Home  
Japan : People and Portraits on August 2013    
 รวมภาพชาวญี่ปุ่นจากการเดินทางเมื่อเดือน สิงหาคม 2556 (ชุดที่ 2 จำนวน 89 ภาพ)
                   ภาพชุด 2 (89 ภาพ)



                      

                      

                      

                      


 

Japan : People and Portraits Part 2
ภาพผู้คนชาวญี่ปุ่นตอนที่ 2

(เดินทาง 1-4 สิงหาคม 2556)

ภาพผู้คนชาวญี่ปุ่นในชุด 2 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายในภาพแนวบุคคล หรือ Portrait & People เป็นการคัดเฉพาะภาพบุคคลล้วนๆ บางเรื่องอาจมีภาพของสถานที่เพื่อประกอบเรื่องราวให้ครบถ้วน

ปัจจุบันญี่ปุ่นได้ยกเลิกการขอวีซ่าเข้าประเทศสำหรับคนไทยเมื่อไม่มีเดือนมานี้  เท่ากับว่าผู้เดินทางไม่ต้องขออนุญาตผ่านสถานทูตญี่ปุ่นเหมือนแต่ก่อนที่ต้องยื่นเรื่องเพื่อตรวจสอบประวัติ พร้อมระบุเหตุผลการเข้าประเทศ 

หลังจากญี่ปุ่นยกเลิกการขอวีซ่า เท่ากับว่าไม่มีค่าธรรมเนียมการเข้าประเทศ เพียงแค่พกพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทางของคนไทย ก็เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้แล้ว แต่มีกำหนดไม่เกิน 15 วัน สำหรับนักท่องเที่ยวหรือทำกิจธุระ

แต่ปัญหาใหม่ในขณะนี้ก็คือมีคนไทยจำนวนหนึ่งเดินทางเข้าญี่ปุ่นแต่ไม่กลับประเทศไทย ไม่ต่างกับการลักลอบเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย หรือที่เรียกว่า โรบินฮู้ด

ประเทศสิงคโปร์กับฮ่องกง หรือประเทศอื่นๆก็เคยพบการกระทำลักษณะนี้อยู่เป็นประจำ ส่วนใหญ่จะลักลอบเข้าไปทำงานโดยได้รับค่าจ้างที่สูง จนถึงกับยอมเสี่ยงการถูกจับกุม บางส่วนก็เข้าไปทำอาชีพขายบริการทางเพศ ซึ่งก็มีทั้งหญิงและชาย รวมทั้งกระเทยด้วย ในทางกลับกันก็อาจเป็นแดนนรกสำหรับผู้ที่ถูกหลองลวง บางรายถึงกับฆ่าตัวตาย

สำหรับประเทศญี่ปุ่นที่ยกเลิกการขอวีซ่าสำหรับคนไทย จนถึงขณะนี้ปรากฏว่ามีผู้เดินทางไปแต่ไม่ยอมกลับหรืออยู่เกินกำหนดมีจำนวนถึง 3 พันคน (บางข่าวบอก 6 พันคน)

หลายคนสงสัยว่าญี่ปุ่นอาจกลับมาใช้วิธีการเดิมคือต้องขอวีซ่าก่อน แต่คิดว่าเมื่อประกาศยกเลิกไปแล้วก็คงไม่กลับไปเหมือนเดิมแน่  เพียงแต่ว่าทางญี่ปุ่นต้องหาทางดำเนินการในเรื่องการลักลอบเข้าเมืองให้รัดกุมยิ่งขึ้น

อาจเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากคนไทยเข้าประเทศญี่ปุ่นในแต่ละวันก็มีไม่ใช่น้อย และเมื่อหลุดพ้นสนามบินไปแล้วก็เหมือนกับเป็นอิสระ สามารถรอดพ้นจากสายตาเจ้าหน้าที่ได้

การรักษาความปลอดภัยในสนามบินนาริตะของญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นถือว่าเป็นประเทศที่มีความระมัดระวังภัยเป็นอย่างสูง ทุกจุดที่มีความเสียงภัยเช่นการก่อการร้าย ตามสถานที่ต่างๆที่อาจเป็นจุดล่อแหลมเช่นสนามบิน ก็จะมีการตรวจค้นยานพาหนะทุกคันที่จะเข้าไปภายใน

สนามบินสุวรรณภูมิของเราไม่มีการตรวจค้น ใครไปใครมา หรือรถราที่วิ่งเข้าไปในเขตสนามบินจะผ่านตลอด  ซึ่งตรงกันข้ามกับสนามบินนาริตะของญี่ปุ่น 

ในวันกลับ รถที่พาคณะเรามาส่งยังสนามบินจะต้องจอดให้ตรวจก่อนเข้าเขต แม้แต่รถส่งของก็จะต้องเปิดฝาท้ายให้ตรวจสอบ แต่เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจแบบรวดเร็วหรือแค่มองผ่านๆโดยใช้เวลาไม่กี่วินาที 

ส่วนรถบัสนักท่องเที่ยวจะมีเจ้าหน้าที่ขึ้นมาบนรถ ดูโน่นดูนี่ สอบถามไกด์สัก 2-3 คำ จากนั้นก็ลงจากรถ 

ประเทศอื่นๆเป็นแบบนี้หรือไม่ก็ไม่แน่ใจ สำหรับประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในเรื่องความปลอดภัย การตรวจสอบแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ   

อาจมีคนสงสัยว่าเสียเวลาหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทำงานรวดเร็วมาก 

สำหรับสนามบินสุวรรณภูมิ การเข้า-ออก ภายในสนามบินจะมีความรัดกุมแค่ไหน คนทั่วไปคงไม่มีสิทธิ์ได้รับรู้เนื่องจากเป็นเรื่องภายใน  อาจคิดว่าคงมีระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม เนื่องจากเป็นสนามบินนานาชาติระดับประเทศ

แต่เมื่อ 3- 4 ปีมานี้ หากใครติดตามข่าวก็คงทราบว่า สนามบินสุวรรณภูมิหน้าแตกและหน้าแหกยับเยิน ทำให้ประเทศไทยต้องอับอายขายขี้หน้า จนกลายเป็นเรื่องโจ๊กระดับนานาชาติ

นั่นก็คือ มีกระทาชายคนหนึ่งแอบปีนรั้วลวดหนามของสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วขึ้นไปนั่งเจี๋ยมเจี้ยมอยู่บนเครื่องบินของสายการบินแห่งหนึ่ง โดยรอดพ้นสายตาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทุกจุด
 
ปรากฏว่าชายผู้นั้นเป็นแรงงานพม่าที่ลักลอบเข้าประเทศ และตั้งใจจะไปทำงานในประเทศที่ 3

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มค.2551 นายออง ซู ชาวพม่า อายุ 27 ปีที่หลบหนีเข้าเมือง ได้แอบปีนรั้วสนามบินสุวรรณภูมิที่กั้นถึง 3 ชั้น แล้วขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินของสายการบินตรูกีแอร์ไลน์ ในช่องจอดหมายเลข 502 ของฝ่ายช่างซ่อมเครื่องบิน เพื่อให้วิศวกรตรวจเช็คก่อนจะเคลื่อนไปยังลานจอดรับผู้โดยสารที่จะออกเดินทางในคืนนั้น

ขณะที่วิศวกรเข้ามาตรวจสอบความพร้อมตามปกติ ก็ต้องตกใจเมื่อพบกับหนุ่มพม่าคนนี้นั่งอยู่บนเครื่องอย่างสบายอารมณ์ มองกี่ครั้งก็เป็นคนจริงๆ ไม่ไช่เป็นผีหลอกตอนกลางวันแต่อย่างใด


เรื่องนี้เขาปิดกันให้แซด แต่สำนักข่าวไทยและต่างประเทศก็ลงข่าวกันหึ่งชนิดที่ปิดไม่อยู่

วัวหายแล้วล้อมคอก นี่คือสุภาษิตไทยที่การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิหรือทอท.ได้นำไปใช้หลังเกิดเหตุการณ์ ซึ่งก็เป็นไปตามสไตล์แบบไทยๆคือ

หาแพะเป็นอันดับแรก

ปรากฏว่าเจอแพะครับ ก็คือบริษัทผู้รับเหมารักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยาน ที่ทำสัญญาว่างจ้างให้มาดูแลเรื่องความปลอดภัยของสนามบิน

จากนั้นผู้บริหารการท่าฯให้ข่าวต่อไปว่า "ต่อไปนี้จะต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด"

ความจริงกล้องวงจรปิดในสนามบิน เขาก็ใช้กันจนเป็นมาตรฐานทั่วโลก แต่ทำไมผู้บริหารของการท่าฯจึงฉลาดช้ากว่าคนอื่นๆก็ไม่ทราบได้  ส่วนบริษัทรับเหมาดูแลความปลอดภัยของสนามบิน ดูแล้วก็คงไม่ได้เป็นมืออาชีพ  ประสิทธิภาพในการทำงานคงไม่ต่างกับยามที่นอนเฝ้าหรือหลับยามตลาดตามสด

เป็นไงครับท่าน สนามบินสุวรรณภูมิสนามบินระดับโลก ต้องตกม้าตายอย่างชนิดไม่น่าให้อภัย กับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างชนิดสุดห่วย โชคดีที่ชาวพม่าผู้นั้นไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้าย ไม่เช่นนั้นเครื่องบินลำนี้คงระเบิดกลางอากาศเป็นแน่


สำหรับภาพ Japan Portrait  ชุดนี้อยากจะพูดถึงสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น นั่นก็คือ มหาวิทยาลัยโตเกียว  ที่คิดว่าหลายคนคงไม่มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัส

แต่เนื่องจากทริปนี้มีเหตุให้เข้าไปเยี่ยมชมภายในมหาวิทยาลัย จึงพลอยได้รู้ได้เห็นไปกับคณะศึกษาดูงานจากประเทศไทยด้วย

มหาวิทยาลัยโตเกียวหรือ University of Toyko  ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่และมีชื่อเสียงเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย ตามที่สถาบันต่างๆจัดอันดับ

มหาวิทยาลัยโตเกียวมีชื่อย่อว่า โทได (Todai) ก่อครั้งเมื่อ ค.ศ.1866 ปัจจุบันมีอายุ 136 (จุฬา 100 ปี) มีต้นแปะก้วย(Ginkgo biloba) เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย

เมื่อรถผ่านประตูของมหาวิทยาลัยก็พบกับความแปลกใจว่าทำไมภายในมหาวิทยาลัยจึงแทบไม่มีรถรา และบริเวณหน้าประตูทางเข้าก็ไม่ค่อยจะคึกคัก เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย

แต่สิ่งที่พบเห็นก็คือมีคนเดินเข้า-ออก หรือขี่จักรยานผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา ส่วนรถยนต์ก็เป็นของบุคคลภายนอกที่เข้ามาติดต่อหรือทำธุระเท่านั้น



บุคคลภายนอกเมื่อขับรถเข้ามาจะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อรับบัตรหรือคีย์การ์ด เพื่อเสียบเข้าเครื่องอัตโนมัติที่มีไม้กั้นขวางทางเข้าและทางออก คนขับรถเมื่อขับไปเจอไม้กั้นขวางอยู่ก็ต้องลงมาเสียบการ์ดเพื่อให้ไม้กั้นกระดกขึ้น

ระบบนี้หากนำมาใช้ในเมืองไทยคนโดนด่าเละแน่ เพราะยุ่งยากสำหรับคนขับรถ แต่ญี่ปุ่นเค้ามีวินัย เคารพกฎ แม้จะเป็นกฎของสังคมเล็กๆเช่นมหาวิทยาลัย ผู้ปฏิบัติก็ไม่รู้สึกว่าน่ารำคาญแต่อย่างใด

และคนขับรถของเราแม้จะเป็นชายที่อ้วนมาก(จนน่าตกใจ) ก็ปฏิบัติตามกฎโดยไม่มีอาการหงุดหงิดหรืออารมณ์เสีย



นี่คือระบบรักษาความปลอดภัยในมหาวิทยาลัยโตเกียวที่พบเห็นในวันนั้น และเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนไทยจึงนำมาเล่าสู่กันฟัง 

และเมื่อเดินไปตามฟุตบาทริมทางภายในมหาวิทยาลัยก็ยิ่งตื่นตาที่ร่มรื่นไปด้วยต้นแปะก๊วยที่ปลูกทั่วทั้งมหาวิทยาลัย ส่วนอาคารเรียนต่างๆก็เป็นตึกเก่าคล้ายตึกโบราณแบบยุโรป



ที่น่าแปลกใจมากก็คือบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยจะใช้วิธีเดินหรือขี่จักรยานไปตามอาคารต่างๆ

เรื่องเดินจึงเป็นสิ่งปกติของคนญี่ปุ่น ส่วนคนไทยที่ไปในวันนั้นต้องบอกว่าลิ้นห้อยไปตามๆกัน เพราะต้องเดินจากตึกนี้ไปตึกนั้น รวมทั้งขึ้นๆลงๆตามชั้นต่างๆจนออกอาการ  ต่างกับเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่ดูเป็นปกติ 

ที่สังเกตอีกอย่างคือตึกเก่าที่เห็นนี้สร้างมานานมากจึงไม่มีลีฟท์ การเดินขึ้นบันใดจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับผู้ทำงานอยู่ในอาคารนั้น



สำหรับการเดินทางมามหาวิทยาลัยของนักศึกษาและอาจารย์รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ก็คงไม่ต่างกับคนญี่ปุ่นทั่วไป คือใช้บริการรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดิน  เมื่อออกจากรถไฟใต้ดินก็เดินเท้า หรือขี่จักรยานมาที่มหาวิทยาลัย ดังนั้นรถราภายในมหาวิทยาลัยจึงดูน้อยมาก บรรยากาศทั่วไปจึงดูสงบเงียบ ทั้งๆที่มีผู้คนหลายพันๆคน

ที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือการจอดจักรยานตามอาคารต่างๆนั้น แต่ละตึกเค้าจะกันพื้นที่ไว้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในอาคาร  ส่วนบุคคลอื่นจะต้องนำรถไปจอดไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ต่างกับการจอดรถ(ส่วนบุคคล)ตามอาคารต่างๆของบ้านเราที่กันพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน ปกติก็จะมีป้ายหมายเลขทะเบียนรถติดไว้ ใครเห็นก็ไม่กล้าเข้าไปจอด กลัว รปภ.มาไล่ให้ไปจอดที่อื่น



สำหรับบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยโตเกียว ได้นำภาพมาลงให้ดูเพียงบางส่วน ส่วนภาพแบบเต็มๆคงต้องคอยพบในชุดภาพท่องเที่ยวในต่างแดน(Outbound Tour)นะครับ


สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่อยากจะเล่าต่อก็คือภูเขาไฟฟูจิ 

ประเทศญี่ปุ่นมีเทศกาลปีนเขาไฟฟูจิในช่วงเดือนกรกฏาคมและสิงหาคมของทุกปี  ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศปลอดโปร่ง ไม่มีหิมะตก หากเป็นฤดูอื่นก็จะไม่นิยมเนื่องจากอันตราย จะมีแต่นักปีนเขามืออาชีพเท่านั้นที่ขึ้นไปเที่ยว

และวันนี้ (2 สค.56) ที่มีโอกาสขึ้นมาเที่ยวบนภูเขาไฟฟูจิ  ซึ่งอยู่ในช่วงเทศกาลพอดี  จึงเห็นความคึกคักของบรรดานักปีนเขาทุกเพศทุกวัยที่ดูจะเอาจริงเอาจัง และพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ปีนเขาอย่างครบถ้วน 

บริเวณที่เห็นในภาพอยู่ในระดับความสูงที่ 2550 เมตร ซึ่งยังไม่ถึงยอดเขาที่มีความสูง 3776 เมตร(12,388 ฟิต) ยังขาดอีกประมาณ 1200 เมตร(1.2 กม.) และจุดนี้เป็นจุดสิ้นสุดของถนน บริเวณนี้มีลานจอดรถแต่ไม่กว้างขวางใหญ่โตนัก แต่ก็ยังมีที่ว่างสำหรับรถส่วนบุคคลอีกมาก 

สำหรับนักปีนเขาจะเดินทางมาด้วยประจำทาง สำหรับรถส่วนตัวคงไม่นิยมเนื่องจากต้องเสียค่าธรรมเนียมที่แพงมาก 

คนญี่ปุ่นชอบการปีนเขามาก ในภาพชุดนี้ก็จะเห็นทั้งวัยหนุ่มสาวๆและผู้สูงอายุ ซึ่งบางคนอาจเคยปีนเขามาแล้วหลายรอบ 

ไม่ง่ายนะครับที่จะไปสู่จุดสูงสุดเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้ามืด เท่าที่สังเกตส่วนใหญ่จะมาเป็นกลุ่มๆ อาจเป็นชมรม หรือใช้บริการกับบริษัททัวร์ที่รับจัดการเรื่องนี้ ก่อนขึ้นก็เห็นมีการแนะนำให้ลูกทัวร์ได้ทราบกฏกติกา 

แต่ก่อนที่จะมาถึงตรงนี้นักปีนเขาทุกคนก็คงเตรียมตัวมาแล้วเป็นอย่างดี รวมทั้งต้องฟิตร่างกายมาพร้อม และพร้อมจะต่อสู่กับความกดอากาศที่ต่ำหรืออากาศที่เบาบาง รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคต่างที่อาจจะเกิดขึ้น เช่นฝน หิมะ และหมอกที่หนาทึบ

เห็นบรรยากาศที่นี้ก็คล้ายๆกับเทศการเล่นสกีของชาติยุโรป ที่พอถึงช่วงเทศกาลผู้คนนับหมื่นก็จะหลั่งไหลไปเล่นสกีบนภูเขาสูงๆที่มีชื่อเสียงจนจราจรเป็นอัมพาต

สำหรับคนไทยคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะหันมานิยมกีฬาปีนเขา หรือต้องรอให้ประเทศเจริญมากกว่านี้ หรือต้องให้พ้นจากการชุมนุมประท้วงของกลุ่มต่างๆ รวมทั้งต้องให้ฝ่ายค้าน(พรรค ปชป.)ฉลาดกว่าปัจจุบัน และตราบใดที่ฝ่ายค้านยังเล่นการเมืองแบบถ่อยสถุน คนไทยก็คงไม่พร้อมสำหรับกีฬาปีนเขา 

จากการหาข้อมูลเรื่องการปีนเขาไฟฟูจิดูแล้วก็ไม่ใช่ของง่ายนัก ที่สำคัญมีค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร  หากใช้บริการจากธุรกิจที่ดำเนินการในเรื่องนี้ก็มีทั้งหลักพันไปจนถึงหลักหมื่น(บาท) ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียม ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าพาหนะ ฯลฯ

สำหรับอุปกรณ์ปีนเขาหากซื้อครบเซ็ทก็ต้องลงทุนสูงเอาการ  อุปกรณ์ของใช้ต่างๆก็ต้องเป็นของดีที่ได้มาตรฐานจริงๆ  ขนาดร้องเท้าปีนเขาราคาพอประมาณคู่หนึ่งก็หลายพันบาท ส่วนไม้เท้าปีนเขา หากเป็นของดีก็ตกคู่ละเป็นหมื่นๆบาท ถูกหน่อยก็คู่ละพันกว่าบาท นี่ยังไม่นับเสื้อผ้าที่ต้องเลือกสรรชนิดที่แห้งเร็ว(ตามคำแนะนำ)และอุปกรณ์อื่นๆที่จำเป็น สรุปแล้วอย่างต่ำๆก็เป็นหลักหมื่น

พูดถึงค่าใช้จ่ายแล้วอาจเป็นของแพงสำหรับคนไทย แต่สำหรับนักปีนเขาแล้วอาจคิดตรงกันข้าม เนื่องจากเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพ  และเพื่อชีวิตที่ยืนยาว การปีนเขาฟูจิเป็นประจำก็ไม่ต่างกับการให้รางวัลชีวิตแก่ตนเอง และยังดีกว่าที่จะไปเสียค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ที่อาจต้องเสียเงินเป็นแสนๆ

สุขภาพที่แข็งแรง และการไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ คือลาภอันประเสริฐของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน

รางวัลแห่งความสุขอีกอย่างหนึ่งสำหรับการปีนภูเขาไปฟูจิก็คือ ความสุขจากการได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขาในระดับ 3776 เมตร ที่ถือว่าสูงมากหรืออยู่เหนือเมฆ ภาพพระอาทิตย์ที่เห็นในตอนเช้ามึดมันก็คือสวรรค์ดีๆนี่เอง แม้แต่ทะเลหมอกที่หลายคนว่าสวยก็ยังไม่สวยเท่านี้ 

ส่วนเรื่องเวลาที่ต้องปีนเขาว่าใช้เวลานานแค่ไหน พักกลางทางที่ไหน ได้ลองค้นหาข้อมูลจากเว็บต่างๆก็ไม่ค่อยจะบอกกล่าวอย่างชัดเจนนัก   ทราบแต่ว่าในระหว่างการปีนเขาจะต้องพักเอาแรงตามสถานีที่ 7 และ 8 แต่ก็คงไม่ได้พักกันนานนัก เนื่องจากต้องตื่นกันตี 1 ตี 2 เพื่อปีนต่อไปจนถึงยอดในสถานีที่ 10  ซึ่งนักปีนเขาทุกคนจะมานั่งรอชมพระอาทิตย์ขึ้นในเวลา 05.30 น หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมพระอาทิตย์ขึ้นเช้าจัง คำตอบก็คือที่นี่เป็นยอดเขาที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะเห็นพระอาทิตย์ก่อนคนที่อยู่ข้างล่าง

ในวันนั้นมีเรื่องที่น่าแปลกอีกอย่างก็คือ ในจำนวนผู้คนที่อยู่บนเขาฟูจิจำนวนหลายร้อยคนหรืออาจเป็นจำนวนพัน หรือเกือบทั้งหมดตั้งใจมาปีนเขาโดยเฉพาะ ส่วนที่มาเที่ยวอย่างเดียวนั้นน้อยมาก จึงคิดว่ากีฬาปีนเขาฟูจิ เป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นนิยมเป็นอย่างมาก และในเดือนกรกฏาคมจนถึงสิงหาคมของทุกปี ก็เป็นช่วงเวลาที่นักผจญภัยปีนเขาต่างเฝ้ารอคอย

สำหรับภาพผู้คนหรือ Portrait & People มาถึงตอนสุดท้ายแล้ว ส่วนภาพท่องเที่ยวชุดเต็มๆที่จะเห็นทุกแง่ทุกมุมอย่างละเอียดสำหรับการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในทริปภูเขาไฟฟูจิก็ต้องรอหน่อยนะครับ  และหากจะติดตามก็ต้องเข้าไปที่เมนู Outbound tour หรือภาพท่องเที่ยวในต่างแดน ในเมนูนี้จะรวมภาพท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งหมด  ส่วนภาพเที่ยวในประเทศ จะอยู่ที่เมนู Gallery สนใจติดตามได้นะครับ




โฟโต้ออนทัวร์
21 ตุลาคม 2556




ชมภาพ Mout Fuji Street View






ชมคลิปบนยอดฟูจิ 3776 เมตร



     
 
       copyright © www.photoontour.com, All rights reserved