The Professional photo website เวปไซต์ภาพถ่าย เวปไซต์คุณภาพ   Home > Gallery > Wat Ku Tao
 

  Wat Ku Tao , Chiang Mai

This temples is located in Chang phuok sub- direct,muang distric,Chiangmai province in an area just to the north and outside of the city of Chiangmai.

The temple is called ku tao because of its characteristic water melon (which is tao in the northern dialect) shaped chedi. This temple is also known as wearuwanaram vihan. Which suggests that the vihan is located in a forest of bamboo.

The name o this temple was mentioned in a document written curing the reign of king phaya yod chiangrai. In 1492. the cocument states that: “after the prince suriyawong, the son of phraya wh ruled the area to the south of the city of chiangmai. Had been ordinated. He was invited to stay in wat wearuwan ku yao. Chiangmai.

At the present there is a chedi situated on a square base surmounted by a circular five-tiered relic chamber. On each of the four sides of the relic chamber there is a niche used to house a burmese buddha image
on top of this is a small round bell shaped feature with a spire

The chedi has been decorated using small pieces of glass. This is particularly evident on the columns of the niches which are decorated with a western style circular pattern.

This influenced diffused into the lanna area from the burmes workporce of the british timber exporters.

This chedi has been dated to the early 16 TH century A”D” and may have beenrestored once during the reign of king rama v.

  อ่านเรื่องวัดกู่เต้า   อ่านเทคนิคการถ่ายภาพ  ภาพเปียบเทียบ Slide+Digital    
     
   
 
     

 วัดกู่เต้า จ.เชียงใหม่

              ผมเคยรู้จักกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่สอนวิชาศิลปะให้กับนักเรียนระดับมัธยม ในห้องศิลปะจะมีภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบของอาจารย์แขวนโชว์ไว้ข้างฝา เป็นภาพที่สวยมาก วาดด้วยเกรียงแบบหยาบๆ ป้ายไปป้ายมาจนเห็นสีน้ำมันเป็นก้อนหนาเตอะ เมื่อดูภาพใกล้ๆจะไม่ค่อยสวยและดูไม่ค่อยรู้เรื่องว่าเป็นภาพอะไร แต่พอถอยห่างออกไปสัก 3-4 เมตร ก็จะเห็นเป็นภาพเจดีย์วัดที่สวยงาม เห็นรายละเอียดชัดเจน

อาจารย์บอกว่าเป็นภาพวาดสมัยเรียนด้านศิลปะที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ภาพสีน้ำมันที่เห็นนี้เป็นเจดีย์วัดกู่เต้า

ครับ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินชื่อวัดกู่เต้า ที่ฟังดูค่อนข้างจะแปลกและก็ยังมีเจดีย์ที่รูปทรงแปลกกว่าวัดทั่วๆไป

นับเป็นเวลานานทีเดียวที่เข้าใจว่าวัดนี้น่าจะอยู่แถวอำเภอรอบนอกของเชียงใหม่ หรืออาจอยู่ในพื้นที่ชนบท จนมาถึงบางอ้อเมื่อเดือนสิงหาคม 2547 คราวที่ไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงฤดูฝน จึงรู้ว่าวัดกู่เต้าอยู่กลางเมืองเชียงใหม่นี้เอง วันนั้นขับรถตระเวณหาจนเกือบหลงทาง เพราะมัวแต่มองหาเจดีย์โดยคิดว่าน่าจะสังเกตได้ขณะขับรถ ขนาดขับมาใกล้จะถึงวัดแล้วก็ยังไม่แน่ใจเพราะมองไปทางไหนก็ไม่มีเจดีย์ หรือว่าชาวบ้านบอกเส้นทางเราผิด แต่ที่ไหนได้อยู่ใกล้ๆนี่เอง

เจดีย์วัดกู่เต้า มีลักษณะที่แปลกกว่าเจดีย์ทั่วๆไป ดูคล้ายลูกกลมๆซ้อนกันจากใหญ่ไปเล็กเรียงกัน 5 ชั้น บนยอดจะมีเจดีย์สีทององค์เล็กและมียอดฉัตรอยู่ตรงปลาย วัดที่เคยเห็นจากภาพถ่ายบนแผ่นพับของคู่มือนักท่องเที่ยวดูเหมือนจะใหญ่โต แต่มาเห็นของจริงแล้ว องค์เจดีย์ไม่ได้สูงใหญ่อย่างที่คิดมองดูด้วยสายตาน่าจะสูงไม่เกิน 30 เมตร

วัดกู่เต้านี้ก็ตั้งอยู่ในชุมชนที่ดูสงบเขตตำบลช้างเผือก บริเวณหน้าวัดก็ยังมีบ้านไม้และร้านค้าที่เป็นบรรยากาศแบบเดิมๆ นานๆก็อาจเห็นนักท่องเที่ยวนั่งสามล้อถีบมาเที่ยวชมวัด ซึ่งอาจเป็นภาพที่ต่างจากพื้นที่อันศิวิไลของเชียงใหม่

ในวันนั้นมีนักท่องเที่ยวอยู่ประปราย ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งสถานท่องเที่ยวของเชียงใหม่โดยเฉพาะวัดสำคัญๆ จะมีนักท่องเที่ยวมากจนดูเป็นเรื่องปกติ วัดที่มีชื่อเสียงหน่อยก็จะเห็นรถบัสคันใหญ่

จอดอยู่หลายคัน ลงจากรถทีก็มีแต่ฝรั่งหัวแดงเต็มวัด ยิ่งถ้าเห็นชาวบ้านแต่งกายแบบพื้นเมือง ก็จะมาขอถ่ายภาพกันเป็นที่สนุกสนาน ไม่เว้นแม้กระทั่งสามล้อถีบ ดูไปแล้วเหมือนเป็นเรื่องแปลก แต่ถ้าคิดให้ดีแล้วสิ่งที่เราเห็นแบบธรรมดาๆ มันกลับเป็นเสน่ห์ของสถานที่นั้นๆ

จุดเล็กจุดน้อยเหล่านี้คนท้องถิ่นอาจมองข้าม แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วกลับมองเห็นเป็นสิ่งดี แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่เห็นอยู่ทั่วไปนั้นจะเป็นเสน่ห์ที่สร้างความสนใจให้กับผู้มาเยือนเสมอ การพัฒนาการท่องเที่ยวที่ขาดความเข้าใจและมัวแต่จะสร้างโน่นสร้างนี่ให้ใหญ่โตเพื่อดึงดูดให้ผู้คนมาเยือน อาจจะเป็นการเข้าใจผิด ทำให้มองข้ามสิ่งดีๆที่อยู่ใกล้ตัวที่ควรสนับสนุนและดำรงไว้

เจดีย์วัดกู่เต้าตามประวัติสร้างในสมัยที่พม่าครองเมืองเชียงใหม่ ซึ่งรวมไปถึงอาณาจักรล้านนาทั้งหมด และเจดีย์ที่เห็นเป็นรูปทรงกลมนี้ก็เป็นที่บรรจุอัฐิของราชวงค์พม่า ชื่อพระเจ้าเม็งชานรธามังดุย ซึ่งเคยยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาตามบัญชาของพระมหาอุปราชานันทบุเรง พระเชษฐาต่างมารดาและเป็นกษัตริย์พม่าในสมัยนั้น แต่ถูกพระนเรศวรตีแตกพ่าย และยอมสวามิภักดิ์ในเวลาต่อมา  ทำให้ตัดขาดจากพระเจ้านันทบุเรงและไม่อาจกลับคืนปิตุภูมิได้ จนสิ้นพระชนม์ที่เมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2156

พระมหามังชวยเทา ซึ่งเป็นพระอนุชาได้จัดถวายเพลิงพระศพ และโปรดให้สร้างสถูปเจดีย์กู่เต้าเพื่อบรรจุอัฐิและพระอังคารธาตุ และโปรดให้สร้างวัดขึ้นมาในบริเวณดงก่อใผ่ จึงได้ชื่อว่าวัดเวฬุวันกู่เต้า ซึ่งชาวบ้านจะเรียกสั้นๆว่า วัดกู่เต้า ปัจจุบันมีชื่อเป็นทางการว่า วัดเวฬุวันวนาราม

จากที่ผมสังเกตุโดยรอบของพระสถูปเจดีย์แล้ว มีสิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นการสร้างตกแต่งขึ้นมาภายหลัง ก็คือการประดับกระเบื้องเป็นรูปดอกไม้ โดยตัดเป็นชิ้นๆ แปะติดกับพื้นปูน ไม่ต่างกับ วัดอรุณที่กรุงเทพ ซึ่งผมเคยถ่ายภาพไว้เมื่อไม่นานนี้เอง เข้าใจว่าของเดิมน่าจะเป็นปูนล้วนๆแต่ทำให้ดูสวยงามขึ้นเมื่อครั้งมีการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งการนำกระเบื้องสีของถ้วยชามมาประดับเป็นลวดลายตามวัด เป็นความนิยมในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่มักใช้กระเบื้องเป็นชิ้นๆแต่งแต้มหน้าบันของโบสถ์วิหาร เป็นสมัยที่ไทยมีการติดต่อค้าขายกับประเทศจีน และถ้วยกระเบื้องก็เป็นสินค้าหลักที่พ่อค้าชาวจีนนำมาขายในประเทศสยามโดยเรือสำเภา จะเรียกว่าสมัยนั้นเป็นยุคกระเบื้องเฟื่องฟูเลยก็ว่าได้

ผมมาเที่ยววัดกู่เต้ามีความรู้สึกเสียดายบางอย่าง ที่เห็นพระอุโบสถเก่าแก่หลังเล็กๆ ปลูกต้นไม้ไว้รอบกำแพงจนดูมิดชิด มีทั้งไม้ยืนต้นและไม้ประดับ ดูบดบังความสวยงามที่ควรจะให้เป็นจุดสนใจเมื่อเข้ามาภายในวัด ซึ่งตามหลักของการสร้างอาคารแล้วก็มักจะบอกกล่าวกันว่า ไม่ควรปลูก ต้นไม้ไว้ชิดจนเกินไป เพราะจะเกิดการแตกร้าวของกำแพงหรืออาคารได้ ที่มีสาเหตุมาจากการขยายตัวของรากไม้ อาคารใหญ่แค่ไหนไม่อาจทานได้

วัดก็น่าจะเหมือนกับบ้านคือไม่นิยมปลูกไม้ใหญ่อยู่ใกล้กัน และสำหรับวัดกู่เต้าที่มีโบสถ์ที่เก่าแก่ ความเปราะบางและโอกาสแตกร้าวก็ย่อมมีมากขึ้น ที่สำคัญก็คือต้นไม้เหล่านั้นบดบังทัศนียภาพของวัดไปอย่างน่าเสียดาย

สอบถามชาวบ้านแล้วบอกว่า หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านหวงต้นไม้มาก พยายามปลูกต้นไม้ให้มากๆตามกระแสอนุรักษ์ ใครแอบตัดเป็นต้องโดน เรื่องต้นไม้ในวัดจึงเป็นที่รู้ๆกันอยู่ที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก และไม่มีใครกล้าแตะต้อง

วัดกู่เต้าเป็นวัดหนึ่งที่อยู่ในทริปการเดินทางเมื่อเดือนสิงหาคม 2547 ในช่วงวันหยุดเฉลิมพระเกียรติวันแม่ของแผ่นดิน เรื่องวัดกู่เต้านี้เป็นชุดที่ 7 ที่นำเสนอเรื่องราวจากการเดินทางคราวนั้น โดยมีเรื่องราวที่นำมาเสนอไปแล้วดังนี้

ชุดที่ 1 เฉลิมพระเกียรติวันแม่ที่ ม.เชียงใหม่ (Menu special photo)
ชุดที่ 2 พาเที่ยววัดโลกโมฬี จ.เชียงใหม่ (Menu Gallery)
ชุดที่ 3 เที่ยวตลาดอัศวิน จ.ลำปาง (Menu Gallery)
ชุดที่ 4 ทิวทัศน์ริมทาง จ.เชียงใหม่ (Menu Gallery)
ชุดที่ 5 บทความเรื่องวัดไหล่หิน จ.ลำปาง (Menu Articles)
ชุดที่ 6 ภาพชุดวัดไหล่หิน ลำปาง (Menu Gallery)




เวปมาสเตอร์โฟโต้ออนทัวร์
26 มกราคม 2548

 

เทคนิคและเบื้องหลังการถ่ายภาพ

ในวันที่มาถ่ายภาพวัดกู่เต้า เป็นวันที่อากาศขมุกขมัวตลอดทั้งวัน บางครั้งก็ดูทำท่าจะมีฝนตก ภายในวัดก็มีต้นไม้ใหญ่ค่อนข้างมากยิ่งทำให้มีแสงน้อยลงไปอีก วันนั้นจึงไม่ได้ตั้งความหวังอะไรมากนัก แสงไม่ค่อยดีมันพลอยทำให้ขาดความกระตือรือล้นในการถ่ายภาพไปด้วย

ผมพกฟิล์มไป 2 รุ่น Slide Kodak E 100VS และ Slide Fuji Velvia ( 50 ISO) โดย E 100 จะเป็นฟิล์มที่ยืนพื้น พอจะถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยๆได้บ้างแบบไม่ยุ่งยากนัก ส่วน Velvia สภาพแสงแบบนี้ถ่ายค่อนข้างจะยากเพราะวัดแสงทีไรได้ความเร็วที่ 1/15 เป็นประจำ จึงต้องเอาเก็บไว้เป็นกรณีพิเศษ

งานนี้ถ่ายยากครับ ขณะที่กำลังถ่ายภาพก็ไม่คิดว่าจะออกมาดีนัก แต่ก็ต้องถ่ายเพราะไม่มีเวลาแล้ว จากวัดนี้แล้วก็ต้องไปต่อที่วัดอื่นๆอีก จึงไม่ต้องมานั่งรอเวลาให้สภาพแสงดีกว่านี้ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ก็ต้องตั้งใจและพยายามให้มากขึ้น เพื่อผลให้ภาพออกมาดีที่สุดในภาวะแบบนี้

เมื่อออกมาจากวัดนี้แล้ว ก็ยังนึกเหมือนกันว่า ภาพจะออกมายังไง ถ้าคิดเป็นความพอใจก็น่าจะอยู่ราว 60% คือไม่หวังจะได้ภาพที่ถูกใจนัก

แต่เพราะความที่เป็นฟิล์มสไลด์ คุณสมบัติที่แตกต่างจากฟิล์มชนิดอื่นแม้กระทั่งจากกล้องดิจิตอล สไลด์ให้สีที่คอนทราสต์มากกว่า เช่นภาพที่ถ่ายสภาพแสงปกติ  สไลด์จะให้สีที่มีน้ำหนัก ส่วนที่สว่างจะดูปกติ ส่วนที่แสงน้อยๆจะออกเข้ม เป็นการแยกโทนสีให้เห็นความต่างค่อนข้างชัดเจน

คุณสมบัติตรงนี้ เป็นผลดีที่ทำให้ภาพธรรมดาๆดูมีสีสัน มีน้ำหนัก ไม่จืดซืด ในขณะที่ฟิล์มสีหรือจากกล้องดิจิตอลจะให้สีที่เป็นปกติ ยิ่งกล้องดิจิตอลจะให้แสงที่เป็นธรรมชาติมาก ค่า Density สูง ส่วนมืดและสว่างแทบไม่ได้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากตาเห็น พูดง่ายๆว่าตาเห็นสภาพแสงเป็นแบบไหน ภาพก็จะออกมาเป็นแบบนั้น  แต่สไลด์มีค่า Density ที่ต่ำ ภาพจึงคอนทราสต์สูง ผลที่ได้จึงมีทั้งผิดหวังและสมหวัง

ภาพวัดกู่เต้าอาจเป็นจังหวะที่สไลด์มีส่วนทำให้ภาพต่างไปจากของจริง เช่นพื้นหลังไม่ได้เข้มแต่ภาพออกมาเข้มมาก ช่วยทำให้จุดสนใจเด่นขึ้นหรือท้องฟ้าที่มีสีฟ้าอ่อนๆ แต่ถ่ายมาแล้วกลับเข้มมากกว่าที่เห็น

สิ่งที่กล่าวมานี้ไม่ได้บอกว่าอะไรดีกว่ากัน เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติที่แตกต่าง  คุณสมบัติบางอย่างของสไลด์หากรู้ใจ เข้าใจอย่างแท้จริงแล้วมันจะเป็นหนทางให้เราพบกับสิ่งที่เราต้องการ  การวัดแสงให้พอดี หรือให้อันเดอร์(ภาพเข้ม) ตรงนี้ก็เป็นเทคนิคที่บอกกล่าวกันลำบาก การวัดแสงเฉพาะจุดหรือเฉพาะพื้นที่ หรือจะวัดแสงแบบเฉลี่ย ก็เป็นวิธีของแต่ละบุคคลที่อาจแตกต่างกัน ทั้งหมดนี้มันอยู่ที่ว่าเราต้องการให้ภาพนั้นออกมา

อย่างไร ต้องเน้นสี - แสง ตรงนี้ หรือต้องการให้พื้นที่ตรงนี้มีสีสัน มีน้ำหนักมากกว่าสภาพแสงจริงที่มองเห็น (ดูภาพเปรียบเทียบ)

พูดลึกเข้ามาตรงนี้จะกลายเป็นเรื่องของศิลปะภาพถ่าย เป็นการปรับเปลี่ยนให้ภาพมีความรู้สึก มีอารมณ์ตามที่เราต้องการ หากผู้ที่สนใจการถ่ายภาพเข้ามาถึงจุดนี้ได้ ก็จะพบว่าภาพถ่ายนั้นให้อะไรมากกว่าคำว่าการถ่ายภาพ เป็นงานศิลปะที่เราต้องค้นหาและสรรสร้างด้วยตัวของเราเอง

การถ่ายภาพเป็น.. การถ่ายภาพเก่ง.. การถ่ายภาพแบบเข้าถึงแก่น.. มันมีเส้นแบ่งในแต่ละระดับ ที่นักถ่ายภาพต้องไต่ระดับให้สูงขึ้นเพื่อการเข้าถึงในระดับสูงสุด หากไม่พยายาม ความคิดและความสามารถก็จะตีบตันอยู่แต่เพียงแค่นั้น แยกแยะอะไรไม่ได้ ดูภาพที่มีคุณภาพสูงๆแบบไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจ เพราะภูมิปัญญาในด้านนี้ไม่เติบโตเบ่งบาน ขาดจิตวิญาณที่จะรับรู้อรรถรสของภาพถ่ายที่มีคุณค่า


..........................................................................................................................................................................................

 

   
       
photoontour.com    copyright © All images www.photoontour.com, All rights reserved