Photoontour.com   โฟโต้ออนทัวร์
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 มีพระนามว่า
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
    Home
Home   :    Royal Family  :   King RamaX Data 7
  ข้อมูลพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่10 แห่งราชวงศ์จักรี Maha Vajiralongkorn, King of Thailand
  ข้อมูลและประวัติ รัชกาลที่10 แห่งราชวงศ์จักรี พระเจ้าอยู่หัวพระมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร : King RamaX of Chakri Dynasty


พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
แห่งราชวงศ์จักรี


พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
การศึกษา
พิธีอภิเษกสมรส
ด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข
ด้านสังคมสงเคราะห์
ด้านการต่างประเทศ
ด้านการพระศาสนา
ด้านการทหาร
พระองค์กับสาธารณะ


 

วีรกรรมสมเด็จพระบรม ณ.ฐานปฏิบัติการ อ.ด่านซ้าย
สนช. อัญเชิญ"สมเด็จพระบรม" ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ร.10
ธงทองเผยเรื่องราวเมื่อครั้งพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมฯ
เรื่องการสถาปนาแต่งตั้งพระรัชทายาท
10 เรื่องยิ่งใหญ่ พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10
10 องคมนตรี ในรัชสมัย รัชกาลที่ 10



ชมภาพพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ
ชมคลิปพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ
ภาพรัชกาลที่10 ชุดเต็มพระอิสริยยศ
ชื่อเต็มในหลวงรัชกาลที่ 10

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์
วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ  สยามมกุฎราชกุมาร 


เสด็จขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี ตั้งคืนวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559



พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
 


ข้อมูล ประวัติ รัชกาลที่ 10 ประวัติในหลวงรัชกาลที่ 10 พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
7/15



10 เรื่องยิ่งใหญ่ พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10
ที่มา เว็บไซต์ไทยรัฐ / ข้อมูล : กองกิจการในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงรับขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า 'สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
28 กรกฎาคม 2495 วันที่ชาวไทยปลาบปลื้ม วันประสูติเจ้าฟ้าชาย



วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2495 เป็นวันที่ชาวไทยปลาบปลื้มที่ได้เจ้าฟ้าชาย

หลังจากที่มีพระประสูติกาลของสมเด็จเจ้าฟ้าชายพระองค์สุดท้าย คือ สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว) พุทธศักราช 2436 แล้วไม่มีเจ้าฟ้าชายประสูติอีกเลยถึง 3 รัชกาล (เป็นเวลา 58 ปี)

ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร


2. พระราชประวัติด้านการศึกษา
กันยายน 2499 ทรงเข้าศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 1 ณ โรงเรียนจิตรลดา ในพระราชวังดุสิต
6 มกราคม 2509 ทรงมีพระราชดำรัสอำลาไปศึกษาต่อต่างประเทศแก่ประชาชนชาวไทยผ่านทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ความว่า

วันที่ 7 มกราคมนี้ ข้าพเจ้าจะจากพระนครไปประเทศอังกฤษแล้ว จึงขอถือโอกาสนี้อำลาท่านทั้งหลายโดยทั่วกัน

ข้าพเจ้ามีใจผูกพันอยู่กับประเทศชาติและกับท่านทั้งหลายมาก เพราะข้าพเจ้าเป็นพลเมืองไทยคนหนึ่ง และท่านทั้งหลายต่างได้แสดงน้ำใจไมตรีต่อข้าพเจ้าตลอดมา ข้าพเจ้าจึงตระหนักว่าในกาลข้างหน้า

ข้าพเจ้ามีหน้าที่และจะต้องทำงานให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองและประชาชนให้จงได้ ในโอกาสที่ข้าพเจ้าจะออกไปศึกษา ณ ต่างประเทศนี้

ข้าพเจ้าจึงตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ว่าจะพยายามศึกษาเล่าเรียนโดยเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้เกิดความรู้และสติปัญญานำมาในการทำนุบำรุงประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าและรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่งขึ้นไป

ข้าพเจ้าขอกล่าวคำอำลาท่านอีกครั้งหนึ่ง ขอท่านทั้งหลายได้เอาใจช่วยข้าพเจ้าให้เกิดกำลังใจที่จะเล่าเรียนได้สำเร็จสมความตั้งใจโดยตลอดด้วย


3. พระอิสริยยศ และพระอิสริยศักดิ์
19 พฤศจิกายน 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประดับยศร้อยตรี เรือตรี และเรืออากาศตรี แด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ และจอมพลถนอม กิตติขจร ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องแบบนายทหารทั้งสามเหล่า

28 ธันวาคม 2515 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธ สยามมกุฎราชกุมาร มุสิกนาม


4. ข้าพเจ้าจะต้องเพียรพยายามศึกษาปฏิบัติฝึกฝนตนเองต่อไปอีกอย่างมาก เพื่อให้สามารถเหมาะสมกับหน้าที่ตามที่ทุกคนมุ่งหวัง
29 ธันวาคม 2515 ในงานสโมสรสันนิบาต ซึ่งรัฐบาลจัดถวายเพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่ได้ทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็นสยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งความว่า

ข้าพเจ้าทราบตระหนักว่าข้าพเจ้ามีหน้าที่และความรับผิดชอบประเทศอย่างสูง และการปฏิบัติราชการแผ่นดินนั้น เป็นภาระสำคัญใหญ่ยิ่งที่ต้องอาศัยทั้งสติปัญญาและความรู้ความสามารถพร้อมมูล ข้าพเจ้าจะต้องเพียรพยายามศึกษาปฏิบัติฝึกฝนตนเองต่อไปอีกอย่างมาก เพื่อให้สามารถเหมาะสมกับหน้าที่ตามที่ทุกคนมุ่งหวัง


5. การบวชด้วยศรัทธาอันแรงกล้า โดยมุ่งหวังที่จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ
6 พฤศจิกายน 2521 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงพระผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงรับพระนามฉายาว่า วัชราลงกรโณภิกขุ
16 พฤศจิกายน 2521 ทรงมีพระราชดำรัสตอบต่อที่ประชุมสงฆ์ วัดพระมหาธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช อันมีใจความตอนหนึ่งว่า
การบวชของกระผมในครั้งนี้เป็นการบวชด้วยศรัทธาอันแรงกล้าที่จะศึกษาพระธรรมอันมีค่าสูงสุด โดยมุ่งหวังที่จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไป


6. ขณะมีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา กับพระราชกรณียกิจครั้งแรก
19 มีนาคม 2505 เสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีเปิดป้ายของสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย โรงพยาบาลเด็ก ขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา


7. ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ นานัปการ
เมื่อทรงพระเจริญวัย ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ นานัปการ ทั้งที่ทรงปฏิบัติแทนพระองค์ และทรงปฏิบัติในส่วนพระองค์เอง พระราชกรณียกิจทั้งปวงล้วนมีการสร้างสรรค์ความผาสุกสงบแก่ประชาชน นำความเจริญไพบูลย์และความมั่นคงมาสู่ประเทศ เช่น ด้านการแพทย์และสาธารณสุข การศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การพระศาสนา การต่างประเทศ


8. โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบซีรา หนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
สืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนกันยายน 2544 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรบ้านกูแบซีรา และทอดพระเนตรสภาพพื้นที่ ได้ทรงทราบถึงปัญหาของราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวว่ามีพื้นที่น้ำขังตลอดปี กรมชลประทานมีแปลนที่จะดำเนินการขุดคลองระบายน้ำ แต่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องที่ดิน จึงเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้มีน้ำท่วมขัง

ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้มีพระราชดำริกับผู้ช่วยราชเลขาธิการฝ่ายกิจกรรมพิเศษสำนักพระราชวัง และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย สรุปความได้ว่า ให้แก้ไขปัญหาเรื่องเร่งด่วนก่อน พร้อมทั้งศึกษาในภาพรวม เมื่อได้ศึกษาในภาพรวมทั้งระบบ
และทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ


9. ความสนพระทัยในวิชาการทหาร
มกราคม-ตุลาคม พ.ศ. 2519 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติม และทรงการศึกษางานด้านการทหารในประเทศออสเตรเลีย โดยทุนของกระทรวงกลาโหม ทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษ ที่นครเพิร์ท รัฐออสเตรเลียตะวันตก ประเทศออสเตรเลีย

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงดำรงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ คือ พลเอก พลเรือเอก และอากาศเอก


10. การปฏิบัติการรบ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจด้านการทหาร โดยทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมทั้งการคุ้มกันพื้นที่ในบริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่เขาล้าน จังหวัดตราด

แม้เป็นพระราชภารกิจที่ต้องเสี่ยงภยันตราย แต่ด้วยความที่ทรงเป็นชาติทหาร และเป็นพระราชภารกิจเพื่อความผาสุกของพสกนิกร และเพื่อมนุษยธรรมต่อผู้ประสบทุกข์ยาก จึงทรงปฏิบัติพระราชภารกิจดังกล่าวโดยเต็มพระราชกำลัง


ที่มา เว็บไซต์ไทยรัฐ / ข้อมูล : กองกิจการในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  




สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณฯ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 10 องคมนตรี
ข้อมูล จากมติชน และจากแหล่งอื่น

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่คณะองคมนตรีได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี และทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรี

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบกับมาตรา 12 มาตรา 13 และมาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ดังต่อไปนี้

 

คณะองคมนตร ีในรัชกาลที่10
 
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ประธานองคมนตรี

1 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี
เกิดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2463 รัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรี 3 สมัย อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองมาหลายตำแหน่ง บุคลิกส่วนตัวเป็นคนพูดน้อย จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชนในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า “เตมีย์ใบ้”

ในช่วงเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวาย “พล.อ.เปรม” ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่ กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ตั้งกองบัญชาการตอบโต้ จนรอดพ้นการก่อกบฏของทหาร “กลุ่มยังเติร์ก”

 


องคมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
2 พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
เคยดำรงตำแหน่ง แม่ทัพภาค 2 ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายกรัฐมนตรีคนที่ 24 และดำรงตำแหน่งองคมนตรีในปัจจุบัน โดยการแต่งตั้งล่าสุดถือเป็นครั้งที่ 3 หลังจากเคยได้รับการแต่งตั้งในปี 2546 และ 2551
 
3 นายเกษม วัฒนชัย
เคยดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการบริหารและเลขาธิการมูลนิธิอานันทมหิดล กรรมการโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ และดำรงตำแหน่งองคมนตรีตั้งแต่ปี 2544-ปัจจุบัน
 
นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี
4 นายพลากร สุวรรณรัฐ
เคยดำรงตำแหน่ง ผอ.ศอ.บต. ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และปัตตานี ประธานกรรมการ กฟผ.และ กฟน.และดำรงตำแหน่งองคมนตรีตั้งแต่ปี 2544-ปัจจุบัน
 
5 นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ
เคยดำรงตำแหน่ง ประธานสมาคมกฎหมายอาเซียน ประธานศาลอุทธรณ์และประธานศาลฎีกา กรรมการกฤษฎีกา และดำรงตำแหน่งองคมนตรีตั้งแต่ปี 2550-ปัจจุบัน
 
นายศุภชัย ภู่งาม องคมนตรี
6 นายศุภชัย ภู่งาม
เคยดำรงตำแหน่ง ประธานศาลฎีกาในปี 2547 ซึ่งเป็นผู้นำคณะผู้พิพากษาเข้ารับพระราชกระแสรับสั่งให้ตุลาการศาลยุติธรรมช่วยแก้ไขวิกฤตของบ้านเมืองในช่วงกลางปี 2548 และดำรงตำแหน่งองคมนตรีตั้งแต่ปี 2551-ปัจจุบัน
 
นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี
7 นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เคยดำรงตำแหน่ง ประธานศาลฎีกาในปี 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ และดำรงตำแหน่งองคมนตรีตั้งแต่ปี 2551-ปัจจุบัน
 
พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี
8 พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข
โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 6 เคยดำรงตำแหน่ง เลขาธิการมูลนิธิพระดาบส อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศของไทย และอดีตรองหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) คนที่ 1 เคยทำงานในมูลนิธิรักษ์เมืองไทย และมูลนิธิรัฐบุรุษของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และดำรงตำแหน่งองคมนตรีตั้งแต่ปี 2554-ปัจจุบัน
 
พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี
9 พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ
จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 12 และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก่อนหน้า เคยดำรงตำแหน่ง เสนาธิการทหารบก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
 
พลเอกธีรชัย นาควานิช องคมนตรี
10 พลเอกธีรชัย นาควานิช
นักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 14 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 25 เคยดำรงตำแหน่ง ราชองครักษ์พิเศษ ตุลาการศาลทหารสูงสุด ประธานกรรมการ การประปาส่วนภูมิภาค กรรมการการไฟฟ้านครหลวง และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
 
พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี

11 พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา
โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 15 (ตท.15) และ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 26 ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก่อนหน้า เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก, แม่ทัพภาคที่ 1, อดีตผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์, อดีตผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ และอดีตผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์



คณะองคมนตรีในรัชกาลที่10
ที่มา : สำนักข่าวอิสรา / (ข้อมูลอายุเพียง ณ วันที่ 6 ธันวาคม 2559)



พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี (96 ปี)

เกิดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2463 รัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรี 3 สมัย อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองมาหลายตำแหน่ง บุคลิกส่วนตัวเป็นคนพูดน้อย จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชนในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า “เตมีย์ใบ้”

ในช่วงเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวาย “พล.อ.เปรม” ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่ กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ตั้งกองบัญชาการตอบโต้ จนรอดพ้นการก่อกบฏของทหาร “กลุ่มยังเติร์ก”

ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีผลงานสำคัญคือการผลักดันนโยบายการเมืองนำการทหาร ที่รู้จักกันในนามคำสั่ง 66/23 เพื่อยุติการทำสงครามสู้รบ ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับฝ่ายรัฐบาล

“พล.อ.เปรม” ยังอยู่เป็นหลักให้กับนายทหารรุ่นหลัง ๆ ในกองทัพมาอย่างยาวนาน คอยให้กำลังใจแม่ทัพนายกองเมื่อต้องทำงานใหญ่ อย่างเช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ “พล.อ.เปรม” เคยขอให้เข้มแข็งเมื่อต้องทำงานใหญ่

ที่สำคัญ "พล.อ.เปรม"รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมาตลอด จนได้รับความไว้พระราชหฤทัยโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นองคมนตรี หลังจากพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประธานองคมนตรี ตามลำดับ

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (73 ปี)

เกิดเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2486 ได้ชื่อเป็นลูกรักของ “ป๋าเปรม” ขณะดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพมาโดยตลอด ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ก็อด อาร์มี่ บุกยึดสถานทูตพม่า เมื่อปี 2542 และโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี เมื่อปี 2543 และสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้โดยไม่มีคนไทยเสียชีวิต

ขณะที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เมื่อปี 2546 เกิดกรณีมีข่าว “สุวนันท์ คงยิ่ง” ดารานักแสดง พูดกล่าวหาว่ากัมพูชาขโมยนครวัดไปจากไทย จนทำให้เกิดเหตุจลาจลที่สถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ โดย “พล.อ.สุรยุทธ์” เป็นผู้เสนอให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำเครื่องบินซี 130 ไปรับคนไทยในกรุงพนมเปญกลับมายังประเทศไทยทั้งหมด จนทุกคนได้รับความปลอดภัย

“พล.อ.สุรยุทธ์” ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2546 และลาออกเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2549 เพื่อไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้กลับมาดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน

นพ.เกษม วัฒนชัย (75 ปี)

เกิดเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2484 เคยดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี มีบทบาทดูแลงานด้านการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นหลัก

พลากร สุวรรณรัฐ (68 ปี)

เกิดเมื่อปี 2491 อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ภายหลังโดนปลดออกจากตำแหน่ง ฝ่ายกิจการพิเศษ และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในช่วงรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี และบทบาทในฐานะองคมนตรีช่วยงานด้านโครงการพระราชดำริ ทั้งการพัฒนาโครงการและการเผยแพร่

อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (72 ปี)

เกิดเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2487 อดีตประธานศาลฎีกา ประธานสมาคมกฎหมายอาเซียน มีบทบาทช่วยงานกลั่นกรองด้านกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้เป็นผู้พิพากษามาอย่างยาวนาน กระทั่งเกษียณอายุราชการ ได้เป็นศาสตราจารย์พิเศษ ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ นายอรรถนิติ ได้รับพระราชทานเครื่องอิสริยาภรณ์หลายลำดับชั้น รวม 10 ลำดับ โดยก่อนเกษียณราชการได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2547 นอกจากนั้น ยังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการกฤษฎีกา ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 นายอรรถนิติได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ศุภชัย ภู่งาม (71 ปี)

เกิดเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2488 อดีตประธานศาลฎีกา และเป็นผู้นำคณะผู้พิพากษาเข้ารับพระราชกระแสรับสั่งให้ตุลาการศาล ยุติธรรมช่วยแก้ไขวิกฤตของบ้านเมืองในช่วงกลางปี เมื่อปี 2548 ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2551 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี

ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (70 ปี)

เกิดเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2489 อดีตประธานศาลฎีกา มีบทบาทในการแก้ไขวิกฤตการเมืองช่วงต้นปี 2549 หลังจากที่เกษียณอายุราชแล้วได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาอาวุโสศาลแพ่งธนบุรี แต่ทำงานได้เพียง 2 วันจึงได้ลาออกจากตำแหน่ง

ภายหลังจากเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทย เมื่อปี 2549 เคยถูกทาบทามจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

หลังจากที่พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ชาญชัยยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา เพื่อขอกลับรับราชการเป็นผู้พิพากษาอาวุโส ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรีจนถึงปัจจุบัน บทบาทในฐานะองคมนตรีคอยกลั่นกรองงานด้านกฎหมาย โดยเฉพาะการพระราชทานอภัยโทษ

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก (68 ปี)

เกิดเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2491 จบโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 6 มีบทบาทสำคัญการรัฐประหารในประเทศไทย เมื่อปี 2549 เป็นรองหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ต่อมา ในปี 2550 เมื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้ลาออกจาก คมช. ไปดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี “พล.อ.อ.ชลิต” จึงได้รับตำแหน่งรักษาการประธาน คมช.

และภายหลังหลังเกษียณแล้ว พล.อ.อ.ชลิต ได้เข้าไปทำงานในมูลนิธิรักษ์เมืองไทย และมูลนิธิรัฐบุรุษ จนกระทั่งได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2554

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ (63 ปี)

เกิดเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2496 “พล.อ.ดาว์พงษ์” เพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถือเป็นทหารสาย ‘วงศ์เทวัญ’ ขนานแท้ เริ่มต้นชีวิตราชการทหารครั้งแรกกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร. 11 รอ.) จนกระทั่งได้เป็นถึงผู้บังคับการกรม ในปี 2530 ได้เป็นราชองครักษ์เวร ได้เป็นฐานะผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ซึ่งมีอำนาจในการควบคุมกำลังรบหลักของกรุงเทพมหานคร

ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาค 1 ต่อมาเป็นผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ และได้เลื่อนขึ้นมาเป็นรองเสนาธิการทหารบก หลังจากนั้นในช่วงการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 “พล.อ.ดาว์พงษ์” ในฐานะเสนาธิการทหารบก ถือเป็นคีย์แมนคนสำคัญที่บัญชาเหตุการณ์ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

ภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ได้รับการแต่งตั้งเป็น รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อด้วย รมว.ศึกษาธิการตามลำดับ กระทั่งได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2559



พล.อ.ธีรชัย นาควานิช (61 ปี)

เกิดเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2498 เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ถือเป็นน้องรักของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค กระทั่งได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2559

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา (61 ปี)

เกิดเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2498 เป็นทหารสายวงศ์เทวัญเลือดแท้อีกคน ผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพ อาทิ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 1 อดีตผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ อดีตผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ และอดีตผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์

“พล.อ.ไพบูลย์” ถือเป็นลูกรัก “ป๋าเปรม” อีกคนหนึ่งจนมีกระแสข่าวว่าขณะที่ขับเคี่ยวขึ้นเป็น “ผบ.ทบ.” แข่งกับ “พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร” ทหารเสือราชินี “บิ๊กต๊อก” ถึงขั้นต้องเข้าพบ “ป๋าเปรม” เพื่อขอนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. มาแล้ว แต่ก็ต้องยอมถอยให้ พล.อ.อุดมเดช นั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. ไป

และถือเป็นตัวตั้งตัวตีในการถอดยศ “พ.ต.ท.” ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยจัดการประชุมตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนมีความเห็นว่า สตช. สามารถที่จะถอดยศได้ ก่อนส่งเรื่องให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ใช้อำนาจม. 44 ดำเนินการ

ทั้งนี้ “พล.อ.ดาว์พงษ์” และ “พล.อ.ไพบูลย์” ถือว่ามีความสนิทสนมกันมาก เพราะโตมาจากทหารสายวงศ์เทวัญเหมือนกัน และไม่ว่าจะประชุมนัดสำคัญระดับชาติครั้งไหน ทั้งสองคนต้องนั่งใกล้กันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลต่อที่ประชุมเกือบทุกครั้ง

พล.อ.ไพบูลย์ ได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2559


คณะองคมนตรีในรัชกาลที่10





ชมภาพ/โหลดฟรี : สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร

ชมภาพสมเด็จพระบรมฯ และ หม่อมนุ้ย พลตรีหญิงสุทิดา(พระชายาองค์ใหม่) ได้ที่นี่<คลิก>




   
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved