Home  :  Famous Person  :  Sarit Thanarat 03
    Home
Thailand Famous Person

รวมภาพและประวัติคนดัง บุคคลที่มีชื่อเสียง และมีชื่อเสีย ของประเทศไทย
ข้อมูล จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ( Sarit Thanarat) (หน้า 3)
 
 
(3)
ข้อมูลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

*
ประวัติจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์
* มาตรา17
* หลัง สฤษดิ์ ตาย เรื่องอื้อฉาว ออกมาเป็นพรวน
* ย้อนอดีต..ยุคเผด็จการครองเมือง
* รัฐประหาร พ.ศ. 2500 สมัยจอมพลสฤษดิ์
* รัฐประหาร พ.ศ. 2501 สมัยจอมพลสฤษดิ์
* จอมพลสฤษดิ์ ในมุมมองที่หลากหลาย
* 10 เรื่องน่ารู้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แชร์ให้เพื่อนดู
* อนุภรรยา”จอมพลสฤษดิ์” เทียบ “ท่านพินิจ สุภาพบุรุษจุฑาเทพ
* ความทรงจำจากอดีตเมื่ออายุสิบสองปี
* เรื่องอื้อฉาว
* ม.17 : เครื่องประหารหัวสุนัขของจอมพลสฤษดิ์
* ทำไมคนไทยยังยกย่องจอมพลสฤษดิ์
 
 
 
 

 
3/4




รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2500 (สมัยจอมพลสฤษดิ์)



รัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ. 2500 เป็นรัฐประหารในประเทศไทย ถือได้ว่าพลิกโฉมหน้าการเมืองไทยไปอีกรูปแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับการรัฐประหารใน พ.ศ. 2490


สาเหตุ


สืบเนื่องจากความแตกแยกกันระหว่างกลุ่มทหาร ที่นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก กับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ที่ค้ำอำนาจของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ประชาชนไม่ยอมรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2500 เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่ถือว่าโกงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ นับแต่ใช้เครื่องบินโปรยใบปลิวโจมตีฝ่ายตรงข้าม ข่มขู่ชาวบ้าน ประชาชน ให้เลือกแต่ผู้สมัครของพรรคเสรีมนังคศิลา คือ พรรครัฐบาล หรือการเวียนเทียนมาลงคะแนน

การสลับหีบบัตร การแอบหย่อนบัตรคะแนนเถื่อนเข้าไปในหีบ และต้องใช้เวลานับคะแนน 7 วัน ด้วยกัน ผลการเลือกตั้ง พรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เสียงข้างมาก ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 30 ที่นั่ง

วันที่ 2 มีนาคม นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประชาชนร่วมกันเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้ง มีการลดธงเหลือแค่ครึ่งเสาเป็นการไว้อาลัย และเรียกร้องให้ พล.อ.ท.มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ ซึ่งเป็น ส.ส.สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จอมพล ป. นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย[1] สั่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2500 และแต่งตั้งให้ จอมพลสฤษดิ์ เป็นผู้ปราบปรามการชุมนุม แต่เมื่อฝูงชนเดินทางมาถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์แล้ว จอมพลสฤษดิ์กลับเป็นผู้นำเดินขบวน พาฝูงชนข้ามสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยกล่าวว่า ทหารจะไม่มีวันทำร้ายประชาชน และเมื่อถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลได้เป็นผู้เปิดประตูทำเนียบ นำพาประชาชนเข้าพบ

จอมพล ป. พิบูลสงคราม จนกระทั่งจอมพล ป. ต้องลงมาเจรจาด้วยตนเองที่บันไดหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อได้เจรจากันแล้ว จึงได้ข้อสรุปว่า จอมพล ป. ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ชอบมาพากลและจะจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ จึงได้พูดผ่านโทรโข่งขอให้ผู้ชุมนุมสลายตัวไปอย่างสงบ และขอให้อัญเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาตามปกติ

ซึ่งก็ได้เป็นไปตามอย่างที่ จอมพลสฤษดิ์ ร้องขอทุกประการ ซึ่งการเดินขบวนประท้วงครั้งนี้นับเป็นการชุมนุมทางการเมืองเป็นครั้งแรกของชาวไทยนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา

ฝ่ายจอมพลสฤษดิ์ ที่ได้มีท่าทีเช่นนี้ ได้สร้างความนิยมขึ้นอย่างมากในหมู่ประชาชน แต่ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ท้าทายอำนาจจอมพล ป. เพราะหลังจากนี้ จอมพลสฤษดิ์ยังได้ประกาศด้วยตนเองผ่านทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเป็นนัยทิ้งท้าย

โดยกล่าวถึงผู้ชุมนุมที่ผ่านมาว่า "แล้วพบกันใหม่ เมื่อชาติต้องการ" จึงทำให้มีความแตกแยกและหวาดระแวงกันเองระหว่าง ฝ่ายทหารที่สนับสนุน จอมพลสฤษดิ์ และฝ่ายทหารและตำรวจที่สนับสนุน จอมพล ป.

สภาพโดยทั่วไปแล้วในเวลานั้น บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะของความวุ่นวาย นักเลง อันธพาล อาละวาดป่วนเมืองราวกับไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทั้งนี้ เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ที่เหล่าอันธพาลสามารถก่ออาชญากรรมได้ตามใจเพราะมีตำรวจ โดย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจสนับสนุนอยู่

และจากนั้นมา ทหารและตำรวจก็เกิดความแตกแยกกัน โดยไฮปาร์คโจมตีกันบนลังสบู่ที่ท้องสนามหลวงสลับกันวันต่อวัน ในบางครั้ง ทหารชั้นประทวนก็ยกพวกล้อมสถานีตำรวจจนเกิดเหตุทำร้ายร่างกายตำรวจบ้าง แต่ก็ไม่เกิดเหตุรุนแรงไปกว่านั้น

13 มีนาคมรัฐบาลประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน

14 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิด 60 ปี ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าอวยพรวันเกิดและนำลูกสุนัขตัวหนึ่งมอบให้เป็นของขวัญ พร้อมกล่าวว่าจะจงรักภักดีต่อจอมพล ป. เช่นเดียวกับสุนัขตัวนี้ เพื่อเป็นการสยบความขัดแย้ง

15 กันยายน จอมพล ป. หลังกลับจากเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยสีหน้าไม่สู้ดี เมื่อมีสื่อมวลชน โดยทองใบ ทองเปาด์ ได้ถามว่า มีความขัดแย้งกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจริงหรือไม่ เพราะก่อนหน้านั้นในงานฉลองกึ่งพุทธกาล และงานวิสาขบูชา ที่ทางรัฐบาลได้จัดเป็นงานครั้งใหญ่ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มิได้เสด็จมา

จึงทำให้มีการวิจารณ์ไปทั่วว่า รัฐบาลมีความขัดแย้งกับทางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ทางจอมพล ป. ปฏิเสธ และได้รีบขึ้นรถยนต์จากไป ต่อมา จอมพลสฤษดิ์และคณะนายทหารในบังคับบัญชา มีแถลงการณ์ขอให้จอมพล ป. และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ลาออก

ซึ่งหลังจากแถลงการณ์อันนี้ออกมาแล้ว มีรายงานที่เชื่อถือได้ว่า สมาชิกพรรคเสรีมนังคศิลาเสนอให้จอมพล ป. จัดการอย่างเด็ดขาดกับ จอมพลสฤษดิ์ และกลุ่มทหารในวันพรุ่งนี้ เท่ากับเป็นการบีบบังคับให้ จอมพลสฤษดิ์ ตัดสินใจชิงรัฐประหารแน่นอน



รัฐประหาร

รัฐประหารเกิดขึ้นในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 พล.ท.ประภาส จารุเสถียร แม่ทัพภาคที่ 1 ใช้รถถัง รถหุ้มเกราะและกำลังพล กระจายกำลังออกยึดจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เช่น หอประชุมกองทัพบก ที่ถนนราชดำเนินนอก เป็นต้น ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจกองปราบ ที่สามยอด ซึ่งเป็นที่บัญชาการของ พล.ต.อ.เผ่า ได้รับคำสั่งให้ยึดให้ได้ภายใน 120 นาที ก็สามารถยึดได้โดยเรียบร้อย โดย ร.ท.เชาว์ ดีสุวรรณ

ในขณะที่ พล.จ.กฤษณ์ สีวะรา รองแม่ทัพภาคที่ 1 พ.ท.เอิบ แสงฤทธิ์ พ.ต.เรืองศักดิ์ ชุมะสุวรรณ พ.อ.เอื้อม จิรพงษ์ และ ร.อ.ทวิช เปล่งวิทยา นำกำลังตามแผนยุทธศาสตร์ "เข้าตีรังแตน" โดยนำกองกำลังทหารราบที่ 1 พัน 3 บุกเข้าไปยึดวังปารุสกวัน ซึ่งเป็นกองบัญชาการตำรวจนครบาล จากนั้นจึงติดตามด้วยกองกำลังรถถัง

ในขณะที่กองทัพเรือ พล.ร.อ.หลวงชำนาญอรรถยุทธ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งวิทยุเรียกเรือรบ 2 ลำ ยึดท่าวาสุกรี และส่งกำลังส่วนหนึ่งยึดบริเวณหน้าวัดราชาธิวาส เพื่อประสานงานยึดอำนาจ จนกระทั่งการยึดอำนาจผ่านไปอย่างเรียบร้อย

ขณะที่ฝ่าย จอมพล ป. พิบูลสงคราม รู้ล่วงหน้าก่อนเพียงไม่กี่นาที จึงตัดสินใจหลบหนีโดยไม่ต่อสู้ โดยเดินทางไปโดยรถยนต์ประจำตัวนายกรัฐมนตรียี่ห้อฟอร์ด รุ่นธันเดอร์เบิร์ด พร้อมกับคนติดตามเพียง 3 คน เท่านั้นคือ ฉาย วิโรจน์ศิริ เลขานุการส่วนตัว พ.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละ นายตำรวจติดตามตัว และ พ.ท.บุลศักดิ์ วรรณมาศ

ทั้งหมดได้หลบหนีไปทางจังหวัดตราด และว่าจ้างเรือประมงลำหนึ่งเดินทางไปที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ก่อนลงเรือ จอมพล ป. ได้ให้ พ.ท.บุลศักดิ์ นำรถไปคืนสำนักนายกรัฐมนตรี และเข้าพบหัวหน้าคณะปฏิวัติ คือ พล.อ.สฤษดิ์ ว่า ทั้ง 3 ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ขออย่าได้ติดตามไปเลย

ขณะที่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ยังมิได้หลบหนีไปเหมือนจอมพล ป. แต่ถูกควบคุมตัวเข้ากองบัญชาการคณะปฏิวัติ

พร้อมกับกล่าวว่า "อั๊วมาแล้ว อั๊วรู้ว่าจะสู้ลื้อไม่ได้ อั๊วกินเหล้าอยู่ตรงหัวมุมทเวศร์"

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็กล่าวว่า "อั๊วจะไม่ฆ่าเพื่อน แต่จะทำอะไรก็ตามใจ จะบวชให้ประชาชนสงสารก็ได้น่ะ ล้างมือทางการเมืองเถอะ ประชาชนไม่เอาลื้อแล้ว"

พ.ต.อ.เผ่าพูดกลับ "ขอไปสงบสติอารมณ์ที่ต่างประเทศล่ะ อั๊วไม่บวช"

จอมพลสฤษดิ์ ก็ตอบว่า "ตามใจลื้อ "

วันรุ่งขึ้น พล.ต.อ.เผ่า ก็เดินทางออกนอกประเทศไป จนในที่สุด ก็เสียชีวิตที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ใน พ.ศ. 2503



เหตุการณ์ภายหลัง

รัฐประหารครั้งนี้ เป็นรัฐประหารอีกครั้งที่ผลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปโดยสิ้นเชิง เพราะขจัดฐานอำนาจเก่าของจอมพล ป. พิบูลสงคราม อย่างเด็ดขาด และหลังจากนั้น อำนาจทั้งหมดก็ตกอยู่ที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ต่อมาก็ได้รัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม ในปีต่อมา

เมื่อไม่สามารถควบคุมความวุ่นวายในสภา ฯ ได้ และเป็นที่มาของการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 ที่มอบอำนาจให้นายกรัฐมนตรีสามารถส่งการให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ที่กระทำการเป็นปรปักษ์ต่อความมั่นคงของรัฐได้ทันที

ในส่วนของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังจากหลบหนีไปทางกัมพูชาแล้ว ก็ลี้ภัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นจึงเดินทางไปบวชที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย อุปสมบท ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2503 และขอลี้ภัยการเมืองเข้าประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง ณ ที่นั่น จอมพล ป. และครอบครัวได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากรัฐบาลญี่ปุ่น

เนื่องจากญี่ปุ่นถือว่าจอมพล ป. มีบุญคุณต่อประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นผู้อนุมัติให้ทหารญี่ปุ่นสามารถยกพลเข้าสู่ประเทศไทยได้โดยง่าย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ทหารญี่ปุ่นจำนวนมากมิต้องล้มตาย และจอมพล ป. ก็ได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบ ๆ ที่บ้านพักย่านชานกรุงโตเกียว จนถึงแก่กรรม ในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507 ด้วยอายุ 67 ปี

ต่อมา ครอบครัวได้ทำการฌาปนกิจที่นั่น และนำอัฐิกลับสู่ประเทศไทยในวันที่ 27 มิถุนายน ปีเดียวกัน ท่ามกลางพิธีรับจากกองทหารเกียรติยศจากทั้งกองทัพบกและกองทัพอากาศ

ที่มา : วิกิพีเดีย






รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2501 (สมัยจอมพลสฤษดิ์)




รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 เกิดขึ้นหลังจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหารในปี พ.ศ. 2500 ล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วได้มอบหมายให้พจน์ สารสิน เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดการเลือกตั้ง มีการเลือกตั้งในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 ต่อมา วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 พลโท ถนอม กิตติขจร จึงขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ทว่า การเมืองในรัฐสภาไม่สงบ เนื่องจากบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรียกร้องเอาผลประโยชน์และมีการขู่ว่าหากไม่ได้ตามที่ร้องขอจะถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาล เป็นต้น[ต้องการอ้างอิง] พลโท ถนอม กิตติขจรก็ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้ ประกอบกับจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ก็ได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อรักษาโรคประจำตัว เมื่อเดินทางกลับมา ในเช้าวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 พลเอก

ถนอม กิตติขจรจึงประกาศลาออกในเวลาเที่ยงของวันเดียวกัน แต่ยังไม่ได้ประกาศให้แก่ประชาชนทราบโดยทั่วกัน จากนั้นในเวลา 21.00 น.

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกาศยึดอำนาจอีกครั้ง โดยอ้างถึงเหตุความมั่นคงของประเทศ ซึ่งมีลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังคุกคาม โดยมีคำสั่งคณะปฏิวัติให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ที่ใช้อยู่ขณะนั้น ยุบสภา ยกเลิกสถาบันทางการเมือง ได้แก่ พรรคการเมือง เป็นต้น

จากนั้นตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 จนถึงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2502 คณะปฏิวัติได้มีประกาศคณะปฏิวัติออกมาทั้งหมด 57 ฉบับ มีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการแต่งตั้งไม่ใช่เลือกตั้ง มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ซึ่งมีเพียงสั้น ๆ 20 มาตราเท่านั้น

ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ก็มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเพียง 14 คนเท่านั้น โดยไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง

รัฐประหารครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็น รัฐประหารเงียบ หรือ การยึดอำนาจตัวเอง ก็ว่าได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ส่งผลให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์สามารถใช้อำนาจในตำแหน่งได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จากรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีจัดการกับบุคคลที่ก่อความไม่สงบได้ทันที แล้วจึงค่อยแจ้งต่อสภา

ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ก็ได้ใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ในการควบคุมสถานการณ์ของประเทศ เช่น การปราบปรามฝิ่น มีการเผาฝิ่นที่ท้องสนามหลวงเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2502 และเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน มีเหตุเพลิงไหม้ติดกันถึง 3 ครั้ง เป็นที่ฝั่งธนบุรี 2 ครั้ง และที่บางขุนพรหมอีก 1 ครั้ง

ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้อำนวยการดับเพลิงเอง ต่อมาได้มีการจับกุมผู้วางเพลิงได้ทั้งหมด 3 ราย เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งทั้งหมดยอมรับว่ารับจ้างมาเพื่อวางเพลิง จึงมีคำสั่งตามมาตรา 17 ให้ประหารชีวิตบุคคลทั้ง 3 ในที่สาธารณะ

จากมาตรา 17 นี้ ได้ประหารบุคคลที่สงสัยว่าจะก่อความไม่สงบหลายรายหรือข้อหาคอมมิวนิสต์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน เช่น ศิลา วงศ์สิน และศุภชัย ศรีสติ ในข้อหาผีบุญ, ครอง จันดาวงศ์ และทองพันธ์ สุทธิมาศในข้อหาเดียวกัน ที่สนามบินอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นต้น

ซึ่งจากเหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลให้เป็นการกดดันชาวบ้าน ประชาชนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างจากรัฐบาล

จึงทำให้ชาวบ้านหลายคนต้องหลบเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "วันเสียงปืนแตก" เมื่อผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (พกค.) ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยปืนเป็นครั้งแรกที่อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508

คณะปฏิวัติสิ้นสุดลงเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญเสนอชื่อจอมพลสฤษดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2502


ที่มา : วิกิพีเดีย




จอมพลสฤษดิ์ ในมุมมองที่หลากหลาย




สฤษดิ์ เป็นนายกที่เลวทรามในความคิดผม

เรื่องประหารคนวางเพลิง สฤษดิ์ใช้อำนาจ ม.17 ในธรรมนูญฯ ให้นายกฯและครม.มีอำนาจลงโทษทางอาญาได้ตามอำเภอใจ
สฤษดิ์อ้างอำนาจนี้หลายครั้ง ถึงขั้นประหารชีวิตในกรณีวางเพลิง ไป5คนในเวลาเดือนเดียว

1. นายซ้ง แซ่ลิ้ม เจ้าของร้านขายรองเท้าที่ตลาดบางยี่เรือ
2. นายจำนงค์ แซ่ฉิ่น เจ้าของร้านขายยา ที่ตลาดพลู
3. นายซิ่วหยิ่น แซ่ฉิ่น น้องชายของคนที่2
4. นายฮ่องฉิ่น แซ่ฉิ่น ไฟไหม้โรงเลื่อยที่วัดพระยาไกร
5. นายอึ้ง ศิลปงาม เจ้าของร้านถ่ายรูปในตลาดท่าช้าง เดิมบางนางบวช

ทั้งหมดจะเหมือนๆกัน คือ พอเกิดเหตุไฟไหม้ สฤษดิ์ก็จะมาถึงที่เกิดเหตุ แล้วถามลูกน้องที่มาถึงก่อน ลูกน้องก็ไปลากตัวเจ้าของบ้านต้นเพลิงมา แล้วสฤษดิ์ก็ใช้ทักษะอันโง่เขลาในการไต่สวน แล้วก็สรุปว่าคนเหล่านั้นแหละเป็นคนวางเพลิง แล้วก็ประหารชีวิตตรงที่เกิดเหตุนั้นเลย

อย่างเช่นกรณี2พี่น้องเปิดร้านขายยา ไม่ได้ทำประกันไฟไหม้เอาไว้ เกิดไฟไหม้ร้านตัวเองไฟลามไปทั้งตลาด สมัยนั้นไฟฟ้าลัดวงจรเป็นว่าเล่น ฝนตกหน่อยก็ไฟดับแล้ว ที่จริงสมัยผมเป็นเด็ก(ช่วง 2530-2535)ยังไฟดับบ่อยๆเวลาฝนตกนับประสาอะไรกับยุคโน้น

แล้วมิหนำซ้ำร้านขายยาดังกล่าวก็ไม่มีประกันอัคคีภัย(เรื่องวางเพลิงเอาประกันจึงเป็นไปไม่ได้) หรือต่อให้โง่เขลาจนคิดได้ว่าเป็นการวางเพลิงเผาบ้านตัวเอง(แล้วไม่ได้ตัง?)จริงก็ไม่ควรต้องโทษถึงประหารชีวิตเลย แล้วประหารก็ประหารมันตรงนั้นเลยตรงที่เกิดเหตุใช้เวลาไต่สวนวันเดียวประหารเลยทั้งนั้น

นี่ยังไม่นับคนที่ถูกสฤษดิ์ประหารชีวิตด้วยข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์อีกมากมาย

คนชั่วร้ายอย่างสฤษดิ์กระทำการฆ่าชีวิตผู้อื่นเป็นผักปลาเพื่อเอาดีเข้าตัวได้ขนาดนี้ ก็ยังมีคนรุ่นหลังหลายคนชื่นชมสรรเสริญอยู่ได้ ยังอุตส่าห์ไปหาข้อดีง่อยๆมาสรรเสริญได้ ก็เพราะว่าคนเหล่านี้มีสภาวะที่ถูกสะกดจิตไปแล้วเลยทำให้สภาพความเป็นธรรมในสมองบิดเพี้ยนไป

ที่มา : http://pantip.com/topic/33395852

..................................................................................................................................................................................................................................................................


ความทรงจำจากอดีตเมื่ออายุสิบสองปี

  

เคยเห็นท่านจอมพลผ้าขาวม้าแดง นั่งรถเก๋งผ่านหน้าไปแบบชัดๆ เพราะซอยที่อยู่ไม่กว้างมาก เป็นซอยแยกของซอยสายลม ถนนพหลโยธิน ท่านมาซื้อบ้านให้อนุภรรยาที่เป็นนางงามสมัยก่อนอยู่ในซอยเดียวกัน

เรียกว่าเวลาท่านมาเยี่ยมอนุภรรยาทั้งสามไม่ต้องเสียเวลา เข้าซอยนี้ซอยเดียว เยี่ยมได้สามบ้าน

อนุภรรยาทั้งสามของท่าน แต่ละบ้านสวยบาดตาไม่แพ้กันเลย เวลามีงานประกวดนางงาม
ไม่ว่าจะเป็นนางสาวถิ่นไทยงาม ที่เชียงใหม่ นางงามวชิราวุธ นางงามจังหวัดต่างๆ เมื่อได้ตำแหน่ง

จะมีผู้ทำหน้าที่เป็นแมวมอง ไปพามาให้ท่านเป่ากระหม่อม รับขวัญด้วยบ้านและรถเทานุท
ซึ่งเป็นรถยี่ห้อโก้เก๋ ทันสมัยในเวลานั้น ใครเป็นอนุภรรยาท่าน ก็ดูจากว่าขับรถยี่ห้อนี้ แต่ตอนนี้รถยี่ห้อนี้ไม่มีแล้ว

เมื่อท่านถึงแก่อสัญกรรม ได้มีการแฉเรื่องราวชีวิตรักของจอมพลผ้าขาวม้าแดง เป็นที่อื้อฉาวมาก
มีการฟ้องร้องแบ่งทรัพย์มรดกจากลูกชายที่เกิดจากภรรยาดั้งเดิมของท่านจอมพล กับท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์

ทาไปทำมาก็โดนอายัดทรัพย์เพราะร่ำรวยผิดปรกติ

ผู้นำประเทศไทย สามารถชี้เป็นชี้ตายคนได้ ยามเรืองอำนาจ ใครๆก็เข้าหา นำทรัพย์สินเงินทองมากองให้
ใครอยากได้สัมปทานป่าไม้ เหมืองแร่ หรืออื่นๆ วิ่งเข้าหา ซึ่งเป็นเรื่องปรกติของสังคมคนใหญ่คนโต

ยิ่งเรืองอำนาจยาวนาน เงินทองยิ่งเพิ่มพูนกี่ชาติก็ใช้ไม่หมด การที่ท่านมีอนุภรรยาเป็นร้อยๆคน
บางคนก็ว่าเป็นการกระจายรายได้ ช่วยให้อีกหลายชีวิตมีความเป็นอยู่ดีขึ้น

พ่อค้าเพชรสมัยนั้นหน้าบาน เพราะขายเพชรได้ราคาดี เคยอ่านเจอว่า ท่านจะซื้่อเพชรตั้งแต่สองกระรัตขึ้่นไป

มีเป็นร้อยๆเม็ด เพื่อไว้แจกรับขวัญสาวๆ บางคนแทบไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกันเลย
แค่มาเป่ากระหม่อมรับเลี้ยงดู ให้เงินเดือนประจำ หนึ่งปีไปหาที สุขภาพท่านก็ไม่ค่อยดี มีหลายโรครุมเร้า

ส่วนท่านผู้หญิง ท่านก็วางตัวอยู่เหนือปัญหาทั้งปวง ท่านมีศักดิ์เป็นญาติกันด้วย ท่านเรียกจอมพลสฤษดิ์ว่า น้า

ที่มา : http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2009/09/K8334588/K8334588.html
จากคุณ : พนอจัน FriendFlock Bloggang
เขียนเมื่อ : 19 ก.ย. 52 06:24:30

..................................................................................................................................................................................................................................................................




10 เรื่องน่ารู้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แชร์ให้เพื่อนดู

     

หากจะพูดถึงคนสำคัญทางทหาร และการเมืองแล้วล่ะก็ เชื่อว่าในหัวของหลายๆ คนจะมีชื่อของ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” แต่เด็กสมัยใหม่กลับรู้จักท่านน้อยมาก ทีมงาน toptenthailand ขอถือโอกาสนี้แนะนำเรื่องราวของท่านผ่านหัวข้อ 10 เรื่องน่ารู้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

10. คำพูดติดหู

ท่านเป็นเจ้าของคำพูดที่ว่า "พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ" และ "ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว"

9. เป็นที่รู้จัก

จอมพลสฤษดิ์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากการแปลวรรณกรรมกัมพูชามาเป็นภาษาไทย และเคยให้การสนับสนุนผู้มีอำนาจของประเทศลาว นายพลพูมี หน่อสะหวัน ในการต่อสู้กับกองโจรคอมมิวนิสต์ปะเทศลาว ในราชอาณาจักรลาว

8. ภรรยา

จอมพลสฤษดิ์มีอนุภรรยาจำนวนมาก และมีบุตรหลายคน สมรสครั้งสุดท้ายกับนางสาววิจิตรา ชลทรัพย์ หรือ ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์

7. การศึกษา

เริ่มการศึกษาชั้นต้นที่จังหวัดมุกดาหาร จากนั้นเข้ารับการศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดมหรรณพาราม ในปี พ.ศ. 2462 ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2471 ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นนักเรียนทำการนายร้อย กองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2472

6. ประวัติ

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2451 ที่บ้านท่าโรงยา ตลาดพาหุรัด กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของพันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์) กับนางจันทิพย์ ธนะรัชต์ (สกุลเดิม วงษ์หอม)

5. การรับราชการทหาร

ในปี พ.ศ. 2476 ขณะที่ติดยศ ร้อยตรี (ร.ต.) ได้เกิดกบฏบวรเดช นำโดยพลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ร้อยตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหนึ่งในผู้บังคับหมวดปราบปรามกบฏของฝ่ายรัฐบาล ที่มีพันเอกหลวงพิบูลสงคราม เป็นผู้บังคับบัญชา หลังจากรัฐบาลได้รับชัยชนะ ได้รับพระราชทานยศ ร้อยโท (ร.ท.) จากนั้นอีก 2 ปีก็ได้เลื่อนยศเป็น ร้อยเอก (ร.อ.)

ในปี พ.ศ. 2484 ร.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าร่วมรบในสงครามมหาเอเชียบูรพาขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองทัพทหารราบที่ 33 จังหวัดลำปาง มียศเป็น พันตรี (พ.ต.) และได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ จนช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2488 จึงได้เลื่อนยศเป็น พันเอก (พ.อ.) ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 13 และผู้บังคับการจังหวัดทหารบกลำปาง

4. จอมพล

ชีวิตราชการของพันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี พ.ศ. 2492 ได้รับพระราชทานยศ พลตรี (พล.ต.) ดำรงตำแหน่งแม่ทัพกองทัพที่ 1 และรักษาการผู้บัญชาการกองพลที่ 1 ผลงานที่สร้างชื่อคือการเป็นหัวหน้าปราบกบฏวังหลวงเมื่อปีเดียวกัน หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ได้รับการเลื่อนยศเป็น พลโท (พล.ท.)

ต่อด้วยการก้าวขึ้นตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2493 ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 ได้ครองตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก ครองยศ พลเอก (พล.อ.) ส่วนตำแหน่งในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ต่อมาในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2497 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก และได้รับพระราชทานยศ จอมพล

3. บทบาททางการเมือง

ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2500 ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อันเป็นรัฐบาลชุดสุดท้ายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่อยู่ในตำแหน่งนั้นได้เพียง 10 วัน ก็ลาออก โดยสาเหตุการลาออกนั้นเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500  

ซึ่งมีการกล่าวขานว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรก มีการโกงทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้อันธพาลที่เรียกโดยสุภาพในขณะนั้นว่า "ผู้กว้างขวาง" ซึ่งผลก็คือ พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับเสียงข้างมาก

จึงสามารถดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล ท่ามกลางความวุ่นวายอย่างหนัก จากการเดินประท้วงของนักเรียนนักศึกษาและประชาชนเป็นจำนวนมาก เรียกร้องให้จอมพล ป. พิบูลสงครามและ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ลาออกจากตำแหน่ง

2. วีรบุรุษมัฆวานฯ

ช่วงปี 2500 สถานการณ์ลุกลาม เกิดความวุ่นวายอย่างหนัก จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้แต่งตั้งให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ เพื่อคอยควบคุมสถานการณ์ แต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์สั่งการไม่ให้ทหารทำอันตรายประชาชนที่เดินขบวนชุมนุมประท้วง และยังเป็นผู้นำประชาชนเข้าพบจอมพล ป. ที่ทำเนียบอีก ทำให้กลายเป็นขวัญใจของประชาชนทันที จนได้รับฉายาในตอนนั้นว่า "วีรบุรุษมัฆวานฯ"

1. โค่นล้มจอมพล ป.

ในคืนวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้นำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจโค่นล้มจอมพล ป. พิบูลสงครามออกจากตำแหน่ง ในคืนนั้นเอง จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ได้ลี้ภัยไปต่างประเทศ ท่ามกลางความยินดีของประชาชนชาวไทย รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงครามจึงได้สิ้นสุดอย่างสิ้นเชิงนับแต่นั้น หลังจากการยึดอำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามแล้ว จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เห็นว่า ไม่เหมาะสมที่ตนเองจะขึ้นครองอำนาจ ประกอบกับมีปัญหาสุขภาพ จึงตั้งนายพจน์ สารสิน ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากรัฐบาลนายพจน์ สารสินจัดการเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อย พลโทถนอม กิตติขจร ก็รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 แต่กาลต่อมา ได้เกิดความวุ่นวายจากความขัดแย้งระหว่างสมาชิกพรรคที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับรัฐมนตรีขึ้นในรัฐบาลพลโทถนอม กิตติขจร และพลโทถนอม กิตติขจร ก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์จึงเดินทางกลับจากต่างประเทศแล้วร่วมมือกับพลโทถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ยึดอำนาจรัฐบาลของตนเอง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 หลังจากการทำรัฐประหารรัฐบาลของจอมพลป. พิบูลสงคราม

ที่มา : http://board.postjung.com/706635.html




อนุภรรยา”จอมพลสฤษดิ์” เทียบ “ท่านพินิจ สุภาพบุรุษจุฑาเทพ”


4 พ.ค.56 สำนักข่าวอิศรา ได้นำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง เปิดสเปคอนุภรรยา”จอมพลผ้าขาวม้าแดง”คู่เทียบ”ท่านพินิจ”เเห่งสุภาพบุรุษจุฑาเทพ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

เปิด สเปคอนุภรรยา ‘จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์’ เจ้าของฉายาจอมพลผ้าขาวม้าแดง คู่เทียบ ‘ท่านพินิจ’ แห่งคุณชายพุฒิภัทร เน้นลูกครึ่ง สวยขั้นนางงาม ชาติตระกูลดี

‘คุณชายพุฒิภัทร’ แห่งละคร ชุดสุภาพบุรุษจุฑาเทพ ที่ใกล้จะลาจอช่อง 3 คืนนี้ ถือได้ว่าเป็นตอนที่สามารถกระชากเรตติ้งให้กับสถานีอย่างถล่มทลายมากที่สุด ด้วยความน่ารักของคู่พระนางอย่าง ‘เจมส์ จิรายุ’ และ ‘เบลล่า ราณี’ รวมถึงฉาก เสื้อผ้า หน้าผม ที่ช่างเหมาะสมกับยุคสมัย

ที่สำคัญคงต้องยกความดีความชอบให้กับ ‘เก้าแต้ม’ ผู้รังสรรค์บทประพันธ์ที่ตีแผ่วงการขาอ่อนไทยได้อย่างแนบเนียนกับประเด็นที่ หลายคนอยากรู้เบื้องหลังของการประกวดนี้ว่ามีอะไรแอบแฝงบ้าง  ไม่ว่าจะเป็น ความอิจฉา ความริษยา เส้นสายค่ายนางงาม หรือแม้กระทั่ง ‘เล้านางงามในคราบชนชั้นสูง’ ซึ่งล้วนถูกนำเสนอไว้ในตัวละคร ‘ท่านพินิจ’ อย่างครบถ้วน

หาก แต่เรื่องราวความโสมมของวงการขาอ่อนไทยในอดีตที่ถูกตีแผ่ผ่านวรรณกรรม นั้น กลับเป็นเหตุการณ์ที่มีส่วนคล้ายคลึงกับชีวิตจริงของอดีตรองนางสาวไทย ปี 2496 ‘อมรา อัศวนนท์’ ซึ่งเคยถูกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีสมญานามว่า ‘จอมพลผ้าขาวม้าแดง’ ขอ เธอแต่งงานภายหลังรับตำแหน่งอันทรงเกียรติ โดยเสนอจะให้ที่ดินแถวสุขุมวิทและเงินนับสิบล้านบาท

 แต่เธอไม่ยอมที่จะเป็นอนุภรรยาใคร เพราะทราบดีว่าจอมพลผู้นี้มีภรรยาหลวงและอนุภรรยาอยู่แล้ว กระทั่งจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม เธอจึงรอดพ้นจากห้วงความปรารถนาดังกล่าว และใช้ชีวิตอยู่กินกับอังกูร บุรานันท์จนถึงปัจจุบัน (อ่านเพิ่มเติม : อิงเสี้ยวชีวิต ‘จอมพลผ้าขาวม้าแดง-อมรา’ กับวิมานสีชมพูแห่งคุณชายพุฒิภัทร ?)

อย่าง ไรก็ตาม เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมรองนางสาวไทยอย่างอมรา อัศวนนท์ จึงต้องตาต้องใจจอมพลผ้าขาวม้าแดงมากกว่าเจ้าของตำแหน่งนางสาวไทยตัวจริง

ด้วย ‘อมรา’ ถูก จับตาจากนักหนังสือพิมพ์ให้เป็นตัวเก็ง ของการประกวดตั้งแต่เริ่มต้น และคาดหวังว่าจะได้ตำแหน่งนางสาวไทย เพราะความสวยโดดเด่นของเด็กสาวลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส

ประกอบกับใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับอลิซาเบท เทย์เลอร์ จนได้รับฉายาว่า “อลิซาเบท เทย์เลอร์ แห่งตะวันออก” อีกทั้งยังเป็นถึงธิดาของหลวงประเจิดอักษรลักษณ์ที่ช่ำชองภาษาอังกฤษ ยิ่งยังผลให้เธออาจเป็นที่หมายตาของจอมพลมากรักผู้นี้มากขึ้น

บัลลังก์ แห่งความงามใกล้เธอมาทุกขณะ เมื่อได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายด้วยคะแนนนำในรอบแรกของคืนการประกวดวันที่ 9 พร้อมเสียงเชียร์จากชาวศิษย์เก่ามาแตร์เดอี ซึ่งเป็นสถานศึกษาเดียวกับเธอมาให้กำลังใจอย่างล้นหลาม

แต่แล้วในคืนวันตัดสิน ตัวเก็งอย่าง ‘อมรา’ ก็พลิกโผเมื่อถูกเบียดรัศมีความงามจาก ‘อนงค์ อัชชวัฒนา’ หรือ ‘อนงค์ นาคะเกศ’ ลูกสาวช่างตัดเสื้อในกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้สวยโดดเด่นแต่แรกกลับเป็น ‘ม้าตีนปลาย’ ทะยานสู่เจ้าของมงกุฏนางสาวไทยคนที่ 12 ของประเทศทันที

เนื่องจาก ‘อมรา’ ที่ เคยงามเด่นเป็นสง่ามาทุกรอบการประกวดกลับซูบซีด ไม่กระปรี้กระเปร่า หรืออาจเป็นเพราะทรงผมใหม่ที่ไม่รับกับใบหน้าเธอก็ตาม หากแต่ตรงกันข้ามผิวพรรณหน้าตาของ ‘อนงค์’ กลับสวยสดชื่นผิดหูผิดตาขึ้นทันทีชวนให้เหมาะกับตำแหน่งค่ำคืนวันนั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ ‘อมรา’ จะ ได้เพียงตำแหน่งรองนางสาวไทย แต่เธอก็ถูกหมายปองจากจอมพลผ้าขาวม้าแดงหว่านล้อมทุกวิถีทางเพื่อได้มาซึ่ง อนุภรรยาคนนี้ ผิดกับนางสาวไทยตัวจริงอย่าง ‘อนงค์’ ไม่ เคยมีข่าวเกี่ยวกับการถูกทาบทามจากจอมพลคนดังกล่าวแต่อย่างใด อาจเพราะเป็นลูกสาวช่างตัดเสื้อ ใบหน้าดูหยาบกร้าน และถ่ายรูปไม่ขึ้น เมื่อเทียบกับ ‘อมรา’ ก็เป็นได้

ทั้งนี้ ‘อนงค์’ ปรากฏ เพียงภาพการแต่งงานกับนายแพทย์ ไพฑูรย์ นาคะเกศ แพทยศาสตร์บัณฑิตหนุ่มวัย 25 ปี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2500 ซึ่งใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเรื่อยมาอย่างมีความสุขนั่นเอง

แล้วนางสาวไทยยุคหลังมีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันหรือไม่นั้น???

‘บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี’ อดีตนางสาวไทย ปี 2543  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ‘บั้นท้ายนางงาม’ ว่า การส่งส่วยหรือมีอะไรบางอย่างกับกรรมการผู้ชายนั้น ยืนยันว่าเวทีใหญ่ ๆ ไม่มีกรณีดังกล่าวแน่นอน เพราะนางงามต้องอยู่ในสายตาพี่เลี้ยงและกองประกวดฯ ตลอด แต่เวทีเล็ก ๆ ที่ประกวดกันในอำเภอหรือจังหวัดอาจจะเป็นไปได้  เพราะได้ยินข่าวเข้าหูมาเหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกใจกันหลังประกวดเสร็จ

แต่ มีข่าวหนึ่งที่เป็นประเด็นจนทำให้สื่อหลายสำนักลุกขึ้นมาขุดคุ้ยวงการนาง งาม นั่นคือ ข่าวตัวเก็งผู้เข้าประกวดมิสอันดามันนอนกับกรรมการเพื่อให้ได้ตำแหน่ง จึงเรียกได้ว่าช่วงนั้นประชาชนต่างมองว่านางงามเป็นผู้หญิงขายตัว อย่างไรก็ตาม ข่าวดังกล่าวยังคงเป็นข้อสงสัยเท่านั้น และยืนยันว่า เวทีใหญ่ ๆ ไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นแน่นอน

ภาย ใต้ความงามที่ถูกปูนฉาบไว้ในวงการขาอ่อนไทยนั้น ล้วนสวยสง่าและชวนให้หลงใหลไปกับมนต์เสน่ห์ของหญิงสาวมากความสามารถ หากแต่ไม่มีใครที่จะรู้เบื้องหลังของรอยแตกร้าวภายใต้ปูนแผ่นนั้น จึง คาดหวังเพียงว่า วงการประกวดนางงามไทยคงหมดยุคกังฉิน และคงไม่ต้องได้ยินข่าวไม่ดีเหมือนในอดีตอีกต่อไป

เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือดอกไม้ของชาติ : จากเวทีความงามสู่เวทีชีวิต ของ ‘อรสม สุทธิสาคร’

ที่มา : http://www.aecunited.com/อนุภรรยา


คลิปเสียง จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ แสดงความรู้สึกต่อการสูญเสียปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505


คลิปล๊อคไว้ให้เปิดจากยูทูปโดยตรงโดยคลิกที่ Watch on Youtube


ชีวประวัติจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์







จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีไทย
และ ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ไปทรงเยี่ยมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในพ.ศ. 2506


หนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ ฉบับวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2507
ลงข่าวหลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤษดิ์

รูปปั้นนูนต่ำชีวประวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตช์ ณ อนุสาวรีย์ จอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์ ที่จังหวัดขอนแก่น แสดงภาพเหตุการณ์รัฐประหารในปี พ.ศ. 2500

 
     

 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์