Photoontour   โฟโต้ออนทัวร์  
 
 
 
 Home  :   Events  :  Royal Photos  :  Photos Gallery  :  Outbound tour  :  Flowers  :  Portrait   :   Asia Girls  :   Wallpapers  :   News  :  Clip Video  :  Site Update
 
         
 
  Royal Ploughing day, 13 May 2013
พระราชพิธีพืชมงคลและพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 13 พค.2556 ณ บริเวณท้องสนามหลวง
                            



Royal Ploughing day
พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
(บันทึก13 พค.56)


พิธีแรกนาขวัญหรือพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งจัดให้มีขึ้นในวันพืชมงคลของทุกปี และแต่ละปีก็ไม่ได้กำหนดตามวันปฏิทินเหมือนกับวันหยุดนักขัตฤกษ์อื่นๆ แต่รัฐบาลจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าเป็นปีๆไป เช่นปี 2555 กำหนดเป็นวันที่ 9 พฤษภาคม และปี 2556 กำหนดเป็นวันที่ 13 พฤษภาคม เป็นต้น เข้าใจว่าผู้ที่กำหนดวันเวลาของพิธีนี้น่าจะมาจากการดูฤกษ์ยามของสำนักพราหมณ์หลวงซึ่งเป็นผู้ดำเนินการทางพิธีพราหมณ์

คำว่าพราหมณ์หลวง หรือ ปุโรหิต บางคนอาจงงว่าสมัยนี้ยังมีอยู่หรือ ก็ต้องตอบว่ายังมีอยู่ เพียงแต่ว่าบทบาทและหน้าที่นั้น บุคคลภายนอกอาจไม่ค่อยทราบกันนัก

สมัยโบราณพิธีแรกนาขวัญจะเป็นพิธีทางพราหมณ์ แต่เมืองไทยเราได้ผสมผสานให้มีพิธีสงฆ์ด้วย โดยจะมีพิธีสงฆ์ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามก่อนวันพืชมงคล 1 วัน เรียกพิธีสงฆ์นี้ว่า "พิธีพืชมงคล" ส่วนการไถหว่านที่ลานท้องสนามหลวงในวันถัดมาเรียกว่า "พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ" เป็นการแยกแยกพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ไว้คนละวันกัน

คำว่าพราหมณ์ก็คือผู้ที่มีหน้าที่จัดการเรื่องพิธีกรรมต่างๆของศาสนาฮินดู อาจแปลกใจว่าทำไมพิธีพราหมณ์(ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู)จึงมาเกี่ยวข้องกับพระราชพิธี ทั้งๆที่เป็นคนละศาสนากัน ก็ต้องตอบว่าเป็นประเพณีเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว พิธีการต่างๆของกษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ต้องมีพิธีพราหมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ

พิธีพราหมณ์ที่เกี่ยวข้องงานพระราชพิธีของไทยนั้น เป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากขอม เพราะดินแดนประเทศไทยในอดีตก็คือส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอมที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เขมร พวกขอมในอดีตหรือขอมที่อยู่ในดินแดนไทย จึงไม่ต่างกับเป็นปู่ย่าตาทวดและเป็นบรรพบุรุษของคนในยุคกรุงสุโขทัย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งราชอาณาจักรไทยหรือเมื่อราว 764 ปีก่อน(สถาปนาพ.ศ.1792)

เมืองไทยมีปราสาทขอมตั้งมากมายเช่น ปราสาทศรีเทพเมืองเพชรบูรณ์ ปราสาทหินพิมายจังหวัดนครราชสีมา ปราสาทพนมรุ้งจังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทเมืองสิงห์จังหวัดกาญจนบุรี ฯลฯ เมื่อเป็นเช่นนี้บรรพบุรุษของไทยก็คือคนขอมทั้งนั้น

ความจริงประเทศไทยและคนไทยก็ได้รับอิทธิพลมาจากขอมโบราณ เพียงแต่ว่าขอมหรือเขมรในปัจจุบันกลายเป็นประเทศเล็กๆ แถมยังทะเลาะกับไทยเป็นประจำ คนไทยส่วนใหญ่จึงไม่อยากจะมาลำดับนับเป็นญาติกัน แต่ความจริงก็คือความจริง  เพราะบรรพบุรุษของไทยก็สืบเชื้อสายมาจากขอมบ้าง มอญบ้าง ลาวบ้าง และอาณาจักรขอมในอดีตถือว่ามีความยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะปราสาทหินและลวดลายสลักนูน-ต่ำที่มีความงดงามมาก

คนไทยในยุคต่อๆมาจึงรับเอาศิลปวัฒนธรรมของขอมมาไม่ไช่น้อย เช่นภาษาพูด ภาษาเขียน ท่าร่ายรำของนาฏศิลป์ต่างๆก็มาจากขอม เพลงไทยเดิม เพลงเก่าเพลงแก่เช่นเพลงเขมรไทรโยค (ชื่อก็บอกแล้ว) หรือพวกเพลงเถาต่างๆก็มาจากเขมร  

ส่วนเขมรเองกลับไม่มีเพลงไหนที่เอาต้นแบบมาจากเพลงไทยเลย

ขอมเมื่อราว 1 พันปี ก็คือเชื้อสายเขมรในปัจจุบัน และในยุคอาณาจักรขอมเราก็ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูหรือพราหมณ์ แต่ศาสนาฮินดูนั้นมีเทพหลายองค์ อยู่ที่ว่าใครจะนับถือเทพองค์ไหน 

สำหรับเทพของขอมที่เห็นชัดเจนก็คือ ศิวลึงค์ และพระนารายณ์

ศิวลึงค์นั้นเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของพระอิศวร ใครไปเขมรก็จะเห็นว่าในเขตพระนครหรือ Angkor ที่เมืองเสียมเรียบนั้น  มีหินสลักเป็นรูปโยนีกับศิวลึงค์อยู่มากมายหลายแห่ง ทั้งบนปราสาท บนพื้นดินที่หักพังลงมา และยังมีที่ในน้ำบนเขาพนมกุเลนซึ่งเป็นต้นสายแม่น้ำเสียมเรียบ ฮินดูพวกนี้ถือว่าการสมสู่ของหญิงและชายเป็นการกำเนิดของโลกและจักรวาล จึงมีการสลักอวัยเพศหญิงและชายหรือรูปโยนีและศิวลึงค์ เพื่อเป็นการสักการะบูชา

ศาสนาฮินดูและความเชื่อต่างๆในยุคขอมนั้นได้แผ่ขยายมาจากอินเดีย

หากใครยังพอจำได้กับเรื่องราวของประเทศอินเดียว่ามีการแบ่งชนชั้นของพลเมืองออกเป็น 4 วรรณะได้แก่

1 วรรณะพราหมณ์ (ทำหน้าที่ติดต่อเทพเจ้าเจ้าเทวดา สั่งสอน  สืบต่อศาสนา-ฮินดู)
2 วรรณะกษัตริย์ (ผู้ปกครอง ทำศึก ป้องกันบ้านเมือง ออกรบ)
3 วรรณะแพศย์ (พ่อค้า เกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ)
4 วรรณะศูทร (กรรมกร ทาส เป็นคนพื้นเมืองดั่งเดิม)

จะเห็นว่าวรรณะพราหมณ์อยู่สูงกว่ากษัตริย์ และหากจะเปรียบกับพุทธศาสนาแล้ว พราหมณ์ก็คือพระสงฆ์ เพียงแต่ว่าบทบาทของพราหมณ์ในศาสนาฮินดูจะทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อกับเทพเจ้าหรือเหล่าเทวดา และยังทำหน้าที่สั่งสอนประชาชน  ส่วนพระสงฆ์ในพุทธศาสนามีหน้าที่สั่งสอนแต่เพียงอย่างเดียว พระสงฆ์องค์ไหนทำหน้าที่ติดต่อกับเทพเทวดาก็แสดงว่าไม่ใช่พระสงฆ์ในพุทธศาสนา ถือว่าเป็นพวกนอกรีตนอกรอย และในทางพุทธก็ไม่มีเทวดาให้นับถือ

ความหมายของเทพเทวดาในทางพุทธศาสนานั้นก็เพื่อใช้ในเชิงเปรียบเทียบของสภาวะทางจิต หรือเป็นอุบายให้คนทำความดี ทำดีแล้วชาติหน้าจะได้เกิดเป็นเทวดาอะไรทำนองนั้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมันก็คือความสุขทางใจ(ระดับหนึ่ง)เท่านั้นเอง จะเรียกว่าระดับเทวดาก็ได้ ในทางตรงกันข้ามหากทำความชั่วก็ถือว่ามีจิตใจอยู่ในระดับต่ำ เช่น เป็นเปรตบ้าง เป็นอสูรกายบ้าง ซึ่งก็เป็นภาวะทางจิต(ขั้นต่ำ)

เทวดาในความหมายของพุทธศาสนาจึงไม่มีตัวตน(เปรตก็ไม่มีตัวตน) แต่คนส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจ จึงไหว้วอนขอพรจากเทวดาอยู่ร่ำไป ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไร ไม่ต่างกับไหว้ต้นไม้หรือไหว้ก้อนหิน

พระสงฆ์ในบ้านเราจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้จักหน้าที่ แต่ทำหน้าที่ติดต่อเทพเทวดา มีการอัญเชิญเทวดาให้มาร่วมในพิธีกรรมต่างๆ(เทวดาจะเสด็จมาหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ)  ที่เห็นชัดเจนก็คือพิธีหล่อพระพุทธรูป หรือพิธีกรรมอื่นๆที่โยงสายสิญจน์ระโยงระยางให้ดูขลัง หรือดูศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งพิธีกรรมทางความเชื่อเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของพุทธแต่เป็นเรื่องของพราหมณ์

พราหมณ์ในสมัยโบราณมีบทบาทต่อกษัตริย์ไม่ใช่น้อย กษัตริย์จะทำกิจกรรมใดๆก็ต้องดูฤกษ์ดูยาม เช่นจะเสด็จไปที่ต่างๆ หรือเสด็จไปต่างประเทศ ก็ต้องให้พราหมณ์หลวงหรือโหรหลวงหาฤกษ์หายาม หรือใครจะเข้าพบกษัตริย์ก็ต้องให้โหรหลวงดูฤกษ์ว่าจะให้เข้าพบได้ในวันไหน เวลาไหน

เรียกว่าทุกย่างก้าวของพระมหากษัตริย์ต้องให้พราหมณ์หลวงเป็นผู้กำหนดทั้งนั้น หากจะยกเลิกก็คงทำไม่ได้เพราะเป็นจารีตประเพณีที่มีผลด้านจิตวิทยา สำนักของพรามหณ์ในสมัยก่อนจึงอยู่ไม่ห่างจากพระราชวังมากนัก หรือตั้งในเขตพระราชฐาน สามารถเรียกปรึกษาหารือได้อย่างทันทีทันควัน

ถามว่าปัจจุบันพระมหากษัตริย์หรือในหลวงของเรารวมทั้งราชวงศ์ยังต้องพึ่งพราหมณ์หลวงอยู่หรือไม่ ก็คงต้องตอบว่ายังรักษาจารีตประเพณีนั้นอยู่ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น การตั้งชื่อบุคคลในราชวงศ์ ก็ต้องพึ่งพราหมณ์หลวง วันเวลาที่ออกเสด็จอย่างเป็นทางการหรืองานพระราชพิธีก็ต้องดูฤกษ์ก่อน 

หลายคนอาจไม่ทราบว่าการเสด็จพระราชดำเนินทุกครั้ง จะต้องมีการกำหนดฤกษ์ยามไว้แล้วว่าจะต้องเสด็จถึงงานพิธีในเ