Home
Home   News  215
 
 
News : รวมข่าว สาระ และเรื่องราวที่น่าสนใจ

 
 
Main Menu
  Photo Gallery ท่องเที่ยวทั่วไทย
  Outbound Tour ท่องเที่ยวในต่างแดน
  Royal Photo ภาพงานพระราชพิธี
  City Tour ภาพท่องกรุงเทพฯ
  Events ภาพเหตุการณ์ ใน-ต่างประเทศ
  Portrait ภาพคน ภาพสาวพริตตี้
  Baby & Child ภาพเด็กน่ารัก
  Asia Girls รวมภาพสาวเอเชีย
  Guest ภาพแค้มปิ้งจากเพื่อนสมาชิก
  Flower & Nature ภาพดอกไม
  King Photo ภาพในหลวง พระราชินี
  Free Wallpaper วอลเปเปอร์
  Around the World ภาพทุกมุมโลก
  Site Update อัพเตตเว็บล่าสุด
  Contact Us ติดต่อกับเรา
 
Outbound ท่องเที่ยวในต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang : หลวงพระบาง
  Middle Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา
  Myanmar พม่า ย่างกุ้ง หงสา อินทร์แขวน
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  Myanmar : พม่า ย่างกุ้ง หงสา อินทร์แขวน
Asia Girls ,Sexy ,Teen, Idol
  Korean สาวเกาหลี
 Japanese สาวญี่ปุ่น
  Philipines สาวฟิลิปปินส์
 Chinese สาวจีน
  Myanmar สาวพม่า
 Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Indian สาวอินเดีย
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Vietnamese สาวเวียดนาม
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  More >
 

 
เสียงจาก"อั้มเนโกะ"เมื่อธรรมศาสตร์เงียบสงัด


เสียงจาก"อั้มเนโกะ"เมื่อธรรมศาสตร์เงียบสงัด

โดย...สุภชาติ เล็บนาค, ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

โด่งดังเป็นพลุแตก สำหรับ “อั้ม เนโกะ” หรือ “นายศรัณย์ ฉุยฉาย” นักศึกษาหญิงข้ามเพศชั้นปีที่ 2 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ผู้เรียกร้องเสรีภาพบนเรือนร่างผ่าน “4 โปสเตอร์มีเซ็กซ์ในชุดยูนิฟอร์ม” แคมเปญต่อต้านการบังคับให้สวมใส่ชุดนักศึกษาในรั้ว มธ.ก่อนที่การเคลื่อนไหวของอั้มจะขยายผลลุกลาม 

ล่าสุด “อั้ม เนโกะ” กลายเป็นนักศึกษาผู้ถูกฟ้องในข้อหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อ “ฟ้า-พรทิพา สุพัฒนุกุล” เจ้าของรายการ “เบสต์ออฟยัวร์ไลฟ์” ทางช่อง 13 สยามไท ฟ้องเธอในมาตรา 112 โดยอ้างว่าเคยให้สัมภาษณ์เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง เจ้าตัวยืนยันกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่ไม่เคยมีความคิดในแนวทางล้มล้างหรือหมิ่นสถาบัน เพียงแต่ได้แสดงความเห็นในเชิงวิชาการตั้งคำถามถึงการตั้งงบประมาณในการเฉลิมพระเกียรติเท่านั้น

อั้มบอกว่า ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ รุนแรง และมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดมาตรา 112 แต่เป็นการวิพากษ์สังคมตามปกติ และน่าสนใจว่าเหตุการณ์ที่พิธีกรดังกล่าวมาสัมภาษณ์ ผ่านมานานกว่า 2  เดือนแล้ว แต่กลับมีการฟ้องร้องในช่วงที่เธอออกมาเคลื่อนไหวเรื่องชุดนักศึกษาและมีกระแสโจมตี การฟ้องครั้งนี้จึงสะท้อนชัดว่า เป็น “ฟ้า-พรทิพา” เองที่นำมาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดความเกลียดชังในสังคมมากขึ้น กลายเป็นว่าใครเกลียดใคร ก็สามารถไปฟ้องมาตรานี้ได้ จึงไม่แปลกใจที่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีการฟ้องร้องระหว่างพี่-น้อง หรือสามี-ภรรยาที่เกลียดกัน มีการนำกฎหมายนี้ไปป้ายความผิดให้คนอื่นอย่างเป็นวงกว้าง ส่วนตัวเเล้วก็เทิดทูนท่าน เเต่หากมีคนที่ทำแบบนี้กังวลว่าความเสียหายจะตกอยู่กับสถาบัน

ปรากฏการณ์ฟ้องนักศึกษาที่เห็นต่างด้วยคดีอาญา มาตรา 112 อั้มมองว่า พฤติกรรมของ “ฟ้า พรทิพา” สะท้อนภาพความตกต่ำของสังคมไทยที่ใช้กฎหมายมาตรานี้มาปิดปากผู้ที่เห็นต่าง หากไม่พอใจในประเด็นชุดนักศึกษาให้มาถกเถียงกัน ไม่ใช่สนองความหมั่นไส้ส่วนตัวแล้วไปดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องในทุกเรื่อง แสดงถึงภาวะที่ไม่ใช้ปัญญาและเหตุผล

การฟ้อง “นักศึกษา” ในมหาวิทยาลัยที่อ้างว่า “มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว” อั้ม บอกว่า ได้ไปปรึกษาอาจารย์ทางด้านกฎหมายของ มธ.และขอความช่วยเหลือจากนักวิชาการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ซึ่งก็ต้องรอตรวจสอบพยานหลักฐานก่อน อย่างไรก็ตามตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นต้องออกไปหานักกฎหมายเอง โดยที่ทาง มธ.ยังไม่เคยให้ความช่วยเหลือทางคดีเหล่านี้

“ก็มีอาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) อาจารย์ยุกติ (มุกดาวิจิตร) ที่เขาบอกว่าจะช่วยดูให้ อาจารย์เขาบอกมาเองไม่ได้เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย แต่ทางอธิการฯ หรือ รองอธิการฯ ก็ยังเงียบ เรารู้สึกว่าอาจารย์สมคิด (เลิศไพฑูรย์) หรืออาจารย์ปริญญา (เทวานฤมิตรกุล) เองอยู่นิติศาสตร์แท้ๆ ขณะที่กฎหมายนี้มีโทษสูงเกินเหตุ ไม่มีสิทธิประกันตัว ยังถูกนำมาใช้ฟ้องนักศึกษาได้พร่ำเพรื่อ แต่ก็ไม่มีเสียงอะไรจากมหาวิทยาลัยเลย” อั้มเผยถึงข่าวที่ดังอึกทึกครึกโครม แต่กลับสวนทางกับความเงียบสงัดจากรั้วธรรมศาสตร์        

ไม่ว่าการคิดเห็นต่างของเธอจะได้รับการยอมรับหรือแอนตี้มากเพียงใด แต่เวลานี้ อั้ม เนโกะ กลายเป็นไอคอนทางความคิดใน มธ.จนมีผู้สร้างเพจ “มธ.ตะวันออก-ตะวันตก” อุปมาน มธ.ว่าขณะนี้มีอุดมการณ์เเตกต่าง เปรียบเสมือนถูกแบ่งด้วยแดนคล้ายกำแพงเบอร์ลินที่ชื่อ “เนโกะวอลล์”

อั้ม บอกว่า เพจ มธ.ตะวันตก-ตะวันออก ไม่ได้ห่างไกลจากความจริงเท่าไรนัก เพราะภาพที่เธอเห็นตลอด 2 ปีของการเรียนใน มธ.คือภาพของคณะสายวิทยาศาสตร์ เช่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะสหเวชศาสตร์ หรือคณะแพทยศาสตร์ มักมีชุดความคิดเรื่องชุดนักศึกษาในแนวทางอนุรักษนิยม โดยเหตุที่ทำให้เธอกับกลุ่มเพื่อนต้องออกแคมเปญเซ็กซ์กับชุดนักศึกษา ก็มีเหตุมาจากวิชา TU130 ที่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะวิทยาศาสตร์ฯ บังคับให้ทุกคนแต่งชุดนักศึกษา หากมีการแจกควิซเก็บคะแนน ทั้งที่ไม่มีกฎของ มธ.ข้อใดที่ระบุให้แต่งชุดยูนิฟอร์ม เพียงแต่กำหนดว่าต้องแต่งชุดสุภาพเท่านั้น เท่ากับคณะวิทย์ฯ กำลังใช้อำนาจที่ขัดกับระเบียบของ มธ.เสียเอง

“หลังจากเราออกมาก็มีหลายคนพยายามข่มขู่ ทั้งทางเมสเซจ ข้อความเฟซบุ๊ก หรือในเพจที่แอนตี้เรา มันสะท้อนว่าสังคมนี้ยังไม่ปลอดภัย ยังไม่ใช้เหตุผลในการตัดสินคน น่าแปลกที่ 6 ตุลาฯ ผ่านมา 30 กว่าปี แต่เรายังไม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เลยว่ายิ่งใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหาจะยิ่งมีแต่ความสูญเสียและความรุนแรงต่อไป”

คำถามที่เธอเจอบ่อยหลังจากเคลื่อนไหวต่อต้านการสวมชุดนักศึกษาก็คือ ออกมาเคลื่อนไหวเพราะ อยากดังหรือไม่? อั้มบอกมาว่า  “ถามว่าถ้าอยากดังมันจะยอมให้ตัวเองมาโดนด่า โดนฟ้อง ครอบครัวมาทนกับผลกระทบเหรอ มันไม่ใช่ เราแค่ทนไม่ได้กับสภาพสังคม มันไม่ใช่แค่เราในปัจจุบัน แต่มีทั้งเพื่อน และในอนาคตที่มีทั้งรุ่นน้อง คนที่เติบโตมา แต่เค้ากลับต้องจำทน ยอมกับระบบสังคมที่ปิดกั้นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของเขา คนที่เขาไม่มีเสียง เราก็พยายามที่จะเป็นกระบอกเสียงให้เขามีเสียงเขาเพิ่มขึ้นมา”

ส่วนกระแสโจมตีว่านักศึกษาเรียกร้องเครื่องแต่งกาย คิดแต่เรื่องส่วนบุคคลต่างกับนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ต่อต้านเหมืองทองคำ จ.เลย ที่คิดถึงเรื่องส่วนรวม เธอตอบทันทีว่า “ไม่มีใครที่จะตัดสินได้ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ไม่ว่าชุดนักศึกษาหรือเหมืองทองคำ ล้วนเป็นปัญหาทั้งคู่ แก้ควบคู่ไปได้ทั้งสองอย่าง อยู่ที่ว่าแต่ละคนอยู่ในตำแหน่ง สถานที่ สถานะอะไร ตรงกันข้าม หากใช้ตรรกะเดียวกันก็ถามกลับไปยังนักศึกษากลุ่มนั้นได้เหมือนกันว่า ทำไมไม่เรียกร้องช่วยชาวสวนยาง หรือแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างอื่นบ้าง คำถามนี้ถามได้ครอบจักรวาล”

เป็น “หัวขบถลูกแม่โดม” เจอความท้าทายทั้งกระแสหนุนต้านตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา จนหลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดเธอต้องออกมาขับเคลื่อนเจอสารพัดคมมีดในโลกออนไลน์ แต่หากย้อนประวัติของ อั้ม กลับไปจะไม่แปลกใจ เพราะเธอถือเป็นนักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพตั้งแต่สมัยมัธยม                   

ตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาและเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนทวีธาภิเศก ตลอดเวลาที่เธอโดนอาจารย์ หรือครูฝ่ายปกครองตรวจทรงผม ตรวจเครื่องแต่งกายมากเกินไปนั้น ทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามว่า เหตุใดนักเรียนต้องมากังวลเรื่องทรงผมมากกว่าเรื่องการเรียน? ทำไมต้องใช้อำนาจมาปิดกั้นความคิด สร้างความกลัวให้กับนักเรียน? ทำไมจึงนำทรงผมเครื่องแต่งกายมาผูกโยงกับการสร้างคนให้มีคุณภาพ?  เพราะการที่แต่งตัวแปลกกว่าคนอื่นนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เรียนไม่ดีเท่าคนอื่น

“ตอนเด็กๆ อาจประท้วงแค่การหนีแถว ไม่ได้ประท้วงอะไรมากมาย แต่เรารู้สึกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า การที่เราไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยการบังคับเรือนร่างของเราไม่ว่าจะเป็น เรื่องทรงผม เครื่องแต่งกาย แต่เราก็สามารถทำคะแนนได้เป็นอันดับหนึ่งของห้อง สามารถนำถ้วยรางวัลมาให้ห้องเรียนได้ การอยู่ในกรอบไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่า เราจะเป็นคนที่มีคุณภาพ หรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ดีเท่าคนอื่น”

ในที่สุดเธอได้ก้าวข้ามเส้นจาก “นักเรียน” มาสู่ “นักเคลื่อนไหว” ที่มีแนวคิดเสรีนิยม เรียกร้องประชาธิปไตย โดยกุญแจสำคัญที่พลิกความคิดเธอไม่ต่างจากนักเคลื่อนไหวอีกหลายคน นั่นคือเหตุการณ์ “รัฐประหารกันยาฯ 49” โดย อั้ม เนโกะ มีผู้นำทางความคิด คือ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ลักขณา ปันวิชัย (คำ ผกา) และธงชัย วินิจจะกุล

“ที่บ้านสนใจการเมืองชอบอ่านข่าว เราก็ติดตามข่าวตลอด สนใจเรื่องตากใบ กรือเซะด้วย ต่อมาเกิดรัฐประหาร เราไม่เห็นด้วยตั้งแต่อยู่ ม.3 รู้สึกว่ามันถึงเวลาออกมาแล้ว ต่อมาพอมีการร่างรัฐธรรมนูญปี 50 เราก็หลอกที่บ้านว่าจะออกไปเที่ยว แต่เปล่า เราไปเดินจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปสยาม ไปประตูน้ำ ไปช่วยแจกใบปลิวโหวตโนร่างรัฐธรรมนูญ 50”

เมื่อ “ข้าพเจ้า” ไม่ต้องการจุฬาฯ 

ด้วยความที่เรียนภาษาเยอรมันตั้งแต่ ม.ปลาย และอยากต่อยอดภาษาและงานด้านวิชาการ  อั้ม จึงเลือกก้าวสู่คณะครุศาสตร์ รั้วจามจุรี  ก่อนจะพบว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” มีทุกอย่างให้นิสิตนักศึกษา ยกเว้นคำว่า “เสรีภาพ” และ “ความเท่าเทียม” 

“อั้มเลือกเรียนที่ครุศาสตร์ จุฬาฯ เป็นที่แรก ซึ่งเราคาดหวังไว้มากว่ามหาวิทยาลัย จะเป็นสังคมที่เปิด สามารถแต่งกายเลือกใช้ชีวิตได้ แต่ปรากฏว่า จุฬาฯ ให้สถานที่เรียน ห้องเรียน ห้องสมุดที่ดี แต่สิ่งที่จุฬาฯ และสังคมไทย ขาด คือ ขาดการเคารพความเป็นมนุษย์ของทุกคน เราถูกบังคับให้สวมใส่ชุดนิสิตไม่พอ สตรีข้ามเพศยังถูกบังคับให้ใส่ชุดนิสิตชาย มันยิ่งปิดกั้นและกดทับอัตลักษณ์ส่วนตัวและเพศของเรา

...ทั้งๆ ที่ในสังคมเราไม่ได้อยู่ในการจำกัดในกรอบของชายหญิงอีกต่อไปแล้ว แต่ชุดนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศกำลังสร้างชุดความคิดที่ตอกย้ำว่าสังคมมีแค่ชายและหญิง ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ชุดนศ.และชุดนิสิต มันจะมีรูปแบบที่ไม่ได้สร้างทางเลือกกลางๆ ให้แก่คนอื่นที่สามารถสวมใส่เครื่องแบบได้โดยไม่ต้องไประบุว่าคุณเป็นเพศอะไร มันไม่ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า Unisex ทั้งที่เครื่องแต่งกายแบบ  Unisex เป็นสิ่งที่ทั่วโลกต้องการให้เกิดขึ้น

...บางคนโดนถ่ายรูปบนรถเอ็นจีวีเรื่องชุดนักศึกษา โดนปริ๊นท์รูปออกมา คณบดีเรียกไปตักเตือน ทำโทษ ตัดคะแนนเพียงเพราะเครื่องแต่งกาย เป็นอะไรที่ Nonsense มาก จุฬาฯ จะอ้างว่ารัฐธรรมนูญจุฬาฯ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด การแต่งกายก็ไม่สามารถแต่งกายข้ามเพศได้ มีนมผมยาวก็ต้องใส่ชุดชาย แต่จะมีเพียง 2 ที่เท่านั้นที่แต่งข้ามเพศได้ อย่างคณะอักษรฯ สามารถอารยะขัดขืนได้ แต่ถามว่าโดนแซงค์ชั่นไหม ก็โดน ต้องแต่งแบบหลบๆ ซ่อนๆ เพราะ หากอาจารย์เห็นอาจจะมากีดกัน ดุด่าว่ากล่าว แต่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นที่ที่ลิเบอรัลที่สุดแล้ว ใส่อะไรไปเรียนไปสอบก็ได้ ถือว่าโอเค" 

ด้วยความกดดันในสถานที่ และรู้สึกว่าจุฬาฯ เป็นสังคมที่ไม่ยอมรับความแตกต่างทางความคิด อั้มจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาเรียนในรั้วธรรมศาสตร์ เพราะรู้สึกว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นตัวแทนของประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญฉบับแรก รวมถึงเป็นสถานศึกษาแรกที่ให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเรียน

“เราดีใจมากที่เขาโฆษณาว่า ‘มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว’ ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย แต่เมื่อเข้ามาถามว่ามีเสรีภาพไหม มันสามารถแต่งข้ามเพศไปแต่งในเพศของเราได้ หรือสามารถแต่งชุดไปรเวทไปเรียนในหลายวิชาได้ แต่เราก็พบว่าที่จริงแล้วไอ้คำว่าเสรีภาพทุกตารางนิ้ว มันเริ่มสะท้อนออกมาว่า มันไม่มีอยู่จริง มันเป็นแค่สโลแกนที่เอาไว้ขายเท่านั้น”

“เวลาที่ผ่านไปทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งที่อยู่ในธรรมศาสตร์มากยิ่งขึ้นว่า สุดท้ายความสวยหรูของวาทกรรมว่าด้วยเสรีภาพทุกตารางนิ้ว เป็นสถานที่ที่มีประชาธิปไตยมากที่สุด กลับเป็นสถานที่ที่ใช้สิ่งเหล่านี้มาเป็นหน้าฉาก แต่ภายในกลับยังหลงเหลืออำนาจเผด็จการ คือ วิชาบังคับของมหาวิทยาลัย TU130 สหวิทยาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ทุกคนต้องเรียนวิชานี้ ไม่เรียนไม่จบ  แล้วคณะวิทย์ที่รับผิดชอบวิชานี้กลับบอกว่าหากไม่ใส่ชุดนักศึกษาไม่แจกควิซ ไม่ได้รับการเช็คชื่อไม่ได้คะแนน”

ด้วยเหตุนี้ทำให้เธอรู้สึกว่า ทำไมในสถานที่ที่อ้างว่ามีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว ยังมีวิชาที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของนักศึกษา ทั้งที่กฎของธรรมศาสตร์ตั้งแต่แรกเริ่ม กำหนดไว้เพียงว่า นักศึกษาสามารถสวมใส่ชุดสุภาพเข้าไปเรียนในคลาส เลกเชอร์ปกติได้ ไม่ได้ให้สวมชุดนักศึกษา แต่ในทางปฏิบัติคณะวิทยาศาสตร์ฯ กลับลิดรอนสิทธินักศึกษาโดยการบังคับให้ใส่ชุดนักศึกษาเข้าไป นอกจากคณะนี้แล้วยังมีคณะบัญชีที่ยึดหลัก No uniform no service ซึ่งขัดต่อกฎมหาวิทยาลัยเสียเอง กลายเป็นว่าไปผลักไสไม่ให้บริการคนที่แต่งตัวแตกต่างจากสิ่งที่สังคมวาดภาพเอาไว้กลายเป็นส่วนเกินของสังคม เป็นคนที่ไม่ได้รับความยอมรับ เราเลยออกแคมเปญตัวนี้ออกมา

อั้มย้ำอีกครั้งว่า ไม่ได้คัดค้าน หรือ ต่อต้าน หากใครจะสวมใส่ชุดนักศึกษา แต่สิ่งที่ต้องการ คือ เปิดพื้นที่ให้คนที่เห็นต่างมีสิทธิที่จะไม่สวมใส่ยูนิฟอร์ม เพราะวันนี้ชัดเจนแล้วว่า ชุดนักศึกษาไม่ได้ชี้วัดความสำเร็จทางการเรียน

“จะมีประโยชน์อะไรที่หากคุณนำชุดนักศึกษามาควบคุมเรือนร่าง แต่ไม่สามารถคิดถึงรากฐานปัญหาของสังคมได้ พอผู้ใหญ่เถียงไม่ได้ก็อ้างว่าชุดนักศึกษาทำให้คนมีระเบียบวินัย ถ้ามันมีระเบียบวินัยจริง ป่านนี้ประเทศไทยที่บังคับให้คนใส่ยูนิฟอร์มตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย คงจะมีความก้าวหน้ามากกว่าประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นไปแล้ว 

...ส่วนที่อ้างว่ายูนิฟอร์มช่วยสร้างความเท่าเทียมกัน ถามหน่อยว่าไม่ใช่เพราะยูนิฟอร์มเหล่านี้หรอกหรือที่สร้างระบบอุปถัมภ์ แค่ใส่ชุดนักศึกษา ติดตราพระเกี้ยว อีกที่หนึ่งมีตราราชภัฎ อีกที่หนึ่งเป็นตราเด็กรามคำแหง สังคมไทยก็สร้างความไม่เท่าเทียมแล้ว คิดดีๆ ว่ายูนิฟอร์มยังสร้างความเท่าเทียมจริงหรือ ?”

“อั้มไม่ได้มองว่าการเปลี่ยนแปลงสังคม อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เปลี่ยนจากเหลืองเป็นแดง เปลี่ยนจากเพื่อไทย เป็นประชาธิปัตย์ ตราบใดที่เราด่าเรื่องคอร์รัปชัน แต่เรายังไม่เปลี่ยนวิธีคิดระบบอำนาจนิยมในสังคม ระบบโซตัส ระบบอุปถัมภ์ สุดท้ายเราจะเป็นส่วนหนึ่งของวังวนอยู่ในวัฎจักรเดิมเป็นผลผลิตของระบบคอร์รัปชั่น

ดังนั้นการแก้ที่วิธีคิดโดยเริ่มที่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก่อน ระบบสถาบันการศึกษาไทยเป็นระบบที่สำคัญกำลังจะผลิตคนส่งไปในสังคม ซึ่งคุณภาพของคนไม่ได้ชี้วัดเพียงแค่คิดเลขเก่ง คิดเลขเร็ว แต่อยู่ที่คุณภาพในระบบในประชาธิปไตยมันมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่การตระหนักในความเป็นพลเมืองของเรา มันต้องแก้ตรงนี้ มันถึงจะแก้แบบยั่งยืน ไม่ใช่ด่าแต่นักการเมืองมันเลว แต่เรายังอยู่ในระบบอุปถัมภ์ เรายังอยากให้รุ่นน้องมาไหว้เรา เราอยากให้เด็กอยู่ในยูนิฟอร์มเท่านั้น”

กระนั้นสิ่งที่เธอเรียกร้องเสรีภาพในการเเต่งกายเริ่มปรากฏผลมากขึ้น เมื่อกองกิจการนักศึกษาและองค์การนักศึกษา มธ.นัดหาทางออกในวันนี้ว่าจะจัดการอย่างไรกับรายวิชาที่บังคับให้นักศึกษายังต้องแต่งยูนิฟอร์ม อั้ม บอกว่า นี่ไม่ใช่ประเด็นสุดท้ายที่จะเรียกร้อง แต่อนาคตต่อไปจะเคลื่อนไหวขยายวงต่อต้านระบบโซตัส ระบบอุปถัมภ์ ผลักดันให้อาชีพโสเภณีถูกกฎหมาย สนับสนุนการแต่งงานของเพศเดียวกัน และค้านการกักขังนักโทษการเมืองด้วย

น่าติดตามว่ากระแส “อั้ม เนโกะ” จะเป็นเพียงกระแสวูบวาบหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ธรรมศาสตร์ รวมถึงสังคมภายนอกได้อย่างที่เธอหวังหรือไม่

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ 20 กันยายน 2556 เวลา 05:59 น


กรณีเครื่องแบบนักศึกษา  ตามที่เป็นข่าว หลายคนอาจติดตามเรื่องราวมาบ้าง  แล้วก็ลืมๆกันไป  แต่ที่นำบทความสัมภาษณ์ชิ้นนี้มาลง  ก็เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าสังคมเราอาจมองสิ่งที่เกิดขึ้นแบบฉาบฉวย  เข้าใจยาก หรือยอมรับยากสำหรับการการทำของนักศึกษาคนนี้ จนบางคนอาจคิดว่าอยากดัง เพี้ยน สติแตก

หากอ่านบทสัมภาษณ์ของ อั้ม เนโกะ ชิ้นนี้มาตลอดและมีใจเป็นกลางแล้ว  ก็อาจทึ่งในความความคิดความอ่านของนักศึกษาวัยนี้  ว่ามองสังคมไทยได้อย่างเข้าใจ มีความคิดที่ฉลาดหลักแหลม  และเป็นผู้ใหญ่เกินตัว

ประเทศไทย และคนไทย  ยังติดกับอยู่กับสังคมศักดินา  ระบบเจ้าขุนมูลนาย  และทุกวันนี้เราก็ยังอยู่กับมัน  แต่ที่สำคัญเรา(ทุกคน)ก็อยู่กับมันโดยไม่รู้ตัว เพราะมันหล่อหลอมจนคนไทยต้องซ้ายหันขวาหันกันทั้งประเทศ  เราอยู่ในกรอบ ประเพณี  ระบอบไพร่ - อำมาตย์ หรือยังเป็นสังคมยุคทาส  

คนที่มีความคิดความอ่านแบบนี้หรือเปล่าที่สังคมไทยกำลังต้องการ  หรือยังต้องการนักศึกษาที่ชอบแต่งตัวสวยๆ นุ่งสั้นๆ  แต่งหน้าทาปาก  ไม่ต่างกับนางแบบ นิยมสินค้าแบรนด์เนม  และทำตัวไร้สาระ

หากต้องการให้ประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ไม่มีระบอบอื่นมาแทรกแซง   สังคมไทยก็ต้องมี่คนที่มีความคิดอ่านแบบเดียวกับ  อั้ม เนโกะ กันให้มากๆ ประเทศไทยจึงจะได้หลุดพ้นจากกรอบความคิดแบบเดิมๆ  ซึ่งประเทศไหนในโลกนี้เขาเปลี่ยนกันไปหมดแล้ว


เว็บมาสเตอร์โฟโต้ออนทัวร์



ภาพจากเว็บไซต์

ภาพที่มีการวิพากณ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม(สำหรับสังคมไทย)



ภาพนี้คนไทยดูแล้ว ว่าไม่น่าเกลียด ไม่วิจารณ์ในเชิงลบมากนัก เนื่องจากเป็นพวกฝรั่ง ดูแล้วก็เป็นศิลปะดี แต่ถ้าบ้านเราทำแบบนี้ก็จะถูกด่ากระเปิง
สรุปว่าต้องให้ฝรั่งทำให้ดู หรือทำให้คนไทยดู


 
 
           
      
           
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ