The High Quality Photo Website เวปไซต์ภาพถ่าย เวปไซต์คุณภาพ
Home >Gallery >SangKraburi Gallery Sangkraburi สังขละบุรี : เมืองในหมอก ,หมู่บ้านชาวมอญ
อ่าน   บันทึกสังขละบุรี <click>
อ่าน บันทึกการถ่ายภาพ <click>
 




สังขละบุรี
(บันทึกจากความทรงจำ เมื่อวันที่1 มกราคม 2536)

ภาพถ่ายชุดนี้ถ่ายไว้เมื่อหลายปีก่อน เมื่อครั้งเดินทางไปเที่ยวสังขละบุรีเป็นครั้งแรก  เคยไปเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีอยู่หลายครั้ง นอนที่รีสอร์ตบ้าง นอนที่เขื่อนศรีฯบ้าง ซึ่งมีคนรู้จักกันทำงานที่นั่น  แต่เขื่อนเขาแหลมที่อยู่อำเภอทองผาภูมิรวมทั้งสังขละบุรี ถิ่นชาวมอญนั้น ยังไม่เคยไปสัมผัสมาเลย

คำว่า ซองกาเลีย รันตี หรือน้ำตกเกริงกาเวีย ชื่อแปลกๆเหล่านี้ ก่อนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าเป็นภาษาอะไรกัน ฟังดูแปลกๆ แต่พอไปเที่ยว จังหวัดกาญจนบุรีอยู่หลายครั้งและได้ยินคนที่นั่นพูดกัน ทำให้ทราบว่าพื้นที่แถบอำเภอทองผาภูมิและอำเภอสังขละบุรีเป็นเขต ที่มีชนพื้นเมืองอื่นอาศัยอยู่หลายกลุ่ม ได้แก่ชาวกะเหรี่ยง ชาวมอญ พม่าและบางพื้นที่มีลาวโซ่งอยู่ด้วย ทำให้ชื่อต่างๆที่เรียกกัน จึงออกไปทางภาษาคนถิ่นอื่นที่อาศัยอยู่ในแถบนั้น โดยเฉพาะ ที่สังขละบุรีมีชาวมอญอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก หากไปเที่ยวและพบเห็นผู้คนที่ออกผิวดำหน้าตาเป็นแขกละก้อ เดาได้เลยว่าเป็นคนมอญแน่นอน

เส้นทางจากเมืองกาญสู่อำเภอทองผาภูมิมีระยะทางประมาณ 130 กม. มีเขื่อนเขาแหลมเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ และถ้าจะไปเที่ยวสังขละบุรีก็ต้องเดินทางต่อไปอีกประมาณ 70 กม. ซึ่งเป็นเส้นทางบนเขาแต่ไม่สูงชันนัก รวมระยะทางจากเมืองกาญฯ จนถึงสังขละบุรีเป็นระยะทางประมาณ 200 กม. ไปถึงก็จะเห็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยซึ่งมีความยาว 850 เมตร

สะพานมอญหรือสะพานไม้ของคนมอญที่ยิ่งใหญ่ ไปเห็นมาแล้วน่าทึ่งจริงๆ หลายคนพูดทำนองว่านี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในเมืองไทยไม้ซุงท่อนมหึมาสูงหลายช่วงคน นำมาสร้างสะพาน ให้คนและรถข้ามไปมาระหว่างอำเภอสังขละบุรีกับหมู่บ้านชาวมอญ ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกันเหมือนจากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง ไม้ท่อนใหญ่ๆที่นำมาสร้าง มาจากต้นไม้ที่ตายแล้ว ซึ่งสาเหตุมาจากระดับน้ำที่สูงขึ้นจากการสร้างเขื่อนเขาแหลม และแช่น้ำมาเป็นเวลานานๆ ในที่สุดก็ตายกลายเป็นตอแห้งๆ โผลขึ้นมาเหนือน้ำ ซึ่งเห็นอยู่มากมายในทะเลสาบ

ที่น่าทึ่งและพิสดารมากก็คือการดำน้ำลงไปตัดตอใหญ่ๆเพื่อนำมาสร้างสะพาน ที่ต้องดำลงไปจนถึงโคนต้นซึ่งอยู่ลึกมาก  ถ้านั่งมองดูเสาแต่ละต้นของสะพานก็สูงราว 20 เมตรด้วยกันทั้งนั้น พวกเค้าลงไปตัดท่อนซุงท่อนใหญ่ๆได้อย่างไร เป็นเรื่องพิศวงเลยทีเดียว จำได้ว่าความสามารถของชาวมอญและชาวบ้านแถวนั้นที่ร่วมแรงกันทำ เคยนำมาออกรายการทางทีวี แต่ก็จำไม่ได้ว่า พวกเค้ามีเทคนิคพิเศษกันอย่างไร ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นการนำเลื่อยไฟฟ้าและดำน้ำลงไปตัดกันถึงโคนต้น โดยไม่มีเครื่องช่วยหายใจ แต่กว่าจะตัดได้แต่ละต้นก็ต้องดำขึ้นดำลงกันหลายรอบ ซึ่งผู้ดำน้ำต้องมีความชำนาญและมีความอดทนสูงมาก

ทะเลสาบที่เห็นเป็นพื้นที่กว้างไกลโอบล้อมภูเขาบริเวณนั้น เดิมทีเป็นพื้นที่ที่มีแม่น้ำสายเล็กๆ 3 สายไหลมาบรรจบกัน เรียกดินแดน นี้ว่า"สามประสบ" ซึ่งเป็นต้นน้ำของเขื่อนเขาแหลม แม่น้ำสายหนึ่งมีชื่อว่า"ซองกาเลีย" ที่ลอดผ่านสะพานไม้  ส่วนอีกสองสายเป็นลำห้วยมีชื่อเรียกว่าห้วยบิคลี และห้วยรันตี (บางแห่งอาจเรียกว่าแม่น้ำแทนคำว่าห้วย)

สะพานไม้หลังจากสร้างเสร็จได้กลายเป็นจุดขายของการท่องเที่ยว หลายคนอยากมาเห็นและถ่ายภาพความยิ่งใหญ่เก็บไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งในเมืองไทยยังไม่เคยเห็นหรือเคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีที่ใดที่ใหญ่โตไปกว่านี้ สะพานไม้แห่งนี้ถ้าจะเรียกว่าเป็นสะพาน มิตรภาพระหว่างชาวไทยและชาวมอญก็คงไม่ผิดนัก ักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินข้ามสะพานไปเที่ยวชมหมู่บ้านชาวมอญและไป กราบนมัสการหลวงพ่ออุตตะมะที่วัดวังวิเวการาม ซึ่งชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งกระเหรี่ยงและพม่า ต่างให้เความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ซึ่งแม้แต่คนกรุงเทพหลายคนยังเคยได้ยินชื่อ "หลวงพ่ออุตตะมะ"

ปัจจุบันอำเภอสังขละบุรีเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีนักท่องเที่ยวต่างรู้จักกันดี  มีการพาทัวร์ป่าโดยนั่งบนหลังช้างมีบริการเช่าเหมาเรือชมธรรมชาติบริเวณทะเลสาบ ใครอยากเที่ยวแบบผจญภัยก็มีเรือยางพาล่องแก่งให้ใจหายใจคว่ำสนุกไปกับธรรมชาติ ซึ่งอำเภอสังขละบุรีพื้นที่ทั่วไปมีสภาพเป็นป่าและขุนเขา เป็นอำเภอเล็กๆที่มีเสน่ห์ และเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว ที่ชื่นชอบธรรมชาติ ทะเลสาบ สะพานไม้ นอนพักบนแพ และสายหมอกในยามเช้า เป็นสิ่งที่ประทับใจนักท่องเที่ยวที่มาเยือน โดยเฉพาะหมอกในยามเช้าได้ยินว่ามีให้เห็นกันเป็นประจำจนเรียกว่า "เมืองในหมอก" เหมือนเช่นอำเภอเบตงจังหวัด ยะลา ที่เห็น หมอกปกคลุมอยู่ทั่วไปทั้งในเมืองและตามสวนยางในยามเช้า

ใครที่ชอบท่องเที่ยวสไตล์ธรรมชาติ คงไม่ผิดหวังสามารถจัดทริปเดินทางได้หลากหลาย เพราะเส้นทางจากจังหวัดกาญจนบุรีเรื่อยไปจนถึงอำเภอสังขละบุรีมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ไปเที่ยวแล้วอย่างลืมทานปลาจากทะเลสาบที่สังขละด้วย จำชื่อไม่ได้ แต่อร่อยมาก นำมาทอดกรอบกับกระเทียมตัวเหลืองๆ หรือผัดเผ็ดแบบฉู่ฉี่ รับรองอร่อยติดใจจนต้องสั่งต่อ



การถ่ายภาพ

ความจริง การถ่ายภาพครั้งนี้เป็นการบันทึกภาพการท่องเที่ยวตามปกติ ไม่มีอะไรเป็นกรณีพิเศษที่ต้องกล่าวถึงนัก แต่การถ่ายภาพ ครั้งนี้ออกจะพิสดารที่ท้าทายความสามารถกันอยู่บ้าง

เริ่มต้นจากที่ได้ซื้อกล้องมือสองทั้งชุดจากญาติๆกันก่อนที่จะถ่ายภาพชุดนี้ไม่กี่เดือน และเป็นครั้งแรกที่มีกล้องเป็นของตนเอง กล้อง FE2 และเลนส์อีก 3 ตัว จากที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเป็นเวลานาน(ไม่มีกล้อง) จึงไม่ได้ตรวจสอบอะไรมากนัก เพราะเห็นทุกอย่างอยู่ในสภาพดีมาก แต่พอจะถ่ายภาพแล้วเกิดปัญหา เครื่องวัดแสงรวน วัดผิดวัดถูกเชื่อถือไม่ได้

เหตุที่รู้ว่าเชื่อกล้องไม่ได้ก็เพราะเคยจำได้ว่าสภาพแสงขนาดนี้ควรวัดแสงได้เท่าใด เช่นสภาพแสงควรได้ค่า 1/125 , F 8
แต่กล้องกลับวัดได้ตามเข็มที่ 1/125 , F 4 ซึ่งห่างกันถึง 2 สต๊อป

ตอนนั้นไม่มีกล้องอื่นให้เปรียบเทียบความถูกต้อง แต่เชื่อได้ว่ากล้องปรับแสงโอเวอร์ไป 2 สต๊อปแน่นอน เพราะที่ผ่านมาเคยถ่ายภาพด้วยกล้องเก่าๆ ที่เครื่องวัดแสงเสียเป็นการถาวรอยู่หลายครั้ง และใช้หลักการถ่ายภาพด้วยการกะเอาเองจนเป็นเรื่องปกติวิสัย เข้าใจกันแบบง่ายๆก็คือว่าไม่มีตัวช่วยในการถ่ายภาพว่างั้นเถอะ แดดขนาดนี้ ก็ปรับหน้ากล้องเอาเองเช่นความเร็ว 1/125, F 11 หากเป็นที่ร่มและแสงอ่อนๆขนาดนี้ก็กะเอาเองอาจปรับที่ 1/60 , F 5.6 ก็ว่ากันตามความรู้สึกของตนเอง ซึ่งฟิล์มสีไม่ค่อยมีปัญหามากนัก ช่วงละติจูดหรือช่วงการรับแสงค่อนข้างจะกว้าง ปรับผิดๆถูกๆบวกลบไป 1 stop ภาพก็ไม่เสียแต่อย่างใด

เล่นแบบนี้บ่อยเข้ามันค่อยๆปรับตนเองจนมีความเที่ยงตรงมากขึ้น ถ่ายภาพมากี่ครั้งก็ไม่ค่อยมีปัญหา นานเข้ามันก็สร้างความเชื่อมั่นให้กับตนเอง และเป็นความรู้ที่จดจำติดเนิ้อติดตัวมาตลอดจนทุกวันนี้


ภาพทั้งหมดที่เห็นจากชุดสังขละบุรี จึงเป็นการนำความรู้เก่าๆมาปัดฝุ่น ภาพไหนใช้ฟิลเตอร์ ก็จะชดเชยเแสงหรือทดแสงเอาเองอาจไม่ค่อยคล่องตัว เพราะต้องเสียเวลาบวกลบคูณหารในใจ ตัวอย่างเช่นวัดแสง(ด้วยใจ)ได้ค่า F 11 ความเร็ว 1/125 เมื่อสวมฟิลเตอร์ PL เข้าไปก็ขยับหน้ากล้องให้กว้างไปอีก 1stop ครึ่ง ซึ่งได้ F stop ที่ระหว่าง 5.6 - 8 หรือถ้าต้องการให้หน้ากล้องแคบๆก็ปรับชัตเตอร์เอาเอง (Polarize filter มีค่า filter factor หรือทำให้ค่าแสงลดลงประมาณ 1stop ครึ่ง)

ขอต่ออีกนิดเดี๋ยวเรื่องจะจบแบบไม่สมบูรณ์ คือกล้องเก่าที่บอกว่าเครื่องวัดแสงเสีย โอเวอร์ไป 2 สต๊อป ได้ไปให้ช่างตรวจเช็คูอย่างถ้วนถี่แล้ว ช่างก็ร้องออกมาว่า

"อ้าว นี่คุณไปปรับปุ่มชดเชยแสงไว้นี้ ตั้งโอเวอร์ไว้ถึง 2 สต็อป (+2) "
"นี่ไง ผมปรับไปที่ศูนย์ (0) มันก็ปกตินี่.......เดี๋ยวผมจะเอากล้องอีกตัวหนึ่งมาลองเทียบดู"

เรื่องจริงเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "ควรมีความรอบคอบ และตรวจเช็คทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนถ่ายภาพทุกครั้ง"



สวัสดีครับ
webmaster






 
 
 

 Back to
< Gallery >