Photoontour.Com   โฟโต้ออนทัวร์ Ko Tarutao part 4  :   ตะรุเตา ตอนที่ 4 " เที่ยวทะเล "  
< ออกไปหน้าแรก > Home > Gallery > Ko Tarutao part 4        
 
  บทความ
เทคนิคการถ่ายภาพ
 
 
   


ตะรุเตา ตอนที่ 4 (ท่องทะเล)

เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างดี ฟ้าใส โปร่ง ทะเลสีครามสวยสด เหมาะสำหรับการออกเรือเที่ยวทะเลตามโปรแกรมที่บริษัททัวร์ได้จัดให้ เมื่อวานนี้ไกด์ได้มาช่วยกันสาธิตการใช้ชูชีพ สน๊อคเกิล และหน้ากากดำน้ำ พร้อมแนะนำสิ่งต่างๆ จากนั้นก็มาลองใช้งานจริงที่ชายหาดหน้าที่พักโดยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ดูแล้วก็เป็นสิ่งดีที่เห็นบทบาทของไกด์ จากชมรมมัคคุเทศก์ของท้องถิ่นร่วมกับบริษัททัวร์ ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย

บริษัทท่องเที่ยวหลายแห่งอาจละเลย และไม่มีการแนะนำหรืออธิบายใดๆ เพราะอาจเห็นว่าเป็นเรื่องง่ายๆใครๆก็ใช้เป็น ส่วนใหญ่ก็ทำเพียงแค่จดชื่อลงรับการเบิกอุปกรณ์ จากกนั้นก็ตัวใครตัวมัน ใครใช้ไม่เป็นก็ถามๆกันเอาเองในกลุ่ม เรื่องนี้ไม่ทราบว่ามีข้อกำหนดกฏเกณฑ์สำหรับทัวร์ทางทะเลหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็น่าจะให้มีเป็นมาตรฐาน บ้านเราตอนนี้การท่องเที่ยวยังอยู่ในภาวะกำลังฟื้นตัว ยังไม่คึกคักนัก ก็น่าจะถือโอกาสกำหนด ไว้เป็นข้อปฏิบัติของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว โดยให้กำหนดสาระสำคัญๆเกี่ยวกับความปลอดภัยในการท่องเที่ยวทางทะเล เช่นสัดส่วนของไกด์ ต่อลูกทัวร์ การแนะนำการใช้อุปกรณ์ ขนาดเรือกับจำนวนนักท่องเที่ยว สภาพความปลอดภัยของเรือ อุปกรณ์ความปลอดภัยบนเรือที่ควรมี ฯลฯ

บางอย่างในเรื่องเหล่านี้ก็อาจมีกำหนดไว้แล้ว แต่ไม่มีใครมาคอยควบคุมดูแล ไม่กี่เดือนนี้ก็มีข่าวเรือหางยาวแตกกลางทะเลเพราะคลื่นแรง และเรือก็มีสภาพเก่า นักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มหนึ่งเกือบเสียชีวิต ดีที่มีเรือลำอื่นๆเข้ามาช่วยทัน

เอาละลงเรือกันดีกว่า ได้เวลาที่ไกด์เรียกแล้ว ก่อนหน้านี้พวกเราต่างก็ทาครีมกันแดดกันล่วงหน้า เพราะยังไงวันนี้คงโดนแดดกันเต็มๆ ทาครีมป้องกันบ้าง หน้าจะได้ไม่ดำมาก กลับไปที่ทำงานพรรคพวกจะได้จำหน้าได้ ก่อนนั้นผมก็ไม่ค่อยจะสนใจนัก แดดร้อนยังไงก็ไม่ค่อยกลัว เพราะคิดว่านานๆมาเที่ยวกันสักครั้ง จึงไม่ต้องกังวลอะไรให้มากนัก แต่ตอนกลับกรุงเทพนี่ซิ เป็นเดือนเลยครับ กว่าสีผิวจะเหมือนเดิม เพราะดำกร้านเหมือนมาจากอัฟริกา

พวกเราแยกย้ายกันลงเรือหางยาว คิดว่าน่าจะ 5 ลำ แต่ละลำก็กำหนดไว้ไม่เกิน 10 คน นั่งกันแบบพอดีๆ เมื่อพร้อมแล้วก็ออกเรือ

ขณะเรือกำลังเคลื่อนออกจากฝั่งก็มีโอกาสมองย้อนกลับมายังที่พักบนเกาะ (ภาพ 2) เห็นน้ำทะเลสีสวยมาก และบรรยากาศของทะเลโดยรอบก็ออกสีฟ้าแกมเขียว มันสวยเกินบรรยาย (ภาพ 1) แต่พอเรือพาไกลออกไป น้ำทะเลก็เริ่มออกสีเข้มสนิท ซึ่งบอกถึงความลึกของทะเลในบริเวณนั้น

เรือหางยาววิ่งตามกันไปห่างๆ ต่างแผดเสียงคำรามแข่งกันไปตลอดเส้นทาง เสียงเครื่องเรือแม้ออกจะดัง แต่ในความรู้สึกลึกๆแล้วมันกลายเป็นเสียงที่อยู่คู่กับแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในยุคนี้ และอีกไม่นานก็เชื่อว่าเสียงนี้จะค่อยๆหายไป เพราะจะมีเสียงใหม่มาแทน ก็คือเสียง เรือสปีดโบ๊ต หรือเรือเร็วที่มีเครื่องยนต์แรงๆ ซึ่งขณะนี้ก็กำลังรุกคืบเข้าไปแทนเรือหางยาวแบบดั่งเดิมทุกขณะ

เรือหางยาวพาเลาะขนานไปกับแนวฝั่งของเกาะ พอพ้นปลายแหลมที่เป็นโขดหิน ก็ออกมาสู่ทะเลกว้างที่เป็นเหมือนถนนสายใหญ่ของการสัญจรทางน้ำในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา มองไกลๆเห็นเรือหลายลำกำลังผ่านไปมา

จุดแรกที่เรือจอดให้นักท่องเที่ยวดูปะการัง ปรากฏว่าอยู่กลางทะเล และห่างฝั่งมาไกลพอสมควร บริเวณนั้นมีเรือท่องเที่ยวจากที่อื่นจอดอยู่ 3 -4 ลำ มีนักท่องเที่ยวกำลังดำผุดดำว่ายอยู่ประปราย ไกด์บอกว่าปะการังใต้ทะเลสวยมาก เป็นปะการังอ่อน มีปลาหลากหลายชนิด และเป็นจุดดูปะการังที่สวยที่สุดของตะรุเตา

หลายคนออกจะตื่นเต้นที่เห็นความสวยงามของใต้ท้องทะเลในบริเวณนั้น เหมือนเป็นโลกอีกใบหนึ่ง น้ำใสจนมองเห็นความงดงามใต้ทะเลลึกบนผิวน้ำดูเป็นทะเลราบเรียบตามปกติ แต่เมื่อมองผ่านหน้ากากลงไปใต้น้ำ เห็นพวกดอกไม้ทะเลสีสวยๆเกาะอยู่ตามก้อนหินอยู่มากมาย ยามที่คลื่นหรือมีฝูงปลาแหวกว่าก็อ่อนพริ้วไปไปมา ปลาที่นี่มีหลายชนิด บางชนิดก็ฝูงใหญ่มีนับพันๆตัวเลยทีเดียว

ไกด์บอกว่าบริเวณนี้เป็นแนวร่องน้ำเรียกว่า" ร่องน้ำจาบัง"
ข้อมูลจากหลายแห่งบอกว่าเป็นความสวยงามที่ติดระดับโลกบ้างก็ว่าอันดับ 7

จากนั้นก็พาไปดูปะการังอีกจุดหนึ่ง ที่ไม่ห่างจากจุดแรกเท่าใดนัก บริเวณนี้อยู่ใกล้กับเกาะเล็กๆที่ไม่มีคนอาศัย เข้าใจว่าเป็นด้านหลังเกาะที่ไม่โดนคลื่นลม น้ำจึงนิ่งและใสมาก มองเห็นปะการังแข็ง ตะปุ่มตะป่ำคล้ายกับก้อนหินกลมๆ

ถัดมาก็ไปแวะเกาะหินงาม ที่เคยเห็นภาพจากนิตยสารต่างๆ และเป็นปริศนาให้กับผมมานานแล้วว่า มันเป็นไปได้ยังไงที่จะมีหินสีดำก้อนมนๆอยู่เต็มชายหาด บริเวณนี้เป็นเหมือนหาดเล็กๆที่มีแต่กองหินสีดำกองหนาๆโผล่พ้นน้ำขึ้นมาข้างๆเกาะ ที่นี่มีแต่หินดำไม่มีทราย และในอุทยานตะรุเตา ก็มีที่นี่เพียงแห่งเดียว นับว่าเป็นเรื่องน่าแปลกมาก

ใครมาเที่ยวเกาะนี้ก็ต้องบอกว่า " อย่าได้เก็บก้อนหินกลับไปเป็นอันขาด"

ไกด์ได้เล่าแกมขู่ว่า ครั้งหนึ่ง เคยมีชาวต่างชาติเก็บก้อนหินติดตัวไป จนเกิดอาการประหลาดอะไรสักอย่าง จึงต้องนำกลับมาคืนที่เกาะนี้ เรื่องนี้ได้มีการเล่าต่อ และบอกให้นักท่องเที่ยวรุ่นต่อๆมาได้รับรู้ โดยเฉพาะพวกที่มักชอบเก็บไปเป็นที่ระลึก ใครอยากเจออาธรรพณ์ อยากลองของก็เชิญตามสะดวก หากเกิดอาการชักดิ้นชักงอท้องคัดท้องแข็งก็อย่ามาหาว่าไม่มีใครเตือน

พื้นที่บริเวณนี้ถ้าเดาเอาก็ไม่น่าเกิน 400 ตารางวา หรือประมาณ 1 ไร่ ดูคล้ายกับว่ามีการขนหินจำนวนมากมากองไว้ จากนั้นก็เกลี่ยให้เรียบ คล้ายกองหินที่เตรียมไว้เพื่องานก่อสร้าง ก็ยังคุยตลกกับไกด์ว่า หลอกกันหรือเปล่า แกล้งขนหินมากองไว้แล้วโปรโมทให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จะได้เป็นจุดขาย ฝ่ายไกด์ขี้เล่นก็เลยผสมโรงติดตลกอีกว่า ต้องใช้รถสิบล้อหลายคัน และบรรทุกลงเรือหลายเที่ยวเลยครับพี่ กว่าจะกองใหญ่ขนาดนี้

ออกจากเกาะหินงามก็นั่งเรือต่อไปที่เกาะราวี เกาะที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่นจนดูเหมือนป่า เรือได้แล่นไปจอดบริเวณหาดที่มีชื่อว่าหาดทรายขาวและก็ขาวสมชื่อจริงๆ หาดที่นี่เล่นน้ำได้ แต่ถ้าเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่งที่หันหน้ารับลม จะมีคลื่นกระแทกเข้าฝั่งค่อนข้างแรง นั่งเพลินๆที่ขอนไม้เจอคลื่นซัดโครมเข้าให้จนต้องขยับหนีขึ้นที่สูง ที่หาดนี้มีสัญลักษณ์อยู่อย่างหนึ่ง ใครเห็นก็อาจจำได้ และเคยเห็นบ่อยๆตามนิตยสารท่องเที่ยวนั่นก็คือ ต้นไม้ใหญ่ ที่ล้มพาดอยู่ชายหาดมานานหลายปี เป็นวัฏจักรตามธรรมชาติที่ถึงอายุขัยของกาลเวลา

มื้อเที่ยงพวกเราก็ทานอาหารกันบนเกาะในบริเวณใต้ร่มเงาไม้ใหญ้ที่ดูคล้ายป่า อาหารที่ทานก็ทำกันสดๆบนเกาะ เข้าใจว่าน่าจะเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเกาะ ที่ไปแอบซุ่มทำในอาคารชั่วคราวหลังเล็กๆ อาหารร้อนๆ ในท่ามกลางลานดินที่ร่มรื่น ปรากฏว่าเรียกน้ำย่อยและหิวไปตามๆกันพอได้เวลาพวกเราก็เตรียมตั้งวงอาหาร นั่งโต๊ะบ้าง ปูเสื่อบ้าง หรือนั่งบนขอนไม้บ้าง ณ เวลานี้ก็ต้องบอกว่า อะไรๆก็อร่อยไปหมด อาหารก็ไม่อั้นตักมาเสริฟกันแทบไม่ทันสั่ง มื้อนี้เลยกินกันอิ่มหน่ำจนแน่นพุง  กับข้าวก็แบบพื้นๆภาคใต้ผสมภาคกลาง ถ้าไล่เรียงเมนูมื้อนี้ก็พอจำได้ว่ามี แกงส้มปักษ์ใต้ ผัดผักรวมมิตร ผัดพริกขิงถั่วใส่สะตอ แกงจืด และ ไข่เจียวร้อนๆ รวม 5 อย่างนะครับ กินกันเกลี้ยงไม่เหลือ

เป็นไงครับ น้ำลายสอหรือเปล่า ขนาดผมนั่งเขียนบทความนี้ น้ำย่อยมันยังก่อตัวเลย ทั้งที่เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว ตอนนี้ต้องขอพักหาของกินรองท้องกันสักหน่อย

จากหาดทรายขาวที่เกาะราวี ก็นั่งเรือไปต่อที่อ่าวพันเตมะละกา ซึ่งเป็นเกาะที่ทำการของอุทยาน ถือเป็นศุนย์กลางของหน่วยราชการ มีที่ทำการ มีบ้านพัก มีสถานที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ระดับหนึ่ง นักท่องเที่ยวสามารถมาพักได้ มีร้านอาหาร มีเต้นท์ที่พักให้เช่า หน้าอุทยานฯมีชายหาดขาวสะอาดและทะเลสดสวย แต่ทรายที่นี่ค่อนข้างแปลกคือมีทรายสีดำเหมือนเป็นแร่ภูเขาไฟปะปนมาด้วย บางส่วนของหาดมีทรายสีดำค่อนข้างมาก

พวกเราเมื่อลงจากเรือแล้วต่างก็แยกย้ายกันออกสำรวจพื้นที่กัน แต่รู้สึกว่าไม่มีใครออกไปเล่นน้ำเพราะเป็นเวลาบ่าย แดดร้อนระอุอย่าบอกใคร  เชื่อว่าหลายคนคงหามุมสงบเพื่องีบกันมากกว่า เพราะหนังตามันเริ่มหย่อนแล้ว ส่วนผมก็ปลีกตัวออกไปชมวิวและถ่ายภาพตามถนัด ขากลับ เมื่อเรือใกล้ถึงเกาะหลีเป๊ะ ก็ได้วนรอบเกาะให้พวกเราได้เห็นทัศนีย์ภาพโดยรอบ ทำให้เห็นว่านอกจากบังกะโลที่พักแถวๆหน้าหาดแล้ว ก็ยัง มีที่พักนักท่องเที่ยวสร้างแบบขั้นเดียวบ้างสองขั้นบ้างอยู่ประปราย กระจายอยู่รอบเกาะ ไกด์บอกว่าเจ้าของเป็นชาวเลที่มีเอกสารสิทธิ์ถือครองไม่สามารถโอนหรือขายกรรมสิทธิ์นี้ได้ แต่อนาคตผมก็ไม่แน่ใจ เพราะคิดว่ามันพอมีช่องทางขายให้นายทุนเหมือนที่ปรากฏเป็นข่าวให้เห็นเป็นประจำ

เรือพามาถึงหน้าหาดราว 4 โมงเย็น จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับที่พัก และโปรแกรมในเย็นนี้ไกด์บอกว่าจะพาไปดูชุมชนของชาวเลที่อาศัยอยู่บนเกาะมีอาชีพทำการประมง โดยนัดให้มารวมกันที่ร้านอาหารหลังอาบน้ำอาบท่ากันเรียบร้อยแล้ว

ตะรุเตาตอนที่ 4 ก็ขอจบแต่เพียงนี้ ผมก็ต้องขอตัวไปอาบน้ำก่อน แล้วก็มาพบกันในตอนที่ 5 เป็นตอนที่จะเห็นบรรยากาศทั่วไปของชุมชนชาวเลดั่งเดิมของหมู่เกาะตะรุเตา หรือกลุ่มชาวประมงเร่ร่อนในอดีตที่เรียกว่า อุรัก-ลาโว๊ย


เวปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
5 กันยายน 2548



เทคนิคการถ่ายภาพ

ทุกภาพในตอนที่ 4 นี้ ใช้ฟิล์ม Fuji Velvia และภาพส่วนใหญ่จะใช้ฟิลเตอร์ PL ทั้งนี้เพื่อให้ภาพสดใสมากขึ้น

ภาพเกาะหินงาม ใช้ PL เกือบทุกภาพ บรรยากาศทั่วไปดูออกขาวๆหม่นๆ เพราะมีเมฆบังแดด ความจริงไม่ควรใช้ PL แต่เพื่อจะเน้นก้อนหินให้เข้ม และมีน้ำหนักมากขึ้น ใช้PL จะเพิ่มน้ำหนักของสีของก้อนหิน จากสีหม่นๆ ก็ดูเข้มดำมากกว่าปกติ แต่ทั้งนี้ก็ต้องเลือกมุม เลือกทิศทางแสงที่ไม่ย้อนแสงด้วย

ปัญหาในการถ่ายภาพชุดนี้อีกอย่างก็คือ ใช้ฟิล์มไวแสงต่ำ (50 ISO) และสวมฟิลเตอร์ PL ด้วย ทำให้มีปัญหาในการใช้สปีดสูงๆไม่ได้ ภาพที่เรือกำลังวิ่งจึงเป็นปัญหามาก ซึ่งความเร็วที่ใช้น่าจะไช้หรือควรเลือกใช้จะอยู่ที่ 1/250 วิ ภาพจะได้ไม่ไหว แต่ที่ถ่ายมาจะไช้ที่ 1/125 เป็นส่วนใหญ่ เพราะ1/250 ไม่สามารถใช้ได้ การถ่ายจึงต้องรอจังหวะที่เรือนิ่งที่สุด จังหวะที่ไม่โคลงมากจึงกดชัตเตอร์ และผลก็ออกมาใช้ได้

 
   
 
     
       
photoontour.com  copyright © All images www.photoontour.com, All rights reserved