www. photoontour.com Home >Special photos > 60th Celebrations
ภาพงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี รวมภาพจัดนิทรรศการ อิมแพค เมืองทองธานี
ภาพชุดที่ 4
  Home >Special photos > 60th Celebrations > Gallery 4
 



ภาพชุดที่ 4

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
ณ ศูนย์นิทรรศการ อิมแพค เมืองทองธานี วันที่ 26 พฤษภ
าคม - 11 มิถุนายน 2549


นาฏกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระมหาชนก
นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เมืองทองธานี  คิดว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจชมการแสดงพระมหาชนก แต่ต้องผิดหวัง จากปากต่อปาก ก็ยิ่งทำให้มีผู้สนใจมากขึ้นเป็นทวีคูณ งานนี้จึงต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดกันเลยทีเดียวที่จะให้ได้บัตรสัก 1 ใบ

แต่สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้ชม ก็ต้องถือว่าโชคดี เพราะการแสดงพระมหาชนก เป็นไฮไลท์สำคัญของงานที่จัดในครั้งนี้ ใครได้ชม นิทรรศการทุกห้องทุกอาคาร รวมทั้งได้ชมพระมหาชนก ต้องถือว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่มีโอกาสสัมผัสกับงานเฉลิมฉลองอันยิ่ง
ใหญ่ และคงถูกจารึกไว้ในความทรงจำจนชั่วชีวิต

การแสดงเรื่องพระมหาชนก หรือที่เรียกกันเต็มๆว่า “ นาฏกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระมหาชนก “ เป็นเรื่องราวในพระไตรปิฏกของ พุทธศาสนาจากประเทศอินเดีย และพระมหาชนกก็เป็นตอนหนึ่งในชาดก ที่แสดงถึงความเพียรพยายาม ความมุ่งมั่น แก้ไขปัญหา บ้านเมือง จนพสกนิกรอยู่เย็นเป็นสุข

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้ทรงค้นคว้าและดัดแปลงเนื้อเรื่องเพื่อให้เหมาะสม สอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน นับว่าเป็นเรื่อง น่าแปลกนะครับ ที่ในหลวงของเราให้ความสนใจเรื่องราวทางพุทธศาสนาอย่างละเอียดลึกซึ้ง ทรงใช้เวลาค้นคว้าเป็นเวลานาน พิมพ์ เป็นหนังสือออกจำหน่ายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อเป็นคติสอนใจให้กับพสกนิกร โดยยึดถือเอาความเพียรพยายามของพระมหา ชนกเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

จะมีคนไทยสักกี่คนที่หยิบพระไตรปิฏกมาอ่านมาค้นคว้า พระไตรปิฏกคืออะไร หลายคนก็ยังตอบไม่ได้ แต่ในหลวงของเรานอกจากจะทรงงานหนัก และมีพระราชกรณียกิจมากมายแล้ว ท่านก็ยังเข้าถึงพุทธศาสนา ที่คนไทยทุกคนควรนำไปเป็นแบบอย่าง

ผมมีโอกาสเข้าไปดูนาฏกรรม พระมหาชนกถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกนั่งซะไกลลิบ ถ่ายภาพก็ไม่ถนัด ภาพไหว ภาพสั่นไปหมด ก็ถ่ายกัน ตามมีตามเกิดด้วยกล้องดิจิตอลเล็กๆขนาดใส่กระเป๋าเสื้อได้ เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้เอากล้องชนิดถอดเลนส์เข้าไป บอกเป็นกล้องโปร ทั้งที่เป็นกล้องฟิล์มรุ่นเก่าๆ มีเลนส์เล็กๆ 50 มม. ติดกล้องไปตัวเดียว ความจริงแค่ห้ามใช้แฟลชก็น่าจะพอเพียงแล้ว เพราะงานนี้ ถือเป็นงานพิเศษสำหรับในหลวง ี่ทุกคนก็อยากได้ภาพไปไว้เป็นประวัติ เป็นที่ระลึก กฏเกณฑ์นี้น่าจะผ่อนปรนกันบ้าง

วันนั้นใครหิ้วกระเป๋ากล้องเป็นต้องโดนเจ้าหน้าที่ตามประกบ และขอเชิญไปฝากกระเป๋าทันที ก็เชื่อว่าคงสร้างความหงุดหงิดใจให้กับ ผู้พกกล้องไม่น้อย จะยอมให้ผ่านได้ก็เฉพาะกล้องป็อกแป็ก หรือกล้องอีเดียต ชนิดที่พกใส่กระเป๋าเสื้อได้เท่านั้น ภาพที่ออกมาก็เป็นแบบที่รู้ๆกัน คือถ่ายเสียเป็นส่วนใหญ่

นาฏกรรมพระมหาชนก มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นผู้แสดงเกือบทั้งหมด โดยมี JSL เป็นผู้ผลิต สร้างความประทับใจ ให้กับผู้ชมชนิดที่ใครไปชมมาแล้วก็ต้องเม้าท์กันไม่หยุด ต่างบอกว่า สวยมาก อลังการมาก ผู้ที่มีโอกาสได้นั่งชมก็เหมือนกับผู้มีความ เพียรพยายามเป็นเลิศ เพราะต้องเข้าคิวซื้อบัตรกันหลายชั่วโมง และการมาชมนิทรรศการที่เมืองทองคราวนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์จิตใจ กันเลยว่ามีน้ำอดน้ำทนกันขนาดไหน บางคนยกธงขาวเลยก็มี บอกว่าขอดูจากทีวีดีกว่า

ผมเข้าไปชมมหาชนกในรอบ 2 นี้ เพราะรอบสองนี้ ได้บัตรฟรีชั้นวีไอพี ที่บังเอิญพรรคพวกกันได้มา จึงมีโอกาสแก้ตัวในการถ่ายภาพ เพราะอยู่ใกล้เวทีเข้ามาอีกหน่อย โชคดีด้วยที่ได้ยึดกล้องให้นิ่งๆ กับเหล็กกั้นที่อยู่ข้างหน้า ภาพที่ได้จึงดีกว่าวันแรก

ถ้าจะถามว่าพระมหาชนกให้คติอะไรกับเราบ้าง ก็จะบอกว่าสอนใจประชาชนทุกระดับ ภาพรวมพระมหาชนก ไม่ต่างอะไรกับสังคมไทย แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น มีการใช้ทรัพยากรอย่างไม่บันยะบันยัง ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ในที่สุดก็เดือดร้อนถึงพระมหาชนกที่ต้องทรงลงมาแก้ไข และแนะนำให้รู้จักการทำมาหากิน สร้างโรงเรียนฝึกฝนอาชีพ สอนการทำเกษตร 9 ขั้นตอน

ผมนั่งดูแล้วก็อดนึกเปรียบเทียบไม่ได้ว่า เป็นภาพสะท้อนของชาติบ้านเมืองที่กำลังหลงไหลไปตามกระแสจากต่างชาติ ไม่รู้จักพอเพียง ข้าราชการ นักการเมือง แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น รุมทึ้งลูกมะม่วง(ในเรื่อง) จนต้นหักต้นล้ม

นี่แหละประเทศไทย ที่ในหลวงท่านมีพระราชนิพนธ์ออกมา เพื่อสะท้อนสิ่งที่เป็นอยู่ ว่าสังคมทุกวันนี้มันมีแต่เสื่อมลง ส่วนสถาบัน “ ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย ” ( ในท้องเรื่อง) ผมนึกไปถึงศูนย์ศิลปาชีพที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ฝึกฝนชาวบ้านไห้มีอาชีพ

” นาฏกรรม พระมหาชนก “ ในความเข้าใจของผมก็คือภาพของสังคมไทยในปัจจุบัน พระมหาชนกก็เปรียบเหมือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานี่เอง ที่พระองค์ไม่อยู่ในฐานะจะวิจารณ์บ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมาได้ จึงได้สะท้อนออกมาเป็นพระราชนิพนธ์ เพื่อให้ทุกคนได้คิดตาม ไม่ไช่จะดูแต่เพียงความบันเทิงเท่านั้น

เรื่องราวของพระมหาชนกน่าจะเป็นสิ่งสะท้อนความรู้สึก และความเพียรพยายามมาตลอดชีวิตของพระองค์ ที่ทรงช่วยเหลือพสกนิกรมาเป็นระยะเวลาถึง 60 ปี และวันที่ 9 มิถุนายน 2549 จึงเป็นวันที่ประชาชนทั่วประเทศแสดงความรู้สึกในส่วนลึก ต่อในหลวงของเรา จนสร้างความแปลกใจให้กับชาวโลก

เหตุการณ์ในวันนั้นคงจะอยู่ในความทรงจำของคนไทยทุกคนมิรู้ลิม



เว็บมาสเตอร์
25 มิถุนายน 2549

สนใจอ่านพระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คลิก





พระราชปรารภ

 เมื่อ พ.ศ.2520 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ทรงสดับพระธรรมเทศนา ของสมเด็จ
มหาวีรวงศ์ (วิน ธมมสาโร มหาเถร) วัดราชผาติการาม เรื่องพระมหาชนกเสด็จทอดพระเนตรพระราชอุทยานในกรุงมิถิลา

เรื่องมีใจความว่า ที่ทางเข้าสวนหลวงมีต้นมะม่วงสองต้น ต้นหนึ่งมีผล อีกต้นหนึ่งไม่มีผล ทรงลิ้มรสมะม่วงอันโอชา แล้วเสด็จเยี่ยม
อุทยาน เมื่อเสด็จออกจากสวนหลวง ทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงที่มีผลรสดีถูกข้าราชบริพารดึงทึ้งจนโค่น ส่วนต้นที่ไม่มีผลยังคงตั้งอยู่
ตระหง่าน

แสดงว่าสิ่งใดดี มีคุณภาพ จะเป็นเป้าหมายของการยื้อแย่ง และจะเป็นอันตรายในท่ามกลางผู้ที่ขาดปัญญา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัย จึงทรงค้นเรื่องพระมหาชนกในพระไตรปิฏก (พระสูตตันตปิฏก ขุททกนิกายชาดก
เล่มที่ 4 ภาคที่ 2) และทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษ ตรงจากมหาชาดก ตั้งแต่ต้นเรื่อง โดยทรงดัดแปลงเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

พระมหาชนกบำเพ็ญวิริยบารมีที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ จนกระทั่งได้ทรงครองราชสมบัติ และนำความเจริญมั่งคั่งแก่กรุงมิถิลาด้วยพระ
ปรีชาสามารถ

มาถึงตอนเรื่องต้นมะม่วง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า การที่พระมหาชนกจะเสด็จออกทรงแสวงโมกขธรรม ยังไม่
ถึงวาระเวลาอันควร เพราะว่าได้ทรงสร้างความเจริญแก่มิถิลาไม่ครบถ้วน กล่าวคือข้าราขบริพาร “ นับแต่อุปราชจนถึงคนรักษาช้างรักษา ม้า และนับแต่คนรักษาม้าจนถึงอุปราช และโดยเหล่าอมาตย์ล้วนจาริกในโมหภูมิทั้งนั้น ไม่มีความรู้ในทั้งทางวิทยาการและทางปัญญา ยัง ไม่เห็นความสำคัญของผลประโยชน์แท้แม้ของตนเอง จึงต้องตั้งสถานอบรมสั่งสอนให้เบ็ดเสร็จ “

อนึ่ง พระมหาชนกยังต้องทรงปราถนาเรื่องการอนุบาลต้นมะม่วงตามวิธีสมัยใหม่ เก้าวิธีด้วย

ด้วยประการเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงดัดแปลงเนื้อเรื่องในมหาชนกชาดกให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน โดยที่
พระราชดำริว่า พระมหาชนกจะบรรลุโมกขธรรมได้ง่ายกว่า หากได้ประกอบพระราชกรณียกิจในโลกให้ครบถ้วนก่อน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลมหาชนกชาดกเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2531 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้
พิมพ์ในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล ให้เป็นเครื่องพิจารณาเพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของสาธุชนทั้งหลาย

ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์



พระตำหนักจิตรดารโหฐาน
9 มิถุนายน 2539
(อัญเชิญจากหนังสือพระราชนิพนธ์พระมหาชนก)