ติดตามการอัพเดตเว็บไซต์โฟโต้ออนทัวร์ได้บน FB   
 
Home  
Home     :     Portraits     :     JJ Portrait Part 02
Portraits Photography at Jatujak Weekend Market(JJ) ภาพผู้คน ี่ตลาดนัดจตุจักร พย.56
Part 1 (Click)
Part 2



JJ (Jatujak Market) Portraits Photography Part 2

ภาพผู้คนที่ตลาดนัดจตุจักร

(เดินทาง พย.2556 )



ภาพผู้คนในตลาดจตุจักรชุด 2 เป็นชุดสุดท้ายแล้วนะครับ ส่วนจะมีชุดใหม่แบบนี้อีกหรือไม่ก็ต้องตอบว่ามี แต่จะเป็นเมื่อไหร่และที่ไหนก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ จะว่าไปแล้ว ถ่ายแนว Portraits นี้ก็สนุกดี ว่างๆ ไม่รู้จะไปไหนก็คว้ากล้องออกไปหาที่เหมาะๆถ่ายภาพผู้คน 

ในกรุงเทพฯเราก็มีที่ให้ถ่ายแนวนี้ได้มากมาย และไม่จำกัดสถานที่ เพียงขอให้มีผู้คนมากหน่อยเป็นใช้ได้ จะได้ภาพที่หลากหลาย โดยเฉพาะหลากหลายวัย

ถ่ายภาพแนวนี้อาจดูเหมือนง่าย แต่ก็ไม่ง่ายสำหรับบางคนหรือหลายคนที่ต้องใช้วาจาเพื่อขอถ่ายคนอื่นที่ถูกใจและคิดว่าเป็นภาพที่ดี เช่นบุคลิกดี สวยดี ฟอร์มดี  สีผิวดี หน้าตาดูดี หรือภาพโดนใจ

เห็นเป้าหมายแล้วก็อยากถ่าย แต่ก็เล็งแล้วเล็งอีกว่าจะไปพูดจาประสาดอกไม้กับเค้าอย่างไร โดยกับเฉพาะสาวๆหน้าตาดี พูดเหมือนง่ายแต่เอาจริงๆแล้วคงคิดจนเหงื่อตก กลัวว่าเค้าจะปฏิเสธ ถึงตอนนั้นแล้วเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ยิ่งผู้หญิงมากันหลายๆคน แต่หมายตาไว้แค่ 1 คน(สวย)แบบนี้จะทำอย่างไรดี

ใครคิดจะถ่ายสาวๆแล้วใจสั่น มือสั่น แนะนำว่าให้กินพารา เอ้ย.. ให้หัดถ่ายภาพเด็กๆก่อนก็แล้วกัน เนื่องจากเด็กๆส่วนใหญ่จะชอบถ่ายภาพ น้อยคนนักที่จะหนีหรือหลบหน้า  

เวลาเห็นเด็กน่ารักๆ จะยกกล้องถ่ายเลยหรือไม่ หรือว่าจะต้องขออนุญาตพ่อแม่เด็กก่อน เรื่องนี้คงตอบว่าแล้วแต่สถานการณ์ บางครั้งจำเป็นต้องแอบถ่ายเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติก็ต้องทำทันที อย่าวอกแวก หากถ่ายแล้วไม่มีปัญหาก็ถ่ายจนพอใจ

ส่วนกรณีที่ขออนุญาตพ่อแม่นั้นก็ทำได้ แต่ส่วนใหญ่มักไม่มีปัญหาคือยอมให้ถ่าย จะมีบ้างที่ปฏิเสธ แต่ก็อย่าไปถือสานัก คิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาๆ

หากเจอสาวๆเดินมากับเพื่อน 2-3 คน แต่อยากถ่ายแค่คนเดียว(คนสวย)จะทำอย่างไร

ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ อาจเริ่มจากขอถ่ายภาพทุกๆคนหรือภาพหมู่ก่อนก่อนสัก 2-3 รูป จากนั้นก็เฉพาะเจาะจงคนที่หมายตาเลย ใช้วิธีนี้ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา

แต่ถ้าจะขอถ่ายคนนั่นตรงๆเลย เค้าอาจไม่กล้า อาย หรือยังงงๆว่าไอ้หมอนี่จะมาไม้ไหน ไว้ใจได้หรือไม่ ดังนั้นการถ่ายทั้งกลุ่มก่อนก็จะช่วยให้สถานการณ์ผ่อนคลาย แถมบางครั้งอาจให้ความร่วมมือด้วยดีกว่าที่คิด วิธีนี้ผมใช้บ่อยในการเดินทางไปต่างประเทศและไม่มีปัญหาเลยสักครั้ง ส่วนภาษาที่สื่อสารก็ภาษาใบ้นั่นแหละครับ ง่ายๆ แต่เข้าใจ
 
ถ่ายคนสูงอายุละมีปัญหาไม๊  

ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาครับ เห็นหน้าอาร์ตๆหน่อย ลุยเลย “คุณลุง..คุณป้า...คุณยาย..ขอถ่ายสักรูปนะครับ...”

หากเค้าถามว่า “ ถ่ายไปทำไมฮะหลานชาย “ คราวนี้ก็ชมเลย เช่นดูอายุมากแล้วแต่ยังหน้าตาดี(แต่อย่าบอกว่าสวย)

ถ่ายคนต่างชาติ...เอายังไง พูดก็ไม่เป็นทั้งภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น แต่สวยๆทั้งนั้นเลย

ยุ่งเหมือนกันนะ ภาษาต่างประเทศก็ไม่กระดิก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ พูดไปก็อาย หรือกลัวคนอื่นได้ยิน

แนะนำว่า

อันดับแรก.. แอบถ่ายครับ
อันดับสอง... ก็ใช้ภาษาอังกฤษแบบพอกระดิกๆนั่นแหละ มั่วๆไป
อันดับสาม... ก็ภาษามือ เป็นวิธีที่ไม่ต้องพูดต้องจากัน แต่รู้เรื่อง

และส่วนใหญ่ผมใช้อันดับ 3 คือภาษามือโดยชี้ที่กล้อง แล้วยกนิ้วชี้มาตรงหน้า ให้เข้าใจว่าขอถ่าย 1 ภาพ พอภาพที่ 1 ได้ ภาพที่ 2–3- 4 -5 ก็ตามมา ชาวต่างชาติถ่ายไม่ยากครับ บางคนบอก “โน” ก็ไม่ต้องสนใจ และไม่ต้องท้อใจ ธรรมดามาก

มีคำเตือนอยู่เรื่องเดียวกรณีคนต่างชาติ คือชาติที่นับถือศาสนาอิสลาม หรือพวกแขกตะวันออกกลางนั่นแหละ (ถ่ายโคตรจะยาก แถมมองเราอย่างไม่เป็นมิตรอีกต่างหาก)

เรื่องสาวแขกคลุมหน้าคลุมตาแบบชุดฮิญาบ ก็ไม่ควรยุ่ง 

เค้าไม่ได้กลัวกล้องหรือกลัวการถ่ายภาพ แต่เป็นความเชื่อแต่ดั่งเดิมว่าจะเป็นผลร้ายกับตนเอง หรือประเภทมีคนจะเอาร่าง เอาวิญญาณไป ไม่ต่างกับความเชื่อของพวกชาวเขา ยิ่งเราเป็นประเทศเมืองพุทธ คนพวกนั้นยิ่งไม่ยอม(อย่างเด็ดขาด)พวกนี้ค่อนข้างเคร่งในศาสนาและวัฒนธรรมที่คนเอเชียหรือยุโรปอาจไม่เข้าใจ หรือเข้าใจยาก

พวกอาหรับ ถือว่าเป็นชาติที่อ่อนไหวกับการถ่ายภาพค่อนข้างมาก ส่วนชาติอิสลามที่ไม่ค่อยจะเคร่งนักในเอเชียก็มี มาเลเซีย กับ อินโดนีเซีย ที่พอจะขอถ่ายได้ แต่ก็อย่ารบกวนเค้ามากเกินไป

ในตลาดจตุจักร พวกแขกอิสลามสาวๆที่แต่งชุดฮิญาบหรือชุดดำก็มีประปราย ผู้หญิงบางคนหน้าคม จมูกโด่ง บางคนมีลูกแล้วก็ยังดูสวยจนขอถ่ายภาพ ...แต่ก็ถูกปฏิเสธทั้งผัวทั้งเมีย แต่ก็ได้ถ่ายภาพลูกสาวน่ารักๆแทนในภาพชุด1

มีเทคนิคอีกแบบหนึ่งที่นำมาใช้ค่อนข้างบ่อยสำหรับการถ่ายสาวๆ เช่นพอถ่ายเสร็จไป ก็ให้เค้าดูตัวเองจากจอ LCD  วิธีนี้ใช้กรณีที่ต้องการถ่ายเพิ่ม(เอาอีก)บอกเค้าว่า ภาพมืดไปบ้าง แสงไม่ดีบ้าง ยังไม่เป็นธรรมชาติบ้าง... ฯลฯ แล้วแต่เราจะโม้ ส่วนใหญ่เจอแบบนี้มักไม่มีปัญหา เพราะเค้าก็อยากให้ภาพออกมาดูดี  

“ถ่ายไปทำอะไร...” หลายคนอาจเจอคำถามที่ไม่อยากตอบ 

ใครหน้าตาเด็กๆ อายุไม่มากก็ตอบเค้าไปตรงๆเช่น “กำลังฝึกถ่าย“

หากเจอคำถามนี้กับผมส่วนใหญ่ก็ตอบว่า ถ่ายเก็บบรรยากาศ เช่นถ่ายที่ตลาดนัดจตุจักรบางคนก็ถาม แต่บอกว่าไม่ได้มาที่นี่นานแล้วมันเปลี่ยนไปมาก มาเดินเล่นก็อยากถ่ายภาพเก็บไว้ รวมทั้งถ่ายภาพผู้คนเพื่อประกอบเรื่องราว ส่วนใหญ่พอบอกก็เป็นอันเข้าใจ ไม่ถามต่อ

มีอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนคิดว่าทำยาก(อิบอ๋ายเลยวะ)

คนสวยมากับแฟน...

เอาไงดี....

อยากถ่ายผู้หญิงแฟนเค้า แต่เกรงใจไอ้หมอนั่น แถมท่าทางนักเลงด้วยซิ ตอบได้เลยว่าหากเจอแบบนี้อย่ารีรอ ไปขอถ่ายกันตรงๆต่อหน้าทั้งสองคน ชนิดกล้าได้กล้าเสีย

จากประสบการณ์จำได้ว่าไม่เคยมีปัญหาเลยสักครั้งไม่ว่าจะในเมืองไทยหรือในต่างประเทศ บอกได้เลยว่าไม่ยาก ผู้หญิงก็เต็มใจ ผู้ชายก็ยินยอม อาจเป็นไปได้ว่า ฝ่ายชายคงดีใจที่มีคนอื่น(ตากล้อง)เห็นความสวยของแฟนตน ลึกๆแล้วอาจดีใจก็เป็นได้

มีอยู่ครั้งหนึ่งได้ไปเที่ยวที่ “ปาลิโอเขาใหญ่” เห็นผู้หญิงหน้าคมขำ หุ่นดี นุ่งสั้นในชุดสีดำ ท่าทางเซ็กซี่(ถูกสเปค) กำลังถ่ายวิดีโอกับแฟนเค้า 

ความจริงก็เห็นแต่แรกและหมายตาไว้แล้ว

ขณะเดียวกันก็สังเกตแบบห่างๆ(รอจังหวะ) เนื่องจากดูท่าทางฝ่ายชายแล้วคิดว่าน่าจะเป็นชาวต่างชาติ จึงลองเดินโฉบไปใกล้ๆจะได้รู้ว่าเป็นชาติไหน จนได้ยินทั้งสองพูดคุยกัน ปรากฏว่าเป็นคนไทยครับ คราวนี้ละได้การณ์ ขอถ่ายทันทีแบบไม่ต้องคิดมาก เพราะสังเกตมาแต่แรกแล้วว่าผู้หญิงคนนี้น่าจะชอบให้ถ่ายภาพ เห็นโพสต์ท่าถ่ายวิดีโอกับแฟนเค้าชนิดทุกจุด และทุกที่

ไม่มีปัญหาครับ ฝ่ายชายก็พยักหน้า ฝ่ายหญิงก็ยิ้มๆ(เต็มใจเลยค่ะ)

แถมฝ่ายชายยังแอบถ่ายวิดีโอขณะที่ผมกำลังถ่ายภาพแฟนสาวเค้าอีกด้วย ใครเห็นผู้หญิงคนนี้(ตามภาพ)ก็คงจะอดใจไม่ไหวเหมือนกันนะ บาดตาบาดใจจริงๆ..เห็นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ..เฮ้อ

พูดถึงการถ่ายแนว Portrait  หลายคนคงเคยถ่าย แต่อาจไม่ค่อยจะจริงจังกับมันนัก ทั้งนี้อาจมีหลายๆสาเหตุ แต่ถ้าใครทำอยู่แล้วและทำเป็นประจำก็ถือว่าได้เปรียบ เนื่องจากการถ่าย Portrait ให้ดีและถึงแก่นนั้นค่อนข้างยาก ภาพที่ถ่ายอาจดูจืดชืด ไม่เร้าใจ มุมถ่ายก็ไม่ดีนัก 

หากยังไม่มีประสบการณ์ ภาพอาจดูธรรมดาๆ แต่ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ ฝีมือก็จะตกผลึกจนจิตใจเห็นความงดงามของศิลปะภาพถ่ายในแนวบุคคล หรือ Portrait  เช่นสีหน้า แววตา ความเป็นธรรมชาติ หรือถ่ายให้เห็นสีหน้าและแววตา เรียกว่าเข้าเป้าทุกซ๊อต

ภาพบุคคลที่ถ่ายผู้คนในตลาดนัดจตุจักรทั้งสองชุดนี้ หลายคนอาจรู้สึกว่าแตกต่างจากที่ตนเองเคยถ่าย หากสังเกตให้ดีว่าเกือบทุกภาพ เน้นไปที่ใบหน้าและแววตา รวมทั้งเนื้อหาสาระที่อยู่ในบนใบหน้าเช่น ริ้วรอย สีผิว ท่าทาง บุคลิกและรอยยิ้ม โดยเฉพาะรอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติ

ที่ถ่ายแต่ใบหน้าเนื่องจากพื้นที่จำกัด คนเดินไปเดินมาตลอดเวลา เรียกว่าฉากหลังไม่ค่อยดีนัก การถ่ายแต่ใบหน้าจึงไม่ต้องคำนึงถึงฉากหลัง เพียงแต่ขอให้หันหน้ามาในด้านที่สว่างเท่านั้น ความจริงนึกขึ้นได้ว่าน่าจะตั้งชื่อชุดนี้ว่า “The Face“

ตอนที่ไปตลาด JJ ก็เดินเรื่อยเปื่อย ชิวๆ แบบคนมาเที่ยว แต่สายตาก็คอยหาเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา พอเห็นใครปิ้งใคร ไม่ว่าจะเห็นไกลๆหรือใกล้ๆ ก็จะหาจังหวะว่าจะแอบถ่าย หรือขอเค้าถ่าย ถ้าแอบถ่ายได้ก็ต้องเร็ว

บางภาพก็กดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว เช่นภาพฝรั่งผิวขาวตัวใหญ่ๆหันข้าง และภาพผู้หญิงฝรั่งสูบบุหรี่

ความไวของสายตา และการกดชัตเตอร์อย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากภาพที่เราเห็นว่า OK นั้นมันจะไม่นิ่ง ไม่ต่างกับวัตถุที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา จึงมีเวลาถ่ายภาพเพียงช่วงสั้นๆพียงไม่กี่วินาที

สายตา และการถ่ายภาพอย่างเร็ว จึงเป็นสิ่งจำเป็น เรียกว่า ”ปิ้ง” ใคร ก็ต้องได้ภาพ และทันที หากเราไม่ปิ้ง หรือมองไม่เห็นสาระ เราก็ไม่สามารถถ่ายใครได้เลย ไม่ต่างกับคนตาบอด แรกๆเราอาจดูไม่ค่อยออก หรือมองหาไม่ค่อยเจอว่าจะถ่ายอะไรหรือหา Point ไม่ได้ หรือเจอแล้วก็ไม่มั่นใจว่าจะดีหรือไม่

เรื่องนี้คงต้องใช้ระยะเวลาฝึกฝนการสังเกตและต้องมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพ หรือต้องตกผลึกทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกัน

และในการถ่ายภาพชุดนี้ก็ยังมองไปถึงการทำภาพขาว-ดำ ด้วย จะได้เปรียบเทียบให้เห็นว่า เมื่อถ่ายภาพสีออกมาแล้ว หากเป็นภาพขาว-ดำ จะออกมาหน้าตา หรือได้อารมณ์แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

เรื่องภาพขาว-ดำ มันก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่จะต้องปรุงแต่งออกมาให้ได้ตามแนวคิดของตนเอง เนื่องจากภาพขาว-ดำนั้น แตกต่างจากภาพสีตรงที่มันต้องมีความเป็นศิลปะมากพอสมควร การปรับภาพสีให้เป็นขาวดำด้วยวิธีการ Convert จากโปรแกรมโฟโต้ซอปนั้นยังไม่พอเพียง เนื่องจากขบวนการทำภาพขาว-ดำ จะต้องใส่ความเป็นศิลปะเพิ่มเติม ที่อาจจะต่างกับภาพสีหรือต้นฉบับ 

หากทำภาพขาวดำแบบทื่อๆ ภาพก็คงจะไม่สวยงาม ไม่กินใจ และไม่รู้สึกหลงใหล  

ภาพขาว-ดำมันจึงเป็นศาสตร์เฉพาะ แต่สามารถฝึกฝนได้ ต้องรู้จักคำว่า Point หรือจุดที่เราต้องการจะเน้น ซึ่งสำคัญมาก  

ภาพจะดูดี มีน้ำหนัก ให้อารมณ์ ประทับใจ ดูไม่เบื่อ ก็มาจากตรงนี้ หรือตรงที่มีอารมณ์ศิลป์ จะเห็นว่านอกจากจะถ่ายภาพให้ได้ดีแล้ว หากจะเข้ามาสู่โลกของขาว-ดำ ก็ต้องเรียนรู้และมีความเป็นอาร์ตอยู่พอสมควร คุณสมบัติที่ว่านี้หากอยู่ในตัวใคร ก็สามารถทำให้ภาพธรรมดาๆกลายเป็นภาพที่สวยงามชนิดที่ดูกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ยิ่งดูก็ยิ่งชอบ

และนี่คือจิตวิญญาณของคำว่าภาพขาว-ดำ

และภาพ JJ ทั้งสองชุดเราทำทั้งสองแบบเพื่อเปรียบเทียบเห็นความแตกต่าง ในความรู้สึกและอารมณ์ ดูภาพสีก็ให้ความรู้สึกแบบหนึ่ง แต่พอดูภาพขาว-ดำ ก็จะได้อารมณ์ไปอีกแบบหนึ่ง บางคนอาจบอกว่า ภาพขาว-ดำ มันให้ความรู้สึกที่ลึกซึ้งมากกว่าภาพสี ก็ต้องว่าแล้วแต่จินตนาการณ์และความรู้สึกของแต่ละคน หรือบางภาพบางคนกลับชอบมากกว่าภาพสี

อาจมีคำถามว่าทำไมภาพขาว-ดำจึงต้องทำอะไรมากมายกับมันนัก เช่นเน้นตรงนั้นให้สว่าง หรือทำให้มืด แบบนี้เท่ากับว่าไม่เป็นธรรมชาติ

ก็ต้องชี้แจงว่า ขาว-ดำ ในยุคก่อนๆนั้น หัวใจหลักก็มาจากขบวนการในห้องมืดหรือห้องอัดขยายภาพ จะเรียกว่าการ Process ภาพก็ได้ และภาพขาว-ดำ ที่มีชื่อเสียงในอดีตทั้งของไทยและต่างประเทศ ก็จะต้องผ่านขบวนการ Process ในห้องมึดทั้งสิ้น

สมัยก่อนเค้าถือว่า ภาพขาว-ดำ มันเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่ง และคำว่าศิลปะของขาว-ดำ มันก็จะต้องใส่จินตนาการณ์และความรู้สึก(ในศิลปะ)นั้นเข้าไปด้วย ถ่ายมาแล้วและอัดขยายไปตามฟิล์ม เขาเรียกว่าเป็นงานแบบธรรมดาและไม่ใช่เป็นงานในเชิงศิลป์ ที่ไม่ต้องใช้ฝีมืออะไรเลย

และในวงการถ่ายภาพขาวดำเค้าจึงรู้กันว่า ภาพขาวดำที่ดีนั้นมาจากการการถ่ายภาพเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งมาจากห้องมึด แต่พอมาถึงยุคปัจจุบันเรามีโปรแกรมแต่งภาพที่ไม่ต่างกับคำว่า "ห้องมึด" แต่ก็เกิดปัญหาว่าความพอดีอยู่ตรงไหน หรือมีเส้นแบ่งกันอย่างไร

เชื่อว่าคงไม่มีใครตอบได้ชัดเจน มันขึ้นอยู่กับเจตนาและความพอดีของช่างภาพ หากเป็นภาพเพื่อใช้เพื่อการค้า เช่นภาพสินค้า นางแภาพนางแบบขึ้นปก หากเป็นแบบนี้ส่วนใหญ่ก็จัดหนัก หากเป็นดาราหรือนางแบบก็ต้องให้สวยกว่าตัวจริงหรือหน้าอ่อนกว่าวัย เรื่องนี้คงยอมรับกันได้ แต่บางครั้งก็อาจเอาถึงขั้นเฉือนน่องเฉือนขาใหญ่ๆให้ดูเรียวก็เห็นทำกันมาเยอะแล้ว

ถ้าเป็นการถ่ายภาพแนวอื่น ก็ขึ้นกับแต่ละคนว่าจะปรุงแต่งมากน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่ก็ยอมรับในระดับที่ไม่มากเกินไปหรือไม่ผิดไปจากธรรมชาติหรือผิดจากไฟล์ต้นฉบับมากนัก เพราะหากทำมากไปชนิดเว่อร์ ก็ไม่ต่างกับการหลอกลวงคนอื่นและหลอกตนเอง

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง บางคนก็บอกว่าเป็นเรื่องเทคโนโลยี่ที่เราต้องยอมรับ อีกอย่างก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ภาพดีขึ้น ถือว่ายังเป็นปัญหาที่ต้องถกเถียงกันต่อไป แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ต้องยึดถืออย่างเคร่งครัดว่าต้องเป็นภาพต้นฉบับ(เท่านั้น) ห้ามปรุงแต่งด้วยวิธีการใดๆให้ผิดไปจากความจริง นั้่นก็ถือภาพข่าว ใครทำถือว่าผิดจรรยาบรรณ

แต่ก็มีคนทำมาแล้วในต่างประเทศ กรณีที่ทหารสหรัฐบุกอีรักเมื่อปี 2546 พร้อมยิงระเบิดกันตูมตามจนเกิดไฟไหม้หลายแห่งในกรุงแบกแดด ช่างภาพส่วนใหญ่ก็ขึ้นไปอยู่บนตึกสูงเพื่อจะเห็นภาพชัดเจน เมื่อได้ภาพแล้วก็จะรีบส่งมายังสำนักพิมพ์เพื่อกระจายข่าวและภาพไปยังลูกค้าที่เป็นสมาชิก รวมทั้งสำนัก CNN ที่รู้จักกันดี

ปรากฏว่าภาพการยิงจรวดลงกรุงแบกแดดจนเกิดควันดำที่ลงในเว็บไซต์ CNN เป็นภาพที่มีการตกแต่งควันดำให้มากกว่าเดิม ผู้ที่เปิดเผยเรื่องนี้ก็เป็นช่างภาพอีกหลายๆคนที่ถ่ายในมุมเดียวกัน และ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ แต่มีควันดำน้อยกว่าภาพที่ลงในเว็บ CNN

เป็นเรื่องเลยครับ ช่างภาพคนนั้นถูกปลด และ CNN ขึ้น Black list ไว้เลย

มาต่อภาพขาวดำกันอีกหน่อย

ปัจจุบันขบวนการทำภาพขาว-ดำแบบเดิมๆนั้น มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือ  รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องมืดมันกลายเป็นของเก่าเก็บในพิพิธภัณฑ์ ทั้งน้ำยา กระดาษ เครื่องอัด มันไม่มีขายในท้องตลาด

ที่สำคัญมันเป็นขบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อนสำหรับยุคนี้ ตัวอย่างเช่นหากใครยังหลงใหลการอัดขยายภาพขาวดำแบบเดิมๆ ก็ต้องมีห้องมืด ติดแอร์ มีพัดลมดูกลิ่นน้ำยาเคมี ต้องมีอุปกรณ์ล้างฟิล์ม อ่างแช่กระดาษ และต้องมีเครื่องอบภาพหรืออบกระดาษให้แห้ง ฯลฯ 

แต่คนที่ยังหลงไหลฟิลลิ่งแบบเดิมๆในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ จะเรียกว่าเป็นกลุ่มอนุรักษ์ก็น่าจะได้ แต่ยุคสมัยนี้ส่วนใหญ่พึ่งพา “โฟโต้ซอป” กันหมดแล้ว เพียงแต่ว่าเราต้องมาเรียนรู้การใช้โปรแกรมให้เข้าใจ และหากจะนำภาพไปอัดขยายก็ต้องเลือก Lab หรือเลือก Printer ด้วย

เนื่องจากในไฟล์ภาพขาว-ดำนั้น มันเป็นการผสมของเม็ดสีหลายๆสี แต่ไม่ได้เป็นเม็ดสีเฉพาะสีขาวกับสีดำอย่างที่เราเข้าใจกัน ภาพขาว-ดำที่อัดขยายตามแล็บส่วนมากจะออกมาตุ่นๆ ขาวก็ไม่ขาวมาก ดำก็ไม่ดำสนิท แต่ Printer ในยุคปัจจุบันสามารถถ่ายทอดภาพขาว-ดำให้ได้ฟิลลิ่งแบบเดิมๆได้(ดีในระดับหนึ่ง) ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นยี่ห้อ Epson แต่ราคาแพงมาก และเป็นเครื่องที่ใช้สำหรับงานสำหรับด้านธุรกิจ 


โฟโต้ออนทัวร์
20 พฤศจิกายน 2556





 
 
       copyright © www.photoontour.com, All rights reserved