Home  
Japan : People and Portraits on August 2013    
 รวมภาพชาวญี่ปุ่นจากการเดินทางเมื่อเดือน สิงหาคม 2556 (ชุดที่ 1 จำนวน 87 ภาพ)
                   ภาพชุด 1 (87 ภาพ)



                      

                      

                      

                      


 

Japan : People and Portraits Part 1
ภาพผู้คนชาวญี่ปุ่นตอนที่ 1

(เดินทาง 1-4 สิงหาคม 2556)

เมื่อเดือนสิงหาคม 56 หรือเมื่อเดือนที่แล้ว มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น 

สถานท่องเที่ยวหลักๆก็จะเป็นกรุงโตเกียว และเมืองอิซาว่า รวมทั้งเมืองอื่นๆที่อยู่บริเวณเชิงภูเขาไฟฟูจิ

แต่เนื่องจากภาพชุดท่องเที่ยวต่างประเทศยังมีอีกหลายเรื่องที่กำลังทยอยลง และบางเรื่องก็ยังไม่ได้ลง ภาพเที่ยวประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้จึงต้องต่อคิวไปตามระเบียบ ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าอีกนานแค่ไหน

แต่ไม่เป็นไร เมื่อภาพชุดใหญ่ยังไม่ได้ลง ก็จะขอแทรกภาพที่เป็น Portraits มาลงพอเป็นน้ำจิ้มไปพลางๆก่อน

สำหรับเมนู People & Portraits  ของเว็บโฟโต้ออนทัวร์ ความจริงก็ต้องการจะแยกภาพที่เป็นประเภทบุคคล หรือภาพผู้คนที่พบเห็นจากการเดินทาง ไว้เป็นการเฉพาะ ต่างจากภาพการเดินทางท่องเที่ยวที่ลงกันตามปกติ เนื่องจากเห็นว่าผู้คนนั้นก็เป็นสัญญลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว จึงไม่ควรละเลยที่จะบันทึกภาพเก็บไว้

ความสำคัญของผู้คนจึงไม่ต่างกับสถานท่องเที่ยวที่น่าสนใจ คน หรือผู้คนท้องถิ่นจึงมีความสำคัญพอๆกัน และแนวทางการบันทึกภาพเราก็ให้ความสำคัญควบคู่กันมาตลอด

หลายเรื่องก็เคยทำมาแล้ว แต่บางชุดเห็นว่ามีภาพผู้คนค่อนข้างน้อย จึงไม่มีภาพ Portraits แยกมาเป็นการเฉพาะต่างหาก

เมื่อไม่มีภาพแนว Portraits มากนัก จึงเสริมด้วยภาพพริตตี้แทน

บางคนแซวว่าภาพพริตตี้จากงานมอเตอร์โชว์ มันไม่เห็นเกี่ยวกับโฟโต้ออนทัวร์ หรือไม่ได้เป็นภาพท่องเที่ยวตามชื่อเว็บ

ก็บอกว่าเป็นสีสัน และเป็นการชอบส่วนตัว อีกอย่างก็อยากไปลับฝีมือการถ่ายแนวนี้กันบ้าง เดี่ยวจะหาว่าถนัดแต่ภาพท่องเที่ยว

สำหรับภาพสาวพริตตี้ในตอนหลังๆเราจัดให้เต็ม และดูกันให้เต็มตาด้วยภาพใหญ่ๆที่มีหน้ากว้าง 1920 Pixels ซึ่งเหมาะสำหรับจอภาพหรือคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆที่เป็นระบบ Full HD ที่มีความละเอียดสูง เจอภาพใหญ่ๆชนิดเต็มจอ แทบจะเรียกว่าสาวๆเหล่านั้นอยู่ห่างเราแค่เอื้อม ทุกอย่างบนใบหน้าจึงเห็นชัดเจน หรือชนิดเห็นทุกรูขุมขน

สำหรับภาพผู้คนชาวญี่ปุ่น ที่ให้ชื่อว่า Japan : People and Portraits  ชุดนี้มีทั้งภาพผู้คนประเภทภาพเดี่ยวๆ หรือภาพรวมๆที่ถ่ายผู้คนตามสถานที่ต่างๆ

หลายภาพอาจจะพอเห็นสถานที่ต่างๆที่ได้ไปเที่ยว แต่ก็บอกก่อนว่าเป็นแค่หนังตัวอย่าง ส่วนภาพจริงชุดใหญ่นั้นจะตามมาภายหลัง

ภาพผู้คนญี่ปุ่นนี้จะแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 มี 98 ภาพ  ส่วนตอนที่ 2 ก็คงจะพอๆกัน หากได้เห็นภาพทั้งสองตอนก็พอจะเข้าใจคนญี่ปุ่นมากขึ้น หรือรู้จักคนญี่ปุ่นผ่านเลนส์

ความจริงคนญี่ปุ่นกับคนไทยมีข้อแตกต่างกันอย่างมากในหลายด้าน แม้บรรพบุรุษของชาวญี่ปุ่นจะมาจากประเทศจีน แต่คนญี่ปุ่นทุกวันนี้ก็มีอุปนิสัยและวัฒนธรรมที่แตกต่างกับคนจีนโดยสิ้นเชิง  

เราจะรู้จักคนญี่ปุ่นมากขึ้นก็ต้องไปเที่ยวญี่ปุ่น และต้องสังเกตว่าญี่ปุ่นเค้าเป็นคนอย่างไร หากไม่สังเกตก็อาจมองข้ามจิตวิญญาณที่แท้จริงของคนญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีระเบียบและมีวินัยสูง หลายคนคงเคยได้ยินคำๆนี้ โดยเฉพาะคนที่ทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย  หรือบริษัทที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรม เช่นโรงงานประกอบรถยนต์

เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น เราก็จะเห็นความมีวินัยที่เต็มรูปแบบ ไปทางไหนก็เห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม สิ่งเหล่านี้มันฝังอยู่ในจิตใจคนญี่ปุ่นมาช้านาน ถามคนญี่ปุ่นเค้าก็บอกว่ามันเป็นมานานแล้ว 

ปัจจุบันคนญี่ปุ่นมีความเข้าใจในเรื่องนี้จนกลายเป็นวัฒนธรรม และแตกต่างกับชาติอื่นๆ 

วินัยในเรื่องการรักษาความปลอดภัย

ความมีวินัยและการสร้างระบบความปลอดภัยในญี่ปุ่นนั้นสูงมาก หลายประเทศในยุโรปได้นำเอาวิธีการของญี่ปุ่นไปใช้  จนกลายเป็นทฤษฏีหรือตำราเพื่อความปลอดภัย และในญี่ปุ่นเราจะเห็นเครื่องหมายหรือสัญญลักษณ์มากมาย บางอย่างคนไทยรู้จัก แต่หลายอย่างก็ไม่เคยเห็น โดยเฉพาะเรื่องการใช้สีต่างๆ ซึ่งคนญี่ปุ่น รู้ และเข้าใจกันหมดแล้ว แต่คนไทยไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร

เช่นสัญญลักษณ์ของห้องน้ำ ทีมีภาพ หญิง-ชาย ญี่ปุ่นจะกำหนดให้เครื่องหมายของผู้หญิงเป็นสีแดง ส่วนผู้ชายจะเป็นสีน้ำเงิน จะสังเกตได้ว่า ทุกแห่งในญี่ปุ่นจะเป็นแบบนี้ทั้งหมด ส่วนตามอาคารต่างๆก็จะมีป้ายทางหนีไฟ หรือ ทางออก (Exit) และจะมีแสงหรือมีไฟตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกลางคืนหรือกลางวัน ซึ่งหลายคนหรือผู้ประกอบการในบ้านเราอาจมองข้าม จนเกิดโศกนาฏกรรมใหญ่โตเช่นกรณีไฟใหม้ ซานติก้าผับ ที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ขณะเกิดเหตุไฟฟ้าก็ดับ ทุกคนจึงไม่ทราบว่าจะออกไปทางไหน เพราะมึดไปหมด

อย่าลืมว่าเมื่อเกิดเหตุไฟฟ้าอาจจะดับทั้งอาคาร และป้ายทางออกหรือ Exit ก็จะดับไปด้วย แต่อาคารในญี่ปุ่นจะใช้ระบบไฟฉุกเฉินแยกต่างหากจากระบบใหญ่ เมื่อไฟฟ้าในอาคารดับลง แต่ป้าย Exit ที่มีภาพคนวิ่งก็ยังติดและเห็นได้ชัดเจน

ญี่ปุ่นในเวลานี้เท่ากับเป็นต้นแบบของการสร้างระบบความปลอดภัย ซึ่งภาพตัวอย่างเช่นในชุดที่ 1 นี้จะเห็นว่าแค่จักรยานที่มีที่นั่งเด็ก  คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญ และไม่ละเลยที่จะนึกถึงเด็กๆ

เรื่องนี้บ้านเราก็ทราบๆและรู้กันทั้งนั้น แต่จะทำจริงแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้ก็เนื่องจากความสำนึกยังไม่เข้าไปถึงจิตใจคนไทยนัก และมักอ้างกันเสมอว่า เสียค่าใช้จ่ายสูง ขนาดทางหนีไฟ หรือบันใดหนีไฟในอาคารก็ทำกันแบบขอไปที หรือพอให้ผ่านอนุมัติการก่อสร้าง แต่พอเกิดเหตุก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เพราะใช้ไม่เป็น บางแห่งก็ทำประตูล็อคตายตัว ออกได้แต่เข้าไม่ได้

ทางหนีไฟในบ้านเราบางแห่งจึงดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่น่ากลัว แค่พลักประตูออกไปก็รู้สึกว่ามันหนัก มันเปิดยากเต็มทน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงต้องออกแบบให้เป็นแบบนั้น บางแห่งก็เห็นหาอะไรไปค้ำประตูไว้เพื่อไม่ให้บาประตูปิด(คงรู้ว่ามีปัญหา)

นานไม๊..กว่าที่เมืองไทยจะเห็นความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยแบบคนญี่ปุ่น คงตอบได้เลยว่านานทีเดียว แค่สวมหมวกกันน๊อคของสิงห์มอเตอร์ไซด์ในบ้านเราก็เห็นแหกกฏกันทั้งนั้น ในทางตรงกันข้ามหากผู้ขับขี่มอเตอร์ไซด์ในบ้านเราหันมาสวมหมวกกันน็อคกันทุกคน ก็แสดงว่าคนในชาติเริ่มสำนึก(เหมือนญี่ปุ่น)กันบ้างแล้ว

หลายคนคงบอกว่าน่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะบ้านเราจะสวมหมวกต่อเมื่อผ่านในเส้นทางที่ต้องเจอตำรวจอยู่บ่อยๆ เส้นทางไหนที่ไม่มีตำรวจก็จะไม่ค่อยสวมใส่ ส่วนหมวกก็หาซื้อในราคาถูกๆ และไม่ได้ช่วยอะไรเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

เรื่องนี้ไปถามคนขี่มอเตอร์ไซด์ก็อาจได้คำตอบแบบกวนๆว่า " เรื่องของหัวกู ใครอย่ามายุ่ง หัวฟาดพื้นตายก็เรื่องของกู"


ญี่ปุ่นเป็นชาติที่รักษาเวลา ทั้งในเวลาการทำงานและการนัดหมาย

เราคงเคยได้ยินว่าหากนัดหมายกับพวกฝรั่งแล้วเค้าจะมาตามเวลานัดชนิดที่ไม่ผิดเวลา ส่วนคนไทยนั้นมักมาไม่ทันหรือมาสายจนเป็นเรื่องปกติ

ถ้าจะถามว่าทำไมคนไทยมาสาย ก็คงมีข้ออ้างมากมาย ที่นิยมนำมาอ้างก็คือ “รถติด”

แล้ววัฒนธรรมของคนไทยที่ชอบมาสายนั้นมันมีมาแต่เมื่อไหร่ ก็คงจะหาคำตอบจากใครไม่ได้ รู้แต่ว่าการมาสายมันฝังอยู่ในจิตใจคนไทยมานานแล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ต่างกับชนชาติญี่ปุ่นที่ไม่รู้ว่าความมีระเบียบวินัยนั้นมันเริ่มมีตั้งแต่เมื่อไหร่ บางคนอาจตอบว่าเกิดมาก็เป็นแบบนี้แล้ว

สุภาษิตเกี่ยวกับการนัดหมายของคนไทย ฝรั่ง ญี่ปุ่น จึงมีข้อแตกต่างกันดังนี้

มาสาย....คือคนไทย
มาตรงเวลา...คือพวกฝรั่ง
มาก่อนเวลา...คือคนญี่ปุ่น


เรื่องเปรียบเทียบที่ยกขึ้นมานี้คิดว่าคงไม่มีใครปฏิเสธ

การที่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นคราวนี้ได้เห็นความมีระเบียบวินัย และปฏิบัติตามระเบียบของคนญี่ปุ่นในทุกๆเรื่อง

ภาพความมีระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่น หลายคนอาจมองว่า “น่าอึดอัด” ต่างกับคนไทยที่มักทำตัวสบายๆและไร้กฎเกณฑ์  แต่สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในสายเลือดของคนญี่ปุ่นไปแล้ว จึงไม่รู้สึกว่ามันเป็นกฎเกณฑ์ หรือรู้สึกว่ามีความอึดอัดแต่อย่างใด

เท่ากับว่ามันเป็นธรรมชาติ  มันเป็นวัฒนธรรมที่ปฏิบัติกันทั้งประเทศ 

คำว่า “ทำอะไรตามสบายคือไทยแท้“ แต่ถ้าเป็นญี่ปุ่นแล้วกลับตรงกันข้าม

ญี่ปุ่นเป็นชาติมหาอำนาจของเอเชียมาตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ แม้แต่ประเทศจีนที่ถือว่ายิ่งใหญ่มานานนับเป็นพันๆปี แต่พอสู้กับญี่ปุ่นแล้วก็แพ้ชนิดราบคาบในสงครามนานกิง ซึ่งเป็นสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ที่เกิดขึ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มขึ้น ทุกวันนี้จีนกับญี่ปุ่นยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสงครามนานกิงนี่แหละ

ยิ่งในสมัยสงครามครั้งที่ 2  ก็พอจะรู้ว่าญี่ปุ่นเป็นยักษ์ใหญ่ที่คุมอำนาจของทวีปเอเชียโดยแท้จริง  ซึ่งหากได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็อาจเห็นว่าญี่ปุ่นแพ้เพราะระเบิดปรมาณูเท่านั้น 

เรียกว่าระเบิดเพียงสองลูกก็ทำให้สงครามสงบได้

ในทางตรงกันข้าม หากสหรัฐอเมริกาคิดค้นระเบิดปรมาณูได้ช้ากว่านี้ ก็ไม่แน่ว่าฝ่ายสัมพันธมิตรอาจแพ้สงครามกับญี่ปุ่นได้เช่นกัน

เพราะญี่ปุ่นกำลังจะปฎิการณ์ “ช็อคโลก” นั่นก็คือ “สงครามเชื้อโรค“ มันเป็นความลับสุดยอดของญี่ปุ่นที่กำลังจะปฏิบัติกับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการใช้เครื่องบินที่บรรทุกเชื้อโรคขึ้นไปโปรยเหนือเมืองสำคัญๆ

แต่ขณะที่เรือดำน้ำกำลังเดินทางไปปฏิบัติภาระกิจ ญี่ปุ่นได้ประกาศแพ้สงครามหลังเมืองฮิโรชิมา กับเมืองนางาซากิ ถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณูเสียก่อน เรียกว่าคลาดกันชนิดเส้นยาแดง

การที่เครื่องบินของญี่ปุ่นจะบินไปโปรยสารพิษ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะเรดาร์ของสหรัฐอเมริกายึดพื้นที่ทางอากาศ จนเครื่องบินญุ๊่ปุ่นไม่สามารถเล็ดลอดไปได้

แต่ญี่ปุ่นได้วางแผนอย่างแยบยลด้วยการสร้างเรือดำน้ำขนาดใหญ่ที่ชื่อว่าไอ 400 (I-400) เพื่อใช้บรรทุกเครื่องบินขนาดเล็กถึง 3 ลำ และเป็นเครื่องบินแบบสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก สามารถบินจากน้ำสู่อากาศได้ หรือบินลงน้ำแล้วพับเก็บไว้ในเรือดำน้ำได้

ตอนนั้นเรือดำน้ำที่ว่านี้กำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่สหรัฐอเมริกา โดยมีแผนการว่าเมื่อเข้าใกล้ชายฝั่งก็จะลอยตัวขึ้นเหนือน้ำ จากนั้นโรงเก็บเครื่องบินก็จะเปิดออก พร้อมที่จะให้เครื่องบินขึ้นปฏิบัติการณ์ได้ แต่แผนนี้ต้องเลิกล้มเนื่องจากได้รับแจ้งจากประเทศญี่ปุ่นว่า “ญี่ปุ่นประกาศแพ้สงคราม”

ระเบิดเชื้อโรคมีความร้ายแรงแค่ไหน

ก็ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นได้ทดลองใช้อาวุธลับนี้มาหลายครั้งแล้ว จนเชื่อได้ว่ามีประสิทธิภาพ

ครั้งหลังสุดได้ทดลองนำไปโปรยในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของประเทศจีน มีผลทำให้ผู้คนล้มตายไปเกือบ 2 แสนคน ซึ่งหลังจากเชื้อโรคร้ายนี้เข้าสู่ร่างกายก็จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ เป็นแผลผุพอง และสิ้นใจในเวลาอันรวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์จากตะวันตกกล่าวว่ามันมีความร้ายแรงที่ยิ่งกว่าระเบิดปรมาณูเสียอีก

อาวุธที่ว่านี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เป็นอาวุธฆ่าล้างเผ่าพันธ์ หรืออาวุธชีวภาพ"

โชคดีที่การปฏิบัติการของเรือดำน้ำ I-400 ที่บรรทุกเครื่องบินมหาภัยนี้ไม่ได้ปฏิบัติภารกิจอันลับสุดยอดของญี่ปุ่นได้  ไม่เช่นนั้นโลกเราคงจะเปลี่ยนโฉมไปมากกว่านี้

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ไม่น่าเชื่อว่าญี่ปุ่นได้กลับมาผงาดเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกและครองอันดับต้นๆ   โดยมีสหรัฐอเมริกาอันดับ 1 จีนอันดับ 2 และญี่ปุ่นอันดับ 3 (ข้อมูล World GDP ล่าสุด)

เมื่อราว 50 ปีก่อน หรือหลังสงครามโลกผ่านพ้นไปได้ราว 20 ปี ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีความรุ่งเรืองทางอุตสาหกรรมและอุปกรณ์อีเลคโทรนิค และในเวลานั้นญี่ปุ่นก็มีโอกาสเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในปีค.ศ.1964 (พ.ศ.2507)

หลังโอลิมปิกปิดฉากลงสินค้าญี่ปุ่นขึ้นแท่นเป็นเจ้าผลิตภัณฑ์ของโลก เรียกว่าตื่นเช้ามาก็ต้องเจอสินค้าญี่ปุ่น ตัวแต่แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ เสืิ้อ กางเกง เมื่อออกจากบ้านก็นั่งรถญี่ปุ่น เข้าไปในตึกอาคารก็มีแต่สินค้าญี่ปุ่น กลับมาบ้านก็ต้องหุงข้าวด้วยหม้อหุงข้าวฮิตาชิ ดูโทรทัศน์โซนี่ของญี่ปุ่น ก่อนนอนก็ดูเวลาจากนาฬิกาไซโก้ของญี่ปุ่น พร้อมกับรองพื้นทาหน้าด้วยครีมยี่ห้อ ชิิเซโด ของญี่ปุ่น เรียกว่าสินค้าจากญี่ปุ่นเข้ามามีอิทธิพลต่อครอบครัวคนไทยและของคนเกือบทั้งโลก

หลายประเทศเสียเปรียบดุลการค้ากับญี่ปุ่นชนิดที่เทียบสัดส่วนกันไม่ได้กับสินค้าที่ญี่ปุ่นนำเข้าจากประเทศนั้นๆ สื่อมวลชนบ้านเราก็มักจะเปรียบเทียบว่า การนำเข้ารถญี่ปุ่นเพียงคันเดียว ก็ต้องแลกกับข้าวสารจำนวนนับเป็นร้อยๆกระสอบ หรือต้องแลกกับแรงงานชาวนาที่ต้องอาบเหงือต่างน้ำกันหลายชีวิต

ช่วงสินค้าญี่ปุ่นกำลังมาแรง เพลง Made in Thailand ของวงคาราบาว เคยสร้างกระแสปลุกสำนึกให้คนไทยหันมาใช้ของไทย เช่นหันมาตัดเย็บเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าดิบแทนการนำเข้าผ้าไยสังเคราะห์จากญี่ปุ่นที่มีราคาแพงกว่า

แต่เรื่องนี้ก็ปั้นกระแสได้ไม่นาน คนที่ออกมาเดินขบวนก็กลับไปใช้สินค้าญี่ปุ่นเหมือนเดิม เข้าห้างญี่ปุ่นเหมือนเดิม หัวหน้าวงคาราบาวก็ขี่มอเตอร์ไซด์ "ฮาเลย์ เดวิดสัน"คันละล้านกว่าบาท เหมือนเดิม

สินค้าญี่ปุ่นเวลานั้นมันแทรกซึมเข้ามาชนิดทุกหย่อมหญ้า ไม่ต่างกับสินค้าจีนที่กำลังทะลักเข้าประเทศไทยในเวลานี้

ญี่ปุ่นหลังเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี พ.ศ.2507 เท่ากับว่าได้โฆษณาประเทศไปในตัว สินค้าญี่ปุ่นขายดีไปทั้วโลก โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า และยานพาหนะ

ขณะนี้ภาพเดิมๆจากเมื่อ 50 ปีก่อน กำลังจะกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากในอนาคตอีก 7 ปีข้างหน้าหรือค.ศ. 2020 ญี่ปุ่นจะได้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ถึงเวลานั้นคงไม่ต้องพูดว่าเศรษฐกิจและความเจริญก้าวหน้าของญี่ปุ่นจะก้าวไปไกลขนาดไหน

ทุกประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกได้พิสูจน์มาแล้วว่าประสบผลสำเร็จ หรือคุ้มค้ากับการเป็นเจ้าภาพ ไม่ว่าจะเป็นประเทศเกาหลีหรือประเทศจีน ที่หลังจากโอลิมปิกผ่านไปแล้ว ก็โกยเงินจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก สินค้าแบรนด์ของประเทศนั้นๆก็ขายดีเป็นว่าเล่น สนามกีฬาเช่นสนามรูปรังนก ของจีนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

ประเทศจีนที่พึ่งเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกหรือ Beijing 2008 ทุกท่านคงทราบดีว่า นับจากนั้นเป็นต้นมาเศรษฐกิจของประเทศจีนก็โตแบบก้าวกระโดด จีนมีทุนสำรองมหาศาลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ เศรษฐีจีนขึ้นแท่นติดอันดับโลกมากที่สุด และมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลมีเงินเพื่อพัฒนาประเทศอย่างมหาศาล ระบบขนส่งมวลชนเปลี่ยนโฉมในพริบตา ถนนหนทางสร้างเป็นเครือข่ายทั้งระบบทั่วประเทศ

ขณะเดียวกันก็รองรับการขยายตัวของรถไฟความเร็วสูง เท่านั้นไม่พอจีนยังมีโครงการที่จะให้มีรถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่านประเทศต่างๆ เช่นพม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา รวมทั้งไทยด้วย หากจีนทำได้ตามโคงการนีั้ก็ถือว่าวินวินทุกฝ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซี่ยน

ด้านการท่องเที่ยว

ความมั่งคั่ง ความมีเงินมีทองของชาวจีนต้องบอกว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังรับอานิสงส์กันแบบเต็มๆ นักท่องเที่ยวจีนแห่มาเที่ยวเมืองไทยกันอย่างมากมายชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ความจริงก็เข้ามากันนานแล้ว แต่ที่ชัดเจนมากก็คือในปี 2556 หรือปีนี้

เวลานี้ต้องบอกว่า โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ละลึก ฯลฯ ตามเมืองท่องเที่ยวต่างยิ้มไปตามๆกัน

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปเที่ยวเมืองปาย จ.แม่ฮ่องสอน  ปรากฏว่านักท่องเที่ยวที่นั่นเกินกว่าครึ่งหนึ่งเป็นชาวจีน และมีจำนวนมากกว่าคนไทยด้วย  หน้าฝนที่อดีตเคยเป็นโลว์ซีซั่น แต่ปีนี้ (56)มันไม่ไช่แล้ว

หรือหากใครมีโอกาสไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงหน้าฝนนี้  ก็อาจแปลกใจว่านักท่องเที่ยวจีนหน้าหมวยๆ ผิวขาวๆ นุ่งขาสั้น เดินตามท้องถนนมากจนผิดสังเกต และส่วนใหญ่ก็มาเที่ยวกันเองประเภท Bag Pack เหมือนพวกฝรั่ง บางคนก็มาแบบครอบครัว พี่ป้าน้าอา หรือมากันเองในกลุ่มเพื่อนๆ

นักท่องเที่ยวคนจีนถือว่าได้เปรียบคนชาติอื่นๆ เพราะชาวจีนมีอยู่ทั่วโลก เมืองไทยก็มีคนไทยเชื้อสายจีนไม่น้อย ภาษาจีนกลางก็ยังใช้สื่อสารกันในประเทศ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ๆพอจะพูดภาษาอังกฤษกันได้ จึงไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับคนไทยนัก

ใครไปเที่ยวตามสถานท่องเที่ยวและพบเห็นนักท่องเที่ยวหน้าจีนๆ หากไม่สังเกตก็อาจคิดว่าเป็นคนจีนที่อาศัยในเมืองไทย เนื่องจากหน้าตาคล้ายกัน แต่เดินฟังเค้าพูดคุยกันก็จะรู้ว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่

คนจีนมาเที่ยวเมืองไทยไม่ต้องปรับตัวอะไรมากนัก เพราะอาหารการกินก็คล้ายๆกัน เพียงแต่ว่าคนไทยนิยมรสจัด แต่เมื่อวันที่เดินบนถนนคนเดินที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนเห็นนักท่องเที่ยวจีนเข้าไปนั่งทานในร้านอินเดียเฉยเลย คนไทยเห็นอาหารแขกแล้วก็ยังแหยง เพราะไม่ชอบกลิ่น แต่คนจีนอาหมวยผิวขาวๆหน้าตาดีๆ นั่งกินอาหารแขกกันอย่างเอร็ดอร่อย

ช่วงนี้ฝรั่งไม่มาเมืองไทยเพราะแดดไม่มี ทะเลไม่สวย แต่กลับมีชาวจีนเข้าแทน และคงจะไม่ใช่เฉพาะที่เชียงใหม่หรือภาคเหนือเท่านั้น  ภาคใต้ที่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญๆ ก็คงจะไม่แพ้กัน

หากปี 2556 มีการรวบรวมสถิติก็เชื่อว่าตลอดทั้งปีน่าจะมีชาวจีนเข้ามาเที่ยวประเทศไทยในอัตราสูงกว่าปีก่อนๆค่อนข้างมาก ตอนนี้ไม่ว่าที่ไหนในประเทศไทยให้ความสำคัญกับภาษาจีนมากขึ้น เช่นป้ายร้านอาหาร โรงแรม รวมทั้งเมนูอาหารมีภาษาจีนกำกับ

ร้านค้าร้านขายเพื่อบริการนักท่องเที่ยวหากใครที่ยังไม่มีภาษาจีนในสินค้าและบริการก็ต้องรีบๆทำเป็นการด่วน คาดว่าปีหน้าหรือปี 2557 หากประเทศไทยสงบสุขเหมือนเวลานี้ก็เชื่อว่า นักท่องเที่ยวจีนจะเข้ามาเมืองไทยอย่างถล่มทลาย  เที่ยวบินจากจีนเข้าไทยในทุกเที่ยวจะมีแต่นักท่องเที่ยวชาวจีนทั้งนั้น

ปีหน้าหากเป็นไปตามคาดก็คิดว่า เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวแน่นอน โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีน

แต่ถ้าจะให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยว การเมืองบ้านเราก็ต้องสงบ นักการเมืองก็ต้องไม่กัดกันเหมือนหมา เอ้ย..เหมือนในช่วงที่ผ่านมา ที่แสดงอาการโกรธกริ้ว จนชาวบ้านเขาเบื่อหน่าย รวมทั้งฝากเตือนมายังพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ที่ชอบป่วนการประชุมรัฐสภา มีการโยนเก้าอี้  ตะโกนโหวกเหวกหลังปิดไมค์ รวมทั้งการเดินขบวนบนท้องถนนของพรรคประชาธิปัตย์  ล่าสุดที่ยุยงให้ชาวสวนยางออกมาปิดถนนประท้วง และไม่ยอมรับเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด โดยที่ชาวสวนยางส่วนใหญ่พอใจและกลับบ้าน แต่บางส่วนกลับดื้อด้าน อ้างแต่จะปิดถนน หรือจะยกระดับการประท้วง

เอาเลยเพ้..ปิดไปเลยทุกเส้นทาง ไปปิดด่านมาเลฯด้วยนะ คนอื่นเขาไม่เดือดร้อนกันหรอก แต่พวกเพ้ๆจะเดือดร้อนกันเอง ไม่เชื่อถามแม่ค้าผักก็ได้ว่า เขาด่าพวกเพ้ๆกันยับเยินแค่ไหน


นายอภิสิทธิ์ และนายเทพเทือก เลิกได้ทำสิ่งเลวๆได้แล้วครับ

เมืองไทยทุกวันนี้ก็เห็นแต่พรรคประชาธิปัตย์นี้แหละที่คอยฉุดประเทศให้ตกต่ำ พยายามทุกวิถีทางที่จะให้ตนเองและพรรคพวกเข้ามาบริหารประเทศ แม้จะเป็นวิธีปฏิบัติการที่ต่ำช้าก็ยังทำ 


“ อีโง่ “

คำว่า อีโง่ ที่ออกมาจากปากของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มันบ่งบอกถึงวุฒิภาวะของคนที่เคยศึกษาถึงสถาบันชั้นสูงของอังกฤษ หรือมหาวิทยาลัย Oxford ว่าต่ำขนาดไหน ดูถูกสตรีเพศแค่ไหน

ไม่ต้องมาเฉไฉหรือแชเชือนว่าไม่ได้หมายถึงนายกฯยิ่งลักษณ์

ประชาชนไม่ได้กินแกลบ ไม่ได้โง่เหมือนกับที่นายอภิสิทธิ์ หรือตามคนในพรรคประชาธิปัตย์เข้าใจ ทุกคนรู้กันทั้งนั้นว่า อีโง่นั้นหมายถึงใคร


ประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีมานี้เปลี่ยนแปลงไปมาก แค่ทำบรรยากาศให้บ้านเมืองสงบ นักลงทุน และนักธุรกิจเค้าก็พอใจแล้ว

เลิกเถอะ เลิกเล่นการเมืองแบบน้ำเน่าแบบชั้นต่ำที่พรรคประชาธิปัตย์ถนัด รวมทั้งเลิกหากินกับผีทักษิณหรือจุดประกายให้ผู้คนเกลียดชังระบอบทักษิณกันได้แล้ว

จะเป็นระบอบทักษิณ หรือระบอบประชาธิปัตย์ มันก็ทำสิ่งเลวๆที่ไม่ต่างกัน อย่ามากล่าวหาว่าระบอบทักษิณจะเป็นสิ่งชั่วร้าย ส่วนตัวเองนั้นดีเสมอ เมื่อตัวเองเป็นรัฐบาลก็ทุจริตคอรัปชั่นไม่ต่างกัน หรือเลวพอกัน โดยเฉพาะเรื่องทุจริตสร้างโรงพักทั่วประเทศ เห็นแล้วน่าเอน็จอนาถ


เมื่อ 3- 4 ก่อนวันได้ไปเที่ยวที่อำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ห่างไกล ถนนมีแต่ฝุ่นเกือบทั้งเมือง เห็นโรงพักประจำอำเภอค่อนข้างเก่าที่สร้างกันมาหลายปี แต่พอเดินไปข้างหลัง เห็นเสาปูนของโรงพักหลังใหม่ที่สร้างยังไม่เสร็จ มีเถาวัลย์เลื้อยเต็ม

นี่ไงผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นผลงานของเทพเทือกล้วนๆ ที่พอตนเองได้เข้าไปเป็นรัฐบาลก็สั่งแก้สัญญาก่อสร้าง จากที่ให้โรงพักแต่ละแห่งหาผู้รับเหมากันเอง ก็แก้สัญญาให้เป็นการประมูลจากส่วนกลางโดยหาผู้รับเหมาเพียงรายเดียว เรียกว่ารวบหัวรวบหางกันแบบด้านๆ

แต่เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ มีโรงพักที่ต้องสร้างใหม่แทนของเก่าถึง 396 หลัง หากบริษัทก่อสร้างมือไม่ถึงขั้นคงไม่มีปัญญาสร้างได้ทันตามกำหนดแน่นอน

ก็เสร็จซิครับ ขนาดเทวดาก็ยังไม่มีปัญญาสร้างโรงพักทั้ง 396 แห่งให้เสร็จทันในเวลาไล่เลี่ยกัน เท่านั้นไม่พอบริษัทรับเหมาที่ประมูลงานได้ก็มีปัญหาเรื่องเงินทุน หรือหมุนเงินไม่ทัน เคยทำแต่การก่อสร้างเล็กๆ แต่ไม่มีประสบการณ์การรับงานใหญ่หรืองานที่ประดังเข้ามาพร้อมๆกัน เท่ากับว่าต้องวิ่งคุมงานกันหัวปั่น ผู้รับเหมารายย่อยต่างทะยอยทิ้งงานเนื่องจากสร้างแล้วไม่ได้เงิน การก่อสร้างก็ไม่เป็นไปตามสะเปค และไม่เสร็จทันกำหนด หรือหากสร้างเสร็จและใช้งานจริงก็อาจถล่มลงมาได้

เละเทะเลยครับงานนี้ ใครไปต่างจังหวัด ลองย่องเข้าไปดูซากโรงพักหลังใหม่หน่อยว่าไปถึงไหนแล้ว ป่านนี้เกือบโรงพักหลังใหม่เกือบทุกแห่งคงกลายเป็นที่ทิ้งเศษวัสดุและมีต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด มันเป็นการประจานการทำงานของคนที่ออกมาด่าว่าระบอบทักษิณว่าเลวอย่างนั้นอย่างนี้

แล้วไง.. สิ่งที่ตนกระทำมันก็เลวพอๆกับระบอบทักษิณ ไช่หรือไม่


และขณะนี้หน่วยงานดีเอสไอ DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังสอบสวนในเรื่องนี้ หากเรื่องนี้หวยออก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็อาจตืดคุดติดตาราง ไม่ต่างกับอดีตนายกฯทักษิณ

ปัจจุบันคนที่เคยศรัทธากับพรรคประชาธิปัตย์เขาไม่เอากันแล้ว คนภาคใต้เขาก็เอือมระอา บอกพอกันที  มันรับไม่ได้กับปัญหาการทุจริตรวมทั้งพฤติกรรมสุดถ่อยที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายคราในรัฐสภาไทย

อยากจะนำเรื่องดีๆของพรรคประชาธิปัตย์ที่พอจะจดจำได้ในเวลานี้และต้องการจะทบทวนความจำของผู้คนในสังคมว่ามีอะไรบ้าง

- ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบๆคายๆในรัฐสภาก็ทำมามากแล้ว(ทุกวันนี้ก็ยังกระทำอยู่)
- โห่ฮาป่าในสภา ก็ทำเป็นประจำ คนที่โห่ฮา ก็มีเกียรติ ใส่สูททั้งนั้น
- ขึ้นไปลากเก้าอี้ของประธานสภา ก็ยังหน้าด้านทำมาแล้ว (ด้านจริงๆ)
- ขว้างปาหนังสือใส่ประธานสภา สุดถ่อยแบบนี้ก็ไม่เคยจำ
- ยกเก้าอี้ทุ่ม เรื่องเลวๆที่ไม่มีใครคาดคิด  แต่น้องชายนายสุเทพก็จัดให้แบบเต็มๆ


รุ่งขึ้นนายอภิสิทธิ์ กับนายชวน ต่างก็ออกมาขอโทษ พร้อมกับแก้ตัวว่ามันเป็นเรื่องความกดดัน(ที่ควรให้อภัย) บอกว่าหากประชาชนได้เห็นการถ่ายทอดสดก็คงเข้าใจ 

ก็ต้องขอสอนสั่งทั้งนายอภิสิทธ์ กับคุณลุงชวน หลีกภัยว่า การกระทำที่เลวทรามต่ำช้านั้น หากเป็นคนที่มีจิตสำนึก ยับยั้งชั่งใจ  ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นแน่ เพราะมันเป็นเรื่องน่าอาย

แต่นี่เป็นเพราะสันดาน

คนสันดานเลวจึงกล้าทำในสิ่งเลวๆอยู่เสมอ แม้ในรัฐสภาอันทรงเกียรติที่มีการถ่ายทอดไปทั่วประเทศก็ไม่เว้น

แบบนี้มันน่าให้อภัยกันอย่างนั้นหรือ

อดีตนายกฯทั้งสองท่านที่ออกมาขอโทษ ความจริงเรียกว่าออกมาแถมากกว่า "คำว่าแถก็แปลว่า เถียงข้างๆคูแบบไม่ยอมรับความจริง"

นายเชน เทือกสุบรรณ ทำผิด ทุ่มเก้าอี้ในสภา แต่ดันไปโทษประธานสภาว่าสร้างความกดดันจึงต้องทำแบบนั้น

นายชวน หลีกภัย คิดว่าน่าจะรู้กฎหมาย เนื่องจากเรียนจบกฏหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น่าจะรู้ดีว่าคนทำผิดเช่นทำร้ายร่างกายหรือฆ่าคนตาย จะไปอ้างกับศาลว่าทำไปเพราะความกดดัน ถามหน่อยว่าศาลจะรับฟังหรือไม่

ละครน้ำเน่าที่คนในพรรคประชาธิปัตย์สร้างกันขึ้นมานับตั้งแต่เป็นฝ่ายค้าน ประชาชนเขารู้ไส้รู้พุงกันดีว่าเป็นมายา เป็นการเล่นละครการเมือง หวังป่วนสภา และสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศ  เผื่อว่าอาจโชคดีได้มีโอกาสเข้ามาเป็นรัฐบาลแบบทางลัด แต่คิดว่าน่าจะยาก แม้จะนำกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่มักโยนความผิดใส่คนโน้นคนนี้ มันหมดยุคหมดสมัยแล้วครับ

พรรคประชาธิปัตย์ในเวลานี้เหมือนกับจนแต้มทางการเมือง หรือเปรียบเสมือนสุนัขจนตรอก จนต้องขอยืนพิงข้างกำแพงวัง โดยหากินกับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่เป็นประจำ

พรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้คงรู้ตัวดีว่ากำลังตกต่ำหรือตกอับ จึงพยายามหาพรรคพวก วิธีหนึ่งที่ชอบหากินก็คือนำเรื่องจากสภาผู้แทนไปฟ้องพ่อ 

"คำว่าพ่อ" ในที่นี้ก็คือศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กรอิสระ เอะอะอะไรก็ยื่นฟ้องศาลรธน.ที่เสมือนหนึ่งเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้วในเวลานี้

นักกฏหมายของพรรคนี้วันๆ ก็พยายามคิดหาวิธีที่จะขัดขวางการแก้กฏหมายของรัฐบาลในทุกเรื่อง เครื่องมือหากินที่มักนำมาใช้ก็คือ ม.68 หรือมาตรา 68 ของกฏหมายรัฐธรรมนูญ สาระสำคัญของมาตรานี้ก็คือการล้มล้างระบอบการปกครอง

มีความพยายามเป็นอย่างมากที่จะให้โยงให้ได้ว่าการแก้ไขกฏหมายมาตราต่างๆของฝ่ายรัฐบาลนั้น "เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

ทั้งๆที่รู้กันอยู่ว่า การบัญญัติกฏหมาย การแก้ไขหรือปรับปรุงกฏหมายต่างๆนั้นมันเป็นเรื่องของรัฐสภา ไม่เกี่ยวกับศาลรธน. และไม่เกี่ยวกับองค์กรใดๆทั้งสิ้น แต่ที่ผ่านมาองค์กรอิสระบางองค์กร ก็ดันเข้ามา"เสือก" หรือมาขวางการทำงานของรัฐสภา เรียกว่าก้าวก่าย หรือทำนอกเหนือจากที่กฏหมายกำหนด เวลานี้เท่้ากับว่าองค์กรอิสระบางองค์กรกลายเป้นเจ้าพ่อของประเทศไทยไปแล้ว วันดีคืนดีก็ออกมาเสนอหน้า แนะนำรัฐบาล และแนะนำสภาผู้แทนราษฏรให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้

ไม่พูดว่า " เสือก "ก็ไม่รู้จะหาคำไหนที่เหมาะสมและใกล้เคียงกว่าคำนี้อีกแล้ว

ศาล รธน. ทุกวันนี้ก็คือพ่อตัวจริงของพรรคประชาธิปัตย์ที่หวังเป็นที่พึ่งแห่งสุดท้ายเพื่อโค่นล้มรัฐบาล


สำหรับ Japan People & Portraits  ขอจบแค่นี้ก่อนนะครับ ตอนนี้ต้องรีบไปธุระที่ปักษ์ใต้ เห็นข่าวเมื่อวานบอกว่ามีม็อบสวนยางออกมาปิดถนนอีกรอบ ใครอยากปิดก็ขอเชิญตามสบายจะปิดด่านมาเลเซียก็ไม่มีใครว่า


เลวจริงๆ กับพวกประชาธิปัตย์ที่อยู่เบื้องหลัง


โฟโต้ออนทัวร์
15  กันยายน 2556


     
 
       copyright © www.photoontour.com, All rights reserved