Home  :  Famous Person  :  Pridi Banomyong 5
    Home
Thai Famous Person

รวมภาพและประวัติคนดัง บุคคลที่มีชื่อเสียง และบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย
ข้อมูล ศาสดาจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ หรือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (Pridi Banomyong) (หน้า 5)
   
 

 

   ข้อมูล ดร.ปรีดี พนมยงค์, ประวัติ, ผลงาน, ข้อวิจารณ์
 


ดร.ปรีดี พนมยงค์ ตอนที่ 1 (จากวิกิพีเดีย)
ดร.ปรีดี พนมยงค์ ตอนที่ 2
(จากวิกิพีเดีย)
นายกรัฐมนตรีคนที่ 7 นายปรีดี พนมยงค
(จาก www.thaigov.go.th)
ดร.ปรีดี จากเว็บไซต์ Pantip และข้อประเด็นโต้แย้ง ตอนที่ 1
(ที่มา pantip.com/library)
ดร.ปรีดี จากเว็บไซต์ Pantip และข้อประเด็นโต้แย้ง ตอนที่ 2
(ที่มา pantip.com/library)
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับท่านปรีดีฯและกรณีสวรรคต ตอนที่ 1
(จาก www.sarakadee.com)
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับท่านปรีดีฯและกรณีสวรรคต ตอนที่ 2
(จาก www.sarakadee.com)
พูนศุข พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์กรณีสวรรคต พฤษภาคม 2500
(จาก www.prachatai.com)
คลิปเสียงท่านปัญญานันทภิกขุ กรณีสวรรคต ร.8 เล่าไว้เมื่อปี2522




 


ข้อมูล ดร.ปรีดี พนมยงค์
 
5/9


ดร.ปรีดี จากเว็บไซต์ Pantip และข้อประเด็นโต้แย้ง
ที่มา pantip.com/library
จากคุณ  : Forest โพสต์เมื่อ 18 ตค.54 : http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2011/10/K11211253/K11211253.html

(ตอนที่ 2)

ในปี 2487 ญี่ปุ่นมีความสงสัยในตัวจอมพล ป.ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ พ.อ.กาจ กาจสงคราม หนึ่งในขบวนการเสรีไทยได้เดินทางไปที่จีน เพื่อพบกับเสรีไทยสายต่างประเทศ ข่าวนี้แว่วมาถึงญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นไม่ไว้ใจในตัวจอมพล ป. ในเดือน ก.ค. 2487 จอมพล ป.จึงยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ในการแต่งตั้งนายกคนใหม่นายปรีดีได้เล่าไว้ดังนี้

“...ผู้แทนราษฎรที่เป็นชั้นหัวหน้ามาถามข้าพเจ้าว่าสมควรให้ท่านผู้ใดเป็นนายกฯ ข้าพเจ้าเห็นว่านายทวี เป็นคนซื่อตรงและสามารถและมีอาวุโสในคณะราษฎร เพราะเป็นผู้เข้าร่วมในคณะราษฎรตั้งแต่ ปี 2470 ขณะยังศึกษาอยู่ปารีส (นายควง อภัยวงศ์ เพิ่งเข้าร่วมคณะราษฎรเมื่อ พ.ศ. 2475 ก่อนวันที่ 24 มิ.ย.ไม่กี่เดือน นายควงฯก็ยอมรับความจริงในปาฐกถาของเขาที่คุรุสภาแล้ว)

แต่นายทวีเป็นผู้พูดตรงไปตรงมา จึงเป็นการยากที่นายทวีจะตีหน้ากับญี่ปุ่น ฉะนั้นจึงเห็นกันว่าให้ลองทาบทามนายควงดูว่าจะรับเป็นนายกฯ เพื่อตีหน้ากับญี่ปุ่นหรือไม่ ส่วนการงานราชการนั้นมอบให้นายทวีเป็นผู้สั่งการ นายควงยอมตกลงตามเงื่อนไข พระองค์เจ้าอาทิตย์ทรงเกี่ยงไม่ยอมตั้ง

วิญญูชนผู้มีสติย่อมคิดว่าระหว่างเวลาที่จอมพล ป. ยื่นใบลาออกญี่ปุ่นจะนิ่งเฉยกระนั้นหรือ ฝ่ายญี่ปุ่นนั้นระแวงว่าจอมพล ป.จะเล่นไม่ซื่อกับตนดังกล่าวแล้ว ทูตทหารบกและทหารเรือมาหาข้าพเจ้าที่ทำเนียบท่าช้างด้วยมารยาทอันดี เพราะญี่ปุ่นเคารพพระมหาจักรพรรดิฉันใด ก็แสดงความเคารพข้าพเจ้าซึ่งเป็นผู้แทนพระองค์พระมหากษัตริย์ไทยฉันนั้น ฝ่ายญี่ปุ่นถามข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างไรในการตั้งนายกฯคนใหม่แทนจอมพล ป.

ข้าพเจ้าตอบว่าควรเป็นไปตามรัฐธรรมนูญไทย ขอให้ทางญี่ปุ่นถือว่าเป็นกิจการภายในของไทยเถิด คนไทยจึงจะเข้าใจว่าฝ่ายญี่ปุ่นไม่แทรกแซงกิจการภายในของไทยอันจะเป็นเกียรติคุณแก่ญี่ปุ่นเอง ฝ่ายญี่ปุ่นจึงกล่าวว่าถ้าเช่นนั้นก็ขอให้ข้าพเจ้าดำเนินตามรัฐธรรมนูญของไทยเถิด ญี่ปุ่นจะไม่เกี่ยวข้องด้วย ขอให้คนที่จะเป็นนายกฯคนใหม่ให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นต่อไปเถิด

ฝ่ายพระองค์เจ้าอาทิตย์ฯยังทรงยืนกรานไม่ยอมแต่งตั้งนายควงเป็นนายกฯ สภาผู้แทนราษฎรจึงลงมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2487 ตั้งข้าพเจ้าเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่ผู้เดียว

ในวันนั้นเองข้าพเจ้าได้ลงนามประกาศพระบรมราชโองการในพระปรมาภิไทยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ตั้งพันตรีควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีประธานสภาผู้แทนราษฏรเป็นผู้สนองรับพระราชโองการตามระเบียบ

นายควง ได้จัดตั้งคณะรัฐมนตรี โดยมีรัฐมนตรีหลายนายและโดยเฉพาะได้มีนายทวี บุณยเกตุเข้าร่วมด้วยตามที่นายควงได้ตกลงกับข้าพเจ้าไว้ โดยมีหน้าที่ดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีอยู่เบื้องหลังนายควง ดังนั้นมีหลายเรื่องที่นายทวี ได้ปรึกษาข้าพเจ้าและจัดทำขึ้นก่อน แล้วจึงแจ้งให้นายควงรับไปปฏิบัติการ อาทิ การประกาศพระบรมราชโองการว่าการประกาศสงครามกับบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกาเป็นโมฆะนั้น นายทวี บุณยเกตุเป็นผู้ลงนามรับสนองพระราชโองการไม่ใช่นายควง

การอภัยโทษและนิรโทษกรรมผู้ต้องหาทางการเมือง นายทวีก็เป็นหัวแรงสำคัญ เพราะแม้ข้าพเจ้าแจ้งแก่สัมพันธมิตรไว้ก่อนว่าเพื่อความสามัคคีของคนไทยที่มีอุดมคติตรงกันในการต่อสู้กับญี่ปุ่น ให้ได้รับอภัยโทษตามที่ มจ.ศุภสวัสดิฯ(หัวหน้าเสรีไทยฝ่ายอังกฤษ)ได้ทรงปรารภนั้น เวลาปฏิบัติได้จริงก็ไม่อาจทำได้ง่ายๆ เหมือนดังที่นายควงพูดที่คุรุสภาว่าพอนาย ควง เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็จะสั่งปล่อยนักโทษการเมือง

จริงอยู่นายควงเป็นผู้รับสนองพระราชโองการ แต่ในร่างกฏหมายดังกล่าวแล้ว ต้องทำความเข้าใจกับ พล.ต.อ.อดุลฯ อธิบดีกรมตำรวจ และรองนายกฯ ซึ่งเป็นผู้สั่งจับผู้ต้องหาทางการเมือง ให้เขาเห็นสมควรที่จะอภัยโทษและนิรโทษกรรม พล.ต.อ.อดุลฯนั้นมีคนให้ฉายาว่า “นายพลตาดุ” เป็นคนที่ไม่ยอมให้ผู้ใดลบคมได้ง่ายๆ

ถ้าอยู่ดีๆ นายควง ซึ่งเพิ่งได้เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดจะแสดงบุญบารมีของตน โดยสั่งปล่อยผู้ต้องหาทางการเมือง โดยไม่ปรึกษาหารือกับ “นายพลตาดุ” ซึ่งเป็นผู้จับผู้ต้องหาทางการเมืองคือเป็นผู้ทำพระเดช แต่นายควงจะเป็นผู้ทำพระคุณเอาหน้าแล้ว เรื่องก็อาจจะยุ่ง ฉะนั้นเพื่อให้ผู้ต้องหาทางการเมืองที่ถูกจองจำอยู่ ได้รับการปลดปล่อยเร็วขึ้น นายทวี บุณยเกตุและข้าพเจ้าต้องช่วยทำความเข้าใจกับ”นายพลตาดุ” และได้ขอร้องให้นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชี้แจงข้อความของข้าพเจ้าส่งโทรเลขลับให้สัมพันธมิตรทราบ

เมื่อ “นายพลตาดุ”เห็นชอบในหลักการแล้ว จึงได้มอบหมายให้นายทวี บุณยเกตุเป็นผู้ร่างกฎหมายอภัยโทษและนิรโทษกรรมแก่บรรดาผู้ต้องหาทางการเมือง จะเหลืออยู่เฉพาะผู้ต้องโทษภายหลังกองทัพญี่ปุ่นเข้าเมืองไทยแล้ว เพราะถ้าปล่อยออกมา ก็จะถูกญี่ปุ่นจับเอาไป

ส่วนกรมขุนชัยนาทฯที่ถูกถอดเป็นนายรังสิตนั้น นอกจากได้นิรโทษกรรมแล้ว ก็ได้สถาปนาอิสริยยศดังเดิม นายทวี บุณยเกตุ ทำบุญชนิด”ปิดทองหลังพระ” มิได้เคยอวดอ้างถึงการที่ตนได้ทำไปในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจึงขอบันทึกความดีเรื่องนี้ของนายทวีไว้”

แม้ว่าจอมพล ป.จะพ้นจากตำแหน่งนายกแล้ว นายปรีดีก็ยังไม่ไว้ใจ จึงได้วางแผนปลดจอมพล ป.ออกจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกตำแหน่ง โดยได้เล่าหตุการณ์นั้นไว้ดังนี้

“ ...จอมพล ป.ได้รวบรวมทหารตั้งมั่นอยู่ที่ลพบุรี ซึ่งเป็นการคุกคามรัฐบาลใหม่ พล.ร.ท.สินธุ์ กมลนาวิน รมต.กระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารเรือ จึงได้มาหาข้าพเจ้าว่าจะต้องรีบจัดการประกาศปลดจอมพล ป.จากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยขอให้พล.อ.พระยาพหลฯเป็นแม่ทัพ และพล.ท.ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์เป็นรองแม่ทัพ

ส่วนข้าพเจ้า เพื่อความปลอดภัย ได้ไปนอนค้างอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเป็นการลับ ได้ลงนามในประกาศพระบรมราชโองการปลดจอมพล ป.ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เรื่องนี้รู้เฉพาะนายควงซึ่งเป็นผู้ลงนามรับสนองพระราชโองการและนายทวี บุณยเกตุ ซึ่งเป็นผู้ร่างพระบรมราชโองการและรับผิดชอบในการเตรียมการวิทยุกระจายเสียงของกรมโฆษณาไว้ให้พร้อม ครั้นถึงเวลารุ่งเช้า วิทยุนั้นก็ได้กระจายเสียงตามแผนการดังกล่าว

ส่วนจอมพล ป.ก็ได้ปฏิบัติตามราชโองการและได้ย้ายจากลพบุรีไปอยู่ที่ อ.ลำลูกกาจนตลอดสงคราม...”

18 ต.ค. 54
จากคุณ : Forest Frog


 

เหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกบทบาทของรัฐบาลไทยในขณะนั้นคือ รัฐบาลได้มีการปฏิบัติทางสงครามต่อประเทศจีน เช่นส่งกองทหารไปรบกองทัพจีนที่ตั้งอยู่ในพันธรัฐฉานของอังกฤษ และการรับรองรัฐบาลแมนจูกัวซึ่งญี่ปุ่นได้ยึดไว้เพื่อตั้งรัฐบาลหุ่นของญี่ปุ่น

อีกทั้งรัฐบาลได้รับรองรัฐบาล “วังจิงไว” ที่ญี่ปุ่นตั้งขึ้นที่นครนานกิงว่าเป็นรัฐบาลจีน จึงเท่ากับประกาศสงครามกับรัฐบาลจีนของเจียงไคเช็คที่ได้รับการรับรองจากฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสัมพันธมิตรในยุทธภูมิจีน และลอร์ดหลุยส์ เมาท์ แบทเตนเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดภาคเอเซียอาคเนย์

ต่อมาช่วงปลายสงครามจอมพล ป.กลับมีท่าทีจะคืนดีกลับนายพลเจียงไคเช็ค โดยได้ปรึกษากับพล.ต.อ.อดุลฯ ดังคำให้การของพล.ต.อ.อดุลฯต่อกรรมการอาชกรสงครามเมื่อภายหลังสงครามว่า

“..เมื่อเดือนเม.ย.2487 จอมพลป.ได้พูดทีเล่นทีจริงว่าจะเป็นตัวแทนเดินทางไปพบเจียงไคเช็คที่จุงกิง เพื่อขอร่วมกับจีนรบกับญี่ปุ่นได้หรือไม่ พล.ต.อ.อดุลฯจึงตอบว่าเป็นการช้าเกินไปแล้วที่คิดจะเอาตัวรอด เพราะขณะนั้นก็เป็นที่ปรากฏว่าอิตาลีได้ ยอมแพ้สัมพันธมิตรแล้ว เยอรมันก็พ่ายแพ้แก่กองทัพโซเวียต ฝ่ายญี่ปุ่นก็พ่ายแพ้ทางเรือ ทางอากาศและทางบกในยุทธภูมิจีนกลับยุทธภูมิพม่าตะวันตก เจียงไคเช็คก็จะไม่ยอมเชื่อว่าจอมพล ป.มีความบริสุทธ์ใจจะรบกับญี่ปุ่น

และถ้าเจียงไคเช็คถามว่าจอมพล ป.ได้เคยสาบานต่อหน้าพระแก้วมรกตว่าจะซื่อสัตย์กับญี่ปุ่นเจียงไคเช็คจะได้ว่าจอมพลป.กลับสัตย์ที่ได้สาบานไว้ จอมพล ป.จึงกล่าวว่า ให้บอกเจียงไคเช็คว่าที่จอมพล ป.ทำไปนั้นเพื่อพรางญี่ปุ่น...” ต่อมาวันที่ 8 ต.ค. 2488 สภาผู้แทนราษฎรก็ได้ลงมติรับหลักการและประกาศใช้พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม ซึ่งจอมพล ป.เป็นผู้หนึ่งที่ตกเป็นจำเลย และต้องโทษจำคุก

ส่วนการปฏิบัติงานด้านเสรีไทยของนายปรีดี ท่านกล่าวว่าจำไม่ค่อยได้ เนื่องจากเวลาผ่านมานานแล้ว ต้องใช้ความพยายามในการฟื้นความจำ โดยเล่าว่า

“..เพื่อนไทยและต่างประเทศหลายคนได้ขอให้ข้าพเจ้าเขียนความทรงจำ ข้าพเจ้ายินดีจะสนองคำเรียกร้อง แต่จะต้องค่อยๆฟื้นความจำขึ้นพิมพ์เป็นคราว เพราะแม้เฉพาะเรื่องเสรีไทยนั้น ก็ล่วงเลยมากว่า 30 ปี แล้ว จึงไม่อาจที่จะฟื้นความจำให้ครบถ้วนได้ ข้าพเจ้ารู้แต่หลักใหญ่ ส่วนงานของแต่ละหน่วยงาน ข้าพเจ้าไม่มีเวลาพอจะตรวจตราถึงรายละเอียด..”

แต่นายปรีดีกลับจำการปฏิบัติงานของเสรีไทยสายต่างประเทศได้อย่างละเอียดดังนี้

“ นอกจากคนไทยในประเทศไทยที่ต้องประสบพบเห็นการรุกรานของญี่ปุ่น จึงเกิดจิตสำนึกรวมกันก่อตั้งองค์การต่อต้านญี่ปุ่น ส่วนคนไทยในอเมริกาและในอังกฤษก็เกิดจิตสำนึกที่จะร่วมกันประกอบเป็นองค์กรต่อสู้กับญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2484 อัครราชทูตประจำกรุงวอชิงตันได้แถลงต่อหนังสือพิมพ์และส่งโทรเลขไปยังรัฐบาลไทยที่กรุงเทพฯ ใจความว่า สถานทูตไทยที่กรุงวอชิงตันจะทำตามคำสั่งของรัฐบาลที่สถานทูตเห็นว่า มิใช่คำสั่งที่ญี่ปุ่นสั่งให้ทำ วันที่ 12 ธันวาคม สถานทูตไทยทราบข่าวว่ารัฐบาลไทยทำข้อตกลงร่วมมือทางทหารกับญี่ปุ่น สถานทูตนั้นก็ได้แจ้งต่อรัฐบาลอเมริกันถึงการที่สถานทูตนั้นไม่ยอมรับรู้ข้อตกลงกับรัฐบาลญี่ปุ่น

และการที่อัคราชทูตและข้าราชการสถานทูตนั้นพร้อมที่จะจัดตั้งองค์การเสรีไทย ซึ่งรัฐบาลอเมริกาได้หารือไปยังรัฐบาลอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษตอบกลับมามีความตอนหนึ่งว่า “ยินดีต้อนรับข้อเสนอในการรับรองอัครราชทูตไทยในวอชิงตันต่อไป..”

อัครราชทูตไทยและข้าราชการสถานทูตประจำกรุงวอชิงตันได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ ให้จัดตั้งกองกำลังเสรีไทย ประกอบด้วยคนไทยผู้รักชาติ และอาสาสมัครเพื่อเดินทางมาต่อสู้ญี่ปุ่นในประเทศไทย องค์การเสรีไทยในสหรัฐฯเรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Free Thai Movement” เสรีไทยในอังกฤษมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า “Free Siamese Movement..”

ความร่วมมือระหว่างเสรีไทยในไทยและต่างประเทศปรากฏชัดในปี 2486 โดยในเดือน ก.พ. 2486 นายจำกัด พลางกูร ได้เล็ดลอดออกไปติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรที่ประเทศ จีน และในเดือน ก.ค. นายสงวน ตุลารักษ์ และนายแดง คุณะดิลก ได้เดินทางไปพบกับหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา ม.ร.ว เสนีย์ ปราโมช ที่กรุงวอชิงตัน

ขณะที่ มจ.ศุภสวัสดิ สวัสดิวัฒน หัวหน้าเสรีไทยสายอังกฤษ ก็ได้เสด็จจากอินเดียมาพบกับนายจำกัด พลางกูรที่นครจุงกิง โดยค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้เสรีไทยได้ใช้เงินส่วนตัว ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ต่อมาในปลายสงครามในช่วงที่นายควงเป็นนายกฯ ได้ตั้งงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเสรีไทยในประเทศ ใช้ชื่อว่า”งบศานติภาพ” โดยตั้งแต่ปลายปี 2487- 10 ส.ค. 2488 ใช้งบไปเกือบ 9 ล้านบาท พล.ต.อ.อดุลฯ เบิกไป 2,000,000บาท

เหตุผลที่การปฏิบัติงานเสรีไทยในช่วงต้นสงครามของนายปรีดีไม่ปรากฏชัดนอกจากนายปรีดีจะลืมแล้ว ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งซึ่งคงจะมานึกได้ตอนหลัง คือ การขัดขวางของตำรวจไทย ดังที่นายปรีดีเล่าไว้ว่า “..งานเสรีไทยภายในประเทศที่มีผู้เข้าใจว่าข้าพเจ้าได้ร่วมกับหลวงอดุลเดชจรัสตั้งแต่ต้น อันที่จริงคุณหลวงอดุลฯได้เข้า ร่วมรับใช้ในภายหลัง

ก่อนหน้านี้ไม่มีทางทราบแน่ชัดของคุณหลวงอดุลฯ ต่อปัญหานี้ เพราะท่านเป็นตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมายและเป็นเพื่อนสนิทจอมพล ป.ยิ่งกว่าข้าพเจ้า (อันนี้โกหกเต็มๆ ) ดังนั้นก่อนที่คุณหลวงอดุลฯเข้าร่วมเสรีไทย เราจึงได้รับความลำบากเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องระมัดระวังญี่ปุ่นและตำรวจไทยเอง ดังปรากฏว่าสมาชิกเสรีไทยในประเทศบางคนถูกจับ และเสรีไทยที่ลอบมาจากต่างประเทศก็ถูกจับหลายคน

...จึงได้ตัดสินใจชวน พล.ต,อ.อดุลฯ อธิบดีกรมตำรวจร่วมงานเสรีไทย แต่คุณหลวงอดุลฯระมัดระวังมาก เกรงว่าท่านจะถูกญี่ปุ่นจับพิรุธ ถ้าหากท่านเกี่ยวข้องกับการรับร่มมากไป ท่านจึงขอรับเฉพาะแห่งที่ท่านใช้ตำรวจของท่านเอง...”

ในปี 2487 คณะรัฐบาลได้ลงมติเห็นชอบให้สร้างเมืองหลวงใหม่ที่เพชรบูรณ์ ถึงแม้นายปรีดีไม่เห็นด้วยแต่การปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งต้องเคารพเสียงข้างมากของสภา นายปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการจึงจำใจต้องลงนามอนุมัติ นายปรีดีได้เล่าไว้ว่า “ ..ความทุกข์ยากแสนสาหัสของราษฏรที่ถูกเกณฑ์ไปทำงานดังกล่าว(จำนวนเกือบ 130,000 คน ป่วยและตายประมาณ 20,000คน ระหว่างครึ่งปีแรกของปี 2487) แม้พระมหาเถระหลายองค์ก็แสดงความวิตก..."

18 ต.ค. 54
จากคุณ : Forest Frog



วันที่ 15 สิงหาคม 2488 พระจักรพรรดิญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม รัฐบาลจีนและอังกฤษวางแผนจะเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในไทย โดยทหารจีนจะปลดอาวุธญี่ปุ่นในภาคเหนือ ส่วนที่เหลือเป็นอำนาจของกองทัพอังกฤษ นายนิคอล สมิธ ผู้แทนโอ.เอส.เอส ได้เดินทางมาแจ้งแผนของสองประเทศนี้กับไทยว่า สองประเทศนี้วางแผนจะแยกประเทศไทยเป็นสองส่วนและแบ่งกันยึดครอง

ในวันที่ 2 ก.ย. 2488 ประธานาธิบดีทรูแมนได้ออกคำสั่งทั่วไปหมายเลข 1 ให้กำลังทหารญี่ปุ่นทั่วดินแดนประเทศไทย ยอมจำนนต่อลอร์ดหลุยส์ เม้าท์ แบทเตน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสัมพันธมิตรภาคเอเชียอาคเนย์ โดยอเมริกาทำข้อตกลงกับอังกฤษว่า กองทัพอังกฤษที่ส่งไปยังประเทศไทยมิใช่เข้าไปยึดครองประเทศไทย หากเข้าไปเพื่อปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น เสร็จแล้วก็ต้องถอนทหารออกจากประเทศไทยโดยเร็ว

และเพื่อความมั่นใจว่าขบวนการเสรีไทยในประเทศได้ทำการต่อต้านญี่ปุ่นจริง รัฐบาลอเมริกาต้องการรายละเอียดการดำเนินงานของเสรีไทยในประเทศ ข้าราชการผู้ที่รู้รายละเอียดมากที่สุดคือ คุณพระพิศาลสุขุมวิทกับคุณหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ และทั้งสองท่านคุ้นเคยกับทูตอเมริกันหลายคน

โดยได้ออกเดินทางไปสหรัฐฯรายงานเรื่องเสรีไทยวันที่ 21 พ.ค. 2488 แต่ถึงกระนั้นรัฐมนตรีสหรัฐฯก็ยังไม่แน่ใจ โดยได้ขอให้ไทยยับยั้งการประกาศโมฆะกรรมแห่งประกาศสงครามเอาไว้ก่อน ฝ่ายอังกฤษก็นิ่งเฉยไม่ยอมตกลงง่ายๆ

ฉะนั้นการที่จะประกาศโมฆะกรรมแห่งประกาศสงครามจึงไม่อาจทำได้ง่ายๆ ประดุจ “ตีหัวเขาแล้วเห็นท่าสู้ไม่ได้ ก็หลบหนีเข้าบ้าน”

ในวันที่ 17 ก.ย. 2488 นายปรีดีจึงให้รัฐบาลหุ่นนายควง ลาออกจากตำแหน่งนายกฯและแต่งตั้งหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชเป็นนายกฯและ รมต.ต่างประเทศ ม.ร.ว.เสนีย์ฯได้ทำการเจรจากับประเทศต่างๆจนสำเร็จลุล่วง และได้มีการลงนามในวันที่ 1 ม.ค. 2489 การประกาศโมฆะกรรมทางสงครามจึงสำเร็จลงได้ ต่อมาในวันที่ 23 ม.ค. 2489 รัฐบาลแห่งชาติจีนได้ส่งผู้แทนมาติดต่อขอทำสัญญาทางไมตรีกับไทยอีกด้วย

ในขณะดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการปรีดีเล่าว่า พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯได้ให้นายปรีดีช่วยดูแลความปลอดภัยของพระบรมวงศานุวงศ์ในช่วงสงคราม ดังนี้

“...เลขาธิการพระราชวังสมัยนั้นคือพระยาชาติเดชอุดม รองเลขาธิการคือนายเฉลียว ปทุมรส ซึ่งเป็นเพื่อนก่อการ 24 มิ.ย. ฉะนั้นในการถวายความปลอดภัยสมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ ซึ่งพระองค์เจ้าอาทิตย์ฯได้มอบหมายให้ข้าพเจ้าช่วยเป็นภาระ ก็โดยที่พระองค์ทรงเห็นว่าข้าพเจ้าอาจขอให้นายเฉลียว ปทุมรสรับช่วงไปจัดการ

และถ้าจำเป็นต้องเสด็จประทับหัวเมือง ก็มีสถานที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งนายปราโมทย์ พึ่งสุนทร ผู้ก่อการ 24 มิ.ย. เป็นผู้อำนวยการ ถ้าจะเสด็จประทับที่เกาะเมืองอยุธยา ก็มีบริเวณอาคารและสถานที่ของกองรักษาที่หลวง สังกัดกระทรวงการคลัง (หลังปี 2479 คณะราษฎรได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้อยู่ในความดูแลของกระทรวงการคลัง) ซึ่งมีนายสนิท ผิวนวล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้อำนวยการอยู่

นอกจากนี้ยังมีพระยาเทวาธิราช หัวหน้ากองในสำนักพระราชวัง ซึ่งชอบพอกับข้าพเจ้า คอยช่วยเหลืออยู่อีกด้วย ในเรื่องที่เกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ ...”

จากคุณ : Forest Frog
เขียนเมื่อ : 18 ต.ค. 54



ในวันที่ 5 ธ.ค. 2488 เป็นวันที่พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศปลาบปลื้มกับการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ประชาชนเรือนแสนเฝ้ารอรับเสด็จริมสองฝั่งถนนตั้งแต่เช้า มีตั้งแต่เด็กจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ หลังจากผ่านพ้นสงครามอันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากช่วงหนึ่งของคนไทย พสกนิกรเฝ้ารอการกลับมาของพระมหากษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมความรักความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู้หัวอานันทมหิดลเสด็จกลับมาพร้อมกับพระชนนีและพระอนุชา และในวันนั้นเองอำนาจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการได้สิ้นสุดลง ในวันที่ 8 ธ.ค. 2488 มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายปรีดีเป็นรัฐบุรุษอาวุโสและ “ที่ปรึกษากิจราชการแผ่นดิน” นายปรีดีหมดอำนาจในรัฐบาลทุกตำแหน่ง

นายปรีดีผู้มีเลือดรักชาติอย่างรุนแรงมีหรือจะยอม นายปรีดีได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และให้สภาผู้แทนฯเสนอร่างในวันที่ 21 ก.พ. 2489 และเสียงส่วนใหญ่ในสภาเห็นควรให้นายปรีดีรับตำแหน่งนายกฯแทน ม.ร.ว.เสนีย์ฯ โดยได้รับแต่งตั้งในวันที่ 24 มี.ค. 2489

ในตอนแรก ร.8 ไม่ทรงยินยอมลงพระปรมาภิไทยในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ของนายปรีดี และเกิดความขัดแย้งกันขึ้นระหว่างนายกฯและพระมหากษัตริย์ ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่ต้องยึดเสียงข้างมากในสภาฯเป็นหลัก ร.8 ทรงยินยอมลงนามในรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 พ.ค. 2489

นอกจากผลงานเรื่องรัฐธรรมนูญแล้ว นายปรีดียังสร้างผลงานในช่วงที่เป็นนายกฯคือ ได้ตกลงขายข้าวให้อังกฤษเป็นมูลค่า 15 ล้านปอนด์ ขณะนั้น 1 ปอนด์=60 บาท 1 บาท=น้ำหนักทองคำ 0.09029กรัม ทอง 1 บาท สมัยนั้นจึงมีมูลค่าประมาณ 168 บาท และในระหว่างสงครามญี่ปุ่นได้นำทองคำมาแลกเงินไทยเพื่อไปซื้อสินค้า กระทรวงการคลังในช่วงนั้นจึงรวยเป็นพิเศษ

จะเห็นได้ว่าประเทศไทยร่ำรวยและเจริญขึ้นมาได้จากภาคเกษตรกรรม ถ้าประเทศเราพัฒนาเศรษฐกิจอย่างถูกทิศทาง เราจะเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่จะหาคู่แข่งได้ยาก และเกษตรกรก็จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

วันที่ 9 มิ.ย. 2489 วันมหาวิปโยคของคนไทย นายปรีดีได้เล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้ฟังว่า “ เมื่อเวลาประมาณ 10 น.ของวันที่ 9 มิ.ย. 2489 ม.ร.ว.เทวาธิราช มาลากุล เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ในสำนักพระราชวังได้มาแจ้งแก่ปรีดี ว่าในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตเมื่อเวลา 9.30 น.ของวันนั้น ปรีดีจึงได้สอบถามว่าสวรรคตด้วยเหตุใด ก็ได้รับคำตอบว่าสวรรคตด้วยพระแสงปืน

ปรีดีจึงได้เชิญรัฐมนตรีมหาดไทยและอธิบดีกรมตำรวจ กับผู้บังคับการตำรวจสันติบาล ที่นั่งคอยอยู่ที่ตึกรับแขก ที่ได้นัดไว้ล่วงหน้าว่าจะมาปรึกษากับปรีดีเรื่องกรรมกรนัดหยุดงาน ให้เข้ามาพบปรีดีกับพระยาเทวาธิราช ครั้นแล้วปรีดีได้โทรศัพท์ถึงหม่อมเจ้านิกรเทวัญ ราชเลขานุการในพระองค์ ให้รีบมาพบโจทย์ทันที เพื่อเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ไป ณ ที่นั่งบรมพิมาน

ครั้นแล้วปรีดี รมต.มหาดไทย อธิบดีกรมตำรวจ ก็ไปยังพระที่นั่งบรมพิมานชั้นล่าง กรมขุนชัยนาทฯได้ประทับที่พระที่นั่งบรมพิมานก่อนแล้ว ต่อมาพระบรมวงศ์อีก 4 ท่านก็มาถึง คือ พระองค์เจ้าจุมภฎฯ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร

โดยเหตุที่ในหลวงองค์ปัจจุบันได้เสด็จไปห้องพระบรรทม ในหลวงรัชกาลที่ 8 ภายหลังสมเด็จพระราชชนนีและพระพี่เลี้ยงเนื่อง ฉะนั้นพระองค์จึงมิได้ทรงทราบว่าก่อนที่พระองค์จะเสด็จถึงห้องพระบรรทมนั้น ได้มีผู้แตะต้องพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 8 อย่างไรบ้าง พระองค์เพียงพระราชทานพระราชกระแสว่า “ฉันเข้าใจว่าพี่เลี้ยงเนื่องกำลังเช็ดพระพักตร์ในหลวงอยู่”

เมื่อรมต.มหาดไทยและอธิบดีกรมตำรวจจะจัดการชันสูตรบาดแผลที่พระนลาฏ(หน้าผาก) ของในหลวงรัชกาลที่ 8 แต่กรมขุนชัยนาทฯโบกพระหัตถ์ให้รัฐมนตรีมหาดไทยและอธิบดีกรมตำรวจ โดยแสดงว่าห้ามมิให้แตะต้องพระศพ เมื่อรัฐมนตรีมองดูว่าปรีดีจะสั่งอย่างไร ปรีดีก็ไม่กล้าที่จะสั่งตรงกันข้ามกับกรมขุนชัยนาทฯ ที่เป็นพระบรมวงศ์อาวุโส เพราะจะเป็นการเหลื่อมล้ำไปสู่องค์พระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคต

ฉะนั้นปรีดีจึงขอเชิญกรมขุนชัยนาทฯลงมาชั้นล่างที่พระที่นั่งบรมพิมานเพื่อร่วมประชุมกับพระบรมวงศานุวงศ์ที่กล่าวพระนามมาแล้ว รมต.มหาดไทยกับนายดิเรก ชัยนาม รมต.การต่างประเทศ ก็ได้ร่วมประชุมด้วย

ปรีดีได้ทูลถามกรมขุนชัยนาทว่าสมเด็จพระอนุชาและพระชนนี ทรงมีความเห็นประการใดเกี่ยวกับกรณีสวรรคตนั้นบ้าง กรมขุนชัยนาทฯรับสั่งว่า น.ส.จรูญได้ทูลสมเด็จพระอนุชาว่า “ในหลวงยิงองค์เอง” และนายชิต สิงหเสนีย์ก็ทูลเช่นนั้น ปรีดีจึงได้เรียกนายชิตลงมาชั้นล่าง นายชิตก็ยืนยันว่าในหลวงปลงพระองค์เอง สำนักพระราชวังจึงออกแถลงการณ์โดยความเห็นชอบของนายปรีดีมีความดังต่อไปนี้

“ครั้นเวลาประมาณ 9.00 นาฬิกา มหาดเล็กห้องพระบรรทมได้ยินเสียงปืนดังขึ้นในพระที่นั่ง จึงรีบวิ่งเข้าไปดู เห็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรรทมอยู่บนพระที่ มีพระโลหิตไหลเปื้อนพระองค์และสวรรคตเสียแล้ว มหาดเล็กห้องพระบรรทมจึงได้ไปกราบทูลสมเด็จพระชนนีให้ทรงทราบ แล้วเสด็จไปถวายบังคมพระบรมศพ

ต่อมานั้นมีพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ได้เข้าไปกราบถวายบังคม และอธิบดีกรมตำรวจ กับอธิบดีกรมการแพทย์ได้ไปถวายตรวจพระบรมศพและสอบสวน ได้ความสันนิษฐานได้ว่า คงจะทรงจับลำพระแสงปืนตามพระราชอัธยาศัยที่ทรงชอบ แล้วเกิดอุปัทวเหตุขึ้น”

และมีแถลงการณ์ของรัฐบาลนายปรีดีดังนี้

“เนื่องในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตเสียแล้ว เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ศกนี้ รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสเป็นอย่างยิ่ง และได้พิจารณาเห็นว่าในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นที่เคารพสักการะ ทั้งได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจให้เป็นที่ร่มเย็นแก่ประชากรของพระองค์ตลอดมา สมควรที่ข้าราชการประชาชน จะได้มีการไว้ทุกข์ถวายความจงรักภักดีทั่วกัน ฉะนั้นจึงให้ไว้ทุกข์ที่มีกำหนด 1 ปี และให้ลดธงครึ่งเสาตามระเบียบนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สำนักนายกรัฐมนตรี
9 มิถุนายน 2489”

ในคืนวันเดียวกันรัฐบาลได้ออกประกาศอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อความดังนี้
“โดยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 โดยที่ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 9 การสืบราชสมบัติให้เป็นไปตามนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467 และประกอบด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา

โดยที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์ที่ร่วมพระราชชนนี ตามความในมาตรา 8 แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ 2467
โดยที่รัฐสภาได้ลงมติ ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2489 แสดงความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ในการที่จะอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ต่อไป ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 9

จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นทรงราชย์สืบสันตติวงศ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2489 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2489

ปรีดี พนมยงค์
นายกรัฐมนตรี”

และรัฐบาลได้ตั้งผู้สำเร็จราชการชั่วคราว 3 คนดังนี้ พระสุธรรมวินิจฉัย พระยานลราชสุวัจน์ นายสงวน จูฑะเตมีย์ ต่อมาได้ตั้งกรมขุนชัยนาทฯเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จกลับไปศึกษาต่อยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในวันที่ 19 สิงหาคม 2489

 

เนื่องจากความคลางแคลงใจของประชาชนจากการประกาศของรัฐบาลว่าการสวรรคตของ ร.8 เป็นอุบัติเหตุ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ไม่น่าจะเป็นไปได้ นายปรีดี จึงจัดตั้ง”ศาลกลางเมือง” ขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2489 เพื่อสอบสวนพฤติการณ์ในการที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคต ด้วยเหตุผลดังนี้

“สาเหตุที่ปรีดีเสนอขออนุญาตคณะผู้สำเร็จราชการเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีสวรรคต ซึ่งมีผู้ให้ฉายาว่า “ศาลกลางเมือง” ก็สืบเนื่องมาจากบุคคลจำนวนหนึ่งที่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อปรีดี ได้อาศัยกรณีสวรรคตปลุกปั่นใส่ร้ายปรีดี

โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. ซึ่งพันเอกช่วงฯ รมต.มหาดไทยได้รายงานปรีดีคือ ได้มีโทรศัพท์เถื่อนไปยังนายทหารชั้นผู้ใหญ่ว่า ถ้ารัฐบาลจะแถลงว่าในหลวงสวรรคตโดยอุบัติเหตุก็อย่าให้เชื่อ เพราะในหลวงถูกลอบปลงพระชนม์

บุคคลจำพวกนั้นได้ตระเวนไปโฆษณาชวนเชื่อในสถานที่หลายแห่ง รวมทั้งสถานทูตบางประเทศโดยแจ้งว่าปรีดีลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ 8 เพราะปรีดีจะสถาปนาสาธารณรัฐขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นบุคคลจำพวกดังกล่าวได้ใช้วิธีโฆษณาหลอกลวงในหนังสือพิมพ์บางฉบับ และใช้กุ๊ยตะโกนในโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง (ตะโกนขึ้นว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง” และมีหนังสือพิมพ์บางฉบับที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลนำไปลงเป็นข่าว)

ในวันที่ 10 มิ.ย. คณะแพทย์และพยาบาลแห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ไปแต่งพระศพก่อนที่จะอัฐเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งแห่งหนึ่ง เพื่อพระบรมวงศานุวงศ์และราชการชั้นผู้ใหญ่ถวายน้ำสรงพระบรมศพนั้น เกิดข่าวลือว่าแพทย์พบแผลที่พระเศียรเบื้องพระปฤษฎางค์(หลัง)อีกแผลหนึ่ง แล้วก็ลือกันต่อไปว่ามีคนร้ายลอบยิงในหลวงพระองค์นั้นจากเบื้องหลังทะลุ

ต่อมารมต.มหาดไทยสั่งให้อธิบดีกรมตำรวจและพนักงานสอบสวนขอเฝ้าเผชิญสืบในหลวงองค์ปัจจุบัน และการที่ทรงพระกรุณาตอบพนักงานสอบสวนว่า “ถ้ายิงในพระวิสูตร(มุ้ง) ก็ไม่มีรอยทะลุนั้น” เป็นพระราชดำรัสที่ตรงกับหลักตรรกวิทยา คือ ถ้าผู้ร้ายยิงจากนอกพระวิสูตรแล้ว พระวิสูตรก็ต้องมีรอยทะลุ

ปรีดีจึงเชื่อโดยความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีผู้ร้ายใช้อาวุธปืนยิงพระองค์ ในหลวงรัชกาลที่ 8 จากนอกพระวิสูตร เหตุการณ์จึงต้องเกิดภายในพระวิสูตร

แต่ฝ่ายค้านบางคนกลับพวกนอกรัฐสภาได้หาเหตุต่างๆใส่ความปรีดีต่อไปอีกอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2489 ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา พรรคประชาธิปัตย์ได้พ่ายแพ้ต่อพรรคสหชีพ บุคคลในพรรคประชาธิปัตย์ได้ผูกใจเจ็บปรีดีและใส่ความปรีดี จนกระทั่ง ปี 2519 โดยใส่ความเท็จมากมายหลายประการในสถาบันศึกษาหลายแห่ง...”

ในปลายเดือนตุลาคม 2489 ศาลกลางเมืองได้รายงานผลการพิจารณามายังรัฐบาลพล.ร.ต.ถวัลย์ฯว่า

“ คณะกรรมการเห็นว่า ในกรณีอันจะพึงเป็นต้นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตได้นั้น สำหรับกรณีอุบัติเหตุคณะกรรมการมองไม่เห็นว่าจะเป็นไปได้เลย ส่วนอีกสองกรณี คือถูกลอบปลงพระชนม์และปลงพระชนม์เองนั้น การถูกลอบปลงพระชนม์ไม่มีพยานหลักฐานและเหตุผลที่แน่นอน แต่ไม่สามารถที่จะตัดออกเสียได้โดยสิ้นเชิง

เพราะว่ายังมีท่าทางของพระบรมศพค้านอยู่ ส่วนในกรณีปลงพระชนม์เองนั้นลักษณะของบาดแผลแสดงว่าเป็นไปได้ แต่ไม่ปรากฏเหตุผลหรือหลักฐานอย่างใดว่าได้เป็นเช่นนั้นโดยแน่ชัด คณะกรรมการจึงไม่สามารถจะชี้ขาดว่าในกรณีหนึ่งกรณีใดในสองกรณีนี้ ทั้งนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่จะดำเนินการสืบสวน และปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป”

จากคุณ : Forest Frog
เขียนเมื่อ : 18 ต.ค. 54



สถานการณ์การเมืองขณะนั้นแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว คือพรรคสหชีพ ซึ่งเป็นรัฐบาลนำโดยนายปรีดี ต่อมาลาออกและให้พล.ร.ต.ถวัลย์ฯเป็นนายกฯแทน อีกขั้วคือพรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 19 พ.ค. 2490 พรรคประชาธิปัตย์นำโดยนายควงอภัยวงศ์ได้เสนอญัตติ อภิปรายเรื่องกรณีสวรรคต โดยได้ถ่ายทอดไปทั่วประเทศให้ประชาชนรับทราบ

ในแง่ความรู้สึกของประชาชนที่ติดตามข่าวการเมืองโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ การได้ฟังข้อมูลอภิปรายในครั้งนี้ ก็ได้สร้างกระแสเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อันเป็นเหตุทำให้เกิดการรัฐประหารขึ้นในวันที่ 8 พ.ย. 2490

คณะรัฐประหารประกอบด้วยพล.ท.ผิณ ชุณหะวัน พันเอกกาจ กาจสงคราม พ.ท.ขุนจำนงภูมิเวทฯ ซึ่งมีพ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชติ์ เป็นกำลังสำคัญ โดยคณะปฏิวัติได้ทำการสำเร็จ และออกแถลงการณ์ว่า ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติหลายด้าน เช่น ของแพง ศีลธรรมเสื่อมโทรม และได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2489 และใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 10 พ.ย. 2490 คณะรัฐประหารได้แต่งตั้งนายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี

ปรีดี ได้เล่าเหตุการณ์การรัฐประหารจนถึงการลี้ภัยไปพำนักที่ปะเทศจีนเป็นเวลา 21 ปี ไว้ดังต่อไปนี้

“เมื่อเดือน พ.ย. 2490 เกิดการรัฐประหารของฝ่ายทหารโดยการสนับสนุนของพวกอนุรักษ์นิยมขวาจัด และพวกคลั่งชาติ โค่นล้มรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายของพล.ร.ต.ถวัลย์ฯ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรคพวกของข้าพเจ้า พวกรัฐประหารบุกเข้าไปในบ้าน เพื่อจะเอาชิวิตข้าพเจ้า รวมทั้งภรรยาและบุตรเล็กๆ โดยกล่าวหาว่าข้าพเจ้าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในกรณีสวรรคต

จอมพล ป.ซึ่งถูกปล่อยตัวก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนเพราะกฎหมายอาชญากรสงครามไม่มีผลย้อนหลัง ได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารให้เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย

คณะรัฐประหารได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นผู้รับสนองพระราชโองการ รัฐบาลใหม่ประกอบด้วยพวกอนุรักษ์นิยมขวาจัดเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาไม่กี่เดือนทหารก็จี้ให้รัฐบาลชุดนี้ลาออก และจอมพล ป.ก็เข้าดำรงตำแหน่งนายกฯอีกครั้ง

คืนเดียวกันที่เกิดรัฐประหาร ข้าพเจ้าได้หลบหนีทหารที่ล้อมรอบบ้านพักไปได้อย่างหวุดหวิด และข้าพเจ้าได้ไปพักอยู่กับเพื่อนทหารเรือที่สัตหีบอยู่ระยะหนึ่ง เพื่อลี้ภัยไปสิงคโปร์ก่อน แม้ว่ารัฐบาลอังกฤษจะให้สิทธิแก่ข้าพเจ้าในการลี้ภัยทางการเมือง ...ข้าพเจ้าก็ทราบดีว่าสิทธิดังกล่าวนี้จะมีอยู่ตราบเท่าจนกว่าอังกฤษจะรับรองระบอบการปกครองใหม่ของสยามเท่านั้น

... ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเดินทางออกจากสิงคโปร์ไปยังฮ่องกง จากฮ่องกงเราเดินทางต่อไปยังเซี่ยงไฮ้ เราคิดกันว่าจะเดินทางไปเม็กซิโกโดยเดินทางผ่านซานฟรานซิสโก ขณะที่เรายื่นหนังสือเดินทางแก่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของจีนอยู่นั้น ได้มีชาวอเมริกันหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อนอร์แมน ฮันนาห์ ซึ่งเป็นรองกงสุลอเมริกาประจำเซี่ยงไฮ้ ได้ตรงเข้ามากระชากหนังสือเดินทางของข้าพเจ้าจากมือเจ้าหน้าที่จีนผู้นั้น และได้ขีดฆ่าวีซ่าอเมริกา

ข้าพเจ้าจึงตระหนักว่ารองกงสุลอเมริกาหนุ่มผู้นี้ช่างมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่จีน และแม้กระทั่งเอกอัครราชทูตเอง ..อิสริยาภรณ์และคำประกาศเกียรติคุณที่รัฐบาลสหรัฐฯมอบให้แก่ข้าพเจ้า ไม่มีค่าอันใดเลย เพราะข้าพเจ้ากลับถูกมองว่าเป็นอาชญากรสงครามเสียด้วยซ้ำ อันเป็นข้อกล่าวหาที่สร้างขึ้นโดยผู้ที่เป็นศัตรูระหว่างสงครามของสหรัฐเอง ทั้งนี้โดยการปฏิเสธไม่ให้ข้าพเจ้าแวะผ่านผืนแผ่นดินอเมริกา

...ต่อมาไม่นานนายนอร์แมน ฮันนาห์ กงสุลอเมริกาประจำเซี่ยงไฮ้ได้ย้ายไปกรุงเทพฯ องค์กรซี.ไอ.เอ.นี้เอง ที่เป็นผู้สนับสนุนให้ตำรวจสันติบาลไทยจับกุมภรรยาและบุตรชายคนโตข้าพเจ้า ภรรยาของข้าพเจ้าถูก “ควบคุมตัว” ที่สันติบาลเป็นเวลา 84 วัน ส่วนปาลบุตรชาย ซึ่งขณะนั้นอายุ 20 ปี ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี โดยข้อหากบฏในพระราชอาณาจักร ปาลได้รับการปล่อยตัวตามกฎหมายนิรโทษกรรมเมื่อคราวครบรอบกึ่งพุทธกาล 2500

ต่อมาในปี 2513 ข้าพเจ้าได้ข่าวว่านายฮันนาห์ได้พ้นจากตำแหน่งในกรุงเทพฯ และเดินทางกลับไปสหรัฐแล้ว ข้าพเจ้าไม่ได้มีความโกรธเคืองนายฮันนาห์เพียงแต่อยากให้ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันตระหนักว่า เงินค่าใช้จ่ายของพวกสายลับซี.ไอ.เอ.นั้น บางทีก็สูญเสียไปกลับรายงานที่บิดเบือน

วันที่ 1 ต.ค. 2491 ข้าพเจ้าได้ข่าวว่ารัฐบาลจอมพล ป. ได้จับกุมนายทหารและนักการเมืองหลายคนซึ่งวางแผนจะก่อการยึดอำนาจรัฐบาล กบฏครั้งนี้เรียกชื่อว่า “กบฏ 1 ต.ค. 2491” ส่วนคนที่หลบหนีการจับกุมได้ส่งตัวแทนของเขามาพบข้าพเจ้าเพื่อก่อการอภิวัฒน์โค่นรัฐบาล เราได้ตกลงกันว่าจะให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำก่อการอีกครั้งหนึ่ง โดยร่วมมือกับเพื่อนๆทหารเรือ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ผู้รักชาติประชาธิปไตย ...”

วันที่ 30 ม.ค.2492 ปรีดีเดินทางจากฮ่องกงมาที่เกาะเสม็ด และเดินทางเข้ากรุงเทพฯ นายปรีดีเล่าเหตุการณ์ต่อจากนั้นว่า

“วันที่ 26 ก.พ. 2492 เวลา 21 น. ข้าพเจ้าพร้อมด้วยบรรดามิตรได้ออกจากบ้านที่ข้าพเจ้าหลบซ่อนอยู่ในกรุงเทพฯเพื่อมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งผู้ร่วมขบวนการอันประกอบด้วยลูกศิษย์ลูกหาของข้าพเจ้าจำนวนหนึ่ง และผู้รักชาติคนอื่นๆ ข้าพเจ้าได้สั่งให้กองหน้าเข้าไปปลดกองทหารซึ่งรักษาพระบรมมหาราชวัง เพื่อที่เราจะได้เข้าไปตั้งกองบัญชาการขึ้นที่นั่น

...พร้อมกันนั้นก็ได้มีการยิงต่อสู้กันโดยฝ่ายขบวนการได้ใช้ปืนครกยิงสู้กับรัฐบาล เรายึดสถานีวิทยุกระจายเสียงและกรมประชาสัมพันธ์ไว้ได้ เวลา 6 โมงเช้าของวันที่ 27 ก.พ. ทหารฝ่ายรัฐบาลภายใต้บังคับบัญชาของพล.ต.สฤษดิ์ฯ ได้รับคำสั่งให้ยิงถล่มที่มั่นของฝ่ายขบวนการ เมื่อเห็นว่าฝ่ายสนับสนุนมาไม่ทัน ข้าพเจ้าได้สั่งถอย การก่อการของข้าพเจ้าในวันที่ 26 ก.พ. 2492 ของข้าพเจ้า จึงประสบความพ่ายแพ้ ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “กบฏวังหลวง”...”

ในปี 2494 จอมพล ป.ได้ปลดกรมขุนชัยนาทจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ และแต่งตั้งตนเองเป็นผู้สำเร็จราชการแต่เพียงผู้เดียว ควบกับตำแหน่งนายกฯ ในปี 2500 จอมพลสฤษดิ์ฯทำการปฏิวัติโค่นจอมพล ป. และมอบให้จอมพลถนอมฯเป็นนายก 1 ปี จอมพล ป.ลี้ภัยไปอเมริกา จอมพลสฤษดิ์ก็ทำการปฏิวัติอีกครั้งเพื่อตั้งตัวเองเป็นนายก จนถึง 2506 ก็ถึงแก่กรรม

ตั้งแต่นั้นมาจอมพลถนอมก็ได้เป็นนายกอีกครั้งหนึ่ง นายปรีดีเดินทางกลับไปที่จีนซึ่งปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ทางจีนแสดงเจตน์จำนงที่จะสนับสนุนทุกประการให้นายปรีดีฯกลับไปสู่อำนาจในประเทศไทย โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญ 3 ประการคือ 1)ให้คนจีนในเมืองไทยมีสิทธิปกครองตนเอง 2)ให้เปิดโรงเรียนจีนที่สอนแต่หนังสือจีนอย่างเดียวไม่บังคับให้เรียนหนังสือไทย 3)ให้รับเอาภาษาจีนเป็นภาษาราชการอีกภาษาหนึ่ง

ปรีดีได้พำนักที่จีน 21 ปี และช่วงสุดท้ายในชีวิต 13 ปีพักที่ฝรั่งเศส ถึงแก่อสัญกรรมวันที่ 2 พ.ค. 2526 อายุ 84 ปี วันที่ 7 พ.ค. 2529 อัฐิธาตุของปรีดีถึงสนามบินดอนเมือง ในปี 2543 ยูเนสโกประกาศให้นายปรีดีเป็นบุคคลสำคัญของโลก

ที่เรานำเสนอข้อมูลครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าศิษย์ธรรมศาสตร์ที่นับถือนายปรีดีจะไม่จงรักภักดีและเป็นคอมมิวนิสต์นะ คนละเรื่องเลยค่ะ เพราะในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเราก็ได้เรียนกับอาจารย์จากธรรมศาสตร์หลายวิชา ท่านเหล่านั้นเป็น คนดี คนเก่ง วิชาความรู้ต่างๆที่เรานำมาใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ก็มาจากท่านอาจารย์เหล่านั้นทั้งสิ้น เช่น เศรษฐศาสตร์ บัญชีการเงิน กฎหมาย และเราก็ระลึกถึงบุญคุณที่ท่านได้มอบวิชาความรู้ไว้ให้แก่เรา และถ้าจะมีความเห็นต่างทางการเมืองเล็กน้อย เราก็ยังเคารพท่านไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ

จากคุณ : Forest Frog
เขียนเมื่อ : 18 ต.ค. 54



ความคิดเห็นที่ 60
เมื่อท่านบอกให้ค้นหาความจริง
ความจริงที่ว่ามาจากใครเขียน คนที่ถูกใจท่านเขียนหรือเปล่า
แค่การตั้งธงมาท่านก็เอนไปข้างหนึ่งแล้ว ประวัติศาสตร์มันมาจากผู้บันทึกที่เป็นฝ่ายชนะ
ท่านปรีดีเป็นผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ไหม ต้องตอบคำถามบางข้อที่ยังเป็นข้อสงสัย เช่น
1. หนังสือแถลงนโยบายของท่านต่อรัฐบาล
2. การช่วยเหลือคอมมิวนิสต์เวียดมินต์ในการต่อสุ้กับฝรั่งเศส
ส่วนตัวมองว่าการยกให้ท่านอยู่ในฐานะบุคคลสำคัญถือว่าให้เกีบรติอย่างสุงมากแล้ว การอยู่ท่ามกลางสังคมย่อมยอมรับคำวิจารณ์ได้
แต่สังคมไทยยังไม่สามารถผ่านคำว่าวิพากวิจารณ์ไปได้

จากคุณ : opalvet
เขียนเมื่อ : 18 ต.ค. 54

-------------------------------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 62
พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ ท่านกลัว จอมพล ป จะไม่ลาออกจริงครับ ท่านระวังพระองค์เองว่านี่อาจจะเป็นเกมการเมืองของ จอมพล ป ครับ ถ้าท่านเห็นด้วย จอมพล ป อาจจะคิดไปได้ว่าท่านสนับสนุนคู่แข่งทาการเมืองของ จอมพล ป

สรุปคือ พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ ท่านเล่นอยู่ข้างจอมพล ป แต่ไหนแต่ไรแล้วครับ

จากคุณ : โรงเรียนลูกผู้ชาย

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 65
คห.62 เราก็ทราบข้อมูลนี้เหมือนกัน เพราะนายปรีดีก็เล่าไว้
แต่ก็รู้สึกว่าต้องฟังหูไว้หู เพราะว่ามันอาจจะเป็นข้ออ้างให้มีความชอบธรรมที่จะเป็นผู้สำเร็จราชการแต่เพียงผู้เดียวรึป่าว เพราะตอนที่จอมพล ป.ยื่น พ.ร.บ.ขอเพิ่มเติมอำนาจผู้บัญชาการสูงสุด พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯก็ไม่เห็นด้วย และไม่ยอมลงนามในกฏหมายนั้นนะคะ

19 ต.ค. 54
จากคุณ : Forest Frog


-------------------------------------------------------------------------------------------------------

คนเขียนคือท่านปรีดี หรือญาติ หรือผุ้สนับสนุนในทานปรีดี สิ่งที่แสดงออกมาย่อมเป็นเครื่องบ่งบอกเจตนาของผู้เขียนอยู่แล้ว

ร้อยทั้งร้อยไม่มีใครเขียนให้ตัวเองเป็นคนม่ดี
ผมเป็นเพียงผู้เกิดไม่ทัน แต่ก็พยายามศึกษาจากเอกสารต่างๆๆจนรวมถึงเรื่องราวต่างๆๆมบ้าง

ท่านปรีดี เป็นผู้ทำประโยชนืต่อชาติบ้านเมืองท่านหนึ่ง แต่จากการศึกษาหลายๆเรื่องีท่ผ่านมา ทานคงได้แนวทางการปฏิวัติจากประเทศที่ท่านศึกษาอยู่เพื่อให้ไปใช้ระบบประธานาธิบดีแทน ดังที่ทานคิดแต่ต้น

แต่การก่อเกิดคณะราฏร์ที่ท่านเฝ้ากระทำมา มันป็นเพียงกระบวนการโอนถ่าย หรือปล้นอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานวงศ์ มาสู่กลุ่มที่รียกตัวเองว่าผู้เจริญจากการศึกษาจากต่างประเทศเท่านั้น

เห็นได้ว่ากระบวนการทางประชาธิปไตย หาได้เกิดขึ้นในเมืองไทยในยุคปัจจุบัน

ก็ยังคงแบ่งฝักแบ่งฝ่าย อาศับพวกมากลากไป อำนาจมากว่ากันไปเหมือนเมื่ออดีตไม่ผิด

ส่วนการใส่ร้ายป้ายสี เรื่องนี้มีใครสักกี่คนที่รับรู้อยู่ในเหตุการณ์ การร้องในดรงหนังเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น โรงหนังกับสังคม สังคมกว้างกว่าโรงหนังเยอะ คนส่วนมากไม่พอใจจากภาวะข้าวยากหมากแพงที่สะสมมาต่างหาก

แม้ว่าท่านปรีดีจะได้ได้ปลงพระชนม์ชีพ ร. 8 แต่ท่านปรีดี ไม่สามารถหาก้อกล่าวอ้างมาแก้ต่างได้ ด้วยทานเป็นผู้รับผิดชอบสุงสุด จะปฏิเสธไปย่อมได้ในความรับผิดชอบ ทั้งที่อำนาจอยุ่ในมือค่อนข้างมาก เรื่องนี้ทานยังไม่ได้หาข้อมาอธิบายได้เลยจนถึงทุกวันนี้

จากคุณ : opalvet
เขียนเมื่อ : 19 ต.ค. 5


-------------------------------------------------------------------------------------------------------

ผมเข้ามา comment ไม่ได้เพื่อจะตักเตือน จขกท แล้ว เพราะคงไร้ประโยชน์

แต่เพื่อให้เพื่อนๆ สมาชิกคนอื่น ที่อาจจะชอบเสพข้อมูลด้านเดียว อคติฝังหัว
ลองพิจารณาดูวิธีคิด วิธีตั้งกระทู้ เนื้อหา และเอกสารอ้างอิงต่างๆ จากกระทู้นี้
ก่อนที่จะเอาไปสรุป แล้วก็เชื่อในสิ่งที่จขกทนำเสนอ
เพราะหลายๆ ประเด็น มาจากความไม่รู้จริง ไม่เข้าใจ หรือเอาข้อมูลมาจากข่าวลือ ที่ใครๆ ก็อ้างได้

เช่น ซี.ไอ.เอ. มีหลักฐาน รวมถึงตำรวจไทยสมัยนั้น ว่านายปรีดีเกี่ยวข้อง นี่เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยมากๆ
ที่ใครๆ ก็ยกมาได้ อ้างองค์กรหรือหน่วยงานซักแห่งที่เป็นที่รู้จัก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคำพูดตน แม้มันจะไม่มีข้อเท็จจริงเลย

จขกท เป็นภาพสะท้อนหนึ่งของวิธีคิด วิธีเรียน วิธีตีความประวัติศาสตร์ของคนจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้

ก็ขึ้นกับคนอ่าน ที่จะเลือกเชื่อ หรือรับฟังข้อมูลต่างๆ อย่างมีสติแค่ไหน เพื่อที่จะเป็นเกราะป้องกันตัวเอง ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ก็ตาม

จากคุณ : ประกอบ Bloggang
เขียนเมื่อ : 19 ต.ค.


--------------------------------------------------------------------------------------------------------

จขกท. มาต่อค่ะ


คห.79
เช่น ซี.ไอ.เอ. มีหลักฐาน รวมถึงตำรวจไทยสมัยนั้น ว่านายปรีดีเกี่ยวข้อง นี่เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยมากๆ ที่ ใครๆ ก็ยกมาได้ อ้างองค์กรหรือหน่วยงานซักแห่งที่เป็นที่รู้จัก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคำพูดตน แม้มันจะไม่มีข้อเท็จจริงเลย


19 ต.ค. 54
จากคุณ : Forest Frog


-------------------------------------------------------------------------------------------------------

ถ้าคุณประกอบจะสังเกต ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เรานำเสนอ นายปรีดีเป็นคนเขียน รวมทั้งข้อมูลส่วนนี้ด้วยค่ะ

“...ต่อมาไม่นานนายนอร์แมน ฮันนาห์ กงสุลอเมริกาประจำเซี่ยงไฮ้ได้ย้ายไปกรุงเทพฯ องค์กรซี.ไอ.เอ.นี้เอง ที่เป็นผู้สนับสนุนให้ตำรวจสันติบาลไทยจับกุมภรรยาและบุตรชายคนโตข้าพเจ้า ภรรยาของข้าพเจ้าถูก “ควบคุมตัว” ที่สันติบาลเป็นเวลา 84 วัน ส่วนปาลบุตรชาย ซึ่งขณะนั้นอายุ 20 ปี ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี โดยข้อหากบฏในพระราชอาณาจักร ปาลได้รับการปล่อยตัวตามกฎหมายนิรโทษกรรมเมื่อคราวครบรอบกึ่งพุทธกาล 2500...”

และการที่รัฐบาลไทยไม่สามารถจับกุมตัวนายปรีดี พนมยงค์มาดำเนินคดีได้เนื่องจากนายปรีดี ได้รับการคุ้มครองจากพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศจีน แล้วจับกุมตัวภรรยา และบุตรนายปรีดีแทน เราก็รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมต่อครอบครัวนายปรีดีเท่าไหร่

ถ้าคุณประกอบต้องการข้อมูลงานเขียนของนายปรีดีเพื่อการศึกษาเพิ่มเติม ขอแนะนำดังนี้ค่ะ

1.”สกุลพนมยงค์” ปรีดี พนมยงค์ พิมพ์เนื่องในวันปรีดี พนมยงค์, 11 พ.ค 2530

2.”ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์” ปรีดี พนมยงค์ พิมพ์ครั้งแรก สิงหาคม 2526

3.”บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย” ปรีดี พนมยงค์ พิมพ์ครั้งที่2 2516

4.”หนังสือพระราชทานเพลิงศพ ท่าน ขำ ณ ป้อมเพชร” ปรีดี พนมยงค์ 2487

5.”ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้า และ 21 ปี ที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐประชาชนจีน” ปรีดี พนมยงค์ 2529

6.”แนวคิดประชาธิปไตยของปรีดี พนมยงค์” มูลนิธิ ปรีดี พนมยงค์ 2535

7.”จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ปรีดี พนมยงค์ พิมพ์ครั้งที่ 4 2518

8.”คำประท้วงและบันทึกคำประท้วงของนายปรีดี พนมยงค์” 2522

9.”ปรีดี พนมยงค์ ชีวิต งาน และธรรมศาสตร์”

10.”เบื้องแรกประชาธิปไตย” ปรีดี พนมยงค์ 2516

11.”ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย” ปรีดี พนมยงค์ 2526

12.”จดหมายเหตุหัวหน้าเสรีไทย” ปรีดี พนมยงค์ 2351

13.”ปรีดี พนมยงค์ กับในหลวงอานันทมหิดล และกรณีสวรรคต”

14.”คำตัดสินใหม่ กรณีสวรรคต ร.8”

15.”ชีวิตของท่านปรีดี พนมยงค์ ในประเทศจีน” ศุขปรีดา พนมยงค์

16.”วันปรีดี พนมยงค์ 11 พ.ค. 2534”

จากคุณ : Forest Frog

| ชมภาพ | ชมคลิป |

 
     

 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์