Photoontour.Com   โฟโต้ออนทัวร์ Ko Tarutao part 7  :  อำลาเกาะหลีเป๊ะ
  Home > Gallery > Ko Tarutao part 7     < อกไปหน้าแรก >
   
 
 
ตะรุเตา 6 ตอน ที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้
ตะรุเตาตอนที่ 7 (อำลาหลีเป๊ะ)

มื่อคืนที่ผ่านมาเข้าใจว่าผู้คนที่อยู่บนเกาะหลีเป๊ะคงหลับกันสบาย เพราะฝนตกเกือบทั้งคืน แม้จะแค่ตกพรำๆแต่ก็ให้ความรู้สึกที่สดชื่นเย็นสบายไม่น้อย นี่เป็นฝนครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่หลายคนรอคอย 2 คืนที่นอนเกาะ มีความรู้สึกว่านอนได้เต็มอิ่ม ต่างกับอยู่กรุงเทพที่มักจะหลับกันดึกดื่น เป็นประจำ จนรู้สึกว่าการนอนดึกเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ยิ่งบ้านไหนมีคอมพิวเตอร์ และ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยแล้ว ก็คงไม่ต้องไปไหน พอดูทีวีจนจบรายการที่ชอบก็เล่นเน็ต กันต่อ หรือบางทีก็เล่นเน็ตไป หูก็ฟังทีวีไป ซึ่งก็ไม่ค่อยจะถูกต้องนักที่ทำให้มีเวลา พักผ่อนน้อย

การที่มีโอกาสหยุดภาระกิจประจำวัน แล้วมานอนบนเกาะที่สงบเงียบ สภาพทั่วๆไปยังเป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งน่ากระทำไม่น้อย เพราะมันทำให้ลืมความจำเจ และเห็นคุณค่าของการท่องเที่ยวที่ให้สิ่งดีๆกับชีวิต

บนเกาะนั้ไม่มีร้านเน็ต ห้องพักไม่มีทีวี พอตกกลางคืนก็มืดรอบด้าน ยิ่งเป็นช่วงเวลาหลัง 5 ทุ่ม ที่การไฟฟ้าบนเกาะต้องปิดเครื่องปั่นไฟ ก็ยิ่งมืดสนิท จึงเหมือนโดนบังคับให้นอนแต่วัน พอตื่นขึ้นตอนเช้าก็จะรู้สึกสดชื่น รู้ตัวเองว่าได้พักผ่อนเต็มที่
อยู่ที่นี่เหมือนหลุดโลก ติดต่อสื่อสารกับใครไม่ได้ เพราะสัญญาณมือถือไม่มี หนังสือพิมพ์ก็ไม่มีอ่าน ก็ดีไปอย่างที่ไม่ต้องไปรับรู้ข่าวสารและกังวลใจกับเรื่องใดๆ หากใครคิดอยากพักผ่อนให้คุ้มกับเวลาก็แนะนำว่า ควรหาสถานที่พักผ่อนในลักษณะที่แตกต่างไปจากสภาพชีวิตประจำวัน พยายามทำตัวแบบง่ายๆสบายๆ คิดเสมอว่ามาท่องเที่ยวหรือมาแสวงหาความสุข ไม่ไช่มาหาความทุกข์ใส่ตัว

วันนี้ เรามีโปรแกรมเที่ยวอีกนิดหน่อยหลังอาหารเช้า ที่ใครอยากร่วมหรือไม่อยาก ร่วมก็ตามสะดวก บางคนอาจอยากเล่นน้ำทะเลหรือนอนเล่นที่เก้าอี้ชายหาดใต้ต้นสนไกด์บอกว่าจะพาเดินข้ามเนินเตี้ยๆไปอีกฝากหนึ่งของเกาะ ไปดูพิพิธภัณฑ์ของชาวเลและเป็นที่ทำการของหน่วยประมงบนเกาะหลีเป๊ะ

เราเดินเลียบหาดทางปีกขวาหรือทางฝั่งทิศตะวันตก จากนั้นไกด์ก็พาตัดเข้าไปทางเนินเขา ผ่านป่าเล็กๆที่มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น จนแปลกใจว่าเกาะหลีเป๊ะมีป่าด้วยหรือ ต้นไม้อาจดูเยอะเหมือนเข้าเขตน้ำตก แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยเขียวขจีนัก ดูแห้งๆคล้ายกำลังผลัดใบ สภาพเช่นนี้น่าจะเป็นป่าทางภาคเหนือหรือภาคอีสานมากกว่า ป่าภาคใต้ส่วนใหญ่มักจะดูเขียวกันตลอดทั้งปี เพราะได้ฝนอย่างเต็มที่

ข้ามผ่านป่ามาแล้วก็มาถึงหาดเล็กๆ ที่สงบเงียบคล้ายหาดส่วนตัว เม็ดทรายอาจดูหยาบ แต่สีสันของท้องทะเลก็ยังสดใส ไม่ต่างจากฝั่งหน้าหาดของเกาะหลีเป๊ะ เข้ามาแถวนี้คล้ายกับไปเที่ยวตามหมู่บ้านชาวเขา ปลูกกระต๊อบสูงๆต่ำๆ
ไปตามเนินกระต๊อบบังกะโลที่เห็นนี้ปลูกแบบง่ายๆใช้ใม้ใผ่สานสลับลายแบบบ้านชาวเลดั่งเดิมเข้าใจว่าน่าจะเป็นที่พอใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติทางยุโรปและอเมริกา ที่อยากใช้ชีวิตให้ต่างไปจากสังคมเมือง ในท่ามกลางความเจริญทางวัตถุ

สภาพที่นี่ใครเห็นก็อยากมาพัก เพราะเป็นการมาอาศัยอยู่กับธรรมชาติ ด้านหน้าเป็น ทะเล ด้านหลังเป็นป่า มีที่พักอยู่ตรงกลาง ผู้มาพักส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งต่างชาติคนไทยหรือนักท่องเที่ยวแถบเอเชียไม่มีให้เห็น ผิดกับปลายแหลมอีกด้านหนึ่งที่เป็นหมู่บ้านชาวเล จะเห็นชาวญี่ปุ่นอยู่หลายคณะ อาจเป็นเพราะแถวนี้คนภายนอกไม่ค่อยจะมีใครรู้ เพราะมีแนวต้นไม้ที่ขึ้นหนาแน่นเป็นกำแพงขวางกั้นอยู่

ผมถ่ายภาพบ้านพักไปหลายภาพ บางหลังก็เห็นชาวต่างชาตินั่งเล่นอยู่หน้าระเบียง จึงขอถ่ายภาพพร้อมพูดคุยกันบ้าง ก็คุยกันแบบรู้บ้างไม่รู้บ้าง ตามประสาคนที่แข็งแต่ภาษาไทยแต่ภาษาประกิตมักไม่ค่อยแข็งแรง จริงๆแล้วก็อยากทราบความรู้สึกเกี่ยวกับคลื่นสึนามิที่พึ่งผ่านไปเมื่อปลายปี'48 ซึ่งแต่ละคนก็ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่าไม่มีผล เค้ายังชอบเมืองไทยมากบอกว่ากลับไปแล้วก็จะมาอีก

ถามเค้าว่ารู้จักรู้จักเกาะหลีเป๊ะนี้ได้ยังไง ก็ตอบว่าจาก Guide book คนไทยหลายคนอาจไม่รู้จัก Guide book หรืออาจรู้แต่เพียงผิวเผิน แต่สำหรับ นักเดินทางในต่างประเทศแล้วเค้าจะรู้จักกันดี และใช้หนังสือนี้วางแผนการเดินทาง ไปในที่ต่างๆ เป็นคำภีร์ที่นักเดินทางต้องพกกันไว้ทุกคน

Guide book ขอจำขี้ปากคนอื่นมาเล่าต่อว่าเป็นคู่มือที่ให้ข้อมูลการเดินทางที่ละเอียดมาก บอกเส้นทางเดินรถ เส้นทางจักรยานกันละเอียดยิบ ใครเห็นก็ต้องอึ้งว่าหนังสือเล่มเล็กๆเล่มเดี่ยวแต่อัดแน่นด้วยเนื้อหามากมาย มีทั้งแผนที่ ภาพถ่ายสถานที่สำคัญๆ และข้อมูลอื่นๆที่คาดไม่ถึง เป็นหนังสือที่ผู้เดินทางจะแจ้งอัพเดตข้อมูลให้สำนักพิมพ์กันตลอดเวลา หรืออาจแจ้งอัพเดตผ่านทางชมรม หรือแฟนคลับที่ตนเองเป็นสมาชิก

ผมเคยคุยกับอดีตนักกีฬาทีมชาติ แต่ได้ผันตัวเองมาขี่จักรยาน MTB หรือเสือภูเขาด้วยใจรัก ขึ้นเหนือล่องใต้เป็นว่าเล่น และเคยขี่ไปต่างประเทศด้วยตัวคนเดียวมานักต่อนักแล้ว เล่าให้ฟังว่า

ครั้งหนึ่งขี่จักยานสวนทางกับชาวต่างชาติในถิ่นกันดารติดชายแดนทางภาคเหนือบอกว่าวันนั้นปั่นมาเกือบทั้งวันแทบไม่ได้เห็นผู้คนเลย ก็มีนักปั่นต่างชาติสองคนนี้แหละจึงหยุดคุยและสอบถามเส้นทางข้างหน้า บอกว่าแผนที่ของกรมทางหลวงฉบับล่าสุด ที่พกมานั้นไม่มีเส้นทางในเขตตำบลนี้ ต้องสอบถามชาวบ้านตลอดทาง

แต่เมื่อฝรั่งนักเที่ยวกางแผนที่และเปิด Guide book ให้ดู ก็ต้องแปลกใจว่าแผนที่นั้นพิมพ์ต่างประเทศแท้ๆ แต่บอกเส้นทางในป่าในตำบลหมู่บ้านเล็กๆของไทยอย่างละเอียดละออ ไม่พอ ยังบอกด้วยว่าเส้นทางนั้นจะผ่านหมู่บ้านไหนบ้าง พร้อมแนะนำจุดพัก หรือจุดน่าสนใจอื่นตามเส้นทาง Guide book

หากผู้เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวคิดหาช่องทางโปรโมทประเทศไทยก็คิดว่าน่าจะตรงประเด็นกับกลุ่มเป้าหมาย เพราะเป็นหนังสือที่รวบรวมข้อมูลการท่องเที่ยวและการเดินทางที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด ผมไม่เคยเปิดอ่าน Guidebook แบบเป็นเรื่องเป็นราว ก็มีบ้างที่เห็นตามร้านหนังสือ หยิบมาดูแล้วก็วางเพราะพิมพ์ตัวหนังสือที่เล็กมาก ละเอียดมาก และราคาก็ค่อนข้างแพงแต่สำหรับนักเดินทางต่างชาติแล้ว เชื่อว่ามีไว้กันทุกคน

   < อ่านต่อ >

part 1
ตอนที่ 1 ปากบารา
part 2
ตอนที่ 2 สู่อันดามัน
part 3
ตอนที่ 3 เกาะหลีเป๊ะ
part 4
ตอนที่ 4 เที่ยวทะเล
part 5
ตอนที่ 5 เยือนหมู่บ้านชาวเล
part 6
ตอนที่ 6 ยามเย็น
 

<ต่อ>

จากนั้นก็ไปดูพิพิธภัณฑ์ชาวเลเผ่าอุรักลาโวย ซึ่งเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกที่อาศัยอยู่บน เกาะหลีเป๊ะ มีเครื่องมือหาปลาแบบดั่งเดิม และมีรือประมงจำลอง ที่เป็นทั้งบ้านลอยน้ำ และเป็นทั้งเรือหาปลาไปในตัว ซึ่งแต่เดิมชาวเลกลุ่มนี้เป็นชาวเลเร่ร่อน อาศัยอยู่ตามเกาะแก่งของทะเลอันดามันเขตพื้นที่ของประเทศอินเดีย อินโด พม่า มาเลย์ และไทย การที่ต้องเร่ร่อน ไม่มีหลักแหล่งแน่นอน จึงต้องอาศัยเรือเป็นที่พักอาศัย สะดวกต่อการเคลื่อนย้ายไปตามที่ต่างๆ

เที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ก็เดินทางกลับ โปรแกรมทัวร์เกาะในเช้านี้ก็จบลงในเวลาไม่นานนัก

เรายังมีเวลาอีกประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อรอขึ้นเรือเมล์ ที่จะมาถึงท่าเรือประมาณบ่ายโมง หลังจากเช็คเอ้าท์กันเรียบร้อยก็ขนกระเป๋าและสัมภาระไปรวมกันที่ร้านอาหาร ให้เป็นหน้าที่ของไกด์ที่จะรวบรวมขนขึ้นเรือ

เมื่อเรือมาถึงคณะทัวร์ก็ทะยอยลงเรือหางยาวเพื่อไปขึ้นเรือเมล์ลำใหญ่ที่จอดทอดสมออยู่กลางทะเล ห่างจากหาดไปประมาณครึ่งกิโลเมตร ณ เวลานี้เป็นเวลาที่แดดจัด แดดแรง ทำให้เห็นน้ำทะเลบริเวณชายหาดดูใสสะอาดไม่ต่างกับวันแรกที่มาถึง เมื่อเรือพาพวกเราออกจากฝั่งอดไม่ได้ที่จะเหลียวกลับมามองยังชายหาดและร้านอาหารที่พวกเราได้มารวมพลกันก่อนกลับ

น้ำทะเลขณะนี้ยังใสแและสวยเหมือนเช่นทุกวัน แม้จะอยู่ที่นี่ 2 คืน เห็นภาพทะเลใสๆแบบนี้มาหลายครั้งแต่ก็ไม่รู้จักเบื่อ ความใสสะอาดของชายหาดและน้ำทะเล ยังให้ความประทับใจแม้จะเป็นวันเดินทางกลับ

วันนี้คณะเราได้เวลาเดินทางกลับตามโปรแกรม แต่ภาระกิจของเกาะหลีเป๊ะยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันเป็นประจำทุกวัน มากบ้างน้อยบ้างตามสถานการณ์

นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวหมูเกาะตะรุเตาและเกาะหลีเป๊ะ เชื่อว่าทุกคนคงอยากให้มีสภาพสวยงามตามธรรมชาติ เหมือนกับวันที่ตนได้มาเห็นคงไม่อยากให้เป็นแหล่งเสื่อมโทรมเหมือนที่เกิดขึ้นกับเกาะพีพี หรือเกาะช้างที่กำลังประสบปัญหาในขณะนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายๆแห่งท้ายที่สุดจะไปตกอยู่กับนักการเมืองท้องถิ่น นายทุน และเจ้าหน้าที่ ที่ดูเหมือนเป็นสูตรสำเร็จ และเป็นแบบนี้มานาน จนแทบไม่มีครั้งใดที่กฏหมายบ้านเมืองจะเข้าถึง เพราะเจ้าหน้าที่ได้อำนวยความสะดวก ชี้ช่องทางจากสิ่งผิดกฏหมายให้เป็นสิ่งถูกกฏหมาย ดังนั้นทุกครั้งที่เป็นคดีความ จึงไม่สามารถเอาผิดใครได้ ฝ่ายที่ทำผิดทำชั่วก็เลยได้ใจจนกลายเป็นไวรัสที่แพร่ขยายลุกลามไปทั่วประเทศ

ที่นี่ประเทศไทย

ผมขอจบเรื่องตะรุเตาในตอนที่ 7 แต่เพียงเท่านี้ คิดว่า ตะรุเตาที่ดำเนินมาถึง 7 ตอน น่าจะทำให้ผู้ที่คิดอยากไปเที่ยวได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นครับ เมืองไทยยังมีสิ่งดีๆ มีสถานที่ท่องเที่ยวแยะ รีบๆไปเที่ยวซะ ก่อนที่พวกกิเลสหนาจะเข้ามากอบโกยและครอบงำเสียก่อน

จากนี้ไปจะพาผู้อ่านไปเที่ยวลำปาง จะพาย้อนกลับไปที่วัดลำปางหลวงอีกครั้งหนึ่ง เพื่อชมภาพพระแก้วมรกต ซึ่งเป็นคู่บ้านคู่เมืองลำปางและอยากจะบอกว่า น่าจะเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ต้องเก็บรักษาไว้ในลูกกรงเหล็กที่แเน่นหนาถึง 2 ชั้น เห็นแล้วก็น่าอนาถใจ ที่พระสำคัญประจำจังหวัดต้องอยู่ในสภาพแบบนั้น




เวปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
16 ตุลาคม 2548



   
     
photoontour.com  copyright © All images www.photoontour.com, All rights reserved