม 2500
(จาก www.prachatai.com)
คลิปเสียงท่านปัญญานันทภิกขุ กรณีสวรรคต ร.8 เล่าไว้เมื่อปี2522




 


ข้อมูล ดร.ปรีดี พนมยงค์
 
4/9


ดร.ปรีดี จากเว็บไซต์ Pantip และข้อประเด็นโต้แย้ง
ที่มา pantip.com/library)
จากคุณ  : Forest โพสต์เมื่อ 18 ตค.54 : http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2011/10/K11211253/K11211253.html

(ตอนที่ 1)


ชีวประวัติปรีดี พนมยงค์ ผู้ต้องหากรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8

เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองและในสังคมไทยปัจจุบันเป็นปัญหารบกวนจิตใจคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ  และขัดขวางการพัฒนาประเทศอย่างมาก  ถ้าเราคนไทยจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ตรงจุด  เราควรจะรู้สาเหตุที่แท้จริงของปัญหา  ทางเดียวที่เราจะรู้ถึงสาเหตุนั้นได้ 

เราก็ควรศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยให้รอบด้าน   การเสนอข้อมูลชีวประวัติปรีดี  พนมยงค์ครั้งนี้  เราได้พยายามจะตัดความอคติออกไปให้มากที่สุดโดยนำเสนอข้อมูลอย่างละเอียด  เพื่อที่จะให้ผู้อ่านวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆด้วยตนเอง 

ต้นสกุลพนมยงค์

ปรีดี  พนมยงค์เป็นบุตรนายเสียงและนางลูกจันทร์   พนมยงค์  นายเสียงเป็นบุตรนายเกิด  นายเกิดเป็นบุตรนายก๊ก  แซ่ตั้ง  นายก๊ก  แซ่ตั้งมาจากเมืองจีน  ในสมัย ร.2 แต่งงานกับนางปิ่น พนมยงค์  จึงใช้สกุลภรรยา  

นางปิ่น เป็นบุตรนายเกริ่นและนางแก้วพนมยงค์  ซึ่งคนทั้งสองเป็นเชียดท่านผู้หญิงพูนศุข  พนมยงค์(ณ ป้อมเพชร)  ดังที่ปรีดีกล่าวไว้ว่า “ผมกับภรรยาเกิดมาจากเชียดเดียวกัน” 

นายเสียง พนมยงค์  มีอาชีพเป็นชาวนาอยู่ที่จ.อยุธยา  มีความลำบากในการประกอบอาชีพดังที่ปรีดีกล่าวไว้ดังนี้ “สมัยนั้นยังไม่มีคลองชลประทาน  ฝนแล้งติดต่อกัน 2 ปี ทำนาไม่ได้ผล 

นายเสียงจึงไปปรับทุกข์กับเจ้าคุณไชยวิชิตฯ ( นาค ณ ป้อมเพชร) ท่านจึงแนะนำว่าให้ไปบุกเบิกที่บริเวณ อ.วังน้อย  และให้ชวนนายฮ้อพี่ชายนายเสียงไปด้วย  แต่ที่โดนช้างรบกวน  โดยเฉพาะเมื่อข้าวออกรวงงอกงาม  ช้างก็พากันมาทั้งโขลงกินข้าวที่เพาะปลูกไว้ 

ต่อมาบริษัทขุดคลองนาสยามได้ขุดคลองมาถึงที่นายเสียงบุกเบิกไว้  สัมปทานที่รัฐให้กับบริษัทมีความว่าถ้าบริษัทขุดคลองไปถึงที่ใด  ให้ถือบริเวณ 40 เส้นของสองฝั่งคลองเป็นของบริษัท

แต่บริษัทให้สิทธิเจ้าของที่จะไม่ยกให้ก็ได้ แต่ต้องเสียค่าขุดให้ไร่ละ 4 บาท...”   นายเสียงมีที่ดิน 200ไร่ ถ้าให้ขุดคลองตลอดที่ดินทั้งหมดต้องเสียเงิน 800บาท นายเสียงเลือกที่จะจ่ายเงิน  นายเสียงยังพบปัญหาอื่นอีก เช่น  โจรขโมยความ โรคระบาด  ฝนแล้ง  น้ำท่วม 

เนื่องจากความยากลำบากนี้นายเสียงเคยปรับทุกข์กับเพื่อนชาวนา ซึ่งปรีดีได้ยินมาว่า  “...บิดาได้บอกแก่ชาวนานั้นๆ ถึงการที่ท่านได้ยินเจ้าคุณกรุง (นาค ณ ป้อมเพชร) เล่าให้ฟังว่า ที่อังกฤษมีสภาผู้แทนราษฎร  คือสภาที่ราษฎรเลือกผู้แทนไปประชุม  ผู้ใดมีความทุกข์ร้อนอย่างใดก็แจ้งแก่ผู้แทนของตน...”

มาที่ต้นตระกูล  ณ ป้อมเพชร  พระยาไชยวิชิตสิทธิสาตรา  ได้เป็นผู้ช่วยสถานทูต ณ กรุงลอนดอน ในปี 2426-2429  พอกลับมาสยามก็ได้ร่วมลงนามในหนังสือกราบบังคมทูล ร.5 ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบรัฐสภา

นามสกุล ณ ป้อมเพชร เป็นนามสกุลพระราชทานจาก ร. 6   ซึ่งทรงมีความเห็นในการตั้งสกุล ณ ป้อมเพชรว่า บรรพบุรุษสกุลนี้เป็นข้าในบ้าน ร.1 ตั้งบ้านอยู่บริเวณป้อมเพชร กรุงเก่า  ร.1 ทรงอุทิศที่บ้านเดิมของท่านให้ข้าหลวงเดิม  ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บริเวณป้อมเพชรต่อๆกันมา  จึงพระราชทานนามสกุลว่า "ณ ป้อมเพชร์" เขียนเป็นอักษรโรมันว่า "na Pombejra"

20 ต.ค. 54
จากคุณ   : Forest



การศึกษาของปรีดี  พนมยงค์
ปรีดีเกิดวันที่ 11 พ.ค. 2443  ปรีดีได้บันทึกเกี่ยวกับการศึกษาของตนเองว่า  “เริ่มศึกษาหนังสือไทยที่บ้านครูแสง  ต.ท่าวาสุกรี  แล้วย้ายไปศึกษาต่อที่บ้านหลวงปราณี(เปี่ยม)  อ.ท่าเรือ  อ่านออกเขียนได้แล้ว  เข้าศึกษาที่โรงเรียนวัดรวก  แล้วจึงย้ายไปศึกษาที่โรงเรียนวัดศาลาปูน  อ.กรุงเก่า  สอบไล่ได้ประถมบริบูรณ์ตามหลักสูตร 

แล้วย้ายไปศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร  แล้วย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย  จนสอบไล่ได้ชั้นมัธยม 6 แล้วไปศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบอีก 6 เดือนจึงลาออกไปช่วยบิดาทำนา..”

นายปรีดีเริ่มสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองอายุ 11 ปี ได้เขียนเล่าไว้ดังนี้  “หนังสือพิมพ์ลงข่าวตื่นเต้นกันถึงสงครามในประเทศจีนระหว่างฝ่ายเก๊กเหม็ง ภายใต้การนำของ ดร.ซุนยัดเซ็นกับฝ่ายกษัตริย์ราชวงศ์แมนจู  ซึ่งทำให้ปรีดีและนักเรียนที่สนใจสนุกกับข่าวนั้น  ฝ่ายจีนเก๊กเหม็งที่อยุธยาก็ได้ใช้วิธีโฆษณา  มีภาพการรบเพื่อแจกจ่ายกับผู้สนใจ

ต่อมาในไม่ช้าความปรากฏว่าฝ่ายกษัตริย์แห่งราชวงศ์แมนจูต้องพ่ายแพ้ครูที่ก้าวหน้าจึงเปรยกับปรีดีว่า ระบบสมบูรณาฯก็สิ้นไปแล้วในจีน ยังเหลือแต่รุสเซียและเมืองไทยเท่านั้น  ครูไม่รู้ว่าระบบสมบูรณาฯใน 2 ประเทศนี้ ประเทศใดจะสิ้นสุดก่อนกัน”

ในขณะนั้นนายปรีดีชอบอ่านงานเขียนของ “เทียนวรรณ”  และ “ก.ศ.ร กุหลาบ”  ในปี 2460  นายปรีดีได้เข้าศึกษาวิชากฎหมายที่ รร.กฏหมายกระทรวงยุติธรรม  

ในปี 2463  อายุ 20 ปี ได้รับคัดเลือกจากกระทรวงยุติธรรมให้ได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาวิชากฏหมายที่ประเทศฝรั่งเศส  นายปรีดียอมรับว่าจิตสำนึกในเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยส่วนหนึ่งก็เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากเจ้าคุณกรุง  โดยเขียนเล่าไว้ดังนี้

“สมัยนั้นคนไทยจำนวนน้อยมากที่ได้ไปอยู่หรือไปทัศนาจร  หรือได้ศึกษาสภาพการณ์ในยุโรป  เมื่อข้าราชการผู้ใดได้ไปประจำอยู่ในยุโรปหลายปีแล้วกลับมาสยาม  ญาติมิตรก็ได้เยี่ยมและถามสภาพความเป็นอยู่และบ้านเมืองของต่างประเทศนั้น 

หลวงวิเศษสาลี(บรรดาศักดิ์ในขณะนั้น)จึงได้ชี้แจงความอยากรู้ของญาติมิตรถึงความเจริญนานาประการของอังกฤษที่ก้าวหน้ากว่าสยาม  เมื่อญาติมิตรถามว่าอังกฤษเจริญกว่าสยามเพราะเหตุใด  หลวงวิเสษสาลีชี้แจงว่า  เพราะอังกฤษมีปาเลียเม้นท์  พระเจ้าแผ่นดินทรงอยู่ภายใต้กฎหมายการปกครอง  คือมีอัครมหาเสนาบดีกับคณะเสนาบดีเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองให้เป็นไปตามความเห็นชอบของปาเลียเม้นท์ 

ความรู้ถึงหูข้าราชการผู้ใหญ่คนหนึ่ง  ข้าราชการผู้นั้นจึงนำความไปกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ว่า หลวงวิเศษสาลีชักชวนผู้คนให้ลดพระราชอำนาจอย่างพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ  พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ระแวงสงสัยหลวงวิเศษสาลีว่าคิดร้ายต่อพระองค์  จึงรับสั่งแก่ผู้กราบบังคมทูลว่า  “เขาเป็นคนหัวนอก  เขาก็เล่าไปตามที่เขาเห็นในเมืองนอก  จะเรียกเขามาพูดให้เข้าใจว่าในสยามจะเอาอย่างเมืองนอกนั้นยังไม่ถึงเวลา” 

ครั้นแล้วพระองค์ได้มีพระกระแสรับสั่งให้หลวงวิเศษสาลีเข้าเฝ้า  อธิบายถึงสาเหตุที่สยามยังไม่ถึงเวลาที่จะมีปาเลียเม้นท์  (ปรีดีไม่ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ ร.5 อธิบายแก่หลวงวิเศษสาลี)  มีความตอนหนึ่งที่ ร.5 ทรงกล่าวกับหลวงวิเศษสาลีว่า  “ยังไม่มีตำแหน่งเมมเบอร์ ออฟ ปาเลียเม้นท์จะให้  ก็เอาตำแหน่งปรีวีเคาซิลเล่อร์ไปก่อน"

18 ต.ค. 54
จากคุณ   : Forest Frog 



ก่อตั้งคณะราษฎรที่ปารีส ในปี 2470
นักเรียนไทยในขณะนั้นนิยมไปเรียนที่ฝรั่งเศสเนื่องจากค่าครองชีพถูกกว่าอังกฤษและอเมริกาพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากรทรงเป็นอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศส  ซึ่งช่วงนั้นท่านมีภาระมากเนื่องจากเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1  และไทยเข้าร่วมสงครามในฝ่ายชนะ  มีการคิดบัญชีค่าปฎิกรรมสงครามกับฝ่ายที่แพ้  และยังต้องดูแลนักเรียนไทยอีก 50 คน 

ปรีดีได้เล่าความเป็นมาของการก่อตั้งคณะราษฎรดังนี้  “ข้าพเจ้ากับเพื่อนอีก 6 คนที่ก่อตั้งคณะราษฎรขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1927  ร.ท.ประยูร ภมรมนตรีที่เคยเป็นผู้บังคับบัญชาหมวดทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในรัชกาลที่ 6  เมื่อมาถึงปารีสและได้พบกับข้าพเจ้า  ภายหลังข้าพเจ้าได้สนทนากับ ร.ท.ประยูร หลายครั้งแล้ว  ปรารภกันว่าได้ยินผู้ที่ต้องการเปลี่ยนระบอบสมบูรณาฯมามากมายหลายคนแล้ว  แต่ยังไม่มีใครตัดสินใจเอาจริง 

ฉะนั้นเราจะไม่พูดแต่ปากคือจะต้องทำจริง  จากน้อยไปสู่มาก  แล้ววางวิธีการชวนเพื่อนที่ไว้ใจได้ร่วมเป็นหน่วยแรกขึ้น  ต่อมาจึงชวน ร.ท.แปลก  ร.ต.ทัศนัย  ซึ่งย้ายจากบ้านพักเดิมไปอยู่ถิ่นเดียวกับข้าพเจ้าที่การ์ติเย่  ลาแตง  จึงได้สนทนากันแทบทุกวัน

เราได้วางแผนปลุกจิตสำนึกเพื่อนนักศึกษาทั่วไปให้รู้สึกถึงความจำเป็นต้องเปลี่ยนระบบสมบูรณาฯ  ว่าโอกาสที่เหมาะสมที่สุดคือในระหว่างมีการชุมนุมประจำปี ค.ศ.1925  ของสมาคม(สมาคมนักเรียนไทยในฝรั่งเศส หรือ เอส.ไอ.เอ.เอ็ม.) ที่ข้าพเจ้าเป็นสภานายกอยู่นั้น  จะได้จัดให้เพื่อนไทยอยู่ร่วมกันที่คฤหาสน์ใหญ่ที่ตำบลชาแทรตส์  ที่สมาคมเช่าไว้เฉพาะการนั้นมีกำหนด 15 วัน  เราได้จัดให้มีกีฬาแทบทุกชนิด  รวมทั้งการยิงเป้า  เพื่อเป็นพื้นฐานแห่งการฝึกอาวุธ 

ครันแล้วข้าพเจ้ากับเพื่อนที่ริเริ่มซึ่งออกนามมาแล้ว  จึงได้ปรึกษาตกลงกันว่าในการประชุมประจำปีต่อไป  คือ ในเดือนกรกฎาคม 1926  สมควรที่จะพัฒนาจิตสำนึกของเพื่อนนักศึกษาให้สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง ถึงขั้นต่อสู้อัครราชทูต  ซึ่งเป็นตัวแทนของระบบสมบูรณาฯในต่างประเทศ  ในการนั้นจะต้องถือเอาความไม่พอใจที่นักศึกษาส่วนมากมีอยู่เป็นพื้นฐาน  เนื่องจากอัครราชทูตจ่ายเงินให้น้อยเกินไป..”

การประชุมเพื่อต่อสู้กับอัครราชทูต  ปรีดีได้เขียนเล่าไว้ดังนี้
“การประชุมประจำปีระหว่างหยุดฤดูร้อนประจำปี ค.ศ.1926 ได้มีขึ้นในเดือนกรกฎาคมกับต้นเดือนสิงหาคม ที่คฤหาสน์ ณ  ต.ชาแทรตส์ ปรีดีจึงเสนอให้ที่ประชุมอภิปรายถึงกิจกรรมของท่านอัครราชทูตที่เพื่อนนักเรียนเห็นได้ว่าไม่เหมาะสมอย่างไรบ้าง  ครั้นแล้วปรีดีจึงจัดให้อภิปรายถึงวิธีการจ่ายเงินกระเป๋าและเงินค่าใช้จ่ายสำหรับความเป็นอยู่ที่นักเรียนส่วนมากไม่ได้รับเท่าที่ควร  ปรีดีจึงเสนอที่ประชุมสมาคมทำหนังสือยืนยันต่ออัครราชทูตเพื่อขอให้พิจารณาเพิ่มเติมเงินค่าใช้จ่าย

ท่านอัครราชทูตจึงได้โทรเลขด่วนถึงกระทรวงการต่างประเทศ  ขอส่งตัวปรีดีกลับสยามโดยด่วน  ตามเหตุผลที่ท่านอัครราชทูตกล่าวหาว่าปรีดีทำการประดุจเป็นหัวหน้าสหภาพแรงงาน  โดยยุยงให้นักเรียนเรียกร้องเงินกระเป๋าหรือเงินเดือนเพิ่มขึ้น...” 

ร.7 ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า  สมาคมได้เบี่ยงวัตถุประสงค์กลายเป็นสหภาพชนิดหนึ่ง  มีการอภิปรายและขัดคำสั่งท่านอัครราชทูตที่แสดงการขาดความคารวะ  จึงมีพระกระแสรับสั่งให้เรียกนายปรีดีกลับทันที โดยมีโทรเลขมาวันที่ 2 ตุลาคม 2469  แต่นายเสียง  พนมยงค์ยื่นฎีกาตามคำแนะนำของเจ้าคุณชัยวิชิต (ขำ ณ ป้อมเพชร) ให้เลื่อนเวลาที่จะเรียกตัวนายปรีดีกลับหลังสอบไล่ปริญญาเอกเสร็จ

จากคุณ   : Forest Frog




ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2470 จึงได้มีการจัดประชุมอย่างเป็นทางการ  ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อก่อตั้ง
“ คณะราษฎร”  
ปรีดีได้เล่าเนื้อหาการประชุมดังนี้  “ผู้ร่วมประชุมมี 7 คน คือ

1.ร.ท.ประยูร  ภมรมนตรี
2.ร.ท.แปลก  ขีตตะสังคะ
3.ร.ต.ทัศนัย  มิตรภักดี
4.นายตั้ว  ลพานุกรม
5.จรูญ  สิงหเสนี
6.แนบ  พหลโยธิน
7.ข้าพเจ้า

ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ข้าพเจ้าเป็นประธานและเป็นหัวหน้าคณะราษฎร  การประชุมดำเนินไปเป็นเวลา 5 วัน ซึ่งได้ตกลงสาระสำคัญดังนี้

ก.วัตถุประสงค์ของคณะราษฎรคือ

“เปลี่ยนการปกครองของกษัตริย์เหนือกฎหมายมาเป็นการปกครองที่มีกษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย” 

และให้สยามบรรลุหลัก 6 ประการคือ

1. รักษาความเป็นเอกราชของประเทศให้มั่นคง
2.รักษาความปลอดภัยในประเทศ  ให้การประทุษร้ายต่อกันลดลงให้มาก
3. บำรุงความสุขของราษฎรในทางเศรษฐกิจ
4. ให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
5. ให้ราษฎรมีเสรีภาพที่ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการข้างต้น
6.ให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ข.วิธีเปลี่ยนการปกครองดังกล่าวจะกระทำโดยวิธี “การยึดอำนาจโดยฉับพลัน”  หรือ “รัฐประหาร”
โดยใช้แบบอย่างจากหนังสือ “เทคนิครัฐประหาร” แต่งโดย เซ.มาลาปาร์เตอร์ โดยนายปรีดีเล่าว่า  “...ข้าพเจ้าจึงซื้อดราฟธนาคารอินโดจีนส่งเงินไปยังสำนักพิมพ์ตัวแทนข้าพเจ้าให้จัดซื้อหนังสือเล่มที่กล่าวปนมาด้วย 

เมื่อหนังสือนั้นมาถึง  ข้าพเจ้าได้ฉีกปกออกเผาไฟ  คงเหลือแต่เรื่องข้างใน  ข้าพเจ้าอ่านแล้วก็มอบให้ร.ท.แปลก  ซึ่งมียศและบรรดาศักดิ์เป็นพันตรี หลวงพิบูลสงคราม รับไปอ่านต่อๆกันไป”

ค.ผู้ที่เข้าร่วมประชุมในครั้งแรกเป็นกรรมการกลางของคณะราษฎร  กรรมการแต่ละคนจะต้องเลือกเฟ้นผู้ที่ไว้วางใจได้มาเป็นสมาชิกเพิ่ม

ง.การเลือกเฟ้นสมาชิกเพิ่มแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

 ดี1  ได้แก่บุคคลที่ได้รับการชักชวนก่อนวันลงมือยึดอำนาจ
 ดี 2 ได้แก่บุคคลที่ได้รับชักชวนต่อเมื่อ ได้ลงมือปฏิบัติการยึดอำนาจแล้ว
 ดี 3 ได้แก่บุคคลที่ได้รับการชักชวน ในวันที่ลงมือปฏิบัติการ

จ.นโยบายที่จะดำเนินภายหลังที่คณะราษฏรได้อำนาจแล้ว  ที่ประชุมได้มอบให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ชี้แจง 
รวมทั้งหลักการในเค้าโครงเศรษฐกิจ  ได้มอบให้ข้าพเจ้าเตรียมร่างเค้าโครงเศรษฐกิจในโอกาสต่อไป”

หลังจากประชุมเสร็จนายปรีดีได้เดินทางกลับสยามในเดือนมีนาคม

18 ต.ค. 54
จากคุณ   : Forest Frog



ในวันที่ 24 มิถุนายน นายปรีดีได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ  โดยนายปรีดีเป็นผู้ร่างประกาศคณะราษฎร  และให้นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นผู้อ่านคำประกาศ  โดยเนื้อหาได้ตำหนิติเตียนการปกครองระบอบสมบูรณาฯอย่างรุนแรง 

โดยกล่าวว่ารัฐบาลเก่าไม่ได้ปกครองประเทศซึ่งเป็นของราษฎรเพื่อราษฎร  ถือเอาราษฎรเป็นทาส  ไม่ทำนุบำรุงชีวิตความเป็นอยู่และปกปิดมิดชิดไม่ให้การศึกษาอย่างเต็มที่เพราะเกรงว่าจะรู้เท่าทัน  ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองให้มีสภาผู้แทนราษฎร เพื่อช่วยกันปรึกษาหารือหลายคน  โดยให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

ในขณะนั้นคณะราษฎรได้ควบคุมตัวพระบรมวงศานุวงศ์ไว้บนเรือรบ และพระที่นั่งอนันตสมาคม  จากนั้นปรีดีได้ทำการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ ร.7 ทรงลงพระปรมาภิไทย หลังจาก ร.7 ทรงลงพระปรมาภิไทยแล้ว

คณะราษฎรได้ลงความเห็นให้เชิญพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ที่คณะราษฎรมีความเห็นว่าจะเป็นอันตรายต่อคณะผู้ก่อการให้ออกนอกประเทศและทำการริบทรัพย์ พระบรมวงศ์เหล่านั้น อาทิ สมเด็จฯเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์  กรมพระนครสวรรควรพินิจ ต้นสกุลบริพัตร

รัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 27 มิถุนายน 2475 มีสาระสำคัญบางประการดังนี้
มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย

มาตรา2 ให้มีบุคคลผู้ใช้อำนาจแทนราษฎร คือ
1.            กษัตริย์
2.            สภาผู้แทนราษฎร
3.            คณะกรรมการราษฎร
4.            ศาล

มาตรา3 กษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ  พระราชบัญญัติ  คำวินิจฉัย ของศาลก็ดี การอื่นๆก็ดีจะต้องทำในนามกษัตริย์

มาตรา 7 การกระทำใดๆของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย  โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้มิฉะนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 8 สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจออกพระราชบัญญัติทั้งหลาย  พระราชบัญญัตินั้นเมื่อกษัตริย์ประกาศให้ใช้แล้ว  ให้เป็นอันใช้บังคับได้

มาตรา 9 ผู้เป็นกษัตริย์ของประเทศ  คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  การสืบมรดกให้เป็นไปตามกฏมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์  พ.ศ. 2467 และความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา 10  คณะราษฎร  โดยคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้อำนาจแทนจัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นเป็นจำนวน 70 นายเป็นสมาชิกสภา  เมื่อราษฎรทั่วราชอาณาจักรได้สอบไล่วิชาประถมศึกษาได้เป็นจำนวนเกินกว่าครึ่ง  และอย่างช้าไม่เกิน 10 ปี  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นผู้ที่ราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นเองทั้งสิ้น

มาตรา 28 คณะกรรมการราษฎรมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภาผู้แทนราษฎร

โปรดสังเกตมาตรา 9 และ มาตรา 10

เนื่องด้วยรัฐธรรมนูญเป็นการให้อำนาจในการบริหารกับคนเพียงกลุ่มหนึ่ง  คณะทหารนำโดยพระองค์เจ้าบวรเดช  จึงขอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริง  คณะราษฎรไม่ตกลง จึงเกิดการสู้รบกัน ฝ่ายทหารพระองค์เจ้าบวรเดชพ่ายแพ้  จึงถูกดำเนินคดีตัดสินประหารชีวิต  แต่เรื่องนี้ถูกยับยั้งโดย ร.7


18 ต.ค. 54
จากคุณ   : Forest Frog






12  ม.ค. 2476 ร.7 เสด็จออกต่างประเทศ   ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2477 รัฐบาลได้นำร่าง พ.ร.บ. 3 ฉบับ คือ ร่างพ.ร.บ.แก้ไขลักษณะอาญา  ร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมวิธีพิจารณาความอาญา  และร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฏหมายอาญาทหาร  ซึ่งสภาได้ลงมติแล้ว  ขึ้นทูลเกล้าถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไทย 

แต่พระองค์ไม่ทรงพอพระราชหฤทัยในหลักการบางอย่าง  จึงพระราชทานกลับคืนมายังสภาฯ ซึ่งเมื่อสภาฯลงมติยืนยันมติเดิม  รัฐบาลจึงได้นำร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไทยอีกครั้งหนึ่ง  แต่ก็ไม่ทรงลงพระปรมาภิไทย  พระราชทานคืนกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร  ซึ่งต่อมารัฐบาลก็ได้ประกาศใช้กฎหมายเหล่านี้

ในปีเดียวกัน ปรีดี เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจโดยมีชื่อว่า “เค้าโครงเศรษฐกิจหลวงประดิษฐ์มนูธรรม”  ปรีดีได้กล่าวถึงเนื้อหาในหนังสือสั้นๆดังนี้
“...ข้าพเจ้าได้เสนอให้รัฐซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมด้วยพันธบัตร มีดอกเบี้ยให้ประจำปี และก่อตั้งสหกรณ์ภายใต้การดูแลของรัฐ...” 

(ด้วยเนื้อหานี้ที่ใกล้เคียงกับแนวคิดของคาร์ล มากซ์  จึงมีผู้เข้าใจว่านายปรีดี จะนำระบอบสังคมนิยม หรือ คอมมิวนิสต์ มาปกครองประเทศ  โดยที่รัฐเป็นเจ้าของที่ดินและทรัพย์ของรัฐและจะแบ่งปันให้ประชาชนอย่างเสมอภาค  ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดเสรีของ อดัม สมิธ บิดาทางเศรษฐศาสตร์)

นายกฯขณะนั้นคือพระยามโนปกรณ์ฯได้ยับยั้งและทำการปิดสภา โดยยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 2475ต่อมาพระยาพหลได้ทำการปฏิวัติรัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯแล้วขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯแทน  พระยามโนปกรณ์ฯลี้ภัยไปปีนังและเสียชีวิตที่นั่น

วันที่ 17 มีนาคม 2476  สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติเห็นชอบและอนุมัติร่างพระราชบัญญัติ  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองให้เป็นกฎหมาย  ซึ่งโดยกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้  มหาวิทยาลัยแห่งที่ 2 ของเมืองไทยก็ได้ถือกำเนิดขึ้น  ปรีดี  พนมยงค์  ผู้ซึ่งเป็นผู้ดำริ  ริเริ่มการก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้นมา  ได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2477

คำว่า “ธรรมศาสตร์และการเมือง” นั้น นายปรีดีนำมาจากสำนักหนึ่งของ “สถาบันแห่งประเทศฝรั่งเศส”  ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับราชบัณฑิตยสถานของไทย นายปรีดีได้นำชื่อนี้มาตั้งเป็นชื่อของมหาวิทยาลัย  และเป็นชื่อของสำนักหนึ่งแห่งราชบัณฑิตยสถาน  คือ “สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง”  ซึ่งเป็นสถาบันที่ท่านดำริให้มีขึ้น  และได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสำนักดังกล่าวเป็นคนแรก

หลักสูตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นายปรีดี ก็ได้นำแบบอย่างมาจากฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน  ซึ่งได้มีผู้แสดงความรังเกียจเนื่องจากมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อประเทศนี้  แต่นายปรีดีได้กล่าวแย้งว่า 

“...ผมได้กล่าวแล้วว่าสิ่งใดของอังกฤษหรือฝรั่งเศส  หรือของประเทศใดซึ่งเป็นวิธีการที่ดี  เราก็ย่อมจะเอามาแต่เพียงเป็นเยี่ยง  แล้วปรับปรุงให้เหมาะกับสภาพท้องที่  กาลสมัยของไทย  และส่วนที่เราเห็นว่าเหมาะสมของเราเองปรุงแต่งขึ้น เพื่อของไทยเราโดยเฉพาะ  ก็ผู้ที่กล่าวเช่นนั้นรังเกียจหลักสูตรที่อ้างว่าเอามาจากฝรั่งเศส  เขาจะให้เอาหลักสูตรอะไรที่มิได้มีตัวเยี่ยงมาจากประเทศอื่นบ้าง...”

ในเดือนตุลาคมปี 2477  ร.7 มีพระราชประสงค์จะสละราชสมบัติด้วยไม่ทรงเห็นด้วยกับรัฐบาลหลายประการ  หลังจากสละราชสมบัติ ร.7 ทรงไม่มีพระพระประสงค์จะตั้งผู้ใดเป็นผู้สืบราชสมบัติ  เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ที่นายปรีดีเขียนไว้ว่า  “... การสืบราชสมบัติต้องเป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์  พ.ศ.2467 และประกอบด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร...” 

ปรีดีกล่าวว่าในขณะนั้นไม่มีสมาชิกสภาคนใดมีความรู้เกี่ยวกับกฏหมายฉบับนี้นอกจากนายปรีดี   ซึ่งนายปรีดีได้เคยสอนกฎหมายฉบับนี้ที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม  ตามกฎมณเฑียรบาลผู้ที่มีพระนามอยู่ในบัญชีลำดับสืบราชสันตติวงศ์เรียงลำดับดังนี้

ลำดับที่ 1 พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์  ซึ่งเป็นพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาทซึ่งทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 1 ของ ร.6  ตามตัวบทกฎหมายกล่าวไว้ยกเว้นผู้สืบราชสมบัติวงศ์ที่มีชายาเป็นคนต่างด้าว (ขณะนั้นพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ไม่มีชายาเป็นคนต่างด้าว)  แต่ร.6 ทรงยกเว้นให้กับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาท  โดยทรงรับรองหม่อมแคทลีนเป็นสะใภ้หลวง  และสถาปนาเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาทเป็นรัชทายาท แต่นายปรีดีไม่ยอมรับ

ลำดับที่ 2  พระองค์เจ้าวรนนท์ฯ เป็นพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชฯ ที่เป็นพระเชษฐาร่วมพระราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  แต่นายปรีดีไม่ยอมรับโดยให้เหตุผลว่า  พระมารดาของพระองค์เจ้าวรนนท์ฯ  เป็นคนธรรมดาสามัญ

โอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์  กรมพระนครสวรรค์วรพินิต  แต่พระองค์เสด็จไปประทับในต่างประเทศตามคำขอร้องของคณะราษฎร  การพิจารณาจึงไม่ผ่านถึงพระองค์ท่าน

คงเหลือพระโอรสของพระเชษฐาและพระอนุชาต่างพระชนนีของ ร.7 คือ พระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯและสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลฯ  นายปรีดีเลือกพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ โดยให้เหตุผลว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ได้ทรงทำคุณประโยชน์แก่ราษฎร  และเป็นเจ้านายที่บำเพ็ญพระองค์เป็นนักประชาธิไตยเป็นที่เคารพรักใคร่ของราษฎรส่วนมาก 

สภาผู้แทนราษฎรก็ได้ลงมติเห็นชอบในการอัญเชิญพระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นครองราชย์

18 ต.ค. 54
จากคุณ   : Forest Frog



ความขัดแย้งระหว่างปรีดีและจอมพล ป. เริ่มปรากฏให้เห็นในปี 2486 ในขณะนั้นจอมพล ป.มีความกังวลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นที่กำลังจะแพ้สงคราม  จึงยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนายกฯ มาที่ผู้สำเร็จราชการ  นายปรีดีจึงลงนามอนุมัติ    และนายปรีดี ได้แจ้งแก่นายทวี  บุณยเกตุ  ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ก็ให้วิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ประกาศการลาออกของจอมพล ป.

จอมพล ป.ได้ฟังข่าวจากวิทยุแล้วโกรธมาก  จึงได้มาขอใบลาออกคืนไป  และให้ประกาศวิทยุใหม่ว่า ข่าวที่จอมพล ป. ประกาศลาออกนั้นคลาดเคลื่อน  จอมพล ป.ยังคงดำรงตำแหน่งนายกฯต่อไป

ครั้นแล้วจอมพล ป.ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด  ได้ออกคำสั่งให้พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯและปรีดีประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด  ปรีดีไม่ยอมโดยให้เหตุผลว่า  ตำแหน่งผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นจอมทัพไทยตามรัฐธรรมนูญ  ถ้าปรีดียอมอยู่ภายใต้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด  ก็เท่ากับเป็นการลดอำนาจของพระมหากษัตริย์  จอมพล ป.จึงถอนคำสั่ง  คำสั่งของจอมพล ป.มีดังนี้

“..ให้พลตรี  พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯเป็นประจำ บก.สูงสุด 

30 มีนาคม 2486

ให้สั่งพลตรี พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ ผบ.ก.พิเศษ ร.พัน 1 เข้าประจำ บก.สูงสุด และเป็นที่ปรึกษา บก.สูงสุด

ให้นายปรีดี  พนมยงค์  เป็นผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายประจำ บก.ทหารสูงสุด 


30 มีนาคม 2486  

เวลานี้กองทัพของชาติกำลังทำสงครามด้วยการเสียสละทุกอย่าง  คนไทยทุกคนต้องเสียสละเพื่อช่วยราชการทหาร  ฉะนั้นเวลานี้  ผบ.สูงสุดยังขาดผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายอยู่  พิจารณาเห็นสมควรให้ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์การเมือง  ซึ่งนับเป็นผู้มีความรู้กฎหมายยอดเยี่ยมรับตำแหน่งนี้ได้  จึงบรรจุให้นายปรีดี  พนมยงค์ เข้าประจำ บก.สูงสุด และทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายประจำ บก.สูงสุด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” 

พลตำรวจเอกอดุล  อดุลเดชจำรัส ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และอธิบดีกรมตำรวจ  ได้คัดค้านคำสั่งนั้นของจอมพล ป.  จอมพล ป.จึงยกเลิกคำสั่ง

ในเดือนเดียวกันนั้น  จอมพล ป.ได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาไปยังคณะผู้สำเร็จราชการ  โดยมีหลักการมอบอำนาจเพิ่มเติมผู้บัญชาการทหารสูงสุดมากขึ้นกว่าเดิม  นายปรีดีได้ปรึกษากับพระองค์เจ้าอาทิตย์ฯว่า ในฐานะที่เราทั้งสองเป็นผู้แทนพระองค์  ซึ่งมีหน้าที่ต้องปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้  ฉะนั้นจึงไม่อาจลงนามในพระราชกฤษฎีกาที่จอมพล ป.ฯเสนอขึ้นมา  ซึ่งเป็นการตัดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์  ดังนั้นผู้สำเร็จราชการจึงได้ส่งร่างพระราชกฤษฎีกานั้นกลับคืนไปยังรัฐบาล

ความขัดแย้งของนายปรีดีและจอมพล ป.ได้เพิ่มมากขึ้นเมื่อนายปรีดีได้เปรยขึ้นมากับพระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ  เรื่องที่กษัตริย์อิตาลีวางแผนจับกุมมุสโสลินี  ขณะเข้าเฝ้าที่พระราชวังกิรินัล  แล้วกษัตริย์องค์นั้นก็ทรงตั้งจอมพล  บาโดกลิโอเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่  นายปรีดีกล่าวว่าเมืองไทยไม่มีใครกล้าทำเช่นนั้น  ต้องหาคนแก่ๆอย่างบาโดกลิโอ 

ครั้นเห็น พล.ท.พระยาวิชิตวุฒิไกร  นายปรีดีจึงว่าท่านผู้นี้ชราพอๆกับนายพลบาโดกลิโอ น่าจะทำได้  ความรู้ไปถึงจอมพล  ป. จึงได้เรียกประชุมผู้ก่อการ  24 มิ.ย ฯเป็นการด่วน  รายงานว่า นายปรีดีคิดจะจับตัวจอมพล ป. เหมือนที่มุสโสลินีถูกจับตัว  โดยให้พล.ท.พระยาวิชิตฯเป็นผู้นำจับ  นายปรีดียอมรับกับที่ประชุมว่าพูดจริง  แต่เป็นการพูดเล่นไม่ได้จริงจัง

จากคุณ   : Forest Frog 
เขียนเมื่อ : 18 ต.ค. 54



| ชมภาพ | ชมคลิป |


 
     

 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์