Home  : City Tour : EventsPhoto Gallery : Royal Photos : Portraits : Wallpapers Outbound tour : Asia Girl : Clip VDO : Flowers : Prety Motor Show : Site update :
    Home
Home > Royal Photos > King Data > Srirasmi News 1 
  ออกไปหน้าหลัก ประวัติในหลวง พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์  

  
  พระราชประวัติ

  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

  พระราชโอรส/ธิดา
  ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา
  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์
  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร
  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์


 
  (อดีต)พระวรชายาสมเด็จพระบรมฯ
  พระองค์เจ้าโสมสวลี (พ.ศ.2520-36)

  (อดีต)คู่สมรสสมเด็จพระบรมฯ
  สุจาริณี วิวัชรวงศ์ (พ.ศ.2537-2539)

  (อดีต)พระวรชายาสมเด็จพระบรมฯ
  พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ(พ.ศ.2540-2557)

  พระวรชายา(ปัจจุบัน)
  พลตรีหญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์(พ.ศ.2556-ปัจจุบัน)
ข้อมูลพระวรชายา และอดีตคู่สมรส สมเด็จพระบรมฯ
1 พระองค์เจ้าโสมสวลี อดีตพระวรชายา (พ.ศ.2520-36)
2 สุจาริณี วิวัชรวงศ์ อดีตคู่สมรส (พ.ศ.2537-39)
3 พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ อดีตพระวรชายาฯ(พ.ศ.2540-57)
4 พลโทหญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์ พระวรชายา(ปี56-ปัจจุบัน)
ศูนย์รวมข่าว ตระกูลอัครพงษ์ปรีชา ข่าวส่วยน้ำมัน ข่าวไล่ออก ข่าวถอดยศ ข่าวยกเลิกนามสกุลพระราชทาน ข่าวยึดทรัพย์สินนายตำรวจ
 


ออกไปหน้า ประวัติพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา



ข่าวเกี่ยวกับหม่อมศรีรัศมิ์ และตระกูล" อัครพงษ์ปรีชา"นามสกุลพระราชทาน



แหล่งข่าว : BBC Thai / สำนักข่าวอิศรา / FB/ สื่อออนไลน์
ที่มาของภาพ จากหลากหลายเว็บไซต์

BBC Thai 29 Nov 2014
BBC Thai 29 Nov 2014
ราชเลขาฯ สั่งยกเลิก นามสกุลพระราชทาน ‘อัครพงศ์ปรีชา‘
ดูจะๆ บัญชีส่วยน้ำมันเถื่อนหลักร้อยถึงล้าน แฉมีจ่ายค่าเหล้า-โรงแรม-เที่ยวรัชดาฯ
"รายงานลับ" ส่วยน้ำมันเถื่อนใต้ "5กลุ่ม-4สี" ร่วมรับผลประโยชน์
อย่าถือโอกาส "ตัดตอน"ส่วยน้ำมันเถื่อนใต้!
ปลด-ถอดยศทหาร “ณัฐพล-สิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา”
ไล่ออก “ณรงค์” แอบอ้างพระนามาภิไธย ประพฤติชั่วร้ายแรง
ชมภาพขุมทรัพย์และภาพเหตุการณ์การจับกุมผู้กระทำผิด
ย้อนรอยคดีเครือข่าย'พงศ์พัฒน์-อัครพงศ์ปรีชา'
เขย่าขวัญเครือข่าย “พงศ์พัฒน์” เลือดสาดถึงคราวโดนเชือด
แกะรอย...วัตถุโบราณขุมสมบัติเครือข่าย'พงศ์พัฒน์'
ข้อมูล ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา
จับ 3 อัครพงศ์ปรีชา! ร่วมขบวนการ ‘พงศ์พัฒน ’ ถอดยศ ‘ ว่าที่พันตรีณัฐพล’
พลิกปูม “ณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา” อดีตขรก.สำนักพระราชวัง คดีอ้างเบื้องสูง
ขุมธุรกิจ“อัครพงศ์ปรีชา-ม่วงนวล”คดี“พงศ์พัฒน์”
อัครพงศ์ปรีชา โดนอีกคดี อุ้มบังคับเหยื่อให้ลดหนี้กว่า 100 ล้าน
เผยโฉม 3 ผู้ต้องหา นามสกุลอัครพงศ์ปรีชา(นามสกุลพระราชทานและเป็นน้องชายพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ)
ประกาศราชกิจจานุเบกษา พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ ลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งราชวงศ์



                       

 



From BBC Thai

29 Nov 2014

Thailand's Crown Prince Vajiralongkorn has asked the government to strip his wife's family of their royally bestowed name.
It comes after seven of her close relatives were arrested in a purge of officials allegedly involved in corruption.

Princess Srirasmi Akrapongpreecha is Crown Prince Vajiralongkorn's third wife, and the pair married in 2001.
The move is widely expected to be a first step to divorce.

He was already known to be estranged from the princess, although they continued to attend official functions together.

Letter

The purge of Princess Srirasmi's family over the past 10 days has been widely reported in Thailand.
However, until now the severity of the lese majeste law criminalising any critical comment about the monarchy meant that no Thai media had pointed out the family connection.
The princess's uncle, a senior police general, was arrested over accusations of amassing vast wealth through smuggling and gambling rackets.

Four of her siblings and two other relatives have also been held.
The office of Crown Prince Vajiralongkorn has now sent a letter to the interior ministry ordering her family to be stripped of the royal name he bestowed on them when he married her.

The dramatic downfall of Princess Srirasmi comes at a very sensitive time, analysts say, with the 86 year-old King Bhumibol Adulyadej in poor health.

As the Crown Prince's wife, she would have been expected to become Queen when he succeeds his father, a potentially very powerful position given the exalted status of the monarchy in Thailand.

The pivotal position of the monarchy in Thailand's political order makes the succession an extremely sensitive issue, many aspects of which still cannot be reported from inside the country.

The world's longest-reigning monarch, King Bhumibol has been on the throne in Thailand since 1946.



From BBC Thai

29 Nov 2014



บีบีซีภาคภาษาอังกฤษ รายงานเพิ่มเติม เรื่องการยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน “อัครพงศ์ปรีชา” ว่า

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงสั่งให้รัฐบาลยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน “อัครพงษ์ปรีชา” ซึ่งเป็นชื่อสกุลของเดิมของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา หลังจากที่พระญาติสนิท 7 คน ของพระวรชายาถูกจับในข้อหาว่าพัวพันกับการทุจริตคอรัปชั่น

และมีการคาดการณ์กันในวงกว้างว่าเรื่องการยกเลิกชื่อสกุลพระราชทานนี้เป็นการปูทางไปสู่การหย่าร้างของทั้งสองพระองค์
โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซี ภาคภาษาอังกฤษ รายงานจากกรุงเทพฯ ว่า

เรื่องมลทินที่เกิดกับพระญาติของพระวรชายาในช่วงสิบวันมานี้ เป็นข่าวที่สื่อมวลชนในไทย รายงานอย่างกว้างขวาง แต่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่มีบทลงโทษรุนแรง ทำให้สื่อมวลชนในไทย ไม่กล้ารายงานถึงความสัมพันธ์ด้านเครือญาติ

ผู้สื่อข่าวบีบีซีรายงานว่า น้าของพระวรชายา เป็นตำรวจตำแหน่งสูง ถูกตั้งข้อหาว่าพัวพันกับการค้าของเถื่อนและการพนัน นอกจากนั้นพระญาติใกล้ชิด 4 คน และญาติห่าง ๆ อีก 2 คน ถูกจับกุมด้วย

ล่าสุดกองกิจการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ส่งหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทยให้ยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน ที่พระองค์ทรงพระราชทานให้กับตระกูลของพระวรชายา เมื่อทรงอภิเษกสมรส เมื่อปี 2544 โดยพระวรชายาทรงเป็นพระชายาองค์ที่สามในสมเด็จพระบรมฯ

ผู้สื่อข่าวบีบีซีรายงานว่า สมเด็จพระบรมฯ ทรงไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับพระวรชายาแล้ว แต่ยังคงเสด็จปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยกัน และคาดว่าจะทรงหย่าร้างกับพระวรชายา

ผู้สื่อข่าวบีบีซีภาคภาษาอังกฤษบอกว่าสิ่งนี้นับเป็นก้าวสำคัญ เพราะตามปกติแล้วเป็นเรื่องที่คาดกันว่า พระวรชายาในองค์รัชทายาท จะขึ้นเป็นราชินี เมื่อสมเด็จพระบรมฯ จะทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากในหลวง และตำแหน่งราชินีเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญมากในประเทศไทย




ดูจะๆ บัญชีส่วยน้ำมันเถื่อนหลักร้อยถึงล้าน แฉมีจ่ายค่าเหล้า-โรงแรม-เที่ยวรัชดาฯ
วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2557 เวลา 20:16 น โดยทีมข่าวสำนักข่าวอิศรา


ปิดบัญชีส่วยน้ำมันเถื่อนใต้เครือข่าย "เสี่ยโจ้" เผยจ่ายตั้งแต่ 100 บาทถึง 12 ล้าน "ตำรวจน้ำ"เยอะสุด ระดับผู้การสีกากี 12 ล้าน ดีเอสไอล้านหก พบรายการยิบย่อยทั้งพาเที่ยวรัชดาฯ-ค่าโรงแรม-ค่าเหล้า ยันค่าซ่อมเรือ จัดกิจกรรมวันเด็ก แถมมีค่าดูข่าวในศาล ให้ตำรวจยืม

หลังจากมีการโยกย้ายและแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาฉกรรจ์กับนายตำรวจระดับสูงในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นำโดย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ปรากฏว่าหนึ่งในข้อกล่าวหาสำคัญ คือ การรับผลประโยชน์จากเครือข่ายค้าน้ำมันเถื่อน โดยอ้างคำรับสารภาพของ พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน ซึ่งถูกย้ายจากตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจน้ำ (ผบก.รน.)

ต่อมามีการให้ข้อมูลเชื่อมโยงว่าเป็นการรับผลประโยชน์จากกลุ่มค้าน้ำมันเถื่อนของ นายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือ "เสี่ยโจ้" นักธุรกิจผู้กว้างขวางในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งปัจจุบันหลบหนีคำพิพากษาจำคุกในคดีปลอมเอกสารดวงตราประทับนำเข้า-ส่งออก ของศาลจังหวัดปัตตานี โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ออกมาให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ว่า นายสหชัย ถูกออกหมายจับในคดีลักลอบค้าน้ำมันเชื้อเพลิงหนีภาษี หรือน้ำมันเถื่อนด้วย

กระทั่งเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เปิดแถลงข่าวพร้อมนำบัญชีจ่ายส่วยขบวนการน้ำมันเถื่อนของนายสหชัยมาแสดงต่อสื่อมวลชน ขณะที่ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.รักษาราชการแทน ผบช.ก.ได้สั่งย้ายนายตำรวจจาก บก.รน.ระดับ "พันตำรวจเอก" จำนวน 3 นาย ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจสอบสวนกลาง (ศปก.บช.ก.) เพื่อเปิดโอกาสให้การตรวจสอบกรณีส่วยน้ำมันเถื่อนเป็นไปอย่างโปร่งใส

อีกด้านหนึ่ง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้สั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีส่วยน้ำมันเถื่อน ซึ่งมีข่าวโยงถึงข้าราชการดีเอสไอด้วยนั้น ก็ได้เปิดข้อมูลเพิ่มเติมว่าได้รับข้อมูลอีกชุดหนึ่งเป็นรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเงินน้ำมันเถื่อนและเชื่อมโยงกับนายสหชัย ซึ่งดีเอสไอได้มาจากการติดต่อทางโทรศัพท์ของนายสหชัย

อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเอกสารที่ระบุว่าเป็นบัญชีส่วยน้ำมันเถื่อนให้สังคมช่วยกันตรวจสอบ ทั้งๆ ที่ข้อมูลดังกล่าวส่วนใหญ่ได้มาจากการตรวจค้นสำนักงานของนายสหชัย คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) สหทรัพย์ทวีค้าไม้ ตั้งอยู่ ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี ตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค.2555 หรือกว่า 2 ปีมาแล้ว

เปิดบัญชีส่วยหลักร้อยถึง12ล้าน

ทั้งนี้ "สำนักข่าวอิศรา" และกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ได้รับเอกสารบางส่วนที่เป็นบัญชีการจ่ายผลประโยชน์ตามที่ ผบ.ตร.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมระบุถึง พบว่ามีรายละเอียดดังนี้

เอกสารดังกล่าวมีข้อมูลแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ข้อมูลจ่ายรายการ ซึ่งหมายถึง "บัญชีจ่ายผลประโยชน์" จากเครือข่ายของนายสหชัยไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีการระบุชื่อหรือหน่วยงานของผู้รับ และจำนวนเงินที่ชัดเจน กับ 2.รายชื่อข้าราชการที่ได้จากแอพพลิเคชันไลน์ในโทรศัพท์ของนายสหชัย ซึ่งในส่วนนี้ไม่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับการจ่ายผลประโยชน์หรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่บันทึกชื่อเอาไว้สำหรับการติดต่อสื่อสารเท่านั้น

สำหรับข้อมูลสำคัญอยู่ที่ส่วนแรก คือ ข้อมูลรายการ พบว่ารายการจ่ายส่วนใหญ่เป็นปี 2555 แต่ในบัญชีเท่าที่ได้รับมา เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.2554 จนถึงปลายปี 2555

รายการจ่ายทั้งหมดแบ่งตามจำนวนเงินเป็น 4 กลุ่ม ตั้งแต่หลักล้านถึงหลักร้อย

ระดับผู้การ12ล้าน-ดีเอสไอล้านหก

1.รายการเกิน 1 ล้านบาท หรือ รายการหลักล้าน สูงสุดคือ รายการบิ๊กตำรวจระดับผู้การ เมื่อวันที่ 11 ก.ย.55 จำนวน 12,000,000 บาท

นอกจากนั้นยังมี

ค่ารายการตำรวจน้ำคนใหม่ 1,000,000 บาท วันที่ 11 ม.ค.55,
ค่ารายการตำรวจน้ำ 1,000,000 บาท เมื่อ 11 พ.ค.55,
ค่ารายการตำรวจน้ำ 6,000,000 บาท เมื่อ 11 มิ.ย.55,
ค่ารายการตำรวจน้ำ 5,000,000 เมื่อ 6 ก.ค.55

นอกเหนือจากตำรวจน้ำ ยังมีรายการของ ดีเอสไอ โอนให้บุคคลที่ใช้ชื่อย่อ "ล." จำนวน 1,600,000 บาท เมื่อ 11 ต.ค.55

2.รายการหลักแสน เช่น
ค่าตำรวจเรือ...(ชื่อเรือ)...377,000 บาท เมื่อวันที่ 9 ก.ค.55,
ค่าตำรวจเรือ...(ชื่อเรือ)...260,000 บาท เมื่อ 24 ก.ค.55
ค่าตำรวจเรือ...(ชื่อเรือ)...103,000 บาท เมื่อ 24 ก.ค.55 เช่นกัน
โดยสามรายการนี้เป็นเรือชื่อเดียวกัน แต่มีรหัสงวดการจ่ายต่างกัน

นอกจากนั้นยังมีค่าตำรวจเรือ ซึ่งเป็นชื่อเรือเดิมอีก 2 รายการ คือ 454,000 บาท เมื่อ 9 ส.ค.55 กับ 452,000 บาท เมื่อ 27 ก.ย.55 และยังมีค่าตำรวจเรือ แต่เป็นชื่อเรือลำอื่นอีก 2 ลำ รวมยอด 319,500 บาท เมื่อ 29 ส.ค.55

อีกรายการหนึ่งที่เป็นหลักแสน คือ ค่ารายการดีเอสไอ จ่ายให้บุคคลชื่อเล่น "ล." เช่นกัน จำนวน 200,000 บาท เมื่อวันที่ 12 ก.ย.55

พาตำรวจเลี้ยงรัชดา-ช่วยงานวันเด็ก

3.รายการหลักหมื่น ส่วนใหญ่อยู่ในอัตรา 50,000 บาท เขียนรวมๆ ว่า "รายการตำรวจน้ำ" บางรายการก็บอกจังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตำรวจน้ำหน่วยนั้นหรือชุดนั้นรับผิดชอบ เช่น สุราษฎร์ธานี เป็นต้น และบางรายการมีเขียนกำกับว่า "พาไปเลี้ยง" ตามสถานที่ต่างๆ ด้วย เช่น รัชดาฯ ซึ่งน่าจะหมายถึงสถานบันเทิงย่านรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

หลายรายการที่เป็นหลักหมื่น มีการระบุรายละเอียดในลักษณะช่วยกิจกรรมของหน่วย เช่น ช่วยตำรวจน้ำ (วันเด็ก), ช่วยทำเคาน์เตอร์ตำรวจน้ำตากใบ (อำเภอหนึ่งใน จ.นราธิวาส) ขณะเดียวกันก็มีการใส่ข้อมูลที่ตีความได้ว่าเป็น "งวดการจ่าย" ซึ่งโดยมากเป็น "งวดรายเดือน" มีการระบุหน่วยผู้รับซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำรวจน้ำฝั่งอ่าวไทยหลายจังหวัด ทั้ง จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา

ที่น่าสนใจ คือ มีค่าดูข่าวที่ศาล 20,000 บาท แต่ไม่ได้ระบุว่าศาลไหน มีค่าเมมเบอร์ (สมาชิก) สำหรับเที่ยวสถานบันเทิงในกรุงเทพฯ 100,000 บาท

จ่ายกระทั่งค่าเหล้า-โรงแรม-ให้ตร.ยืม

4.รายการตั้งแต่หลักร้อย คือ 100 บาท จนถึงหลักพัน มีทั้งรายการละ 1,500 บาท 3,000 บาท 5,000 บาท และ 8,000 บาท ประกอบด้วยรายการจ่ายส่วยรายเดือนให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยต่างๆ อาทิเช่น ตำรวจหัวไทร ตำรวจน้ำปากพนัง ตำรวจทางหลวงพัทลุง ตำรวจกองปราบ มีการระบุชื่อบุคคล 2-3 คน ชื่อย่อ จ.จาน กับ ป.ปลา คล้ายเป็นผู้ประสานงานเก็บค่ารายการ

นอกจากนั้นยังมีรายการในลักษณะเลี้ยงดูปูเสื่อ หรืออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ เช่น ค่าเหล้าตำรวจโรงพักแห่งหนึ่งใน จ.นราธิวาส, ค่าซ่อมเรือตำรวจ, ค่าอำนวยความสะดวกในการติดต่อเจ้าหน้าที่สรรพสามิต, ค่าโรงแรมของตำรวจ รวมไปถึงบัญชีรายการให้ตำรวจยืมเงิน

"ตร.-ทหาร-อัยการ-ศาล"โผล่ไลน์เสี่ยโจ้

สำหรับข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่เป็นรายชื่อข้าราชการที่ปรากฏในแอพพลิเคชันไลน์ของนายสหชัยนั้น มีจำนวน 56 ชื่อ ประกอบด้วยรายชื่อตำรวจ ทหาร ข้าราชการในกระบวนการยุติธรรม และนักการเมือง

อย่างไรก็ดี ในส่วนของตำรวจนั้น พบว่ามีชื่อบันทึกในไลน์มากที่สุด จำนวน 33 คน ตั้งแต่ระดับผู้บังคับการ (ยศพลตำรวจตรี) รองผู้บังคับการ (ยศพันตำรวจเอก) ผู้กำกับการ (ยศพันตำรวจเอก) รองผู้กำกับการ (ยศพันตำรวจโท) สารวัตร (ยศพันตำรวจตรี) ร้อยตำรวจเอก จนถึงนายดาบตำรวจ

ส่วนที่เหลืออีก 23 คน เป็นรายชื่อบุคคลในกระบวนการยุติธรรม เช่น อัยการและศาล รวมไปถึงนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น

กระนั้นก็ตาม รายชื่อกลุ่มนี้เป็นเพียงรายชื่อที่บันทึกไว้สำหรับการติดต่อ ไม่มีการระบุถึงการจ่ายผลประโยชน์

"สีเขียว-กรมศุลฯ-สื่อ"มีเอี่ยว

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง เปิดเผยว่า ยังมีเอกสารอีกหลายชุดระบุข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์จากเครือข่ายน้ำมันเถื่อนนอกเหนือจากตำรวจ เช่น เจ้าหน้าที่ทหาร โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ)

นอกจากนั้นยังมีการระบุถึงชุดปราบปรามทางทะเลของกรมศุลกากรในเขตทะเลภาคตะวันออก ตำรวจท้องที่ตามเส้นทางผ่านของเครือข่ายเคลื่อนย้ายน้ำมันเถื่อน และสื่อมวลชนบางสำนัก รวมมูลค่าส่วยรายเดือนประมาณ 25 ล้านบาท

บรรยายภาพ : เอกสารบัญชีส่วยที่ยึดได้จากสำนักงานของเสี่ยโจ้ เมื่อปี 2555



"รายงานลับ" ส่วยน้ำมันเถื่อนใต้ "5กลุ่ม-4สี" ร่วมรับผลประโยชน์
โดยสำนักข่าวอิศรา วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน 2557 เวลา 21:00 น

พลันที่มีการทลายอาณาจักรสอบสวนกลาง หรือ บช.ก. ของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ที่ถูกเด้งฟ้าผ่า และถูกคุมตัวพร้อมแจ้งข้อหาฉกรรจ์ ทั้งหมิ่นสถาบัน เรียกรับผลประโยชน์ ฟอกเงิน

ข้อกล่าวหาหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การรับส่วยน้ำมันเถื่อนจากภาคใต้ โดยอ้างถึงคำรับสารภาพของลูกน้อง ซึ่งเป็นนายพลจากหน่วยตำรวจน้ำ (บก.รน.) ที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีในคราวเดียวกัน

จากนั้นก็มีการขยายความผ่านสื่อบางแขนงว่า ส่วยสายนี้น่าจะเชื่อมโยงกับ "เสี่ย จ." ผู้กว้างขวางแห่งดินแดนภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างหลบหนีโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลปัตตานี และไม่มีใครพบเห็นตัวเขาตั้งแต่วันที่ 9 ต.ค.57

อย่างไรก็ดี มีประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ ท่าทีและข่าวสารที่อ้างว่ามาจากฝ่ายที่ดำเนินการจับกุม ดูประหนึ่งกำลังด่วนสรุปว่า "ส่วยน้ำมันเถื่อน" มีผู้เข้าไปเกี่ยวข้องเพียงกลุ่มเดียว คือ นายตำรวจกลุ่มนี้ หนำซ้ำยังมีความพยายามเชื่อมโยงไปสู่การสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

ท่าทีและข่าวสารดังกล่าวทำให้หลายคนที่อาจเรียกได้ว่า "รู้เรื่อง" หรือ "รู้ข้อมูลดีพอสมควร" ไม่ค่อยสบายใจ เพราะหากจริงใจที่จะจัดการขบวนการจ่ายส่วย (แถมจุดไฟใต้) กันจริงๆ แล้ว ก็น่าจะจัดการกันให้ถึงรากถึงโคน

ไม่ใช่จับโจรได้คนหนึ่ง ก็ยัดๆ ความผิดกรณีอื่นๆ เข้าไปด้วย จะได้ปิดคดีได้เร็วๆ เหมือนที่มีบางหน่วยนิยมทำกัน

ข้อมูลจาก "รายงานลับ" ฝ่ายความมั่นคงเองที่ส่งถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงตั้งแต่ปี 55 และส่งซ้ำอีกหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ระบุชัดว่าเครือข่ายที่รับผลประโยชน์จากน้ำมันเถื่อนไม่ได้มีเฉพาะ "สีกากี"

ข้อมูลชุดที่ 1 เครือข่าย "เสี่ย จ." ซึ่งเป็นเครือข่ายใหญ่ที่สุด และเป็นรายใหญ่ที่สุดที่ทำธุรกิจมืดนี้ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง "รายงานลับ" ก็ชี้ให้เห็นว่ามีบุคคลเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง ผู้นำในพื้นที่ชายแดนใต้ และภาคใต้ตอนล่าง รวมไปถึงบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วย

          1.นาย ส. (เสี่ย จ.) เป็นเครือข่ายใหญ่ที่สุด เป็นตัวกลางออกหน้าเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นๆ
          2.นาย น. นักการเมืองท้องถิ่นของ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส
          3.นาย ม. จากบริษัท อ./ฟ. มีฐานอยู่ใน จ.ปัตตานี เคยถูกทหารและดีเอสไอเข้าตรวจค้นเมื่อหลายปีก่อน
          4.นาย ม. เจ้าของบริษัท อ. ในอำเภอพื้นที่สีแดงของ จ.นราธิวาส
          5.เครือข่ายนายมะ เชื่อมโยงกับยาเสพติด
          6.เครือข่ายนาย จ. เจ้าของกิจการเกี่ยวกับน้ำมัน มีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่
          7.บริษัท ก. กับ บริษัท ต. ตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย
          8.สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่งในพื้นที่ชายแดนใต้
          (หมายเหตุ : ชื่อย่อบุคคลและบริษัท ย่อโดยศูนย์ข่าวภาคใต้)

ทั้งนี้ บริษัท อ./ฟ. ที่มีฐานอยู่ใน จ.ปัตตานี มีความเกี่ยวโยงกับบริษัท ต.ที่ตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน เพราะผู้บริหารบริษัทบางส่วนเป็นชุดเดียวกัน บางคนเป็นเครือญาติกัน โยงถึงครอบครัวของ "คนมีสี" ที่เคยดำรงตำแหน่งระดับสูงใน จ.ปัตตานีด้วย

ข้อมูลชุดที่ 2 พื้นที่รับส่งน้ำมันหลบเลี่ยงภาษี พบจุดรับส่งน้ำมันริมฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.นราธิวาส ถึง จ.เพชรบุรี

วิธีการ คือ ส่งเรือประมงดัดแปลงให้สามารถบรรทุกน้ำมันได้ลำละ 30,000 ถึง 200,000 ลิตรไปรับถ่ายน้ำมันจากเรือใหญ่บริเวณรอยต่อน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน (ซึ่งมีราคาน้ำมันเชื้อเพลิงถูกกว่าประเทศไทยกว่าครึ่ง

โดยเฉพาะน้ำมันช่วยเหลือกิจการประมง) เพื่อนำไปส่งตามจุดนัดหมายบริเวณชายฝั่ง แล้วมีรถบรรทุกน้ำมันรับช่วงต่อ ตั้งแต่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ยาวไปจนถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.เพชรบุรี สมุทรสาคร และบางครั้งไปถึงรอยต่อน่านน้ำไทยในเขต จ.ระยอง

จุดที่เจ้าหน้าที่มีหลักฐานว่าเป็นจุดขนถ่ายน้ำมัน คือ ในอ่าวไทยใกล้ทะเลสงขลา ใกล้ จ.นครศรีธรรมราช เหนือเกาะสมุยและเกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี ใกล้ทะเลชุมพร ใกล้ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และทะเลใกล้ จ.ระยอง กับ จ.ตราด

นอกจากนั้น ยังมีเรือประมงดัดแปลงลอยลำขายน้ำมันให้กับเรือประมงที่ผ่านไป-มาในทะเลอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ปัตตานี ถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ที่ปรากฏข้อมูลมากที่สุดคือบริเวณอ่าวปัตตานี

จากจุดขนถ่ายน้ำมันดังกล่าว ทั้งในทะเลและบนบกซึ่งเป็นเครือข่ายถนนหนทาง คงพอนึกภาพออกว่าหากจะนำน้ำมันผิดกฎหมายหรือหลบเลี่ยงภาษีเหล่านี้ผ่านไปได้ ต้องจ่ายผลประโยชน์ให้ใครบ้าง

ข้อมูลชุดที่ 3 ผู้เกี่ยวข้องรับผลประโยชน์ "รายงานลับ" ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เครือข่ายค้าน้ำมันหลบเลี่ยงภาษีดำรงอยู่ได้ เนื่องจากมีการจ่ายสินบนในลักษณะ "ส่วยรายเดือน" ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วย เกือบทุกระดับ

เงินส่วยส่วนใหญ่จ่ายให้กับ "คนมีสี" ตั้งแต่ระดับสูงถึงระดับปฏิบัติ ทั้งในน้ำและบนบก ทุกพื้นที่ตั้งแต่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นไปจนถึง จ.ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี มูลค่าเงินส่วยเท่าที่มีการยืนยันประมาณ 25 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งนี้ไม่นับการจ่ายเงินในลักษณะ "อำนวยความสะดวก" หรือ "ดูแล" เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจระดับสูงอีกต่างหาก

หลังการค้นสำนักงานของผู้กว้างขวางในพื้นที่ชายแดนใต้ เมื่อ 18 ต.ค.55 พบบัญชีจ่ายรายการ (ส่วย) เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งน้ำมันหลบเลี่ยงภาษี บัญชีบางส่วนถูกเผาทำลายหลักฐาน แต่เผาไม่หมด จึงยังเหลือร่องรอย กับบัญชีอีกบางส่วนถูกเก็บเป็นข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดได้

          "รายงานลับ" ที่ฝ่ายความมั่นคงเสนอหน่วยเหนือ พบเจ้าหน้าที่รัฐรับผลประโยชน์หลายกลุ่ม ได้แก่
          - ตำรวจน้ำ ทั้งระดับสูงและระดับปฏิบัติ
          - สีกากีที่ดูแลเส้นทางผ่าน เช่น สงขลา ปัตตานี นราธิวาส สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช
          - ชุดปราบปรามทางทะเลของหน่วยงานที่ดูแลด้านภาษีนำเข้า ในพื้นที่ จ.ตราด ระยอง ชลบุรี
          - สีเขียวในพื้นที่บังคับใช้กฎหมายพิเศษที่สีเขียวสามารถตั้งด่านตรวจด่านสกัดได้
          - หน่วยพิเศษพลเรือนชื่อดังที่มีอำนาจสืบสวนจับกุมทั่วราชอาณาจักร

ทั้งนี้ เอกสารและข้อมูลที่ยึดได้ ระบุจำนวนเงินที่จ่ายให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานหลายส่วน บางรายมีชื่อ นามสกุล ตำแหน่งชัดเจน บางส่วนเป็นหมายเลขบัญชีธนาคาร มีหมายเลขโทรศัพท์ และระบุวันเวลาที่จ่ายเอาไว้ด้วย เป็นลักษณะค่าใช้จ่ายประจำ มีวงเงินประมาณ 20-25 ล้านบาทต่อเดือน!

บรรยายภาพ : เอกสารลับของหน่วยงานความมั่นคง




อย่าถือโอกาส "ตัดตอน"ส่วยน้ำมันเถื่อนใต้!

โดยสำนักข่าวอิศรา วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน 2557 เวลา 08:55 น.


ไล่ดูข้อหาและข้อกล่าวหาที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และพวก ถูกตั้งทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการแล้ว พบข้อกล่าวหาหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การเข้าไปเกี่ยวโยงกับส่วยน้ำมันเถื่อนภาคใต้

อารมณ์ของผู้ให้ข่าว และข่าวที่ถูกเสนอผ่านสื่อบางแขนง รวมทั้งผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์บางกลุ่ม ดูประหนึ่งว่าส่วยน้ำมันเถื่อนภาคใต้ ซึ่งโยงไปถึง "เสี่ย จ." คนดังในฐานะผู้กว้างขวางของภาคใต้ตอนล่าง เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับผู้ถูกกล่าวหากลุ่มนี้กลุ่มเดียวเท่านั้น

ประมาณว่านี่คือการล้างทุจริตครั้งใหญ่ในวงการสีกากี บางข่าวระบุว่าเป็นการล้างโกงระดับประเทศ หรือระดับโลกก็ยังมี

บ้างก็บอกว่าข้อกล่าวหานี้ ซึ่งตามข่าวระบุว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวกยอมรับสารภาพแล้ว จะส่งผลดีต่อปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กันเลยทีเดียว

เสมือนหนึ่งว่าภาคใต้จะเข้าสู่โหมดความสงบกันระดับหนึ่งแล้ว เพราะสามารถกระชากหน้ากากกลุ่มตำรวจที่รับส่วยน้ำมันเถื่อนได้สำเร็จ

ข้อกล่าวหาที่พุ่งไปยัง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวก ขณะนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ คงไม่อาจไปสรุปอะไรล่วงหน้าได้ แต่ที่ "ฟันธง" กันได้ ก็คือ ส่วยน้ำมันเถื่อนไม่ได้มีผู้เกี่ยวข้องแค่นี้ และ "เสี่ย จ." ที่กล่าวอ้างกันถึงนั้น ก็ยังลอยนวลอยู่ ปัจจุบันไม่รู้ว่าพำนักในหรือนอกประเทศ หรือว่าซุกปีกอิทธิพลใดอยู่

ยังดีที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่ไหลไปตามข่าว และบอกว่าได้มอบหมายให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะดีเอสไอมีข้อมูลคดีค้าน้ำมันเถื่อนภาคใต้ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้้นที่ โดยเกี่ยวพันทั้งกับเจ้าหน้าที่รัฐกับเอกชน แต่ไม่ระบุชัดว่าเป็นกลุ่มใด

          นั่นคือท่าทีของ พล.อ.ไพบูลย์ ที่ให้สัมภาษณ์สอดรับกับข้อกล่าวหาที่ปรากฏ แต่ถ้าถามว่าเป็น "ทั้งหมด" ที่ควรดำเนินการหรือไม่? ก็ต้องตอบว่า "ยัง"

          เพราะในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลการรับส่วยน้ำมันเถื่อน ถูกส่งถึงมือดีเอสไอตั้งแต่ปี 55 จากการค้นสำนักงานของผู้มีอิทธิพลรายหนึ่ง เมื่อเดือน ต.ค.ปีเดียวกัน และพบบัญชีส่วยถูกเผาทำลายหลักฐาน แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังตามยึดคอมพิวเตอร์ไปถอดข้อมูลได้อยู่ดี

แต่ถอดมานานหลายปีกลับไร้ความคืบหน้า!

ขณะเดียวกัน เครือข่ายค้าน้ำมันเถื่อนชายแดนใต้ที่เชื่อมโยงกับ "เสี่ย จ." และมีข้อมูลส่วยก้อนมหึมานั้น เคยมีรายงานลับของหน่วยงานความมั่นคงซึ่งตรวจสอบเรื่องนี้ และ "ศูนย์ข่าวภาคใต้" เคยนำมาตีแผ่ครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมานี้เอง

          เครือข่ายดังกล่าวนี้มีทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง ผู้นำในพื้นที่ และบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วย
          1.นาย ส. เป็นเครือข่ายใหญ่ที่สุด เป็นตัวกลางออกหน้าเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นๆ
          2.นาย น. นักการเมืองท้องถิ่นของ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส
          3.นาย ม. จากบริษัท อ./ฟ. มีฐานอยู่ใน จ.ปัตตานี เคยถูกทหารและดีเอสไอเข้าตรวจค้นเมื่อหลายปีก่อน
          4.นาย ม. เจ้าของบริษัท อ. ในอำเภอพื้นที่สีแดงของ จ.นราธิวาส
          5.เครือข่ายนายมะ เชื่อมโยงกับยาเสพติด
          6.เครือข่ายนาย จ. เจ้าของกิจการเกี่ยวกับน้ำมัน มีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่
          7.บริษัท ก. กับ บริษัท ต. ตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย
          8.สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่งในพื้นที่ชายแดนใต้

ทั้งนี้ บริษัท อ./ฟ. ที่มีฐานอยู่ใน จ.ปัตตานี มีความเกี่ยวโยงกับบริษัท ต.ที่ตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน เพราะผู้บริหารบริษัทบางส่วนเป็นชุดเดียวกัน บางคนเป็นเครือญาติกัน โยงถึงครอบครัวของ "คนมีสี" ที่เคยดำรงตำแหน่งระดับสูงใน จ.ปัตตานีด้วย

จะเห็นได้ว่าเครือข่ายไม่ได้มีแค่วงการสีกากีเท่านั้น แต่ยังโยงไปถึงสีอื่น รวมถึงนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งไม่มีใครพูดถึงเลย รวมทั้ง "เสี่ย จ." ที่หนีคำพิพากษาศาลและหายตัวไปนานเกือบ 2 เดือนแล้ว

ขณะที่ "เงินส่วย" ซึ่งถูกระบุในบัญชีที่พบว่าจ่ายรายเดือนให้กับเจ้าหน้าที่เกือบทุกหน่วยตั้งแต่ที่ตั้งด่านตรวจด่านสกัดบนถนน ในน้ำ ไปจนถึงพวก "นั่งโต๊ะ" และว่ากันว่ามีผู้สื่อข่าวนอกแถวรวมอยู่ด้วย ทั้งหมดมีมูลค่าราวเดือนละ 25 ล้านบาท!

หากจะปราบส่วยน้ำมันเถื่อนจริง และหวังให้ภาคใต้สงบจริง ก็ทำได้ทันที เพราะมีข้อมูลครบ และต้องจัดการทั้งขบวนการ!

ขอบคุณ : กราฟฟิกเครือข่ายน้ำมันเถื่อนภาคใต้ จากกรุงเทพธุรกิจ

หมายเหตุ : บางส่วนของบทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "แกะรอย" หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ปกโฟกัส ฉบับวันอังคารที่ 25 พ.ย.57



ออกไปหน้า ประวัติพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา

ไปแกลลอรี่ภาพ พระองค์เจ้าศรีรัศม์และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ



     
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved