Photoontour.Com   โฟโต้ออนทัวร์ Ko Tarutao part 5  :   ตะรุเตา ตอนที่ 5 ชุดหมู่บ้านชาวเล ชนเผ่า อุรักลาโวย  
  Home > Gallery > Ko Tarutao part 5      อ่าน  >> I บทความ I เทคนิคการถ่ายภาพ  I English text I
 
  coming sooncoming soon < ออกไปหน้าแรก >
 
 
 
   



Urak Lawoi

The Adang Archipelago of the Andaman Sea, Southwest Thailand, is remarkable for the diversity of marine life present, with a total of 288 fish and 137 coral species. Since the 1910's, it has been home of a group of Urak Lawoi, a formerly semi-sea nomadic people who maintained permanent houses on land and were nomadic in their food foraging practices. The archipelago became a part of Tarutao National Marine Park in 1974. Although the Urak Lawoi were granted Thai citizenship a few decades ago, they have remained the group most vulnerable to outside forces, enjoying the least negotiation power, and being most affected by how other stakeholder groups use or manage the resources upon which the Urak Lawoi themselves depend for their livelihood. Since moving into the archipelago in the early 20th century, all of their long-term village heads have been outsiders.

 Traditionally, the Urak Lawoi had villages and temporary living sites for their longer harvesting periods scattered throughout the archipelago. After the park establishment, their semi-nomadic foraging practices were no longer approved. Most Urak Lawoi were resettled to Lipe, a small island with an area of approximately 5 km2. Today, nearly 1,000 people live on Lipe and. a community of approximately 150 people continue to live on two northeastern beaches of Adang Island.

 Before land titles were introduced in 1940, the Urak Lawoi communally owned natural resources and all individuals had access to them for subsistence purposes. There was no concept of private or state ownership. Lipe is the only island where private land ownership exists since land titles there had been assigned before the park was established. However, for most Urak Lawoi, land titles are irrelevant and most have sold their land to outside capitalists. Today, over 85 percent of the Urak Lawoi do not own land and almost all live on somebody else's property        

source : http://www.unescobkk.org/index.php?id=2734


หมู่บ้านชาวเล

วันนี้เป็นที่สองที่พวกเรามาอยู่บนเกาะหลีเป๊ะ เกาะที่ยังมีความเป็นธรรมชาติแบบเดิมๆ หาดทรายขาว น้ำทะเลสีคราม สวยเกินกว่าที่คิดเอาไว้มาก มาที่นี่แล้วมีความรู้สึกอยากอยู่นานๆ เพราะช่วงนี้อากาศกำลังดีมีฝนโชยมาประปราย ทำให้รู้สึกว่าได้สัมผัสหลากหลายบรรยากาศ

เกาะหลีเป๊ะเป็นเกาะที่มีผู้คนอาศัยมากที่สุด มีชุมชนเก่าแก่ดั่งเดิม ทำอาชีพประมงอยู่กับทะเลอันดามันมาเป็นเวลานาน เป็นกลุ่มชาวเลเร่ร่อน ที่มีชื่อว่า “ ยิปซีแห่งท้องทะเล ” เรียกว่ากลุ่ม “ อุรัก ลาโวย “ ( Urak lawoi) ซึ่งเป็นหนึ่งในสามกลุ่มของชาวเลแถบอันดามัน

เย็นวันนี้ไกด์ได้พาคณะทัวร์เดินย้อนมาตามชายหาด และตัดทางเดินเท้าเข้าไปในหมู่บ้านชาวเล เพื่อจะไปโผล่ชายหาดอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดจอดเรือประมง ระหว่างทางได้เห็นที่พักบังกะโลเป็นช่วงๆสลับกับพื้นที่ว่างเปล่าที่ปกคลุมไปด้วยหญ้าแห้ง ไกด์บอกว่าแถวนี้เป็นที่ดินของชาวเล

หมู่บ้านชาวเลปลูกบ้านห่างกันพอสมควร จึงมองไม่ค่อยออกว่ามีประมาณกี่หลัง ที่นี่ไม่มีรั้ว จึงเดินทะลุถึงกันได้หมด ระหว่างบ้านแต่ละหลังจะเป็นลานดินโล่งๆที่กวาดจนเกลี้ยงเตียน ครั้งแรกเข้าใจว่าเค้าพร้อมใจกันทำความสะอาด เพราะต้องการให้ดูดีในสายตานักท่องเที่ยว แต่ความจริงแล้วเป็นอุปนิสัยของชาวเลกลุ่มอุรักลาโวย ที่ค่อนข้างจะรักษาความสะอาดบ้านเรือนได้ดีกว่าชาวเลกลุ่มอื่นๆ

ชายหาดหน้าหมู่บ้านที่เปรียบเสมือนหน้าบ้านของชาวเล ดูคล้ายหาดทั่วๆไป มีเรือประมงจอดอยู่ประปราย มีไม่มากเหมือนที่คิด เข้าใจว่าคงเปลี่ยนไปตามสภาพที่เป็นเกาะเพื่อการท่องเที่ยว อาชีพประมงและเรือประมงจึงลดน้อยลง

แม้ชาวเลส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น แต่ก็ยังพอให้เห็นภาพวิถีชีวิตของชาวเลบางส่วนที่ยังจับสัตว์น้ำ ยังเห็นลอบดักปลาเรียงรายอยู่หน้าชายหาด และได้มีโอกาสถ่ายภาพพชาวเลที่ยังไม่ละทิ้งอาชีพดั่งเดิม ซึ่งในอดีตนั้นชาวเลไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน จะมีความชำนาญในการหาปลาและจับสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก มีน้ำอดน้ำทนเป็นเลิศทั้งหญิงและชาย รู้ธรรมชาติของท้องทะเลได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นจ้าวแห่งท้องทะเลอันดามันที่แท้จริง

กลุ่มอุรักลาโวยที่อาศัยอยู่บนกะหลีเป๊ะและหมู่เกาะอาดังในแถบเดียวกันนี้ ตามที่มีบันทึกไว้ของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ  คาดว่าแรกเริ่มเดิมทีน่าจะเป็นชนเผ่าพื้นเมืองของมาเลเซีย หรืออีกทางหนึ่งก็อาจมาจากทางแถบประเทศอินโดนีเซีย เร่ร่อนอาศัยตามเกาะต่างๆในทะเลอันดามัน จนมาตั้งหลักแหล่งที่เกาะหลีเป๊ะ และกระจายไปตาม เกาะใกล้เคียงเช่นเกาะอาดัง เกาะบุโหลน นอกจากนี้ก็ได้การนำเอาวัฒนธรรมและความเชื่อดั่งเดิมของชนเผ่าตนเองติดตัวมาด้วย เช่นมีหัวหน้ากลุ่มที่เรียกว่า “ โต๊ะหมอ ” หรือ “ ดะโต๊ะ ” เปรียบเหมือนผู้รู้ เป็นผู้นำผู้ตัดสินใจในการย้ายถิ่นฐาน นอกจากนี้ก็ยังเป็นที่พึ่งทางใจในการทำพิธีขจัดปัดเป่ารังควานเรื่องร้ายต่างๆ เป็นบุคคลที่ชนเผ่าให้ความเคารพนับถือ

” เรือปลาจั๊ก ” ป็นเรือลำเล็กๆยาวประมาณ 3 เมตร ใช้ไม้ตีนเป็ดที่เป็นไม้เนื้อแข็งทำโครงเรือ และใช้ไม้ระกำที่มีน้ำหนักเบาเป็นส่วนประกอบ พร้อมประดับด้วยธงทิว เรือปลาจั๊กใช้ประกอบพิธีเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากท้องทะเล และเสี่ยงทายเรื่องโชคลางว่าแต่ละปีว่าจะมีโชคดีหรือโชคร้ายในการจับสัตว์น้ำ เป็นพิธีที่ชาวเลทุกคนให้ความสำคัญ แม้บางคนอาจย้ายไปอยู่ต่างถิ่นก็จะมาร่วมพิธีสำคัญทุกครั้ง เพราะพิธีดังกล่าวมีความเชื่อกันว่าเป็นคำสาปของบรรพบุรุษ หากผู้ใดไม่มาร่วมพิธีก็อาจเกิดภัยพิบัติ ไม่มีความก้าวหน้า พิธีจัดปีละ 2 ครั้งใน วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 และ 15 ค่ำ เดือน 11 เรียกว่า ” พิธีลอยเรือ ” ในวันทำพิธีจึงเหมือนเป็นวันรวมญาติของชนเผ่าอุรักลาโวยที่อาศัยบนเกาะหลีเป๊ะ

” รำมะนา ” เป็นเครื่องดนตรีประเภทกลอง ที่ใช้เล่นรำมะนา เพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สะเดาะเคราะห์ และเพื่อการทำนายถึงสภาพความเป็นไปของชนเผ่าในอนาคต

” รองเง็ง ” เป็นการร่ายรำตามบทเพลงที่ใช้ประกอบพิธีลอยเรือ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั่งเดิมของมาเลเซียหรือตามชื่อสมัยก่อนที่เรียกว่ามลายู

ชาวเลที่จำนวนไม่น้อยได้เปลี่ยนอาชีพประมงมาหากินกับนักท่องเที่ยว เช่นเปิดร้านขายอาหาร บาร์เบียร์ตามแถวชายหาด ที่มีฐานะหน่อยก็จะปลูกสร้างบังกะโลให้เช่า โดยปลูกกันแบบง่ายๆสไตล์ชาวเกาะที่ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมากนัก

หมู่บ้านชาวเลมีการปกครองแบบหมู่บ้านตำบลในต่างจังหวัด รัฐเข้ามาจัดการและจัดสรรพื้นที่อาศัยให้เป็นหลักแหล่ง มีบัตรประชาชน มีทะเบียนบ้าน มีหัวหน้า มีผู้ใหญ่บ้านดูแลและประสานกับฝ่ายปกครองของรัฐ ซึ่งแต่เดิมชาวเลเร่รอนเหล่านี้ทางรัฐบาลไม่ถือว่าเป็นคนไทย และการที่อาศัยอยู่ตามเกาะแก่งต่างๆ จึงเหมือนกับเป็นพลเมืองชั้นสองเช่นเดียวกับชาวเขาเผ่าต่างๆ ต่อมาเมื่อสมเด็จย่าได้เสด็จมาเยี่ยมชาวเล ในปี 2510 จึงพระราชทานนามสกุลว่า “ หาญทะเล ” ซึ่งชาวเลทุกคนในหมู่บ้านจะมีนามสกุลเดียวกันหมด และมีฐานะเป็นคนไทย

ชาวเลบนเกาะนี้ได้รับการจัดสรรที่ดินโดยทางการ มีเอกสารสิทธิ์ สามารถทำประโยชน์บนที่ดินของตนเองได้ ซึ่งอาจเป็นทางหนึ่งที่ต้องการให้ชาวเลได้อยู่เป็นหลักแหล่ง ป้องกันการขับไล่โดยนายทุนหรือถูกครอบงำสวมสิทธิ์เหมือนที่อื่นๆ

บนเกาะนี้ไม่มีไฟฟ้าที่ส่งมาจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แสงสว่างยามค่ำคืนตามบ้านและร้านอาหารมาจากเครื่องปั่นไฟส่วนตัว ระหว่างทางเท้าในหมู่บ้านจึงดูมึดบ้างสว่างบ้างเป็นระยะๆ ช่วงที่ไม่มีบ้านคนก็อาจดูมึดๆ กลางค่ำกลางคืนชาวเลและนักท่องเที่ยวที่พักอยู่แถวนี้เดินผ่านไปมาจนดูเป็นเรื่องปกติ คนที่ไม่ชินกับสภาพแบบนี้ก็อาจคิดระแวดระวังไปต่างๆนานา แต่ถ้าตัดความกังวลเหล่านั้นออกไปและมาซึมซับกับสภาพความเป็นอยู่ของท้องถิ่นแบบนี้ ก็ดูจะเป็นความสุขและน่าสนใจไม่น้อย

และหากใครคิดมาเที่ยวกะหลีเป๊ะขอให้อุ่นใจในเรื่องความปลอดภัย ผู้คนรวมทั้งชาวเลมีอัธยาศัยดี มีความรู้สึกเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว ไกด์บอกว่าบนเกาะหลีเป๊ะอยู่กันอย่างสันติ ไม่เคยมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น ไม่มีขโมย ไม่เคยมีข่าวทรัพย์สินสูญหาย และไม่เคยมีข่าวการประทุษร้ายนักท่องเที่ยวคำยืนยันจากไกด์ผมก็เชื่อว่าเป็นความจริง เพราะจากการที่ตระเวนซอกแซกถ่ายภาพ ก็ได้รับรู้สิ่งเหล่านี้เช่นกัน

เย็นวันนั้นผมแวะซื้อโรตีที่ร้านภายในหมู่บ้านชาวเล เป็นโรตีหลายรส และน่าทานทั้งนั้น เช่นมีใส่ไข่ + ทูน่า + หอมใหญ่ หรือ กล้วยหอม+ สัปปะรด +ชอกโกแลต หรือ แฮม+มะเขือเทศ+หอมใหญ่ ป้ายเมนูใหญ่เบ่อเริ่ม มีรายการเป็นร้อยๆ (มั้ง) ดูจนลายตา ส่วนรสชาติ พูดได้เลยว่า ถูกปากถูกใจทั้งไทยและเทศ เย็นวันนั้นมีลูกค้าหลายชาติ ฝรั่ง ญี่ปุ่น และคนไทย ผมยืนดูเค้าทำจนกลืนน้ำลายไปหลายอึก กลิ่นหอมยวนใจซะไม่มี สอบถามได้ความว่าอดีตเคยเปิดร้านอยู่ที่ภูเก็ต แต่ขายไม่ค่อยดีเพราะคู่แข่งเยอะ มีนักท่องเที่ยวน้อยด้วย

ใครสนใจเมนูเด็ดของร้านนี้ก็ใจเย็นๆหน่อยนะครับ ตอนที่ 7 โน่น จะเอาเมนูมากางให้เห็นเต็มจอ แล้วจะรู้ว่าไม่เคยเห็นโรตีที่ไหนจะมีเมนูพิสดารมากมายแบบนี้มาก่อน ประมาณว่านั่งกินกันเป็นอาทิตย์ก็ยังไม่ครบ

ผมซื้อโรตีไปหลายห่อ อุ่นๆร้อนๆ กะว่าจะเอาไปทานร่วมกับอาหารมื้อเย็น คิดว่าตอนนี้กรุ๊ปทัวร์คงพร้อมกันที่โต๊ะอาหารกันหมดแล้ว ผมต้องรีบไปละครับขืนช้าอาหารหมดแน่ มากับทัวร์ต้องรู้เวลา อีกอย่างหนึ่งกับข้าวกับปลาที่นี่เค้าใช้ได้ทีเดียว อิ่มท้องและรสชาติอาหารถือว่าสอบผ่าน

ผมเดินลุยฝนที่กำลังตกพรำๆท่ามกลางความมืดที่กำลังมาเยือน อากาศยามนี้กำลังเย็นสบายมีกลิ่นไอดินโชยมาเป็นระยะ เป็นบรรยากาศที่น่าอิจฉาสำหรับคนกรุงเทพและที่อื่นๆ ที่กำลังประสบภาวะอากาศร้อนของวันที่ 26 มีนาคม 2548

สำหรับตอนที่ 6 ในตอนต่อไป จะพาไปดูบรรยากาศของชายหาดในยามเย็นที่ชวนให้หลงใหล

และสำหรับผู้สนใจจึงขอแทรกเรื่องราวของชาวเลดั่งเดิมในประเทศไทยไว้ตรงนี้

ชาวเลมี 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มมอเก็น , มอเกล็น กับ กลุ่มอูรักลาโว้ย กลุ่มมอเก็นยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ 2 กลุ่มตามถิ่นที่อยู่ และมีชื่อเรียกต่างกัน
   ภาษามลายูเรียกว่าชาวเลว่า โอรังละอุต แปลว่าคนทะเล
   ชาวพม่าแถบหมู่เกาะมะริดเรียกชาวเลกลุ่มนี้ว่า เสลุง เสลอง หรือ เสลอน
   แต่ชาวเลเรียกตนเองว่า มอเก็น หรือ เมาเก็น

เดิมชาวเลก็มีถิ่นฐานอยู่บนพื้นแผ่นดินใหญ่ แต่ถูกรุกรานจากพวกมาเลย์มากขึ้น ก็พากันอพยพลงเรือหนีไปตามเกาะต่างๆ จนกลายเป็นต้องใช้ชีวิตรอนแรมบนเรือตลอดมา


การแบ่งกลุ่มชาวเลตามถิ่นที่อยู่

1. มอเก็น (Moken)
     1.1 มอเก็นปูลา
          ลอยเรืออยู่ตามเกาะมะริด(Mergui Archipelago) และชายฝั่งในประเทศพม่า ลงมาถึงบริเวณเกาะในจังหวัดระนอง
          หมู่เกาะสุรินทร์และหมู่เกาะสิมิลัน ในจังหวัดพังงา
     1.2 มอเก็นตามับ  
         อาศัยอยู่ตาม เกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ตลอดจนแถบชายฝั่งของอำเภอตะกั่วป่า อำเภอท้ายเหมือง
         จังหวัดพังงาและอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

2. พวกมอเกล็น (Moklen)
     อาศัยอยู่บริเวณแหลมหลา จังหวัดภูเก็ต ท้ายเหมือง และตะกั่วป่า จ.พังงา

3. กลุ่มอูรักลาโว้ย (Urak lawoi)
    ร่ร่อนอยู่บริเวณเกาะสิเหร่ หาดราไวย์ แหลมหลา บ้านเหนือ บ้านสะปำ จังหวัดภูเก็ต

นักวิชาการบางคนเชื่อว่าชาวเลเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมของมลายู ก่อนที่ชาวมลายูจะเข้ามาอาศัยเสียอีก ชาวมลายูเรียกชาวเลว่า โอรัง ละอุต (Orang Luat) แปลว่า คนทะเล

(ข้อมูล : http://www.sac.or.th/database/ethnic/moken.html )

เวปมาสเตอร์
14 กันยายน 2548  
  


เทคนิคการถ่ายภาพ

เนื่องจากช่วงเวลาที่ไปเที่ยวหมู่บ้านชาวเลเป็นช่วงเย็น จึงใช้ฟิล์มสีโกดัก ISO 400 ตลอดรายการ ซึ่งสภาพแสงระดับนี้ฟิล์มไวแสง 100 เอาไม่อยู่ แสงน้อยเกินไป และหลายภาพก็เป็นภาพเคลื่อนไหวด้วย ฟิล์ม 400 จึงเหมาะที่สุด แม้จะเสียในเรื่องเกรนแต่ก็จะได้ในเรื่องของแสง และบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับสภาพจริง ซึ่งมีผลทำให้หลายภาพสามารถถ่ายทอดอารมณ์ตามที่ต้องการได้ โดยเฉพาะภาพทะเลหน้าหาด ที่สภาพจริงมีแสงน้อยมาก แต่ฟิล์ม 400 ก็สามารถจับอารมณ์ของภาพได้ในระดับที่พอใจ

บรรยากาศของท้องทะเลยามขุ่นมัวไม่ค่อยชัดเจน หากเปรียบเทียบกับภาพในยามฟ้าใส คงจะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะอารมณ์ของภาพต่างกัน นักถ่ายภาพหลายคนอาจคิดแต่เพียงต้องการหาภาพทะเลที่ดูสดใส โดยละเลยที่จะมองหาภาพในมิติอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นการปิดกั้นตัวเอง และไม่พยายามค้นหา

อารมณ์ของภาพก็ไม่ต่างกับคน มีทั้งสดใส ร่าเริง เคร่งขรึม หรือ ซึมเซา นักถ่ายภาพจึงพยายามถ่ายในหลายอารมณ์ และมองเห็นอย่างมีศิลปะหากเข้าใจในสิ่งนี้ก็จะเห็นว่า โลกใบนี้มีอะไรน่าถ่ายภาพไปหมด

เลนส์ ปกติผมมักจะเลือกใช้เลนส์ 28-80 มม. ซึ่งเป็นเลนส์สำหรับงานทั่วๆไป แต่ไม่เหมาะสำหรับสภาพแสงน้อย เพราะหน้ากล้องค่อนข้างแคบจึงได้เอาเลนส์อีกตัวหนึ่งมาใช้เป็น เลนส์ 28 มม.(fix) หน้ากล้อง 2.8 ซึ่งก็พอรับได้ในสภาพแสงแบบนี้ และมีข้อดีที่ไม่ต้องกังวลเรื่องช่วงระยะชัดเพราะเลนส์ 28 มม. ถือเป็นเลนส์ wide angle lens เรื่องระยะชัดจึงไม่มีอะไรน่าห่วง แม้จะเปิดหน้ากล้องจนกว้างสุดก็ตาม และความเร็วชัตเตอร์สามารถใช้ได้ที่ 1/60 หรือ 1/30 แต่เนื่องจากเป็น fix เลนส์ ไม่สามารถจะเลือกพื้นที่รับภาพหรือ crop ภาพได้สะดวกนัก จึงต้องเลือกจัดมุมภาพหรือจัดองค์ประกอบภาพที่เหมาะสำหรับเลนส์ตัวนี้ ซึ่งในการถ่ายภาพ ก็ไม่มีปัญหา เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นภาพแนวมุมกว้างหรือแนวlandscape

ผมมีเลนส์อีกตัวที่ดูจะโบร่ำโบราณ นานทีปีหนจะเอามาใช้กันสักครั้ง แต่ยามใดที่แสงน้อยๆมันกลับเป็นสิ่งจำเป็นทุกครั้ง เลนส์ 50 มม.หน้ากล้อง1.4 หยิบเอามาใช้ในสภาพที่แสงน้อยจริงๆ ได้แก่ภาพนี้ ภาพ3 , 19 , 21, 22, 23, 25 ที่ผ่านมาเลนส์ตัวนี้ก็รับใช้ด้วยความซื่อสัตย์มาโดยตลอด

มีบางภาพที่ใช้ฟิล์มสไลด์ E 100 และ velvia ซึ่งถ่ายในเวลาอื่น แต่เป็นบรรยากาศของหมู่บ้านชาวเลจึงนำมารวมไว้ในชุดเดียวกัน ภาพเด็ก 2 ภาพสุดท้าย ถ่ายด้วยสไลด์ Velvia ส่วนภาพสุดท้ายเด็กหน้าตาน่ารักมาก ตาบ้องแบ้วมองกล้องแบบไม่มีเขินอาย

บางคนอาจสงสัยว่า ทำไมถึงเลือกฟิล์มสีแทนที่จะเป็นสไลด์เหมือนภาพในชุดอื่นๆ ก็ต้องขอตอบว่า ไม่ต้องการภาพคอนทราสต์จัดมากเกินไปเพราะภาพสไลด์ จะมีข้อเสียที่ภาพคอนทราสต์มากจนบางครั้งก็รำคาญ สีกลางๆหลายไปเยอะ ฟิล์มสี สีสันอาจไม่จัดจ้าน แต่ก็เด่นตรงที่เกลี่ยสีได้ดีกว่าสไลด์ ซึ่งจริงๆแล้วก็ตอบยากว่าแบบไหนต้องเป็นสไลด์หรือสี มันขึ้นอยู่กับอารมณ์ขณะนั้นมากกว่า และไม่ว่าจะเลือกแบบไหนมันก็ต้องได้อย่างเสียอย่าง แต่โดยปกติ ณ ขณะนี้ผมจะถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์เป็นหลัก น้อยมากที่จะเลือกฟิล์มสี เว้นแต่เห็นว่าภาพแบบนี้ฟิล์มสีดีกว่าสไลด์

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่า เมื่อพกฟิล์มสีติดกระเป๋าเอาไว้เป็นฟิล์มสำรอง ก็หยิบๆมันมาใช้งานบ้างจะได้ไม่หมดอายุ และภาพสีที่ถ่ายมาก็ไม่ได้สแกนภาพจากกระดาษอัด การที่ส่งไปอัดภาพจากแลปก็เพื่อดูความแตกต่างของสีมากกว่า ภาพที่ใช้งานบนเวปจะสแกนภาพจากฟิล์มโดยตรง ซึ่งถือว่าแน่นอนกว่า และสามารถสะแกนเก็บไว้เป็นไฟล์ภาพขนาดใหญ่ได้

ผมมีคำแนะนำไว้อย่างหนึ่ง สำหรับผู้มีเลือกใช้ฟิล์มหลากหลายความไวแสง เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแสงในขณะนั้น ว่า... อย่าเสียดายฟิล์มหากเหลือค้างกล้อง เช่นถ่ายตอนเย็นอาจใช้ 400 แต่พอตอนเช้า อยากใช้ 100 แต่ 400 ยังเหลือคากล้อง และเสียดายที่จะเปลี่ยนจึงทนใช้และถ่ายจนหมด

แบบนี้เสียหายครับ....

เพราะสภาพแดดจัดแต่ดันใช้ 400 ภาพมันเน่าเอาเลย ถึงไม่เน่าแต่เกรนมันก็แย่ชนิดที่รับไม่ได้ ดังนั้นปลี่ยนมันซะ ราคาฟิล์มอาจจะแพงแต่ถ้าเทียบกับภาพที่ควรจะดีกว่านี้ น่าจะเลือกเปลี่ยนฟิล์มดีกว่า อย่าให้โอกาสดีๆ ภาพดีๆ กลับต้องเสียไปเพราะเสียดายฟิล์ม 

ผมมาเที่ยวตะรุเตาครั้งนี้ ก็ได้รับบทเรียน และก็สมน้ำหน้าตนเอง.....(ครับ..ด่าตัวเอง ซา หนุกดี)




 
   
 
     
photoontour.com  copyright © 2004 All images www.photoontour.com, All rights reserved