Gallery   
Home > Gallery > BanLamPho
        Ban Lam Pho , Surattanee บ้านแหลมโพธิ์ ต.พุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฏร์ธานี
ภาพ 1-2 ริมถนนเขต อ.ไชยา , ภาพ 3-4-5 บ้านหลวงพ่อพุทธทาส อ.พุมเรียง, ภาพ 6-24 บ้านแหลมโพธิ์
 



บันทึกการเดินทาง

อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี เป็นอำเภอที่มีความหลากหลายน่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวไม่น้อย ทุกครั้งที่ขับรถเดินทางมาภาคใต้ทีไร หากมีเวลาก็เป็นต้องแวะอยู่บ่อยๆ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ช่วงต้นเดือน ธันวาคม 2545 มีโอกาสลาพักร้อนหลายวันจึงถือโอกาสขับรถล่องใต้อีกครั้งหนึ่ง โดยมีโปรแกรมแวะที่อำเภอไชยา และต่อไปยังตำบลพุมเรียง ถิ่นผ้าไหมไทยในเส้นทางเดียวกันด้วย

เมื่อหลายปีก่อนเคยมีโอกาสมาเที่ยวมาดูตลาดขายผ้าไหมพุมเรียงที่ขึ้นชื่อ ดูผ้าไหมเสร็จก็มาแวะทานอาหารทะเล  ที่อยู่ไม่ไกลนัก จำชื่อสถานที่ไม่ได้ แต่เป็นบรรยากาศของป่าโกงกางที่เขียวขจีตลอดชายฝั่ง ร้านอาหารที่ว่านี้ต้องเดินบนสะพานไม้ผ่านป่าโกงกาง เพื่อออกไปทะลุทะเล ร้านนี้ยกพื้นสูงเหนือระดับน้ำทะเลค่อนข้างมาก พื้นบริเวณนั้นถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็นดินเลน มีพวกปูปลาอาศัยเต็มไปหมด นั่งทานอาหารไปก็มองทะเลไป เห็นเรือหาปลาแล่นผ่านไปมาอยู่ในระยะไกล ทำให้ทะเลคลายความเงียบเหงาไปได้ชั่วขณะ

สุโขอย่าบอกใครกับบรรยากาศร้านนี้ ทุกอย่างเป็นธรรมชาติที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ  ด้านหลังเป็นป่าโกงกาง ด้านหน้าเป็นทะเล แถมอาหารทะเลก็ราคาถูกในระดับราคาต่างจังหวัดที่ไม่บวกกำไรกันมากนัก กุ้งเผา ปลาเผา ยกมาเสิร์ฟ ชนิดที่ไม่ต้องดูราคา ได้กินกุ้งทะเลเนื้อแน่นๆและสดอร่อยจนติดใจ

นั่นเป็นบรรยากาศที่เคยประทับใจ และผ่านมาหลายปีจนเกือบจะลืมเลือน ขับรถผ่าน อ.ไชยาที่ไรก็อดนึกถึงร้านอาหารที่เคยมาทานครั้งนั้นไม่ได้ พยายามนึกทบทวนแต่ก็นึกไม่ออกว่าอยู่แถวไหน จำได้อยู่อย่างเดียวว่าติดทะเล อยู่เขตไชยา มีป่าโกงกางหนาทึบ และถนนสายเล็กๆเส้นนั้นเหมือนจะขนานไปกับชายฝั่งทะเล

จนกระทั่งได้มีโอกาสพูดคุยกับชาวสุราษฏร์ จึงได้เล่าเพื่อรื้อฟื้นความหลังครั้งนั้นให้ฟัง เค้าร้องอ๋อขึ้นมาทันที

“ นี่เลยพี่ พี่ขับรถไปอำเภอไชยา และขับต่อไปยัง ต.พุมเรียง เลี้ยวขวาออกไปทางบ้านแหลมโพธิ์ ตรงปลายแหลมนั่นแหละจะมีร้านอาหารที่พี่ว่า ”

“ แล้วเดี๋ยวนี้ยังมีสภาพป่าโกงกางอยู่หรือเปล่า “

” เหมือนเดิมพี่ หนูไปทานมาแล้ว จอดรถตรงสุดทางที่แหลมโพธิ์ แล้วเดินข้ามสะพานไม้ ”

ได้การละ ไปใต้คราวนี้เห็นทีต้องแวะให้ได้ เรื่องสถานที่อาจไม่ค่อยแน่ใจนักว่าจะจำได้ตามที่ฟังมาแต่ก็คิดว่า เมื่อไปถึงพุมเรียงแล้วคงถามชาวบ้านได้ไม่ยากนัก แหลมโพธิ์คงมีที่เดียวแน่ๆ เป็นอันว่า มื้อเย็นวันแรกของการเดินทาง ยังไงๆก็ต้องแวะทานซีฟู้ดที่ ต.พุมเรียง ให้ได้ จึงต้องบอกญาติๆ ที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันว่า จะแวะดูผ้าไหมที่พุมเรียงด้วย เผื่อสนใจจะซื้อไปฝากผู้หลักผู้ใหญ่

แต่เมื่อเดินทางมาถึงที่ในเย็นวันนั้น โปรแกรมที่ตั้งใจจะมาทานอาหารมื้อค่ำก็ต้องเปลี่ยนไปอีกด้วยข้อมูลใหม่ จากเจ้าของร้านขายผ้าไหม ที่แนะนำให้ไปทานที่ชายหาดบ้านแหลมโพธิ์ บอกว่าแถวนั้นมีหลายร้าน แค่ข้ามสะพานที่ปลายแหลมก็จะเห็นร้านอยู่ริมทะเลแถวชายหาด พร้อมกับค้นหานามบัตรของร้านที่แนะนำให้มาด้วย

เป็นอันว่าวันนั้นก็ต้องมานั่งทานอาหารและชมพระอาทิตย์ตกที่บ้านแหลมโพธิ์ ได้ลิ้มลองอาหารที่ปรุงรสแบบไทยผสมอิสลาม ซึ่งได้รสชาติไปอีกแบบหนึ่ง โดยเฉพาะหอยหวานที่ทานจนติดใจ ซึ่งเจ้าของร้านบอกมีแถวนี้ที่เดียว

นั่งกินไปพร้อมถ่ายภาพไป อาจจะดูวุ่นวายไปหน่อยแต่ก็ได้ทั้งรสชาติและได้ภาพถ่ายสวยๆ เห็นวิวที่น่าสนใจ จะปล่อยให้ผ่านไปได้อย่างไร มีโอกาสก็ต้องคว้ากล้องมาถ่ายไว้ก่อน อย่างน้อยๆก็เป็นภาพประทับใจ ที่ครั้งหนึ่งได้เดินทางผ่านมายังบ้านแหลมโพธิ์ โดยมีภาพไว้เป็นหลักฐาน

ร้านอาหารริมชายป่าโกงกางที่ตั้งใจแต่แรก เห็นทีจะต้องเก็บไว้ทำเป็นการบ้านครั้งต่อไป

ภาพทะเลในชุดนี้ ถ่ายไว้ตั้งแต่เมื่อเดินทางไปถึงบ้านแหลมโพธิ์ในช่วงค่ำๆ เป็นบรรยากาศริมชายหาดส่วนภาพอื่นๆตั้งแต่ป่าแสม บ้านท่านพุทธทาส และบริเวณกระชังปลา เป็นการเก็บตกภาพตอนเดินทางขากลับ ซึ่งมีโอกาสแวะอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เที่ยวชม วัดบรมธาตุไชยา เรียบร้อยแล้ว

ใครมีโอกาสขับรถผ่านไปซื้อผ้าไหมพุมเรียง หรือแวะซื้อไข่เค็มไชยา หากมีเวลา ก็ขอเชิญชวนแวะทานอาหารทะเล  ที่บริเวณแหลมบ้านโพธิ์ ซึ่งมีให้เลือกหลายร้าน รวมทั้งร้านชายป่าโกงกางที่เขียนเล่ามาก็อยู่ไม่ห่างกันนัก และเปิดขายกันตั้งแต่ช่วงกลางวัน เส้นทางนี้อาจเป็นทางเลือกใหม่ของนักเดินทาง ก่อนที่ขับรถต่อไปยังตัวเมืองสุราษฏร์ธานี ที่อยู่ห่างจาก อ.ไชยา ไปไม่ไกลนัก

บ้านแหลมโพธิ์ นอกจากเป็นตำบลที่อยู่ปลายแหลมติดทะเลแล้ว ยังมีการทำกะปิจากกุ้งเคยที่มีอยู่ชุกชุมในบริเวณปากแม่น้ำ กุ้งเคยตัวเล็กๆเหมือนกุ้งฝอยแต่ตัวจะใสกว่าและมีหนวดออกสีแดง ต่างจากกุ้งฝอยน้ำจืดที่เคยทานกัน ที่นำมาชุบแป้งทอดหรือยำกุ้งเต้นแบบเป็นๆ ที่เต้นที่กระโดดเด้งดึ๋งออกมานอกจาน

ในขณะที่ถ่ายภาพบริเวณกระชังปลา ได้มีโอกาสพูดคุยกับป้าเขียน ซึ่งกำลังนั่งพลิก กำลังเขี้ยกุ้งเคยที่ผ่านการหมักเกลือมาแล้ว ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนอบอ้าวในช่วงเที่ยงของวันนั้น

ป้าเขียนบอกว่ากะปิของแกเคยส่งประกวดจนได้รับรางวัลที่ 1 จากจังหวัดสุราษฏร์มาแล้ว ความอร่อยของกะปิที่ทำมาจากมือแก ถึงขนาดชาวบ้านทีทำกะปิด้วยกันจากฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ยังต้อง มาซื้อของแกกิน บอกของป้าอร่อย ไม่ออกรสขม

เคล็ดลับของป้าก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่ทำตามขั้นตอนแต่ดั้งเดิมให้ถูกต้องเท่านั้นเอง ตั้งแต่การนำกุ้งเคยมาคลุ๊กเกลือตามสัดส่วน แล้วนำไปหมักโดยใช้เวลา 2 คืน จากนั้นนำไปตากแดดอีก 2 แดด แล้วนำไปตำด้วยมือ เสร็จแล้วก็จะนำไปคัดน้ำอีก 2 เดือน คัดน้ำที่ว่าก็คือนำไปใส่ใหให้กระปิบีบน้ำออกจนหมด น้ำกะปิที่ออกมา สีจะดูคล้ายน้ำบูดูที่รู้จักกัน

แกบอกว่าบางคนไม่คัดน้ำซึ่งอาจยุ่งยากเสียเวลา ผลก็คือกะปิจะออกรสขม และมีกลิ่นกะปิที่แรงกว่า ป้าเขียนบอกว่ากะปิของแก ไม่มีสีไม่มีกลิ่นและไม่ใส่สารผสมใดๆ ซื้อไปฝาก หรือใส่ท้ายรถ โดยไม่มีต้องกลัวเหม็นกลิ่นกะปิ เมื่อนำมาปรุงอาหารก็จะให้รสชาติที่หอมอร่อย และเก็บไว้ได้นาน

ป้าเขียนเมื่อวันวานกับป้าเขียนในวันนี้ ไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน โล่ห์รางวัลชนะเลิศแทบไม่มีความหมายอะไรกับชีวิตของแกนัก ต่างกับรางวัลจากที่อื่นที่มีโอกาสผลิกผันชีวิตให้เจ้าของ สร้างความร่ำรวยมานักต่อนักแล้ว

ทุกวันนี้ป้าเขียนก็ยังต้องทำกะปิตามสูตรดั้งเดิมของแกต่อไป ยังนั่งตากแดดผลิกกุ้งเคยที่กระชังปลา

และต้องลงมือโขกตำกะปิให้ได้ที่ด้วยมือ เพียงแค่หวังให้ขายได้ไปวันๆหนึ่งเท่านั้น

เขียนมาถึงตรงนี้ก็อดนึกถึงป้าเขียนไม่ได้ ภาวนาขอให้การทำกะปิที่มีคุณภาพแบบดั่งเดิม ที่ป้าทำมาตลอดทั้งชีวิต ได้มีโอกาสส่งผลเป็นรางวัลตอบแทนให้มีความสุขสบายในบั้นปลายของชีวิตบ้าง

ขากลับเลยต้องอุดหนุนกะปิจากป้าเขียนแกหน่อย เอาไปแค่ครึ่งกิโล พอลองชิมเท่านั้นเอง เพราะเป็นคนไม่ค่อยเข้าครัวกันบ่อยนัก แต่พอถึงบ้านได้ลิ้มลองกะปิของป้าเขียน ก็ต้องยอมรับเลยว่า สุดยอดความอร่อยจริงๆ เป็นกะปิที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมา แค่นำมาคลุกข้าวแล้วนำไปผัดน้ำมันในกะทะแบบง่ายๆ ก็อร่อยเหลือหลาย ติดอกติดใจกันทั้งบ้าน ครึ่งกิโลที่ซื้อมารู้สึกว่าน้อยไปหน่อย เลยต้องทานกันแบบระมัดระวังเป็นพิเศษ ของอร่อยก็แบบนี้แหละ รู้คุณค่ากันตอนที่มีน้อยๆนี้แหละ

เมื่อนำกะปิจากป้าเขียนมาเปรียบเทียบกับกะปิที่ภรรยาและญาติๆซื้อมาจากหมู่เกาะปันหยี๋ที่ขึ้นชื่อของ อ่าวพังงา โดยเลือกซื้อที่เป็นกะปิเกรด A ปรากฏว่าของป้าเขียนกินขาด ความอร่อยห่างชั้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

ขอจบเรื่องราวบ้านแหลมโพธิ์ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ เขียนไปเขียนมาจะกลายเป็นชวนชิมกะปิทั่วไทยไปซะแล้ว มันอดไม่ได้นี่ครับ หากเจออะไรดีๆจากการท่องเที่ยวก็ต้องนำมาบอกกล่าวกันบ้างท่องเที่ยวแบบซอกแซกก็เป็นแบบนี้แหละ เพราะกล้องแท้ๆเลยที่ทำให้ตัวเองต้องลงไปลุยกันถึงลูกถึงคน ได้รู้ได้เห็นมากกว่าการท่องเที่ยวแบบทั่วๆไป

ก่อนจบเรื่องนี้ ยังมีเรื่องราวของ ผ้าไหมพุมเรียง ที่จะนำเรื่องราวและภาพถ่ายมาลงในไม่ช้านี้ ไปดูถิ่นผ้าไหมไทยที่มีชื่อของชาวไทยมุสลิม และสิ่งที่น่าสนใจของตำบลพุมเรียง ใครสนใจเรื่องราวท่องเที่ยวแบบนี้ต้องคอยติดตามนะครับ

 

สวัสดีครับ
Webmaster

 
 
Photoontour.Com