The Professional photo website : เวปไซต์ภาพถ่าย เวปไซต์คุณภาพ Home > Gallery >Wat Prathat Lampangluang
 
Click >  I บทความ I การบันทึกภาพ I วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดคู่บ้านคู่เมืองลำปาง (ตอนที่ 1) แผนที่วัดพระธาตุลำปางหลวง
พระแก้วมรกต,พระแก้วมรกต ลำปาง,วัดลำปางหลวง,พระธาตุลำปางหลวง,ศิลปะล้านนา,ประวัติศาสตร์ล้านนา,เมืองล้านนา,อาณาจักรล้านนา,ทิพย์ช้าง,หนานทิพย์ช้าง
 
 
 
 
 
   
     
 

วัดพระธาตุลำปางหลวง


                 ในเวปนี้ผมกล่าวถึงวัดลำปางหลวงอยู่หลายครั้งหลายครา  แต่ก็ไม่เคยนำภาพหรือเรื่องราวมาออกอากาศให้เห็นกันสักที ถึงตอนนี้ก็คงต้องบอกว่าถึงเวลาแล้วที่จะนำความยิ่งใหญ่อลังการของวัดสำคัญนี้มาเปิดเผยกัน

เรื่องวัดลำปางหลวงจะแบ่งเป็น 3 ตอน ตามลำดับเหตุการณ์ที่ไปบันทึกภาพมา บางตอนก็เป็นภาพที่หาดูยากหรืออาจไม่เคยเห็นกันมาก่อน ใครที่ศรัทธาวัดนี้หรืออยากเห็นภาพมากกว่านี้ ก็ต้องอดใจรอภาคต่อๆไป เพราะวัดลำปางหลวงเป็นวัดใหญ่วัดหลวง มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่มากมาย ได้ภาพถ่ายไว้ก็มาก ซึ่งหวังว่าจะนำมาลงให้จุใจแม้จะเปลืองเนื้อที่เวปมากหน่อย

น้อยคนนักที่จะไม่เคยได้ยินชื่อวัดนี้ หลายคนเคยเห็นตามข่าวทางทีวีอยู่บ่อยๆหรือบางคนอาจเคยมาเที่ยว มาใหว้พระธาตุกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่เกิดปีฉลู เพราะถือว่าเป็นวัดประจำปีเกิดของคนเกิดราศีปีวัว และหากตั้งใจจะมาใหว้พระกันแล้วก็แนะนำว่าหลังใหว้พระธาตุเสร็จแล้วก็อย่าลืมมาใหว้พระแก้วมรกตที่อยู่ด้านหลังวัดด้วย  เพราะหลายคนไม่ค่อยจะรู้กันว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่บริเวณพื้นที่เขตวัดชั้นนอก เพียงเดินอ้อมกำแพงด้านข้างไปอีกนิดหนึ่งก็ถึงแล้ว

วัดลำปางหลวงตั้งอยู่บ้านลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 18 กิโลเมตร หรืออยู่ห่าง
จากอำเภอเกาะคาไปอีก 3 กิโลเมตร เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองลำปาง และมีพระแก้วมรกตเป็นพระคู่เมืองลำปางด้วยเช่นกัน

วัดนี้นับว่าเป็นวัดที่เชิดหน้าชูตาของชาวลำปางและล้านนา  เป็นสถานท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เคยใช้เป็นสถานที่
ต้อนรับหรืออวดแขกบ้านแขกเมืองระดับสำคัญๆมานับครั้งไม่ถ้วน มีพระบรมวงศานุวงค์เคยเสด็จมาแล้วทุกพระองค์ บางองค์
ก็เคยเสด็จมาหลายครั้ง แม้วันที่ได้บันทึกภาพนี้ (1มค.2544) ก็ได้มีโอกาสได้เห็นโดยบังเอิญ โดยเสด็จมาเป็นการส่วนพระองค์ แต่ไม่มีโอกาสบันทึกภาพเพราะถูกขอร้องจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ติดตามฯ บอกว่าเป็นพระประสงค์

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2504 หรือเมื่อ 44 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านลำปางหลวงและชาวบ้านใกล้เคียงต้องจารึกไว้ในความทรงจำ
เป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย
ทูลกระหม่อมทุกพระองค์ได้เสด็จมาเยือนวัดพระธาตุลำปางหลวง  ยังความปลาบปลึ้มแก่ชาวอำเภอเกาะคาเป็นล้นพ้น ทุกคน
ต่างเฝ้าคอยวันนั้นด้วยความรู้สึกดีใจ  มีการตระเตรียมการรับเสด็จที่ยิ่งใหญ่เป็นเวลานานหลายเดือน  เช่นตั้งโต๊ะบูชาพระรูป
สร้างซุ้มรับเสด็จเป็นระยะๆตามเส้นทางที่เสด็จพระราชดำเนินผ่าน โดยมีประชาชนออกมารับเสด็จกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน


ประวัติวัดพระธาตุลำปางหลวง
ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าวัดลำปางหลวงสร้างเมื่อใด พ.ศ.ใด เพราะหากจะนับอายุของโบราณสถาน
ภายในวัดก็จะมีอายุแตกต่างกัน บางแห่งก็สร้างห่างกันเป็นร้อยๆปี ถ้าจะถามผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะบอกว่าสร้างมานานถึง 7-800 ปี
บางแห่งก็ว่าสร้างมาแล้วเป็นพันๆปี  

ถ้าตามประวัติแล้วโบราณสถานสำคัญๆของวัดลำปางหลวงสร้างจากวัดต้นแบบคือ วัดไหล่หิน ได้แก่วิหารหลวงหลังใหญ่
ซุ้มประตูโขง ตุงกระด้าง วิหารคด ที่สองวัดนี้มีความคล้ายกันมาก แต่ที่วัดลำปางหลวงได้สร้างให้ใหญ่โตกว่า จึงดูยิ่งใหญ่
อลังการกว่าวัดต้นแบบมาก วัดไหล่หินและวัดลำปางหลวงเกี่ยวดองกันเหมือนเป็นวัดพี่วัดน้อง แต่วัดผู้น้องหรือวัดลำปางหลวง
ดูจะเป็นที่รู้จักมากกว่าวัดผู้พี่


วัดที่สร้างคล้ายเมืองในสมัยก่อน
ผมเคยเห็นวัดสำคัญๆของภาคเหนือมาก็มาก  ก็ยังไม่เคยเห็นที่ใดจะมีกำแพงโบราณล้อมรอบที่สมบูรณ์แบบเช่นวัดนี้ กำแพง
อิฐที่เห็นนี้สร้างล้อมรอบในส่วนสำคัญของวัดไว้ทั้งหมด เช่นวิหารหลวง พระอุโบสถ พระธาตุเจดีย์ และวิหารอื่นที่ประดิษฐาน
พระพุทธรูปองค์สำคัญๆ นอกจากนี้ก็ยังมีพื้นที่รอบนอกอีกส่วนหนึ่งเป็นเขตอาศรมของพระสงฆ์ มีศาลาวิหารที่โบราณเก่าแก่
อีก 2-3 แห่ง

วัดลำปางหลวงหากใครได้มาเห็นกับตาแล้วก็คงต้องบอกว่าเป็นวัดที่ใหญ่มาก คล้ายรูปแบบการสร้างปราสาทขอมที่มีการวางผังไว้อย่างสวยงาม โดยสร้างอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆที่มีกำแพงล้อมรอบจึงดูโดดูเด่นคล้ายป้อมกำแพงโบราณ หากมายืนอยู่ลานหน้าวัด จะเห็นบันใดนาคไล่ระดับขึ้นไปถึงซุ้มประตูใหญ่ ที่เรียกว่าซุ้มประตูโขงหรือมณฑป มีบานประตูเป็นแผ่นไม้สักขนาดใหญ่ และซุ้มประตูโขงนี้ก็ได้นำไปเป็น ตราสัญญลักษณ์ประจำจังหวัดลำปาง ในปัจจุบัน

ศิลปะกรรมชิ้นสำคัญ
ความสำคัญและความสวยงามของซุ้มประตูโขงนี้ได้มีการจำลองไปสร้างตามวัดสำคัญๆอีกหลายแห่งของภาคเหนือ ทำให้เกิด
ความสวยงามและความประทับใจแก่ผู้พบเห็น นับว่าเป็นงานศิลปกรรมที่งดงามชิ้นหนึ่งของล้านนาเลยทีเดียว (ดูภาพตัวอย่างความวิตรที่ถ่ายมาจากวัดโลกโมฬี จ.เชียงใหม่ ภาพ1 ภาพ2  ภาพ3 )

วัดลำปางหลวงตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทในชุมชนที่เก่าแก่ของจังหวัดลำปาง ได้แก่หมู่บ้านลำปางหลวง หากใครมีโอกาสเดินไป
ด้านหลังวัดอาจมีโอกาสเห็น "บ่อน้ำเลี้ยง" เป็นบ่อน้ำก่ออิฐขนาดใหญ่ที่ลึกลงไปในดิน เหมือนบ่อน้ำที่เห็นตามชนบททั่วไป
บ่อน้ำเลี้ยงเป็นของเก่าแก่ประจำหมู่บ้านที่อยู่คู่กับวัดลำปางหลวงมาแต่อดีต เมื่อก่อนชาวบ้านจะหาบน้ำจากบ่อน้ำเลี้ยงไปใช้
ในชีวิตประจำวัน บริเวณนี้จึงเหมือนกับเป็นที่พบปะของชุมชนในหมู่บ้านในยุคที่บ้านเมืองสมัยนั้นใช้ล้อเกวียนเป็นพาหนะ
เดินทาง

ชาวบ้านเล่าว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือเมื่อหกสิบปีก่อน วัดและบริเวณหมู่บ้านได้ใช้เป็นที่หลบภัยทางอากาศจากเครื่องบินทิ้งระเบิดของญี่ปุ่น โดยเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดจะช่วยคุ้มครองป้องกันภัย และโดยสนธิสัญญาของสงคราม "วัด" ถือเป็นพื้นที่ปลอดภัย ห้ามโจมตีหรือทิ้งระเบิดทำลายโดยเด็ดขาด ในสมัยสงครามผู้คนจึงมักหนีมาหลบภัยอาศัยกันที่วัด


ยุคที่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า

ในช่วงเวลาที่ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า วัดลำปางหลวงก็ตกเป็นของพม่าเช่นกัน มีการตั้งค่ายและซ่องสุมผู้คนภายในวัด
โดยท้าวมหายศจากพม่าได้ยกทัพมาจากเมืองลำพูนมาตีเมืองลำปาง โดยไล่ตีตามหัวเมืองต่างๆ กระทั่งมาถึงวัดลำปางหลวง
จึงเข้ายึด และใช้วัดนี้เป็นที่ตั้งมั่นของทัพพม่า

หนานทิพย์ช้างซึ่งมีอาชีพเป็นพรานป่า และเคยบวชอยู่ที่วัดปงยางคก (เขต อ.ห้างฉัตร ปัจจุบัน ) ได้ขันอาสาเข้ามากอบกู้ โดยถูกร้องขอจากขุนนางเมืองหลายๆฝ่าย หลังจากที่หาผู้กล้าคนอื่นๆไม่ได้แล้ว

หนานทิพย์ช้างได้ลักลอบปลอมตัวเข้ามาในวัดลำปางหลวงและฆ่าท้าวมหายศด้วยปืนจนสำเร็จ ยึดวัดคืนมาจากทัพพม่าได้
จากนั้นได้สถาปนาเป็นเจ้าสุลวฤาไชยในปี พ.ศ 2275 และครองเมืองลำปางอยู่นานถึง 27 ปี ช่วงที่เจ้าทิพย์ช้างได้ปกครองนั้น อยู่ในช่วงสมัยพระนครศรีอยุธยาต่อกับธนบุรี และได้พิราลัยปี พ.ศ 2302 สิริอายุได้ 85 ปี


ต้นตระกูลเชื้อเจ้าของภาคเหนือ

หนานทิพย์ช้างมีโอรสและธิดารวมกันถึง 6 พระองค์ ซึ่งโอรสและธิดานี้ต่อมาก็ได้รับสถาปนาให้ไปปกครองหัวเมืองต่างๆ
อันเป็นต้นตระกูลของ ณ ทางภาคเหนือ ได้แก่ ณ ลำปาง, ณ เชียงใหม่, ณ ลำพูน, ณ น่าน ดังนั้นหนานทิพย์ช้างจึงถือว่าเป็น
จุดเริ่มต้นของราชสกุลทางภาคเหนือ หรือที่เรียกว่าเชื้อเจ้าผู้ครองนครต่างๆและมีทายาทสืบสกุลกันมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น
หากได้ยินได้เห็นผู้ที่มีนามสกุล "ณ" นำหน้าจังหวัดทางภาคเหนือ ก็เข้าใจได้เลยว่าต้นดระกูลของบุคคลเหล่านี้ก็คือนักรบ
ผู้กล้าที่มีชื่อว่า "ทิพย์ช้าง" (คำว่าหนานเป็นคำที่เรียกนำหน้าผู้เคยบวช เช่น คำว่า ทิด)

ปัจจุบันที่วัดยังมีร่องรอยประวัติศาสตร์ของการสู้รบปรากฏอยู่ เช่นรูกระสุนปืนขนาดใหญ่ที่รั้วพระธาตุ (จะมีภาพให้ดู
ในภาคต่อไป) ที่กำแพงวัดก็มีโพลงสำหรับใช้หลบหนีขณะสู้รบกัน ที่พิพิธภัณฑ์ก็มีศาสตราวุธในยุคก่อนๆ

วัดลำปางหลวงมีพระธาตุเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ภายในวัดมีบริเวณกว้างใหญ่โต มีโบราณวัตถุเก่าแก่มากมายสมกับ
คำว่าหลวงที่แปลว่าใหญ่ ที่สำคัญวัดนี้มีพระพุทธรูปล้ำค่าเนื้อหยกสีเขียวชื่อว่า"พระแก้วมรกต" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
คู่เมืองลำปาง วัดลำปางหลวงถือว่าเป็นวัดที่ใครมาเที่ยวภาคเหนือแล้วต้องหาโอกาสมาแวะให้ได้  มาใหว้พระธาตุและสิ่ง
ศักดิ์สิทธ์ที่อยู่ภายในวัด จะเที่ยววัดภาคเหนือชนิดหัวเห็ดเจ็ดย่านน้ำแต่ถ้าไม่ได้มาวัดนี้ก็เหมือนกับมากรุงเทพแล้วไม่ได้ไป
วัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว วัดพระแก้วถือว่าเป็นสิ่งสุดยอดของกรุงเทพหรือของภาคกลาง  ขณะเดียวกัน
วัดพระธาตุลำปางหลวงก็ถือว่าสุดยอดของภาคเหนือ

วัดพระธาตุลำปางหลวงในภาคแรก ผมขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ว่าจะเขียนแบบ intro เพื่อเกริ่นนำไปสู่ตอนต่อไป
เอาเข้าจริงก็ไม่จบง่าย จนจะกลายเป็นบทความเรื่องยาวไปซะแล้ว ก็ถือว่าอ่านเป็นเกร็ดความรู้ก็แล้วกัน

ภาคต่อไปจะนำเข้าสู่ภายในวัดซึ่งมีสิ่งน่าสนใจมากมาย และภาคสุดท้ายจะพาไปสรงน้ำพระธาตุซึ่งผมมีโอกาสได้บันทึกภาพ
เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2548 เป็นประเพณีของวัดลำปางหลวงที่มีประชาชนมาร่วมเป็นจำนวนมาก



เวปมาสเตอร์
23 พฤษภาคม 2548
แผนที่วัดพระธาตุลำหางหลวง แผนที่วัดไหล่หิน แผนที่วัดจอมปิง แผนที่ อ.เกาะคา คลิกที่ภาพ

สนใจติดตามต่อ
วัดพระธาตุลำปางหลวงตอนที่ 2
วัดพระธาตุลำปางหลวงตอนที่ 3
ปริศนาพระแก้วมรกต

 
 
     
  Data  ข้อมูลการถ่ายภาพ

Date : Year 1994 - 2001
Camera : Nikon F90
Film : Slide Fuji Velvia (50 ISO)
Lens : 75-300/ 28-70 /20-35 mm.
Filter : PL
Film scanner : Nikon Coolscan V ED
 
 


         ภาพถ่ายชุดนี้ เป็นการนำภาพเก่าที่เคยถ่ายไว้หลายครั้งมารวมกัน บางภาพได้เขียนไว้ข้างกล่องเมื่อ Dec'94 (ใน 3 ภาพสุดท้าย) จนถึงวันนี้ (May'05 ) ก็มีอายุนานเกือบ 10 ปี  สีออกจะเพี้ยนไปจากเดิมบ้าง ซึ่งถ้าย้อนกลับไปในเวลานั้นภาพเหล่านี้ มีสีอิ่มตัวสดใสมาก แม้จะใช้โปแกรม photoshop ช่วยกู้ชีวิตให้กลับคืนมา แต่ก็ยังไม่เหมือนต้นฉบับเดิม

ทุกวันนี้เวลาผมถ่ายภาพและล้างสไลด์ออกมาแล้วจึงต้องสแกนเก็บไว้ในไฟล์ที่ค่อนข้างใหญ่ ภาพธรรรมดาก็จะ set ที่ขนาดราว 10 เมก ถ้าภาพดีๆหน่อยก็จะถึง 55-60 เมก ในฟอร์แมท tiff หรือเท่าที่เครื่องสะแกนที่ใช้อยู่จะรับได้ ไฟล์ใหญ่ขนาดนี้หากจะ print เป็นภาพก็จะได้ภาพขนาดประมาณ 16*20 นิ้ว ความละเอียดที่ 300 dpi/inch

film scanner ที่ใช้อยู่เป็นของยี่ห้อ Nikon รุ่น coolscan VED สเปคของเครื่องสูงสุดจะอยู่ที่ 55-60 MB ซึ่งเป็นไฟล์
ที่ใหญ่โตมโหฬาร จนฮาร์ดดิสค์เอาไม่ค่อยอยู่ ระยะหลังๆรู้สึกจะยุ่งยากในเรื่องการเก็บไฟล์ภาพ ครั้นจะ write ลง CD ก็ได้ไม่มากนัก CD ทั่วไปจุได้เพียงแค่ 700 เมก ได้ภาพใหญ่แค่ 12-13 ภาพ หรือภาพขนาด 10 เมก จะได้ประมาณ 70 ภาพ ในขณะที่การเดินทางแต่ละทริปมีภาพถ่ายหลายร้อยภาพ สะแกนกันแต่ละครั้งก็เล่นเอามึนหัวไม่น้อย

ภาพที่สะแกนใน size ขนาดใหญ่ การทำงานของเครื่องก็ช้าไปด้วย จึงต้องใจเย็นๆ ทำไปเรื่อยๆ ว่างเมื่อไหร่ก็ทำ
เหตุที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะปัญหาที่ประสบอยู่ คือนานวันเข้าฟิล์มสไลด์หรือฟิล์มสีจะให้สีผิดไปจากเดิม ยิ่งเก็บรักษาไม่ดีพอ ก็ยิ่งเสื่อมเร็วขึ้นเท่านั้น การเก็บรักษาฟิล์มจึงต้องให้ความสำคัญไม่ต่างกับการระวังรักษาเลนส์

สำหรับธุรกิจด้านภาพระดับบิ๊กๆในต่างประเทศ เท่าที่ทราบนั้นเค้าจะสร้างห้องเก็บที่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น
ซึ่งแน่นอนว่าช่วยยึดอายุไปอีกนานทีเดียว แต่ด้วยเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยโดยเฉพาะฟิล์มสแกนเนอร์ได้เข้ามารองรับปัญหา เหล่านี้ ก็เชื่อแน่ว่าการรักษาต้นฉบับให้คงสภาพได้นานคงหนีไม่พ้นการสแกนเก็บแบบที่ผมทำ เพราะไฟล์ภาพคงไม่เสื่อม สภาพเหมือนกับเนื้อฟิล์มที่จะได้รับผลกระทบทางเคมี เมื่อสะแกนเก็บเป็นไฟล์แล้วรู้สึกว่าปลอดภัยขึ้น อุ่นใจขึ้น

จากภาพเก่าไล่เรื่อยมาถึงการสะแกนฟิล์ม ก็คงจะเป็นความรู้ทั่วไปสำหรับกลุ่มคนที่ยังนิยมเล่นกล้องฟิล์ม เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อยากจะกล่าวถึงบ้างตามสมควร เป็นเบื้องหลังการทำงาน

ผมเขียนเรื่อง 3 ภาพสุดท้าย (ภาพที่ 23, 24, 25) ที่ถ่ายไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ความจริงก็อยากจะบอกว่า ปัจจุบันสถานที่ตรงนั้น มันเปลี่ยนไป ไม่น่าเชื่อว่า ความเก่า ความขลัง ในบรรยากาศเดิมๆแบบในภาพ มันหายไปหมดแล้วครับ ผมมีโอกาสไปที่วัดนี้อีกครั้งเมื่อเดือน เมษายน'48 ปรากฏว่าทางวัดเค้ามีการโบกปูนและทาสีใหม่ เพื่อปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ จากเดิมที่เคยเป็นกุฏิพระ วันนั้นผมไม่ได้ถ่ายภาพไว้ เพราะมีงานสรงน้ำพระธาตุและสรงน้ำพระแก้วมรกต มีคนเยอะมาก และลานดินที่เห็นกลายเป็นตลาดนัดขนาดย่อม จึงไม่สามารถเก็บภาพมาได้ คงต้องรอโอกาสหน้า ซึ่งจะนำมาเปรียบเทียบให้เห็นกัน

ภาพในชุดนี้เท่าที่จำได้ ได้ถ่ายไว้ราว 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2544 หรือเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เป็นภาพด้านหน้าวัดซึ่งถ่ายไว้ในตอน เช้าราว 8 โมง ประตูวัดหรือซุ้มประตูโขงขณะนั้นยังไม่เปิด แต่เวลานั้นก็ถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพหน้ากำแพงที่รับแสงตอนเช้าแบบเต็มๆ เห็นลวดลายพระธรรมจักรวงกลมสีทองใต้ซุ้มประตูชัดเจน

ภาพซุ้มประตูโขงผมถ่ายไว้หลายภาพ  ขณะที่ถ่ายภาพนี้ก็ยังไม่ทราบประวัติความเป็นมา ถ่ายเพราะเห็นว่าสวย และดูคล้ายกับ ทางเดินขึ้นปราสาท มารู้ภายหลังว่าประตูนี้มีประวัติความเป็นมาและมีความหมายด้านศิลปะที่น่าสนใจตามที่กล่าวไว้แต่ต้น หากใครมาเที่ยววัดลำปางหลวงก็อย่าลืมเก็บภาพซุ้มประตูนี้ไว้ด้วย เอาไปอวดคนอื่นๆด้วยว่านี่เป็นโบราณสถานชิ้นสำคัญ ชิ้นหนึ่งของวัดพระธาตุลำปางหลวง วัดที่ได้รับการยอมรับกันว่าเป็นเพชรน้ำเอกของดินแดนล้านนา



 
Articles  I City Tour  I Events I Photo Services I  Gallery I  Misc. I Free wallpaper

 
Portraits I  Special Photos I Today Talk I  About Us I Site Map  I Home