Home  :  Famous Person  :  Sarit Thanarat 04
    Home
Thailand Famous Person

รวมภาพและประวัติคนดัง บุคคลที่มีชื่อเสียง และมีชื่อเสีย ของประเทศไทย
ข้อมูล จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ( Sarit Thanarat) (หน้า 4)
 
 
(4)
ข้อมูลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

* ประวัติจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์

* มาตรา17
* หลัง สฤษดิ์ ตาย เรื่องอื้อฉาว ออกมาเป็นพรวน
* ย้อนอดีต..ยุคเผด็จการครองเมือง
* รัฐประหาร พ.ศ. 2500 สมัยจอมพลสฤษดิ์
* รัฐประหาร พ.ศ. 2501 สมัยจอมพลสฤษดิ์
* จอมพลสฤษดิ์ ในมุมมองที่หลากหลาย
* 10 เรื่องน่ารู้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แชร์ให้เพื่อนดู
* อนุภรรยา”จอมพลสฤษดิ์” เทียบ “ท่านพินิจ สุภาพบุรุษจุฑาเทพ
* ความทรงจำจากอดีตเมื่ออายุสิบสองปี
* เรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์
* ม.17 : เครื่องประหารหัวสุนัขของจอมพลสฤษดิ์
* ทำไมคนไทยยังยกย่องจอมพลสฤษดิ์
 
 
 
 

 
4/4


(ที่มา : เว็บไซต์พันธ์ทิพย์)


ทำไมคนไทยยังยกย่องจอมพลสฤษดิ์....ทั้งๆที่เขามีรายได้วันละ 3 ล้าน

  

เบื้องหลังการเมืองในยุคจอมพลสฤษดิ์

ในระหว่างปี 2501-2506 รวม 6 ปี ที่เขาครองต่ำแหน่งหัวหน้าคณะปฎิวัติและนายกรัฐมนตรี ผู้บริหารงานของประเทศชาติอย่างเด็ดขาดอยู่นั้น นอกจากจะได้ถูกค้นพบในเรื่องทรัพย์สินอันมโหฬารเกือบ 3 พันล้านของเขา และมีอนุภรรยานับร้อยแล้ว ปรากฎว่ามีหลักฐานต่างๆอีกมากมาย ซึ่งยังเป็นความลี้ลับอยู่ ในระยะที่อยู่

ในฐานะที่จะไม่เปิกเผยไปอีกนาน รายงานข่าวการเมือง เบื้องหลังยุดสฤษดิ์ ต่อไปนี้เป็น อีกชิ้นหนึ่งที่ถูกค้นขึ้นมาเปิดเผยว่า จอมพลสฤษดิ์ได้ดำเนินการแยบยลในการดูดเงินกระแสร์ต่างๆ ทั้งกิจการค้า การอุตสาหกรรม การธนาคาร และอื่นๆ เข้ามาสู่ฐานะทรัพย์สิน เป็นส่วนตัวอีกมากหลายประเภทด้วยกัน

เมื่อเขานำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจเมื่อปี 2501 นั้นมีหลักฐานยืนยันได้ว่า เขามีทรัพย์สินส่วนตัวและเงินสดอยู่เพียง 10 ล้านเท่านั้น

ทั้งนี้หมายถึงรายได้จากต่ำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ประธานกรรมการสลากกินแบ่ง ประธานกรรมการบริษัทอื่นๆ อีกหลายแห่ง แต่เมื่อเขาเข้ามาสู่ต่ำแหน่งหัวหน้าคณะปฎิวัติและนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ 20 ตุลาคม 2501 ถึง 8 ธันวาคม 2506 รวมเวลา 5 ปี เศษนั้นกล่าวกันว่าตามยอดจำนวนที่ทนายชมภู อรรถจินดายื่นต่อศาลว่ามีทรัพย์สิน 2874 ล้านนั้น เป็นเพียงส่วนที่ค้นพบส่วนหนึ่งเท่านั้น

เพราะถ้าจาระนัยรายการทรัพย์สินต่างๆ ที่หลั่นไหลเข้าสู่เขาทุกวันนั้น คาดคะเนกันว่า จะมีประมาณวันละ 2-3 ล้านบาท เพราะฉะนั้นทรัพย์สินต่างๆ จะรวมอยู่ที่เขาไม่น้อยกว่า 4 พัน 5 พันล้านทีเดียว นี่คือประวัติชีวิตของเขาจึงมีคุณค่ายิ่งกว่าชีวิตของฟารุคที่สามารถมีเงินทองใช้จ่ายส่วนพระองค์และฮาเร็มที่มโหฬารยิ่ง


เขาจึงนับเนื่องเป็นนักปฎิวัติที่รุ่มรวยที่สุดคนหนึ่งในโลก

เมื่อเขายังไม่ได้ปฎิวัติ ยังอยู่ในตำแหน่งประธานสลากกินแบ่งที่เกิดแย่งชิงกันพัลวัลระหว่างตัวเขากับจอมพลแปลกนั้น เขามี "อีหนู" อยู่ที่นั้นเพียง 6-7 คนเท่านั้น ที่ใครๆก็รู้ว่าเป็นนางบำเรอของเขา นางบำเรอเหล่านี้ไม่มีงานมีการอะไรทำในสำนักงานนั้น นอกจากสวมสันสูงเดินไปเดินมา โชว์ปลีน่องที่ขาวสะอาดอวบอัด นัยน์ตาที่ปรือและหวานซึ้ง และริมฝีปากแดงจัดทรงผมที่ทันสมัยตามแบบทรงเบอร์ลิน และฮอลลีวู้ดเปี๊ยบ

อีหนูเหล่านี้ ที่จอมพลสฤษดิ์ ตั้งนิคเนมต่างๆ กันว่าหนูกระรอก หนูกระแต หนูกระตู้วู้ ชูคอสูงระหง เพื่อที่จะพะเยิบพะยาบทุกส่วนสัดของร่างกายให้เหนือกว่าพนักงานหญิงทั้งหลายในกองสลาก ให้รู้ว่ามีวรรณะและเชื้อชาติสูงกว่าและแน่นอนกว่า อีหนูเหล่านี้จะมองพนักงานผู้ชายหนุ่มๆอย่างเหยียดหยาม

ถ้าขืนสะเออะไปมองสบตา และแสดงความอัศจรรย์สนใจต่อเชพที่น่ารักของหล่อนหรือใบหน้าเกลี้ยงเกลา แผ่นอกที่อวบอัดแล้ว ในใจหล่อนก็จะพึมพัมว่า "ระวังให้ดี อ้ายหนุ่มนี่ ประเดี่ยวหม้อข้าวก็จะแตกเท่านั้น"

เงินเดือนของ อีหนูที่กองสลากนี้เป็นเงินเดือนที่ค่อนข้างสูง เพราะเมื่อมีคำสั่งจากพณะท่านให้บรรจุ คนที่ตั้งเงินเดือนให้ก็กลัวเกรง ทั้งๆที่หล่อนก็ไม่สามารถทำอะไรได้สักอย่าง

เมื่อจอมพลสฤษดิ์ไปตรวจงานที่กองสลาก เขาจะมีห้องพิเศษแอร์คอนดิชั่น และอีหนูเหล่านี้จะไปคลอเคลียอยู่ที่แข้งขานวดเฟ้นให้ด้วยความจงรักภักดี และพรำเรียกแต่ว่า "ป๋าขา ป๋าเจ้าขา คุณป๋าของหนู “
เขาจะโอบกอดและรำพรรณว่าจ้ะ ป๋ามีความสุขที่อยู่กับพวกหนูๆ

อันที่จริงในกองสลากก็ไม่มีใครเข้าใจเหตุผลกันว่า พระเอกสฤษดิ์นั้นไม่ได้มีใบหน้าจะส่อสวาทเลยสักนิด แต่ทว่า อีหนูเหล่านี้ก็แสดงความรักเขา เหมือนรักกับพวกหนุ่มๆ วัยรุ่นที่มีเนื้อหนังอันเต่งตึง ในขณะที่เนื้อหนังเขาก็แสนจะหย่อนยาน และบางทีก็ บวมอลึ่งฉึ่ง ข้อนี้เห็นจะไม่ต้องตอบ ก็คงตอบกันได้

เพราะฉะนั้นแหละ เมื่อเขาสิ้นชีวิตลงและได้ถูกเปิดเผยเขย่าไปทั้วโลกว่า เขาเป็นผู้มีความรักอยู่กับอีหนูนับร้อย จึงทำให้พวกแมกกาซีนทั่วโลกถึงกับลงทุนส่งผู้สืบข่าวมาสืบในกรุงเทพ เช่น เคลาเคียคาติ นาล แห่งเซติร์แมกกกาซีนของเยอรมันนี ถึงกับพาดหัวข่าวใหญ่ว่าเป็นเรื่องแปลกแต่จริง หลังจากสืบสวนราคาอีหนูที่ขายความรักให้แก่พณะท่านจนหมดสิ้นทุกคน เช่นอีหนูคนหนึ่งเพียงแต่เข้าพบครั้งเดียวเท่านั้นก็ได้รางวัลไป 250000 มาร์ค บางคนก็สองแสนมาร์ค

แมกกาซีนหลายฉบับเขียนว่า สฤษดิ์มีฮาเร็มในกรุงไม่ต่ำกว่า 2 ฮาเร็ม กิจการเขามีค่านับพันๆล้าน ในขณะที่เบืองนอกฮาเร็มอันมโหฬารซึ่งมีแต่กลิ่นนำหอมคละคลุ้ง ดอกไม้บานสะพรั่งและสระนำนั้น เขาได้ใช้อำนาจเผด็จการแก่ชาวไทยอย่างไม่ไว้หน้า

ชาวไทยเหล่านี้ถูกบังคับให้ปฎิบัติตามคำขวัญร้อยแปดของเขา(ซี่งเขาให้หลวงวิจิตร..เขียนให้) ว่าต้องประหยัดบ้าง ต้องรัดเข็มขัดบ้าง เพื่อที่จะมีเงินเหลือเสียภาษีให้แก่ชาติบ้านเมือง

คัดมาจาก หนังสือเบื้องหลังการเมืองยุดสฤษดิ์ โดยไทยน้อย พิมพ์เมื่อปี 2508 หลังสฤษดิ์ตายได้ 2 ปี

จากคุณ : ย้อนรอย
กระทู้จากเว็บไซต์พันธ์ทิพย์



เหตุที่ผมตั้งกระทู้นี้ ก็เพราะรู้สึกประหลาดใจที่ลูกชาย ม.3 เขาเลือกจอมพลสฤษดิ์ เป็นนักการเมืองที่ควรยกย่อง (ทำรายงานส่งอาจารย์) โดยเขาให้เหตุผลว่าเขาเคยเห็นอนุสาวรีย์ของจอมพลผู้นี้ที่ขอนแก่น และหนังสือที่ห้องสมุดหลายเล่มก็เขียนถึงแต่คุณงามความดีที่สฤษดิ์ทำให้แก่ประเทศชาติ

ผมเองก็รู้สึกลำบากใจที่จะอธิบายเหมือนกัน เพราะได้เข้าไปในห้องสมุดธรรมศาสตร์ (เป็นห้องสมุดที่ดีที่สุดในด้านสังคมศาสตร์ของประเทศ) ก็เจอแต่หนังสือที่กล่าวยกย่องจอมพลผู้นี้แทบทั้งนั้น

แต่มีอยู่เล่มหนึ่งเก่าและจะขาดหมดแล้ว (คือเล่มทีที่ผมคัดมาให้อ่านกันในพันธุ์ทิพย์) เขียนต่างจาก
หนังสือส่วนใหญ่ที่พูดถึงสฤษดิ์ ผมจึงอยากจะคัดมาเผยแพร่ ให้คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ได้อ่านและ
น่าจะร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปด้วย (ใครจะให้ผมคัดมาให้อ่านอีกบอกด้วยนะครับ หรือใครมีข้อมูล
เพิ่มเติมช่วยส่งมาด้วยนะครับ)

จากคุณ : ย้อนรอย
กระทู้จากเว็บไซต์พันธ์ทิพย์



ความคิดเห็นที่ 7

ความเลวร้าย ของจอมพลผู้นี้ยังมีมากมาย เขาใช้สถาบันหลักของชาติมาสร้างความชอบธรรม ในการแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเองและพวกพ้อง  แผนพัฒนาประเทศที่ผิดพลาดและส่งผลมาถึงปัจจุบัน ก็เพราะการคอรัปชั่นภายใต้รัฐบาลเผด็จการของเขาเป็นไปอย่างกว้างขวาง /วันตายของนายพลผู้นี้ ควรจะยกให้เป็นวันคอรัปชั่นแห่งชาติ

เพื่อเยาวชนคนรุ่นหลัง จะได้เรียนรู้ว่าประเทศนี้มีนายทหารที่มียศถึงจอมพลที่เรียกร้องให้คนในประเทศซื่อสัตย์และมีความจงรักภักดี แต่ตัวเขาตายไปพร้อมกับทรัพย์สมบัติกว่าสามพันล้านบาทและมีเรื่องเมืยน้อยเป็นร้อย จนทำให้ สื่อมวลชนของโลก ให้ฉายาเขาว่านักบรรลือโลกในสมัยนิวเคลียร์ ที่นำเงินของประเทศที่เต็มไปด้วยคนยากจน ไปหาความสุขใส่ตัวอย่างที่ผู้นำเผด็จการของโลกต้องมาเรียกรู้จากผู้นำของไทยคนนี้

จากคุณ : si
กระทู้จากเว็บไซต์พันธ์ทิพย์






ความคิดเห็นที่ 16

"ไทมส์"นำเรื่องฉาวโฉ่ของสฤษดิ์พิมพ์แพร่ทั่วโลก”

นิตยสาร "ไทมส์" ของอเมริกา ซึ่งจำหน่ายทั่วโลก นำเรื่องราวของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตีพิมพ์แพร่ไปทั่วโลกอย่างกว้างขว้าง เหมือนไฟลามทุ่งมีทั้งเรื่อง และลงภาพประกอบอย่างเต็มภาคภูมิ "สฤษดิ์
ยืนเคียงข้างวิจิตรา ระริกระรื่นในยามสุขที่มีชีวิตอยู่”

"ไทมส์" นำเรื่องอันฉาวโฉ่ของจอมพลสฤษดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยไปลง ในฉบับวันที่ 17 ก.ค. ในหัวเรื่องว่า "อนุภรรยากับกองมรดกมหาศาลของจอมพล" พร้อมกับลงภาพจอมพลสฤษดิ์กับท่านผู้หญิงวิจิตราสมัยเมื่อความหลังยังหวานชื่น กำลังชี้ชวนกันให้ชมกระถางต้นกระบองเพชรอยู่

นักเขียน "ไทมส์" บรรยายเรื่องราวไว้ว่าระหว่างที่นอนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาลที่กรุงเทพ นายกรัฐมนตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ของไทยกอดภรรยาคนสวยของเขาไว้ในวงแขน และร้องเพลงเก่าเพลงหนึ่งกับเธอ เนื้อร้องขึ้นต้นว่า "ร้อยชู้หรือจะสู้เมียตน"

สฤษดิ์นับเป็นสุภาพ เรียบร้อยด้วยประการทั้งปวง แต่เมื่อถึงอสัญกรรมเมื่อเดือนธันวาคมศกก่อน ด้วยโรคตับแข็งและโรคอื่น เพราะใช้ชีวิตอย่างโชกโชน ซื่อของบรรดาสาวทั้งหลายร้อยกว่าคนยอมรับว่าได้รับความรักจากเขา พร้อมกันนั้นก็ขอส่วนแบ่งจากกองมรดกก็ปรากฎขึ้นตามหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ในกรุงเทพ ในจำนวนนี้เป็นเหล่าภรรยาลับวงใน ผู้ใกล้ชิด 51 คน ซึ่งคนไทย พากันเรียกว่า "อนุภรรยา"

จากคุณ : ย้อนรอย
กระทู้จากเว็บไซต์พันธ์ทิพย์


   
 ความคิดเห็นที่ 17

จอมพลสฤษดิ์ ได้หว่านโปรย บ้านช่อง รถยนต์ และสิ่งของฟุ่มเฟือยอื่นให้อย่างเต็มที่ และให้กำเนิดลูกกับอนุภรรยาเหล่านี้ไม่น้อยกว่าเก้าคน อนุภรรยาหลายคนถึงกับเข้าชื่อกันยื่นฟ้องศาลเพื่อขอแบ่งเงินของสฤษดิ์เอง

ต้องยกย่องไหวพริบในการยักย้ายถ่ายเทเงินทองของบุรุษเหล็กผู้เข้มแข็ง ทรัพย์สมบัติของเขาได้เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ลูกชายของสฤษดิ์ ซึ่งเกิดกับภรรยาคนก่อนสองคน ได้ขอเป็นผู้จัดการมรดกแทนท่านผู้หญิงวิจิตรา ประมาณว่าพ่อตนมีทรัพย์สมบัติไม่ต่ำกว่า 2800 ล้านบาท

ซึ่งนับว่าเกินกว่านายทหารอาชีพจะมีมาได้ ด้วยเหตุนั้น ก่อนที่ทรัพย์สินจะถูกแบ่งบันกระจัดกระจายออกไป จอมพลถนอม กิตติขจร ผู้ดำรงตำแหน่งสืบแทน จึงได้ตั้งคณะกรรมการจำนวนห้านาย เพื่อพิจารณาดูว่า เงินของประเทศเข้าไปอยู่ในกระเป๋าของ สฤษดิ์หรือเปล่า

คณะกรรมการสอบสวน ได้เปิดเผยรายงานชั่วคราว เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ได้พบเงินฝากของยอดบุรุษเหล็กตามธนาคารต่างๆ สี่ร้อยล้านบาท แต่ก็นับเป็นน้ำหยดเดียวในมหาสมุทร เมื่อเทียบกับมูลค่าของอาณาจักรค้าขายของเขา ที่แผ่ไปทั่วประเทศรวมทั้งผลประโยชน์อิทธิพลส่วนใหญ่อยู่ในชื่อวงศาคณาญาติของเขา ในบริษัท อภิสิทธิ์ไม่ตำกว่า 15แห่ง

ในจำนวนนี้เช่น ธนาคาร แห่งเดียวที่ได้รับอนุญาติให้สั่งทองเข้าได้ บริษัทตัวแทนไม้อัดผูกขาดของรัฐบาล โรงเบียร์ บริษัทได้รับจ้างเหมาพิมพ์สลากกินแบ่ง และจำหน่ายสลากกินแบ่งอีกสองบริษัท บริษัทก่อสร้างที่ได้รับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างรายใหญ่ๆของ รัฐบาล

นอกจากนี้เขายังมีเรือประมง  รถยนต์ประมาณ  50 คัน บ้านในกรุงเทพ  30  หลัง และ นาอีก 9500  ไร่

สำหรับปัญหาสฤษดิ์ เอาเงินรัฐไปเป็นส่วนตัวหรือไม่ คณะกรรมการได้แถลงมาจนถึงวันนั้นว่า ได้ตรวจพบเงินของชาติไปอยู่ในกองมรดก สฤษดิ์แล้ว หนึ่งร้อยห้าสิบล้านบาท พระมนูเวทย์วิมล ประธานคฯะกรรมการ แจ้งว่า สฤษดิ์ ได้เอาเงินของชาติไปปรนเปรออนุภรรยา โดยเฉพาะ สิบสองล้านบาท เงินของชาติส่วนนี้เอาไปเป็นงบพิเศษราชการ ที่เรียกกันว่า "งบราชการลับ"

จากคุณ : ย้อนรอย
กระทู้จากเว็บไซต์พันธ์ทิพย์



เกี่ยวแก่สภาพของหญิงสาวที่ได้เสาะหาไปปรนเปรอเสนอสนองดำกฤษณาราคะต่อท่านนายก..ในโกศนั้น แน่งน้อย ได้เปิดเผยว่า ทุกคนมีความปรารถนาแห่งความสุขสบาย และเขาก็อยู่กันอย่างแสนสุขที่บริเวณบ้านพักหลังกองพล1 ด้านติดกับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีกำแพงที่ก่อด้วยคอนกรีตสูงล้อมรอบ
" มีบ่อยครั้งที่บ้างคนได้ปืนต้นไม้ข้างกำแพงหนีออกไป

เช่น ก(ดาราภาพยนต์คนหนึ่ง) และก็ใครต่อใครอีกหลายคน " แน่งน้อย” แม่เล้าผู้เสาะหาเทพีสังเวยกามแก่ พณฯท่านจอมพลสฤษดิ์ เปิดเผยฮาเร็มของจอมพลในโกศ ต่อไปว่า

"ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ พวกเธอทนต่อความเงียบเหงา เปล่าเปลี่ยวไม่ไหว เพราะนานๆ สกครั้งหนึ่งที่ท่านในโกศจะเรียกเด็กๆไปบีบนวด ซึ่งบางทีก็นานถึง 2-3 เดือน ก็มีจึงทำให้พวกเด็กๆเกิดความเบื่อหน่าย และพวกทีหนีไปบางทีก็จับได้ ถูกท่านดุด่าหาว่าไม่รักดี มีความเป็นอยู่อย่างสบายไม่ชอบ อย่างนางชมัย(ดาราภาพยนต์อีกคนหนึ่ง)นี่ดูเหมือนถูกจับได้ถึง3ครั้งด้วยกัน จนครั้งหลังท่านต้องไล่ให้ไปอยู่เสียที่อื่น

เกี่ยวแก่การที่จะได้หญิงมาเป็นอนุภรรยานั้น แน่นน้อนกล่าวว่า "ไม่มีอะไร มากหรอกค่ะ ถ้าคนไหนท่านมีความพอใจ ก็จะจัดการสวมแหวนเพชรมอบให้วงหนึ่ง อันแสดงว่าหญิงสาวคนนั้นจะได้รับการเอ็นดูเยี่ยงภริยาของท่านคนหนึ่ง เรื่องแหวนที่ท่านมอบให้เด็กพวกนี้ เป็นแหวนชนิดพิเศษ โดยมีตำหนิของแต่ละวงไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่สังเกตเวลาพบกันข้างนอกจะได้รู้ว่า คนนั้นได้เข้ามาเป็นรุ่นที่เท่าใด"

แน่งน้อย เล่าต่อไปว่า

กับคำถามถึงวิธีการจัดหาเด็กๆไปปรนเปรอราคะกับจอมพลในโกศว่า มีความลำบากยากแค้นเพียงใดนั้น แน่งน้อยเล่าว่า ก็ต้องแสดงให้ท่านเห็นว่า มีสมรรถภาพดีตลอดเวลา โดยจัดสรรให้ด้วยดี อย่าให้ขาด และที่สำคัญ คือต้องได้ของที่มีคุณภาพด้วย บางทีถึงกับต้องลงทุนลงแรงนำไปฝึกปรือที่บ้าน ทั้งมรรยาทท่วงทีและอื่นๆ จนกว่าจะเห็นว่าดี แล้วจึงจะนำเด็กๆไปเสนอสนองความปรารถนาของท่าน

จากคุณ : ย้อนรอย
กระทู้จากเว็บไซต์พันธ์ทิพย์


E หนู เปิดใจ

เราขอพาท่านผู้อ่านไปพบกับ E หนู หรือเด็กของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อีกคนหนึ่ง มีนามว่า อรสา หรือ เต่า เธอเป็นนาฎศิลปจากญี่ปุ่น และเป็นดาวรุ่งอยู่ในวงการภาพยนต์ นอกจากนี้ยังเป็นนักร้องชื่อกระเดื่องอยู่ในเวลานี้อีกด้วย อันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ กับจอมพลสฤษดิ์ อรสา นาฎศิลปจากอุทัยประเทศเปิดเผยแก่หนังสือพิมพ์ เกียรติศักดิ์ ว่า

"เต่า" ขอสารภาพค่ะ ว่าเต่ามีความสัมพันธ์กับท่านในโกศมาจริงทุกอย่าง  เต่า หรือ อรสา นาฎศิลปสาวจากอุทัยประเทศ ได้รำพันถึงบุญคุณของจอมพลในโกศ ต่อไปว่า ท่านมีบุญคุณแก่เต่ามากมายเหลือเกินค่ะ เต่าสุดที่จะพรรณาสาธยายถึงคุณงามความดีของท่านได้ ถึงแม้ว่าเต่าจะเป็นผู้หญิง จะมีทางเสียหายมากก็ตาม แต่เรื่องระลึกถึงบุญคุณท่านแล้ว เต่าลืมท่านไม่ได้หรอกค่ะ

อรสา นาฎศิลปสาว รำพันด้วยน้ำตาไหลพราก เธอสอึกสอี้นพิลาปรำพันอย่างน่าสงสาร เธอกล่าวให้สัมภาษณ์ด้วยเสียงอันเครือสั่นตลอดเวลา

จอมพลรุ่นน้อง

ขณะที่มีการปล่อยข่าวเป็นทำนองว่าผู้ใหญ่ในคณะรัฐบาล ตลอดจนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่บริหารบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้นิ่งเฉย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อข่าวคดีมรดกของจอมพลสฤษดิ์ ปล่อยให้มีการขุดคุ้ยเป็นการทำลายเกียรติยศชื่อเสียงของอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งๆที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ จอมพลสฤษดิ์ ชุบเลี้ยงมา เกี่ยวกับคำถามเช่นนี้ พลเอกประภาส รัฐมนตรีริมคลองหลอด ตอบว่า

"ทำราชการไม่มีใครเลี้ยงใคร ผมไม่ใช่เป็นผู้ไม่รู้บุญคุณ และผมก็ไม่ใช่ถูกใครชุบเลี้ยงมา อ้ายที่ถูกผู้ชุบเลี้ยงควรจะรู้ตัวก่อน คนอย่างผมไม่ได้มาจากการชุบเลี้ยง แต่ในฐานะผู้บังคับบัญชาที่ปกครองด้วยความเรียบร้อย ผมก็ต้องให้ความเคารพ"

ในขณะที่รองนายกรัฐมนตรี เปิดให้สัมภาษณ์ นั้น พล.อ.อ ทวี จุลทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ กล่าวแก่คนข่าวว่า

"พวกเราเป็นพวกทองแท่ง ไม่ใช่ทองชุบครับ"  พล.อ.อ ทวี กล่าวพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

จากคุณ : ย้อนรอย
กระทู้จากเว็บไซต์พันธ์ทิพย์




ข้อมูลสำคัญ

คณะปฎิวัติที่มีสฤษดิ์เป็นผู้นำ ได้พูดถึงการปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการนำแนวความคิดอุดมการณ์ 3หลักมาใช้ หลัง 2475 กลุ่มทหารดังกล่าว เพิ่มพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

หลังรัฐประหารพระมหากษัตริย์ ทรงมีอำนาจเหนือทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (อีกครั้ง)
ซึ่งกระทรวงการคลังได้เข้าเป็นผู้จัดการภายหลังจากที่พระบาทสมเด็พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ (2478)

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรที่มีทรัพย์สินมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
ที่ดินที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานแห่งนี้ ประมาณว่ามี 1 ใน 3 ของกรุงเทพ

ในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่2 ยังมีทรัพย์สินและที่ดินอีกใน 22 จังหวัด การลงทุนด้านธุรกิจทั้งกลุ่มปูนซีเมนต์ไทย การลงทุนในธนาคาร 3 แห่ง และนอกจากนั้นยังมีหุ้นในธุรกิจหลากหลาย คือ ผลิตภัณฑ์ไม้ การก่อสร้าง การประกันภัย สำนักงานทรัพย์สิน...ลงทุนกิจการใหม่ๆ  มากมายหลังทศวรรษ

2490 เมื่อถึง พ.ศ. 2514 ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีบุคลากรประมาณ 500 คน เพื่อดูแลธุรกิจและกิจการต่างๆ

จากคุณ : ย้อนรอย
กระทู้จากเว็บไซต์พันธ์ทิพย์



จาก พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา จอมพลสฤษดิ์ได้รับโปรดเกล้า ให้เป็นราชองครักษ์ หลังการปฎิวัติ 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า แต่งตั้งให้จอมพลสฤษดิ์ เป็น " ผู้รักษาพระนคร"

จอมพลสฤษดิ์ได้ใช้พระบรมราชโองการนี้สร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเอง

ในการรัฐประหาร พ.ศ. 2501 จอมพลสฤษดิ์เข้าเฝ้าถวายความจงรักภักดี ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และในคำประกาศฉบับที่ 9 หลังรัฐประหาร จอมพลสฤษดิ์กล่าวย้ำความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

เมื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จอมพลสฤษดิ์สร้างเสริมบทบาทพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของชาติทันที

จอมพลสฤษดิ์เสนอให้วันพระราชสมภพเป็นวันหยุดราชการและเปลี่ยนวันชาติจาก วันที่ 24 มิถุนายน มาเป็นวันที่ 5 ธันวาคม จอมพลสฤษดิ์ สนับสนุนให้ฟื้นฟูพระราชพิธีต่างๆ

เช่นพระราชพิธีแรกนาขวัญ ซึ่งถูกละเลยไปตั้งแต่ พ.ศ.2475 รัฐบาลมีส่วนส่งเสริมกระจายภาพและข่าวของราชวงศ์ มากขึ้น จำนวนพระราชพิธีและการให้ผู้เข้าเฝ้าถวายความจงรักภักดี เพิ่มขึ้นจากประมาณปีละ
100 ครั้ง เป็นประมาณปีละ 400

ครั้ง.......ในสมัยนี้ราชวงศ์เข้าไปมีความสัมพันธ์กับชุมชนธุรกิจเอกชนที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
มีบทบาทในโครงการจัดหากองทุนเพื่อการกุศลร่วมกับธุรกิจเอกชนมีการประกอบพิธีสมรสพระราชทานให้แก่คู่บ่าวสาวของตระกูลธุรกิจชั้นนำ

สมัยนี้ยังเป็นสมัยที่พระราชวงศ์มีความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยกับกองทัพ มีการโอนกองพันที่21 ไปทำหน้าที่ทหารรักษาพระองค์ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงดำรงตำแหน่งนายพันเอกพิเศษของกรมนี้

จอมพลสฤษดิ์ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อย

ทหารบกกิตติมศักดิ์ และผู้บังคับการกองพันอีก 5 เหล่า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของกองทหารรักษาพระองค์ พิธีพระราชทานธงชัยเฉลิมพลแก่กองทัพถือเป็นเหตุการณ์สำคัญยิ่งจอมพลสฤษดิ์เริ่มเรียกกองทัพว่า "กองทัพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

การฟื้นฟูบทบาทความสำคัญของพระมหากษัตริย์เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเข้าควบคุมปรับบทบาทของสถาบันสงฆ์

ความสัมพันธ์ด้านพิธีกรรมระหว่างพระมหากษัตริย์และสถาบันสงฆ์ ถูกทำให้เข้มแข็งขึ้นและได้รับการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง

จอมพลสฤษดิ์ถือว่ากองทัพ เป็นกองทัพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นกองทัพจึงได้รับพระราชอำนาจจากพระมหากษัตริย์

ไม่ใช่จากมวลชน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถอยกลับไปก่อนปี 2475 จอมพลสฤษดิ์ยังพัฒนาแนวคิดที่ว่าข้าราชการและทหารมีความพร้อมและเหมาะสมที่ จะปกครองเพราะเป็นผู้มีบุญ และไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว
เหมือนนักการเมืองกลุ่มของเขาซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหาร

ถือว่าเป็นผู้ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ตามหลักวิชาการ และตัดสินใจด้วยความเที่ยงธรรม เป็นประชาธิปไตยแบบไทย ซึ่งต่างจากประชาธิปไตยแบบฝรั่งที่ต้องมีสภาผู้แทน

แต่เมื่อจอมพลสฤษดิ์ สิ้นชีวิตลงพบว่าเขามีทรัพย์สิน คิดเป็นมูลค่า 2.8 พันล้านบาท มีการฟ้องร้องแย่งชิงมรดกนี้ จนเป็นที่สนใจไปทั่วโลก

หลังจากการสอบสวน รัฐบาลสั่งยึดทรัพย์มูลค่า 604 ล้านบาท ซึ่งพบว่าจอมพลสฤษดิ์ ได้นำทรัพย์สินของราชการไปใช้ ทรัพย์สินส่วนที่เหลือคาดว่า เกิดจากการประกอบธุรกิจและการใช้ตำแหน่งทางการเมืองหารายได้

จากคุณ : ย้อนรอย
กระทู้จากเว็บไซต์พันธ์ทิพย์

รียบเรียงจาก เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพ
ผาสุข พงษ์ไพจิตร 2542 /738


ที่มา : เว็บไซต์พันธ์ทิพย์


คลิปเสียง จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ แสดงความรู้สึกต่อการสูญเสียปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505



คลิปล๊อคไว้ให้เปิดจากยูทูปโดยตรงโดยคลิกที่ Watch on Youtube


ชีวประวัติจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์





10 เรื่องน่ารู้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ | สองยาม






โจรมีปลอกคอ ลูบคมจอมพลสฤษดิ์ | สองยาม





11ชีวประวัติจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์1






การศพ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์





ท่านผู้หญิง วิจิตรา ภริยา(เอก) จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์




ท่านผู้หญิง วิจิตรา ธนรัชต์





จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีไทย
และ ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ไปทรงเยี่ยมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในพ.ศ. 2506


หนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ ฉบับวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2507
ลงข่าวหลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤษดิ์

รูปปั้นนูนต่ำชีวประวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตช์ ณ อนุสาวรีย์ จอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์ ที่จังหวัดขอนแก่น แสดงภาพเหตุการณ์รัฐประหารในปี พ.ศ. 2500

 
     

 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์