The Professional Photo Website  :  เวปไซต์ภาพถ่าย เวปไซต์คุณภาพ
Gallery Home > Gallery >RatChaPrapa
Part I   Rat Cha Prapa Dam  : เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) Date 6 December 2002
 
 
Part II    Khao Sok National park : อุทยานแห่งชาติ เขาสก
   
 
 
Rat Cha Prapa Dam & Khao Sok National Park


Rat Cha Prapa Dam located at Suratthanee province, southern Thailand's east coast, 84 kilometres
east of the provincial capital. There are many areas of outstanding natural beauty such as Sumui
Island .You can find Khao Sok National Park, beautiful lake, atmosphere as same as Kui Lin in China.

At Khao Sok National Park, tourists can rest at bungalows which belong to both private and
government in cheap price. The bungalow rates are approximate 500 baht/day ($11.6), include
3 meals and the boat rates, two ways ticket, are approximate 1,000 baht / day. ($23.25)

July 2003


 
 
  เขื่อนรัชชประภา(เขื่อนเชี่ยวหลาน) บ้านเชี่ยวหลาน ต.เขาพัง อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฏร์ธานี
 



ถ้าใครเคยไปเที่ยวเขื่อนมาหลายๆแห่ง แล้วมาสรุปให้คะแนนกัน เชื่อได้เลยว่าเขื่อนรัชชประภาน่าจะมีคะแนนอยู่ในอันดับต้นๆ  เพียงแค่ยืนที่จุดชมวิวแล้วมองออกไปยังอ่างเก็บน้ำที่มีภูเขาอยู่เบื้องหน้า ก็คงชื่นชอบจนอยากมีบ้านที่มองเห็นวิวสวยๆแบบนี้

ผมเคยเที่ยวเขื่อนมาหลายแห่ง ตั้งแต่เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนเขาแหลม เขื่อนบางลางที่ยะลาและที่อื่นๆ แต่ละแห่งมีความสวยงามแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศหรือสถานที่ตั้งว่า มีสภาพแวดล้อมสวยงามขนาดไหน ก็เอาเป็นว่ามองแค่สภาพแวดล้อม โดยไม่ได้ดูขนาดของเขื่อนแต่ละแห่งว่าจะรับน้ำได้ปริมาณมากน้อยเท่าใด จะผลิตไฟฟ้าได้กี่กิโลวัตต์ เพราะชาวบ้านคงไม่มีใครทราบ

เมื่อได้มาเห็นเขื่อนรัชชประภาแล้วต้องยอมรับว่ามีเสน่ห์เหมือนอย่างที่เคยคาดไว้ในใจ  และตั้งใจอยากมาเที่ยวหลายปีแล้ว จำได้ว่าเคยเห็นภาพของเขื่อนนี้อย่างละเอียด ในรายการของ มรว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ ตอนช่วงเช้าของวันอาทิตย์ ที่ล่องเรือชมทิวทัศน์ไปกับคณะของการไฟฟ้า พาชมทิวทัศน์รอบๆทะเลสาบเหนือเขื่อน ซึ่งผู้บรรยายบอกว่าที่นี่เป็นกุ้ยหลินของเมืองไทย

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว ที่มีโอกาสมายืนรับลมบนชะง่อนผาหน้าเขื่อน วันนี้กับวันนั้น สวยไม่ต่างกันเลย

เมื่อสามปีก่อนเคยมายืนถ่ายภาพกันที่ป้ายเขื่อนบนลานหญ้า ถ่ายเสร็จก็รีบวิ่งหนีฝนกันยกใหญ่ ทั้งๆที่เป็นช่วงฤดูร้อนเดือนเมษายน มาคราวนี้เอาอีกแล้วครับท่าน เดินอยู่เพลินๆ ฝนก็ไล่มาแต่ไกล มองเห็นทะเลสาบขาวโพลนเหมือนมีหมอกลง

สรุปว่า มาทุกครั้งต้องเจอฝนทุกครั้งกันเลยหรือนี่ ทั้งๆที่ครั้งหลังสุดนี้เป็นช่วงต้นเดือนธันวาคม ปี2545

ฝนอาจเป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็ขอบอกว่า มันเป็นฝนที่พัดผ่านแค่นั้นเอง ไม่นานทุกอย่างก็คืนสู่ปกติ และถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับอากาศทางภาคใต้ ที่อาจเจอฝนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

เขื่อนรัชชประภา ชื่อนี้เป็นชื่อทางการที่ในหลวงทรงพระราชทานนามให้  หลังสร้างเสร็จเมื่อปี 2530 ก่อนหน้านั้น คนทั่วไปเรียกกันติดปากว่าเขื่อนเชี่ยวหลาน ตามชื่อสถานที่ตั้งคือบ้านเชี่ยวหลาน อยู่ในเขตตำบลเขาพัง อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี (เมืองร้อยเกาะ หอยใหญ่) อยู่ห่างจากตัวเมืองสุราษฏร์มาแค่ 70 กม. แล้วเข้าไปในตัวเขื่อนอีกราว 14 กม. รวมเบ็ดเสร็จก็เป็น 84 กม. เมื่อขึ้นเนินเขามาถึงจุดชมวิวแล้ว ก็จะตื่นตากับทิวทัศน์โดยรอบของเขื่อน เห็นทะเลสาบ และขุนเขาเป็นแนวยาวสลับซับซ้อนต่อเนื่องกันไป ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายและมีลมพัดโบกให้สดชื่นอยู่ตลอดเวลา

ที่นี่นอกจากจะได้เห็นวิวทิวทัศน์รอบๆตัวเขื่อนแล้ว ยังสามารถนั่งเรือหางยาวแบบเหมาลำไปชมอุทยานแห่งชาติ "เขาสก" ซึ่งอยู่ติดกับทะเลสาบเหนือเขื่อน บริเวณอุทยานนี้หลายคนบอกว่าคล้ายเมืองกุ้ยหลินของประเทศจีน ที่มีหน้าผา มีภูเขาสูงๆต่ำๆอยู่กลางน้ำ แต่ที่นี่เป็นกุ้ยหลินที่พึ่งเกิดใหม่ คือเกิดขึ้นหลังจากที่มีการสร้างเขื่อน จากสถานที่ไม่เคยถูกน้ำท่วมก็กลายเป็นทะสาบ และกลายมาเป็นเมืองกุ้ยหลินของเมืองไทยในเวลา

ต่อมา ปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใครต่อใครก็ออกปากชื่นชมว่า สวยงามมาก

ใครมาเที่ยวเขื่อนรัชชประภา แต่ไม่ได้ชมเมืองกุ้ยหลิน ก็เชื่อได้ว่า ท่านมาเที่ยวแบบครึ่งๆกลางๆ เพราะความสวยงามที่เป็นไฮไลท์ของสถานที่ จะอยู่ที่การล่องเรือชมทะเลสาบน้ำจืดในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก ความงดงามแบบนี้หาดูได้ยากสำหรับเมืองไทย เสียเวลาอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมง นั่งเรือชมวิวในราคาเหมาลำ 1,000 บาท ก็จะได้เห็นความงามของอุทยานฯเหมือนภาพถ่ายที่ปรากฏ

น่าเสียดายที่วันนั้นฝนไม่ยอมขาดเม็ด จึงนั่งเรือถ่ายภาพท่ามกลางสายฝน ได้ภาพมาในบรรยากาศที่เย็นฉ่ำถ่ายไปก็เช็ดกล้องไป แต่ก็พยายามให้ได้ภาพมาเท่าที่จะถ่ายได้ ซึ่งมีอุปสรรคในการถ่ายภาพบ้างพอสมควร

คือสภาพแสงที่น้อยมากและถ่ายภาพขณะเรือวิ่ง จึงลำบากที่จะใช้ความเร็วสูงๆ เพื่อให้ภาพไม่เกิดการสั่นไหว

วันนั้นใช้ฟิล์มสีฟูจิ ISO 200 ใช้ความเร็วที่ 1/60,1/125,1/250
เรือนิ่งๆหน่อยก็ใช้ความเร็วที่ 1/60หรือ 1/125 เร็วหน่อยก็ที่ 1/250
หรือถ้าใช้เลนส์ซูม 75-300 ก็ตั้งความเร็วที่ 1/250
หรือ 1/125ตามแต่สภาพแสงจะอำนวย

ปลายทางของการนั่งเรือชมวิว คนขับเรือได้พามาที่บ้านพักของอุทยานซึ่งเป็นแพริมน้ำ มีที่พัก มีร้านอาหารไว้รองรับนักท่องเที่ยวได้เกือบๆร้อยคน ใครชอบตกปลา ที่นี่เหมาะที่สุด มานั่งตกปลากับใครคนหนึ่ง ที่พามาแบบเป็นทางการ และอย่างไม่เป็นทางการ รับรองประทับใจจนลืมกลับบ้าน เพราะบรรยากาศมันเป็นใจมองไปทางไหนก็มีแต่วิวสวยๆไปหมด

ที่นี่มีแต่ความเงียบ เงียบ และเงียบ จนได้ยินเสียงคลื่นเล็กๆที่กระทบแพไม้ไผ่ ดังเปาะแปะๆ ตลอดเวลาความเงียบจะถูกทำลายต่อเมื่อมีเรือแล่นเข้ามาในบริเวณนั้น ครั้นเมื่อเรือจากไปทุกอย่างก็กลับมาสู่สภาพเดิม

ใครมาทานอาหารที่นี้ต้องเข้าใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ที่นี่เป็นแบบกึ่งราชการ ดังนั้นอาหารที่สั่งไป อาจใช้เวลาเดินทางราว 45 นาที คนขับเรือก็อาจทำหน้าที่ช่วยกุ๊กในห้องครัวด้วย เป็นทั้งคนขับเรือ เป็นทั้งบริกรจึงอย่าได้หงุดหงิดอารมณ์เสีย แม้ท้องจะร้องจ๊อกๆด้วยความหิว ก็ขอให้เข้าใจตามนี้  ยังไงก็ได้ทานแน่ๆ




สวัสดีครับ
webmaster
Photoontour.Com