Photoontour.Com   โฟโต้ออนทัวร์
< ออกไปหน้าแรก > ตะรุเตา ตอนที่ 2 Home > Gallery > Ko Tarutao part 2  
 
part 1part2part 3   บทความ : เทคนิคการถ่ายภาพ
 
   
     แหล่งท่องเที่ยวในเขตวนอุทยานแห่งชาติทางทะเล หมู่เกาะตะรุเตา
    อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อย 51 เกาะ
    จัดแบ่งออกเป็นหมู่เกาะใหญ่ๆ ได้ 2 หมู่เกาะ
    คือ หมู่เกาะตะรุเตา และหมู่เกาะอาดัง-ราวี
    ทังหมดมีเกาะขนาดใหญ่ จำนวน 7 เกาะด้วยกัน คือ
   1. เกาะตะรุเตา
   2. เกาะอาดัง
   3. เกาะราวี
   4. เกาะหลีเป๊ะ
   5. เกาะกลาง
   6. เกาะบาตวง
   7. เกาะบิสสี



 
 



ตะรุเตา ตอนที่ 2


         หลังจาก ตะรุเตาตอนที่ 1 ได้พาชมบริเวณท่าเรือปากบาราซึ่งเป็นท่าเรือเล็กๆที่จะออกทะเลสู่หมู่เกาะน้อยใหญ่ของอุทยานตะรุเตา จ.สตูล ที่มีจำนวนเกาะเล็กเกาะน้อยถึง 71 เกาะด้วยกัน และเป็น อุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกของประเทศไทย

ตะรุเตา หลายคนเคยได้ยินประวัติความเป็นมาว่าใช้เป็นสถานที่กักกันนักโทษคดีร้ายแรงเมื่อปี พ.ศ 2481(67 ปีนับจากปัจจุบัน) สมัยนั้นได้นำนักโทษคดีคดีอุกฉกรรจ์ จำนวน 2,000 คน จากกรุงเทพมากักขังที่เกาะตะรุเตา และวันที่ 18 กันยายน 2482 ก็มีนักโทษการเมืองอีกจำนวน 71 คน ในคดีกบฎบวรเดช ส่งมาฝากขังที่นี่ด้วยเช่นกัน แต่แยกขังไว้ต่างหากไม่ให้ติดต่อและปะปนกับนักโทษทั่วไป

หมู่เกาะตะรุเตาในสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีผู้คน บนเกาะก็เป็นป่าดงดิบ มีสัตว์ป่าและไข้ป่าชุกชุม ทะเลก็มีปลาฉลาม ที่นี่เหมือนเป็นแดนโหดที่มีมหันตภัยรอบด้าน ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ จึงเหมาะที่ใช้เป็นที่กักกันและป้องกันการหลบหนีได้เป็นอย่างดี

นอกจากตะรุเตาจะใช้เป็นที่คุมขังกักกันแล้ว ก็ยังเป็นตำนานเรื่องราวทางวรรณกรรมของ สอ เสถบุตร ผู้แต่งตำราพจนานุกรม ไทย - อังกฤษ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นตำราอ้างอิงมาจนถึงปัจจุบัน พจนานุกรมของสอ เสถบุตรที่หลายๆคนเคยใช้และยังขายดีตามร้านหนังสือ คงน้อยคนนักที่จะทราบเบื้องหลังว่าแต่งขึ้นโดยนักโทษการเมืองที่ถูกกักขังอยู่บนเกาะตะรุเตา

สอ เสถบุตร เป็นนักเรียนนอกจบมาจากประเทศอังกฤษ โดยสอบชิงทุนหลวงและกลับมารับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 7 จนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงมหาสิทธิโวหาร ตำแหน่งอธิบดีกรมบัญชีกลาง ด้วยวัยเพียง 26 ปี สอ เสถบุตร สนใจการเมือง และถูกจับในคดีกบฏบวรเดชปี 2476 ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เริ่มทำพจนานุกรมในคุกบางขวางขณะอายุ 30 ต่อมาถูกย้ายไปจองจำที่เกาะตะรุเตากับเกาะเต่า ระหว่างนั้นก็เขียนตำราพจนานุกรมและแอบลักลอบทะยอยส่งมาตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ที่กรุงเทพ โดยคนทั่วไปไม่ทราบว่าคนแต่งนั้นเป็นนักโทษอยู่บนเกาะตะรุเตา

สอ เสถบุตร ได้รับการอภัยโทษถูกปลดปล่อยปี 2487 หลังติดอยู่ 10 ปี 11 เดือน กับ 20 วัน ครั้งที่ต้องโทษอยู่บนเกาะตะรุเตาและเกาะเต่านั้น เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เพราะได้รับความอดอยากและติดเชื้อไข้จับสั่น มารดาที่อยู่กรุงเทพต้องส่งยาที่มีราคาแพงไปให้ ถึงมือบ้างไม่ถึงบ้างถูกผู้คุมทุจริตบ้าง ได้มาก็แบ่งปันรักษาให้นักโทษรายอื่น แต่ตัวเองก็ต้องแอบเก็บไว้ นักโทษการเมืองที่มียศตำแหน่งใหญ่โตแต่ไม่มียารักษาก็ต้องล้มตายไป แต่ สอ เสธบุตร ก็อดทนและรอดชีวิตมาได้ในสภาพที่ร่วงโรย อดโซ เสื้อผ้าขาดวิ่น เป็นที่เวทนาแก่ชาวบ้านขณะนักโทษที่เหลือนั่งรถไฟกลับกรุงเทพหลังได้รับอิสรภาพในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม หรือช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติใหม่ๆ

เรื่องราวของนักโทษการเมืองที่เกี่ยวข้องกับเกาะตะรุเตาและเกาะเต่าในอดีต ที่เคยมีภาพลักษณ์อันน่ากลัว ได้กลายเป็นบทสนทนากับไกด์ทัวร์บนดาดฟ้าชั้นบนของเรือ SATUN 1 (สตูล 1 ) ขณะกำลังทะยานสู่เป้าหมายข้างหน้า ไกด์เล่าว่านักโทษการเมืองในตอนนั้นใช้วิธีติดต่อกับโลกภายนอกผ่านชาวประมงท้องถิ่นหรือที่เรียกว่าชาวเล โดยเขียนจดหมายและฝากให้นำไปส่งกับญาติบนฝั่งหรือส่งทางไปรษณีย์แลกกับค่าจ้าง

ตะรุเตาจากอดีตที่มีเรื่องราวอันน่าสพึงกลัว มีไข้ป่า อดอยาก ไม่ได้รับการเหลียวแลจากเจ้าหน้าที่ ร่างกายผอมโซ เสื้อผ้าเก่า ขาด และ โดนพิษไข้ป่าจนเพ้อคลั่งรวมทั้งล้มตาย ดูไม่ต่างจากสภาพของเชลยศึกชาวยุโรปที่ถูกเกณฑ์มาสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และทั้งสองเหตุการณ์ได้ปิดฉากความหฤโหดในเวลาพร้อมๆกัน คือวันสิ้นสุดของสงคราม

่ภาพของตะรุเตา ณ วันนี้ กับเมื่อหกสิบกว่าปีก่อน ถูกเปลี่ยนโฉมให้เป็นสถานท่องเที่ยวทางทะเลที่มีแต่ภาพสวยๆงามๆของอันดามัน ไม่มีไข้ป่าไม่มีสัตว์ป่าดุร้าย และไม่มีฉลามร้ายเหมือนอดีต วันนี้นักท่องเที่ยวต่างประทับใจกับท้องทะเลอันสวยสด และลืมเลือนไปกับความทรงจำของสึนามิ ที่อาละวาดอย่างบ้าคลั่งในท้องทะเลอันดามัน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 หลังจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ฉลองวันคริสต์มาสได้เพียงวันเดียว

บริเวณหมู่เกาะตะรุเตาโชคดีกว่าแถวๆภูเก็ตและพังงา ที่คลื่นไม่รุนแรงนัก อาจเป็นเพราะพื้นที่ไม่ได้อยู่แนวตั้งรับ แต่กระนั้นไกด์ก็บอกว่าเห็นแนวคลื่นตั้งกำแพงขาวโพลนทั่วท้องทะเล เป็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

ภาพจากเกาะไข่ เกาะเล็กๆที่โพล่พ้นน้ำขึ้นมาและมีพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร เป็นภาพที่หลายคนชื่นชอบ ที่นี่เป็นจุดแวะให้ชมเป็นจุดแรกที่ทำให้การเดินทางมีสีสัน เรือจอดอยู่เพียงห่างๆให้นักเดินทางได้ชื่นชมและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ไกด์บอกว่าที่นี่มีชื่อว่าเกาะไข่ และหาดทรายสีขาวๆที่เห็นนั้นจะเป็นที่วางไข่ของเต่าทะเล ห้ามไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนหรือนอนค้างแรม

ผมนั่งรับลมอยู่บนดาดฟ้าของเรือนับแต่เรือออกจากท่า นั่งคุยถึงเรื่องราวต่างๆกับไกด์ท้องถิ่นที่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดสตูล บอกว่าเป็นไกด์ประเภท freelance หรือไกด์อิสระ รับช่วงกับบริษัททัวร์และส่งมอบงานกันที่ปากบารา ไกด์อิสระจะคอยดูแลลูกทัวร์ตลอดรายการนับจากเรือออกทะเล จนกระทั่งกลับถึงฝั่ง บอกว่าท้องทะเลของเกาะตะรุเตาคนในพื้นที่จะรู้ดีที่สุด และเป็นการสงวนอาชีพนี้ให้กับคนท้องถิ่นโดยเฉพาะ

ที่ชั้นล่างใต้ดาดฟ้าของเรือเป็นห้องผู้โดยสารจุคนได้เกือบร้อย และเป็นห้องแอร์ ผมเลือกมาสู้แดดสู้ลมก็เพราะไม่ชอบอากาศภายในห้องโดยสารที่ดูไม่ค่อยจะบริสุทธิ์นัก มีกลิ่นควันเครื่องยนต์ปะปนมาด้วย จึงขึ้นบันใดมารับอากาศบริสุทธ์อยู่ชั้นบนของเรือ อาจร้อน แต่ก็พอทนได้ แรกๆก็ไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่พอเรือวิ่งไปสักระยะปรากฏว่าแห่กันมานั่งรบลมชมวิวกันเป็นแถว

มาเที่ยวทะเลถ้าทำตัวแบบง่ายๆสบายๆ น่าจะมีความสุขกว่าทำตัวแบบระแวดระวัง กลัวแดดบ้าง กลัวผิวหนังเป็นมะเร็งบ้าง ซึ่งดูแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตนี้จะในกฏเกณฑ์มากไปสักหน่อย การมาเที่ยวทะเลให้สนุกจำเป็นต้องปล่อยวางพวกสิ่งรุงรังเหล่านี้ จะดำแดดก็ช่างหัวมัน จะร้อน ตัวจะเหนอะหนะ ก็ช่างมันปะไร หรืออยู่บนฝั่งก็หัดเดินเท้าเปล่าบ้าง ทำตัวแบบนี้ก็คิดว่าน่าจะเที่ยวได้สนุกทุกที่

หนึ่งชัวโมงกว่า เรือก็พาเรามาถึงเกาะหลีเป๊ะ อันเป็นจุดหมายปลายทางของพวกเรา และเป็นท่าปลายทางของเรือโดยสาร ระหว่างทางก็ได้เห็นเกาะต่างๆของหมู่เกาะตะรุเตากันหลายเกาะที่อยู่ห่างกันออกไป เราผ่านเกาะตะรุเราซึ่งเป็นที่ทำการของอุทยาน ที่มีเต้นท์ให้นักท่องเที่ยวเช่านอนบนเกาะมีร้านอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว วันนี้เราเพียงแค่ผ่าน ส่วนในวันพรุ่งนี้ไกด์บอกว่าจะมาแวะ

ภาพเกาะหลีเป๊ะที่มองเห็นจากเรือโดยสารขณะกำลังถ่ายคนลงเรือเล็ก ดูเป็นเกาะที่ไม่ใหญ่นัก เห็นบังกะโลจำนวนหลายหลัง มองเห็นหาดทรายที่ขาวมาก และที่แปลกใจก็ตรงที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้างถาวรอะไรนัก เกาะนี้ได้ยินว่าเป็นเกาะที่มีผู้อยู่อาศัยมากที่สุด พื้นที่บนเกาะมีหนังสือเอกสารสิทธิ์ที่ทางการออกให้ผู้อยู่อาศัยดั่งเดิม ซึ่งก็ได้แก่ชาวเกาะที่เรียกว่า อุรัก ลาโว้ย หรือชนกลุ่มเดียวกับชาวมอร์แกนในจังหวัดภูเก็ต

ตะรุเตาตอนที่ 2 ก็ขอจบลงตรงที่เรือเฟอร์รี่หรือโดยสารได้พามาถึงปลายทาง จากนี้ไปพวกเราก็ต้องลงเรือเล็กเพื่อพาไปยังฝั่งที่มองเห็นหาดทรายสีขาวข้างหน้าโน้น จากนั้นก็จะมีกิจกรรมเล็กๆสำหรับกรุ๊ปทัวร์ เป็นการแนะนำการใช้อุปกรณ์สำหรับดูปะการังและเครื่องชูชีพ

ตะรุเตาตอนที่ 3 จะพาไปชมอะไร ก็ต้องคอยติดตามในอีกไม่ช้า แต่ก่อนที่จะไปชมตอนที่ 3 ผมคงต้องคั่นรายการด้วยการพาเที่ยวภาคเหนือเข้าใจว่าจะพาไปเที่ยวจังหวัดแพร่ ที่นั่นมีอะไรดีต้องคอยติดตาม เป็นเเรื่องที่ผมเตรียมไว้นานแล้ว นานจนเกือบลืม แต่ก็ขอบอกตอนนี้ได้เลยว่าสุดยอดสถาปัตย์กรรมไทยที่หาชมได้ยากในดินแดนภาคเหนือ เป็นชุดที่ผมเดินทางผ่านไปหลายครั้ง และทุกครั้งก็ได้ภาพสวยๆไม่ซ้ำกัน


เวปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
9 กรกฎาคม 2548






Data exposure : การถ่ายภาพ

Nikon F90
Lens : 28-70 mm, 75-300 mm
Film Slide : Kodak E 100VS, Fuji Velvia 50 ISO
Filter : PL
Tripods : No

วันนี้ค่อนข้างโชตดีที่มีแดดเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เห็นภาพท้องทะเลค่อนข้างสดใส และทำให้ภาพสไลด์มีความสดค่อนข้างมาก เนื้อสีแน่นอิ่มตัวดีฟิล์มที่ถ่ายชุดนี้มี 2 รุ่น คือ E 100VS และ velvia ( 50 ISO) ซึ่งทั้งสองให้ความสดใสพอๆกัน

ถ้าถ่ายภาพตามปกติโดยไม่มีตัวช่วยอื่นแล้ว ภาพจะไม่ใสเท่านี้ แต่ครั้งนี้ได้ใช้ฟิลเตอร์ PL เข้าช่วยจึงทำให้ได้ภาพที่มีน้ำหนักสีดี ซึ่งในเวปนี้ได้เคยพูดอยู่หลายครั้งในเรื่อง PL จึงไม่ขอกล่าวซ้ำอีก หากใครสนใจลองหาอ่านในหมวด Gallery ของแต่ละเรื่องที่มีข้อมูลการถ่ายภาพ

ความจริงในการถ่ายภาพชุดนี้ค่อนข้างผิดหวัง เพราะภาพมัน drop ไปจากของจริงที่มองผ่าน view finder ขณะสวม PL ซึ่งเป็นภาพบริเวณเกาะไข่ (ภาพ 11 - 26 ) ภาพที่เห็นนี้อาจดูสวยแต่ที่เห็นจากของจริงนั้นมันสวยกว่าภาพที่ถ่ายมามาก ยังงงอยู่เหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้นที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่แล้วภาพจาก Slide ความรู้สึกจากของจริงกับภาพที่ถ่ายมา มักไม่ค่อยจะ drop ลงมากนัก แต่คราวนี้ไม่ทราบเป็นไง ความสด ความใส หายไปเยอะทีเดียว ตอนที่ส่งล้างก็ลุ้นอยู่ในใจว่าภาพจะต้องดี และจะดูภาพในชุดนี้ก่อนเพื่อน เพราะในใจขณะที่ถ่ายนั้นมีความรู้สึกเหมือนถูกหวย ว่ามันช่างประจวบเหมาะอะไรเช่นนี้ มีแสงพลุบๆโพล่ๆ สวยไปหมดทุกซ๊อตที่ถ่าย

นึกในใจว่าวันแรกก็ได้ภาพเด็ดๆแบบนี้แล้วหรือ ลึกๆแล้วก็รู้สึกดีใจว่าทริปนี้น่าจะมีภาพเด็ดๆติดไม่ติดมือกลับไปแน่ และยิ่งใช้ฟิล์ม velvia ด้วยแล้ว ถือว่าปิดประตูแพ้และผิดหวังกันเลย แต่ผลออกมาไม่เหมือนคิด แม้จะไม่สะใจแต่ก็ติดว่าคงไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว ได้แค่นี้ก็ถมถืด

แถมอีกนิดเรื่องการวัดแสง ใช้วิธีวัดแบบ weight everage หรือเฉลี่ยหนักกลาง แต่ก็มีการปรับให้ Over ประมาณ 1/2 stop เป็นบางภาพ ที่เห็นว่าภาพอาจจะมึดกว่าปกติ ตรงนี้อาจเป็นทริคส่วนตัวที่มองจากภาพเป็นหลักว่าภาพใดควร over/ normal/ หรือ under

 

 

 
 
 
photoontour.com  copyright © All images www.photoontour.com, All rights reserved