Photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์
Home > Royal Photos > Mother Day 2009 (1)
 
 
(ตอนที่ 1)
เหล่าพสกนิกรจากทุกภาคทั่วประเทศ เดินทางมาร่วมแสดงความจงรักภักดี และ จุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ บริเวณถนนราชดำเนิน และ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
เมื่อ วันที่ 12 สิงหาคม 2552
 
           
ติดตามภาพวันที่ 12 สิงหาคม 2552 >>
 
ภาพชุด 1
ภาพชุด 2
ภาพชุด 3
 
  พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552  
   




12 สิงหา มหาราชินี
(ตอนที่ 1)



                                 เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552 ซึ่งเป็นวันหยุด หรือวันแม่แห่งชาติ หลายคนคงทราบว่าในบริเวณท้องสนามหลวง มีการจัดงานวันแม่แห่งชาติ ส่วนกลางคืนก็จะมีพิธีจุดเทียนชัย ถวายเป็นพระพรชัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีพระชนมายุุ 77 พรรษา ในวันนี้

ก่อนหน้าหน้า 1 วัน หรือคืนวันที่ 11 สิงหาคม 2552 คนไทยทุกคนคงเห็นจากโทรทัศน์ที่สมเด็จพระราชินี ทรงเล่าเรื่องต่างๆที่ผ่านมา รวมทั้งแจ้งพระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ทรงพระพลานามัยแข็งแรง ทรงพระดำเนินที่เฉลียงเป็นประจำ

คิดว่าคนไทยทุกคนที่ทราบว่าพระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าทรงเป็นปกติ ก็คงจะปลาบปลึ้มใจขึ้นเป็นอันมาก และเชื่อว่าทุกคนคงอยากทราบข่าวดีๆเช่นนี้ตลอดไป

ในวันที่สมเด็จพระราชินี มีพระดำรัสถึงเรื่องต่างๆ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 ณ ศาลาดุสิตดาลัย เช่นเดียวกับทุกๆปีนั้น คนไทยคงมีความสุขใจที่เห็นพระองค์ทรงพระสรวล(หัวเราะ)อยู่บ่อยครั้ง เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ทรงพระสรวลอยู่ตลอดเวลา แสดงถึงความเป็นกันเองและไม่ถือพระองค์

พระราชดำรัสในครั้งนี้ ทรงชื่นชมคนไทยที่เข้ามาฝึกงานในโครงการศูนย์ศิลปาชีพ จากคนที่ไม่มีพื้นฐานและไม่ได้เรียนหนังสืออะไรมากมายนัก แต่ก็ฝึกฝนอาชีพจนเก่ง และเป็นที่ยอมรับของบุคคลสำคัญในต่างๆประเทศมาแล้วหลายครั้ง

และคนต่างประเทศที่มีความเข้าใจในงานศิลปะเหล่านี้ต่างชื่นชมในความสามารถว่า มีฝีมือระดับโลก

ทรงกล่าวถึงข้าวไทยที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง จนนักโภชนาการะดับโลกยกให้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ที่สุดของมนุษย์ ซึ่งพระองค์ทรงอ้างถึงนิตยสาร TIME และ NEWSWEEK ของต่างประเทศ

วันที่ 12 สิงหาคม 2552 เป็นวันที่พสกนิกรจากทั่วสารทิศ ทั้งจากต่างจังหวัด และกรุงเทพฯ รวมถึงปริมณฑล เดินทางมาร่วมแสดงความจงรักภักดี และจุดเทียนชัยถวายพระพรแด่สมเด็จพระราชินี กันอย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะถนนรอบนอกใกล้กับถนนราชดำเนิน จะใช้เป็นที่จอดรถบัสที่มาจากต่างจังหวัดจำนวนหลายร้อยคัน

และเมื่อเดินมาถึงบริเวณถนนราชดำเนิน จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากต่างจังหวัดที่แต่งกายด้วยเสื้อสีฟ้า หรือสีอื่นๆตามสัญลักษณ์ของกลุ่มตนเอง บางกลุ่มก็มีป้ายแสดงว่ามาจากที่ไหนจังหวัดไหน

ที่โดดเด่นกว่าใครก็น่าจะเป็นกลุ่มสตรีมูสลิมจากจังหวัดยะลา แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาด กลายเป็นจุดสนใจ และต่างก็ชื่นชมถึงพลังความสามัคคี พลังความจงรักภักดีที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมหัวใจ ดูแล้วก็น่าจะเป็นกลุ่มที่อยู่ไกลจากกรุงเทพมากที่สุด

การที่ประชาชนทุกหมู่เหล่าเดินทางมาร่วมงานในคืนวันที่ 12 สิงหาคม 2552 ครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีวิธีหนึ่ง เพื่อส่งผ่านไปถึงในวังเพื่อรับทราบถึงความห่วงใยของประชาชนที่มีต่อในหลวง พระราชินี รวมถึงพระบรมวงศานุวงค์ทุกพระองค์

ที่ผ่านมาสังคมไทยเริ่มสับสน และเกิดวิกฤติศรัทธาต่อสถาบันสูงสุด อันเนื่องจากประชาชนถูกปลุกกระแส จากนักการเมืองที่เสียผลประโยชน์ และบางคนก็ยังหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ ได้กระทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองกลับมาประเทศอย่างผู้พ้นมลทิน ทั้งที่ถูกศาลฏีกาพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปี และหนทางที่จะกลับมาด้วยวิธีนี้ก็มีอยู่วิธีเดียว คือได้รับพระราชทานอภัยโทษเท่านั้น

เรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ จึงถูกกลุ่มก้วนในประเทศเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน ถึงขนาดครูสังคมของโรงเรียนหอวัง บังคับให้นักเรียนลงชื่อถวายฏีกา ตามที่เป็นข่าวเมื่อเดือนกรฏาคม 2552 ขณะเดียวกันอดีตนายกฯก็โฟนอินเข้ามาให้กำลังใจและขอบคุณผู้ที่ลงชื่อถวายฏีกา

งานนี้อาจเรียกว่ายิงปืนนัดเดียว แต่คุ้มค่ากระสุนมาก เพราะหากได้รับพระราชทานอภัยโทษ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างชนิดที่ถล่มทลายแทบผลิกแผ่นดิน ชนิดที่เชิดหน้าชูคอเยาะเย้ยใครต่อใครได้อย่างไม่หยุดไม่หย่อน

ในทางตรงข้าม หากขบวนการขอพระราชทานอภัยโทษถูกตัดตอนจนไม่สามารถส่งเรื่องไปถึงในวัง ทางฝ่ายก้วนเสื้อแดงที่กำลังป่วนเมืองก็ถือว่าไม่เสียเปล่า เพราะแผนการครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังว่าอดีตนายกฯจะได้รับการอภัยโทษ เพราะรู้ว่าผิดขั้นตอนอย่างแน่นอน แต่เป็นแผนการเพื่อหวังผลทางการเมืองในอนาคตมากกว่า เรียกว่าการเมืองล้วนๆ ที่ดึงสถาบันเบื้องสูงมาช่วยปลุกเร้าทำให้เกิดกระแสวิพากวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เรียกว่ายอมเสี่ยงเพื้อเลี้ยงข่าว ให้กลุ่มก้วนคนเสื้อแดง และคนที่ชื่อทักษิณ ปรากฏข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ทุกวี่ทุกวัน

รู้ทั้งรู้ว่าผิดขั้นตอนในการขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ทำไมยังต้องทำ และยังเดินหน้าต่อ ....

ก็เพื่อต้องการให้ประชาชนที่ร่วมลงชื่อขอยืนถวายฏีกาเกิดปฏิกกิริยาต่อสถาบันเบื้องสูงหากการยื่นฯครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันก็ต้องการให้เกิดการสั่นคลอนต่อศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสถาบันสูงสุด ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มที่เสียประโยชน์ ้คงไปปั่นหัวชาวบ้านกันต่อ โดยอาจปลุกกระแสว่า แม้แต่ฟ้าก็ยังไม่ปราณี ไม่ใยดีต่อความรู้สึกของประชาชนที่ร่วมลงชื่อจำนวนหลายล้านคน หรืออาจลุกไล่ผู้ที่ขัดขวาง ไม่ต่างกับที่เคยพาสมุนไปบุกบ้านป๋าเปรมมาแล้ว

เมื่อแผนแรกผ่านไปแล้ว ก็อาจมีแผนต่อๆมา โดยมุ่งประเด็นไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะถือว่าเป็นเป้าหมายใหญ่ ที่ต้องทำให้เกิดการสั่นคลอน และต้องการให้ิเกิดการเปลี่ยนแปลง เรียกว่าเด็ดยอด ซึ่งการกระทำที่ผ่านมาก็แทบไม่มีอุปสรรคใดๆแม้แต่น้อย ในทางกลับกันยังเกิดผลดีกับตนเองที่ทำให้องค์กรต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหว จัดเสวนา ชี้แจงว่า ว่ายื่นได้หรือไม่ได้ประการใด เรียกว่าเป็นการตีน้ำให้กระเพื่อมอย่างได้ผล หลายฝ่ายถูกลากให้มาติดกับดัก ถูกหลอก หรือตามไม่ทันเกมส์ และน่าแปลกที่สื่อโทรทัศน์ของรัฐหรือ NBT กลับไม่ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น ทุกวันนี้ก็เห็นทำงานเหมือนคนที่อยู่หลังเขา ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องสื่อสารมวลชน หรือสื่อของรัฐ เหมือนมีปืนแต่ยิงไม่เป็น

ละครน้ำเน่าในฉากต่อไป ก็อาจเห็นอดีตนายกฯ ตีหน้าเศร้าด้วยน้ำตานองหน้าว่า เป็นเวรเป็นกรรมของตนเอง ที่ไม่มีวาสนาได้กลับประเทศ พร้อมกับปลุกปั่นให้คนไทยได้พยายามกันต่อไป เพราะหนทางนี้เป็นหนทางให้ตนเองกลับมารับใช้ชาติ มีโอกาสมาปลดหนี้ให้กับพ่อแม่พีน้อง หากตนเองกลับไม่ได้ พ่อแม่พี่น้องก็ต้องรับกรรมกันต่อไป มีหนี้สินล้นพ้นตัว เดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า

นี่คือแผนการที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีต้องการให้ออกมาในรูปนี้ เป็นการดิสเครดิตสถาบันเบื้องสูงไปทีละเล็กทีละน้อย และแผนการต่อไปในอนาคตก็คือ อาจปลุกระดมให้ประชาชนลุกฮือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อล้มรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือฉบับใบสั่งจากต่างแดน

สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็คือว่า ให้มีมาตราที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจฯ เหลือเพียงไม่กี่มาตรา

เป็นการย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์เมื่อปี 2475 ที่คณะราช ทำการปฏิวัติระบอบการปกครองประเทศ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ หรือรัชกาลที่ 7 จนกระทั่งพระองค์ต้องสละราชสมบัติ และเสด็จไปประทับอยู่ต่างแดน จนกระทั่งสวรรคตในอีก 2 ปี ต่อมา

มาคราวนี้เป็นไปได้หรือไม่ ที่กลุ่มผู้ไม่หวังดี ต้องการให้เกิดเหตุซ้ำรอยประวัติศาสตร์ โดยอาจใช้ขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อริดรอนพระราชอำนาจ เป็นการเปิดทางให้พวกของตนเข้าไปควบคุมหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง หรือเข้าไปมีอำนาจในองค์กรอิสระทั้งหมด ที่เป็นขวากหนามอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น สตง. ปปช.(อายัดทรัพย์อดีตนายก 76,000 ล้านบาท) ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ (ที่กลุ่มเสื้อแดงไปปิดล้อมในคดียุบพรรค) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯนักการเมือง(คดีกล้ายาง) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

คงจำได้กับเรื่องผู้ว่า สตง. ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ว่าทำไมต้องกลับมานั่งในตำแหน่งผู้ว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่การเสนอชื่อผู้ว่า สตง.คนใหม่ ได้ผ่านทั้งสองสภามาเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เพียงลงพระปรมาภิไธย แต่ด้วยเหตุไดไม่ทราบ...ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย จนกระทั่ง คุณหญิงเมณฑกาต้องกลับเข้าไปนั่งในตำแหน่งเดิม โดยที่สภาลงมติว่า ขบวนการสรรหาผู้ว่า สตง.ของคุณหญิงฯมีที่มาไม่ถูกต้อง เรื่องนี้หรือเปล่าที่ทำเอาอดีตนายกฯที่หลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ เป็นเดือดเป็นแค้น ถึงกับพูดจาดูหมิ่น ก้าวล่วง หลายครั้งหลายคราในเวลาต่อมา



กรณีของคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา เป็นกรณีตัวอย่างในการใช้พระราชอำนาจตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจกับพระมหากษัตริย์ ลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆขององค์กรอิสระอื่นๆ และจากกรณีของผู้ว่า สตง.ในนามหญิงเหล็กท่านนี้ กลายเป็นที่มาของการเปิดโปงให้เห็นถึงขบวนการทุจริตกันอย่างมโหฬาร จนคุณหญิงเองถึงกับบอกว่า ต้องปฏิวัติประเทศ (คำว่าปฏิวัติ ไม่ได้หมายความว่าให้ทหารออกมาปฏิวัติ แต่หมายถึงต้องปฏิรูประบบการตรวจสอบนักการเมืองกันขนานใหญ่ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หากไม่ทำ อนาคตของชาติก็อาจถึงกับล่มจมแน่ )

กลับมาเดินต่อที่ถนนราชดำเนิน หลังจากนังพักจนหายเหนื่อยแล้ว

ภาพในชุดนี้ เป็นการนำเสนอในอีกแง่มุมหนึ่งที่อาจไม่เห็นปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือตามสื่อโทรทัศน์ เพราะส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่ศุนย์กลางของงาน หรือบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ที่เป็นแม่ข่ายเพื่อส่งผ่านสัญญาณไปยังตามต่างจังหวัด เพื่อร่วมจุดเทียนชัย และร้องเพลงสดุดีมหาราชาร่วมกันทั่วประเทศ

แต่เบื้องหลังหรืออีกซีกหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่ามีประชามาร่วมงานกันอย่างเนื่องแน่น ทุกคนมาด้วยจิตใจที่เบิกบาน มีความสุข ขณะเดียวกันเจ้าพนักงานของ กทม.และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ปฏิบัติงานอย่างสบายอกสบายใจ ไม่มีความกังวล หรือได้รับความกดดันเหมือนกับการทำหน้าที่ควบคุมกลุ่มการเมืองต่างๆในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สำหรับภาพในชุดนี้จะแบ่งเป็น 3 ตอน รวมทั้งหมดทุกตอนประมาณ 150 ภาพ หรือตอนละ 50 ภาพ ภาพส่วนใหญ่จะขยายใหญ่ เพื่อผู้สนใจได้เก็บภาพประวัติศาสตร์ครั้งนี้ไว้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ซึ่งมากันหลายจังหวัด และหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็จะมีป้ายชื่อกลุ่ม บางกลุ่มก็จะพร้อมใจกันใส่เสื้อที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มตนเอง



โฟโต้ออนทัวร์
15 สิงหาคม 2552






   
ดูภาพชุดอื่นๆ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ งานพระราชพิธี งานเฉลิมฉลอง ฯลฯ : Royal Photography
เปิดให้ชม
พระเมรุมาศ
ถวายเพลิงฯ
พระพี่นาง พย.51
ในหลวง
ประชวร ปี '50
งานพืชสวนโลก
ปี '49-'50
พระพยุหยาตราฯ
ปี '39
พิธีกาญจนาภิเษก
ครองราชย์ 50 ปี
วันปิยะ
23 ตค.45
ถวายเพลิงฯ
สมเด็จย่า ปี '39
พระเทพฯทรง
เกี่ยวข้าว ปี'42
ตรวจพล
สวนสนาม ปี 42
 
 



พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 ณ ศาลาดุสิตดาลัย สวนจิตรลดา



"พระราชินี" มีพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 77 พรรษา ทรงย้ำคนไทยเห็นคุณค่าข้าวเป็นอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุด ทรงเล่า “ในหลวง” ทรงสบายดี-มีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงออกพระกำลังที่เฉลียงทุกวัน รับสั่งทรงปลื้มพระทัยต่างชาติชมผลงานศูนย์ศิลปาชีพ พร้อมฝากคนไทยช่วยอนุรักษ์ “โขน” อีกทั้งทรงเน้นย้ำความสำคัญ โครงการพระราชดำริ แก้ปัญหาที่ดินทำกินของประชาชน รับสั่งขอ “นายกฯ” ช่วยชาวประมงทำปะการังเทียมเพิ่ม

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. เวลา 17.00 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จลง ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะบุคคลต่าง ๆ รวม 461 คณะ จำนวน 15,865 คน เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 ส.ค. 2552

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จขึ้นที่ประทับแล้ว ท่านผู้หญิงมนัสนิตย์ วณิกกุล ราชเลขานุการในพระองค์ กราบบังคมทูลถวายรายงานสรุป คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ และขอพระราชทานพระราชานุญาตให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลในนามผู้เข้าเฝ้าฯ

จากนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำรัสตอบความว่า ข้าพเจ้าขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาลและท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้แทนของข้าราชการทุกหมู่เหล่า ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร รัฐวิสาหกิจ ผู้แทนขององค์กรทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งทำหน้าที่ตลอดมา ช่วยเหลือสังคมไทยให้ดำเนินกิจการต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี ผู้แทนสถาบันการศึกษาและประชาชนจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมจำนวนประมาณ 160,000 คนที่ได้มาชุมนุมกันอยู่ ณ บริเวณศาลาดุสิดาลัยแห่งนี้ เพื่อร่วมอวยพรแก่ข้าพเจ้า เนื่องในโอกาสคล้ายวันเกิดปีที่ 77 โดยท่าน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย กล่าวอวยพรด้วยใจความที่ทำให้ข้าพเจ้าอายุ 77 นี้ เกิดกำลังวังชา เกิดกำลังใจที่จะทำงานช่วยเหลือประชาชนต่อไป

หลายปีมานี้ มีผู้มาอวยพรข้าพเจ้ามากขึ้นเป็นลำดับ ก็มีผู้มีน้ำใจหลายท่านที่นำอาหารมาช่วยข้าพเจ้าสำหรับเลี้ยงแขก ข้าพเจ้าขอขอบใจทุกท่าน และขอให้กุศลจากการเลี้ยงอาหารประชาชนในครั้งนี้ ส่งให้ผู้ที่เป็นเจ้าภาพอาหารและน้ำดื่มทุกรายมีกิน มีใช้ มีเหลือแจกผู้อื่นเช่นนี้ตลอดไป

ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้ายังต้องขอบใจทุกท่านที่บำเพ็ญสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์ เพื่อให้เป็นกุศลแก่ข้าพเจ้า เช่น คณะแพทย์ที่จัดทำโครงการผ่าตัดหัวใจช่วยเหลือประชาชนจำนวน 500 รายและโครงการผ่าตัดหัวใจเด็ก เพื่อช่วยชีวิตเด็กตามตะเข็บชายแดนจำนวน 800 ราย ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้จะเป็นโครงการต่อเนื่องไป จนถึงเมื่อข้าพเจ้ามีอายุ 80 ปี ขอบใจสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ที่ยังดำเนินโครงการน้ำพระทัยพระราชทานอย่างเข้มแข็งตลอดมา

นอกจากนี้ยังมีผู้บวชพระ บวชเณร จัด เทศน์มหาชาติ ปลูกต้นไม้ จัดกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ เพื่อเป็นเกียรติแก่ข้าพเจ้า ขอบใจผู้ที่ส่งบัตร อวยพรวันเกิดให้ข้าพเจ้า ซึ่งก็มีเด็กนักเรียน รวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ตลอดจนผู้ที่อวย พรข้าพเจ้าผ่านทางสื่อมวลชนทุกแขนง บ้างก็ประพันธ์บทร้อยแก้วร้อยกรองอย่างไพเราะ บ้างก็รำอวยพร ข้าพเจ้าได้ชมแล้วรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจไมตรีของทุกคนเป็นอย่างยิ่ง

ขณะนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และข้าพเจ้าพักอยู่ที่วังไกลกังวล หัวหิน ที่นั่นอากาศดี เหมาะกับพระสุขภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านสบายดีขึ้น ทรงพยายามออกพระกำลังโดยทรงพระดำเนินที่เฉลียงทุก ๆ วัน ทำให้ทรงแข็งแรงขึ้น เพราะปีนี้พระชนมายุจะ 82 แล้ว ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ดั่งที่ประชาชนเห็นในข่าวโทรทัศน์ เช่น เสด็จออกส่งรับแขกบ้านแขกเมือง หรือมีคณะบุคคลต่าง ๆ มาเฝ้าฯ บางครั้งก็เสด็จออกไปทอดพระเนตรโครงการอะไรใกล้ ๆ หัวหิน บ้าง จะให้ทรงตรากตรำเดินทางไกล หรือตากแดด ตากฝนทั้งวันเหมือนสมัยที่ทรงงานมาแล้วหลายสิบ ปีก่อนนั้น คงไม่ไหว

หลายสิบปีก่อนที่เสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชน ทุกภาคของประเทศ ทรงขับรถเอง หนทางก็เรียกว่ากันดารไม่ใช่น้อย บางครั้งก็ทรงขับรถข้ามแม่น้ำ ที่จังหวัดนราธิวาส ทรงขับรถเพื่อไปดูให้เห็นจริงจังถึงการอยู่กินของราษฎรตามเขตชายแดนต่าง ๆ แต่พระองค์ท่านก็ยังทรงติดตามงานต่าง ๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องฝน เรื่องปริมาณน้ำในเขื่อน ทรงห่วงประชาชนมาก เกรงว่าจะมีน้ำท่วมอีก ถ้าพอจะหาแนวทางอะไรช่วยป้องกันได้ ก็จะมีพระราชดำริให้เตรียมการไว้ก่อน

ประเทศไทยของเราเป็นประเทศเกษตร กรรม คนไทยส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ การเพาะปลูกของชาวนาชาวไร่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในเขตของชลประทาน ต้องพึ่งพาอาศัยฝนฟ้าจากธรรมชาติเป็นหลัก ปีใดฝนดี ผลผลิตก็ดี ปีใดฝนแล้ง พืชก็แห้งตาย ฝนมากไป น้ำก็ท่วม ปัญหาของแต่ละภาคไม่เหมือนกัน ภาคเหนือเป็นดอยสูงสลับซับซ้อน มีชาวเขาหลาย เผ่าอาศัยอยู่ ดั้งเดิมเขาก็ปลูกฝิ่น เขาบอกเขาไม่รู้จะทำมาหากินอะไร หรือบางครั้งก็ทำไร่เลื่อนลอย ทำให้เกิดปัญหายาเสพติดและป่าไม้ถูกทำลาย

บางครั้งชาวเขาก็กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเองว่า เมื่อพ่อบอกว่าปลูกฝิ่นไม่ดี เขาก็จะทำตาม เขาจะเลิกปลูกฝิ่น จะทำการเพาะปลูกเหมือนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนเขา แต่เขาก็พูดว่า ขออนุญาตพ่อได้ไหม ให้มีที่ปลูกฝิ่นสักนิดหนึ่ง ไม่ใช่อะไรหรอก เขาบอกเวลาปวดฟัน ปวดท้อง มันนานกว่าที่จะลงไปหาหมอที่ข้างล่างเนี่ย ถ้าเขามีฝิ่นเนี่ย เขาปวดฟัน นอนไม่หลับ เขาเสพฝิ่นหน่อยเดียวก็ค่อยยังชั่ว พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งบอก อนุญาต ๆ ให้ปลูกฝิ่นได้เล็กน้อย สำหรับแก้เจ็บปวดอะไรเช่นนั้น

ส่วนภาคอีสานก็เป็นที่ราบสูง ปัญหาใหญ่ คือ การขาดแคลนน้ำที่จะใช้เพาะปลูก และดินเป็นดินทราย ภาคใต้มีฝนตกชุกแทบทั้งปี แต่เนื่องจากภูมิประเทศมีลักษณะแคบยาว ด้านหนึ่งเป็นภูเขา ด้านหนึ่งเป็นทะเล ที่ราบตรงกลางบางส่วนเป็นพรุไปเสียหลายแสนไร่ ปลูกพืชเศรษฐ กิจอะไรก็ไม่ค่อยได้ เพราะในพรุมีน้ำเปรี้ยวขังอยู่ ถ้าฝนตกมาก น้ำเปรี้ยวในพรุก็ไหลล้นออกมา ทำให้ดินข้างนอกเปรี้ยวตาย ถ้าฝนน้อยไป น้ำเค็มจากทะเลก็ซึมเข้ามา กลายเป็นมีน้ำสามรสด้วยกัน คือ ทั้งจืด ทั้งเปรี้ยวและทั้งเค็ม

ส่วนภาคกลางของเราโชคดี โชคดีที่มีภูมิประเทศเป็นที่ราบ น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ แต่เนื่อง จากเป็นทางผ่าน ที่น้ำมาจากภาคเหนือและไหลลงสู่ทะเล ปีไหนฝนชุกมาก ภาคกลางก็จะมีน้ำท่วม ซ้ำท่วมแล้วไม่ลดลงเร็วเหมือนภาคอื่น เพราะมีน้ำทะเลหนุน กลายเป็นน้ำท่วมขัง บางพื้นที่ต้องจมน้ำอยู่ตั้งหลายเดือน เช่นบ้านเดิมของพ่อแม่ข้าพเจ้าอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เทเวศร์ ก็เห็นเป็นประจำ น้ำท่วมตลอด บางทีก็ท่วมเข้าไปในบ้านด้วยซ้ำไป พื้นเสียหมดเลย น้ำท่วมมีปลามีงูมาว่ายอยู่ในบ้าน ต้องย่ำน้ำกันในบ้านนั่นเอง เป็นของธรรมดา บัดนี้ก็สมัยใหม่ขึ้น ก็ค่อยยังชั่วขึ้น

ข้าพเจ้าเป็นพระราชินีมา 59 ปี ได้ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในทุกภูมิ ภาคของประเทศไทย ทำให้ได้เห็นว่าได้ทรงงานอะไรอย่างไร และที่ไหนบ้างได้เห็นว่าทุกครั้งที่เสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรจะทรงขับรถเองแล้วก็มีแผนที่อยู่เสมอ ทรงจะไปทุกหนทุกแห่ง พระองค์ ท่านทำงานเกี่ยวกับเรื่องดินและเรื่องน้ำมาตลอดหลายสิบปี จนจะกลายเป็น ทรงกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญไปแล้ว ปี 2512 ระหว่างประทับที่ชาวเขาก็ทรงงานช่วยเหลือชาวเขา ที่เขาปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอยให้เปลี่ยนมาปลูกพืชผักผลไม้และไม้ดอกเมืองหนาวแทน ทรงดูแลเรื่องการตลาดให้ด้วย โดยมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้ช่วยจนเกิดเป็นโครงการหลวงจนถึงทุกวันนี้


หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นนักเรียนอังกฤษเก่า เพราะฉะนั้นการปีนเขาขึ้นไปเดินบนยอดเขาต่าง ๆ เป็นเรื่องเล็ก และเป็นผู้ที่ทรหดอดทนไปเยี่ยมชาวเขาเผ่าต่าง ๆ จนเขาไว้วางใจ ไว้วางใจว่าท่านช่วยเขาได้แน่นอน และเขาก็เริ่ม เริ่มลดการปลูกฝิ่นมาปลูกผลไม้ ผัก ดอกไม้ ตามโครงการหลวงถึงทุกวันนี้ ท่านภีศเดชท่านเสด็จไปตามดอยต่าง ๆ ไม่ทราบว่ากี่ร้อยครั้ง และเมื่อมาเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงตามเสด็จขึ้นไปบนดอยด้วยรถยนต์พระที่นั่ง หรือเฮลิคอปเตอร์เพื่อทรงพระดำเนินต่อไปอีกหลายกิโลเมตร ตอนนั้นข้าพเจ้าก็อายุยังน้อยอยู่ ก็ยังเดินตามไปได้ถึงจะเหนื่อยอย่างไรก็พอทนไหว ถ้าเป็นตอนนี้ละก็ไม่ไหวแล้ว

ที่ภาคอีสานภูพานราชนิเวศน์ สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2519 ก็ทรงใช้เป็นศูนย์กลางในการเสด็จฯ ออกไปทอดพระเนตรว่าพื้นที่ตรงไหนเหมาะจะสร้างอ่างเก็บน้ำ หรือคลองส่งน้ำบ้าง ซึ่ง ส่วนใหญ่จะทรงศึกษาจากแผนที่มาก่อน ที่เหนื่อย มากคือภาคใต้ ทักษิณราชนิเวศน์สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2516 เมื่อแรกเสด็จฯ เสด็จฯ โดยรถไฟผ่านสถานีต่าง ๆ มีประชาชนมาคอยรับเต็มไปหมด ถึงแม้จะดึกดื่นตีสองตีสาม ข้าพเจ้าแอบดูที่ในห้องที่ตัวอยู่เปิดม่านดูนิดเห็นประชาชน มาแน่นขนัด แต่ไม่มีเสียงอะไรเลย เงียบกริบ ต่างคนต่างยืนระวังที่จะไม่ให้รบกวนไม่ให้ปลุกพระบรรทม ก็ซาบซึ้งในความหวังดีของประชาชนเหลือเกิน แต่ก็อุตส่าห์มากันแน่นโดยที่ไม่ได้เห็นพระองค์ เพียงแต่ได้เห็นรถไฟที่ประทับหลับอยู่ในรถไฟ แต่ที่แท้ก็ไม่ได้ทรงหลับอะไรจริง ๆ เท่าไหร่ ทรงแอบมองเขาอยู่

ที่ภาคใต้ต้องใช้คำว่าทรงลุยงานมาโดยตลอด อย่างท่านทั้งหลายคงจะเคยเห็นภาพที่พระองค์ท่านประทับเรือไปในเขตพรุ น้ำในพรุนั้นใสแจ๋วมองด้วยตาก็จะนึกว่าน้ำสะอาดใส แหมมีน้ำมากดีแม้แต่วัวที่ชาวบ้านเลี้ยงก็ยังหลงลงไปกินน้ำ แต่กินแล้วปากเปื่อยเป็นแผลนานเชียว เพราะน้ำนั้นมีฤทธิ์เป็นกรดกำมะถัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จฯ ไปกับผู้เชี่ยวชาญของกรมชลประทาน และก็ข้าราชการอีกหลายคน พยายามคร่ำเคร่งหาวิธีแก้ไขน้ำเปรี้ยวและดินเปรี้ยวทรงหาวิธีระบายน้ำเปรี้ยวออกทะเลไป แรก ๆ ก็ระบายลงคลองธรรมชาติก็เกิด ปัญหาปลาที่ชาวบ้านเลี้ยงในคลองตายไป ก็เลย มีคำว่าปลาร้องไห้ เพราะว่าเลี้ยงไว้ไม่เท่าไหร่ปลา ก็ตายไปหมด เพราะว่าน้ำเปรี้ยวมันลงมา ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นทุกข์พระทัย เพราะทรงสงสารห่วงประชาชนผู้มีอาชีพเลี้ยงปลา

แต่เดี๋ยวนี้น้ำหายเปรี้ยวแล้วทรงขับรถเองตลอดไม่ว่าจะเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ไหนพร้อมกับแผนที่ประจำพระหัตถ์ตลอดเวลา ตอนหลังก็ขุดคลองระบายน้ำเปรี้ยว แถมมีประตูระบายน้ำเอาไว้จัดการกับน้ำสามรส ข้าพเจ้าเองก็อ่านไปอย่างงั้นไม่เข้าใจเท่าไหร่ กักน้ำจืดไว้บ้าง น้ำเปรี้ยวน้ำเค็มไว้บ้างเปิดปิดตามวิธีการของพระองค์จนเดี๋ยวนี้น้ำเปรี้ยวในพรุลดลงไปมากแล้ว ดินเปรี้ยวจัดพระองค์ก็ทรงใช้วิธีของท่านที่เรียกว่าแกล้งดินมันจนดินคลายความเปรี้ยวลง ที่ดินเปรี้ยวเพราะดินในเขตชายทะเลภาคใต้เป็นดินตะกอน น้ำทะเลมีสารประกอบกำมะถันอยู่ในตัวตามธรรมชาติ ถ้าดินแห้งจะมีฤทธิ์เป็นกรดกำมะถัน ถ้ามีน้ำแช่ขังอยู่เช่นได้ทดลองตามโครง การแกล้งดินได้นำไปแก้ปัญหาในดินเปรี้ยวในภาคใต้ได้ จนสามารถปรับปรุงที่นาที่ถูกทิ้งร้างมา 20-30 ปี ให้นำมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าแสนไร่ เช่น นราธิวาสปรับได้ 20,000 กว่าไร่ นครศรี ธรรมราช 20,000 กว่าไร่ ปัตตานี 10,000 กว่าไร่ เป็นต้น

พื้นที่นอกเขตพรุและในเขตพรุบางส่วนชาวบ้านใช้ประโยชน์ได้มาก เมื่อก่อนปลูกข้าวได้ไร่ละ 4-5 ถัง เดี๋ยวนี้เพิ่มเป็น 50 ถังแล้ว ยังปลูกพืชผักผลไม้เลี้ยงสัตว์อะไรต่อมิอะไรได้หลายชนิด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นชาวบ้านมีความสุขก็รับสั่งว่าชื่นใจ แต่กว่าชาวบ้านจะแจ่มใสอย่างนี้ ทรงเหนื่อยอยู่หลายปี มีผู้สนใจวิธีการของพระองค์ท่านก็ไปศึกษาที่ศูนย์ศึกษา การพัฒนาพิกุลทอง จ.นราธิวาส ซึ่งทรงตั้งขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี่โปรดแผนที่มากที่สุด เวลาเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรทรงขับรถเองแล้วก็มีแผนที่ติดพระองค์เสมอ แล้วทรงใช้ประโยชน์จากแผนที่อย่างเต็มที่

อย่างเสด็จฯ ไปคุยกับราษฎรก็จะรับสั่ง ถามว่า มาจากที่ไหน บ้านช่องเขาอยู่ที่ไหน เขาก็จะบอกว่าเขาอยู่ที่นั่นที่นี่เดี๋ยวนี้มีหมู่บ้านใหม่เพิ่มขึ้นแล้ว และก็คนก็อยู่เย็นเป็นสุขขึ้น ก็ จะทรงทำแผนที่เทียบกับแผนที่ปัจจุบัน และทำ เครี่องหมายเวลาขับรถไปตามพื้นที่ไหน ๆ ทรงซัก ถามชาวบ้าน ชื่อหมู่บ้าน ชื่อถนนแม่น้ำลำคลองว่าถูกต้องตามแผนที่หรือไม่ มีหมู่บ้านเพิ่มขึ้นมาใหม่ไหม แหล่งน้ำอยู่ตรงไหนบ้าง ไกลไหมจะทรงพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร

เวลาประทับลงเรือที่ภาคใต้ก็ทรงมีขวดน้ำ พอประทับเรือวิ่งท่านก็เอาขวดน้ำช้อนน้ำขึ้นใส่ขวดแล้วไปทดสอบความเปรี้ยวของแต่ละแห่ง ทุกครั้ง ทุกโครงการพระราชดำรินั้นจะทรงสั่งการติดตามผลอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา อย่างโครงการมูโนะ เนี่ยทรงได้รับคำร้องจากประชาชนทั้งไทย อิสลาม ทั้งไทยพุทธเป็นจำนวนไม่น้อยว่า เขานี่ไม่มีที่ดินทำกินเลย ยากจนยังไง ลำบากยังไง ก็ทรงปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญที่ทรงรู้จักหลายคนก็ทรงตั้งขึ้นว่าเป็นโครงการมูโนะ เป็นโครง การชลประทานเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน ปัญหาน้ำเปรี้ยวจากพรุโต๊ะแดง และป้องกันน้ำเค็มไหลเข้าพื้นที่เพาะปลูก ครอบคลุมพื้นที่ สุไหงโก-ลก และตากใบเป็นพื้นที่ประมาณ 110,000 ไร่ เพื่อให้ประชาชนมีทางทำมาหากิน

และโครงการมูโนะนี่ทรงทดลองจัดตั้งหมู่บ้านปศุสัตว์ และเกษตรมูโนะขึ้น เป็นหมู่บ้านตัวอย่างในการพัฒนาอาชีพ ชาวบ้านทั้งไทยพุทธ และมุสลิมที่ไม่มีที่ทำกินได้มาขอความช่วยเหลือ ก็ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงโค เป็ด ไก่ ทำไร่นาสวนผสม ข้าพเจ้าก็ให้ทำงานศิลปาชีพด้วย ขณะนี้มีสมาชิกโครงการอยู่ 36 ครอบครัว สมัยเมื่อ 36 ปีที่ผ่านมา ที่จะเข้าไปในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นต้องลุยฝนลุยโคลนแม้แต่ลุยทากเป็นประจำ แต่พระองค์ท่านก็ทำอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย บางครั้งก็ทรงขับรถข้ามแม่น้ำเพื่อจะไปอีกฝั่งเพื่อไปเยี่ยมราษฎรอีกฝั่ง ภาคกลางที่ทรงห่วงมากก็ปัญหาเรื่องน้ำท่วม

ปัจจุบันนี้ประชาชนก็คงคุ้นเคยกับศัพท์คำหนึ่งที่ทรงใช้ ที่เกี่ยวกับการเก็บกักน้ำแล้วคือคำว่า แก้มลิง โครงการแก้มลิงมีอยู่ทั่วไปในภาคกลาง โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ ๆ ทะเล ได้ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และบางทีช่วยให้มีน้ำใช้ในฤดูแล้งด้วย ผลงานสำคัญตามพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในภาคกลาง ก็เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนขุนด่านปราการชล เป็นต้น

ข้าพเจ้าเองได้ยินมาว่าตั้งแต่สร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เสร็จมา กรุงเทพฯ ยังไม่มีเคยมีน้ำ ท่วมใหญ่เลย นับว่าประหยัดเงินของชาติในการแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไปได้มาก ถ้านับ รวม ๆ หลายปีก็น่าจะคุ้มค่าก่อสร้างเขื่อนแล้ว จากนี้ไปก็เป็นกำไรของประเทศชาติเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีโครงการพระราชดำริมากกว่า 3,000 โครงการทั่วประเทศ ทรงมุ่งให้ราษฎรให้กินดีอยู่ดีขึ้นทุกภาค งานที่ทรงทำนี่ ทำโดยไม่มีวันหยุดมาเกือบ 60 ปีแล้ว ทรงทำโดยไม่เบื่อหน่าย เพราะเป็นงานที่ทรงทำด้วยความรักที่มีต่อประชาชน

ในห้องทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมีแต่แผนที่ประเทศไทยทุกภาคเต็มไปหมด เพราะว่าโปรดเรื่องแผนที่มาก แล้วก็โดยที่ทรงสนพระทัยแผนที่นี่ ก็ทรงสามารถติดต่อกับประชาชนที่มาเฝ้าฯ กันเป็นหมื่น ๆ คนได้ จะทรงถามว่าเขาอยู่ที่ไหน หมู่บ้านชื่ออะไร เป็นหมู่บ้านกี่หลังคาเรือน แล้วเวลานี้มีหมู่บ้านที่ติดกันเพิ่มขึ้นใหม่หรือไม่ ก็ทรงได้ข้อมูลใหม่ ๆ แล้วก็ทรงดูแลความเจ็บป่วยของประชาชนพวกที่ลูกมากยากจน ขาดการศึกษา อันนี้ข้าพเจ้าก็เลยโชคดี พวกที่ลูกมากแล้วก็ยากจน ข้าพเจ้าชวนเขามาที่ภาคกลาง มาอยู่ที่ในวังหลวงแล้วก็มาฝึกศิลปาชีพการฝีมือต่าง ๆ การทำโลหะอะไรต่าง ๆ ซึ่งได้ผลดีมาก แล้วก็ขณะนี้แสดงอยู่ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม


ข้าพเจ้าปลื้มใจเพราะว่ามีเพื่อนต่างชาติไปดูแล้วเขาก็ชม ข้าพเจ้าคิดว่าเขาคงชมด้วยใจจริง เห็นฝีมือของชาวบ้านที่ทำศิลปาชีพนี้ สวยงามมาก เขาบอกว่านี่เป็นฝีมือของมือหนึ่งของโลกนี่ จะเด็กที่ยากจนพ่อแม่มีลูก 8-9 คน ข้าพเจ้าก็จะเอาครอบครัวละ 2 คน แล้วก็มาอยู่ที่ในวังหลวง พอเช้าขึ้นมาก็เอารถมารับมาที่โรงงานที่สวนจิตรลดา ฝึกงานต่าง ๆ สอนเขา แล้วก็ให้เงินเขาทุกวันที่มาทำงานฝึกงานกับเรา แล้วเขาก็เก็บเงินแล้วส่งไปให้พ่อแม่ก็มีความสุขมาก

และเดี๋ยวนี้พวกที่ยากจนที่สุดจบ ป.3 บางทีไม่จบประถม 4 จบ ป.3 บางคนไม่ได้เรียนเลย กลายเป็นคนที่เรียกว่าชาวต่างชาติมาดูแล้วบอกว่านี่มือหนึ่งของโลกนิ อันนี้ทำให้ข้าพเจ้าปลื้มใจที่สุดแล้วก็ภาคภูมิใจในมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ที่ข้าพเจ้าตั้งมา ถ้าเผื่อข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพจะไม่มีวันได้รู้ว่าคนไทยของเรา หรือผู้ที่อยู่ในประเทศไทยของเรา เป็นคนที่เก่งเช่นไร ถ้าได้โอกาสในชีวิตแล้ว เขาจะพุ่งไปไกล ทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น ไม่มีที่เรียกไม่รู้จะทำอะไรทำไม่ได้อะไรเช่นนี้
คนไทยนี่เก่งจริง ๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ภาคเหนือ ภาคใต้ ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง เก่งทั้งนั้น เป็นคนที่คนไทยทุกคนควรภาคภูมิใจว่า มีเพื่อนร่วมชาติที่เก่ง ขอโอกาสสักนิดเดียวเท่านั้น เขาไปลิ่วทีเดียว กลายเป็นมือหนึ่งของโลกซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าได้รับเชิญจากเพื่อนว่า ขอให้ไปสหรัฐอเมริกาอีก ข้าพเจ้าก็คิดอยากจะไปเพราะว่าไปทีไรทางสหรัฐอเมริกาได้ให้ความเอาใจใส่แล้วก็ดูแลอย่างดีเลิศดีมากเลย หนำซ้ำในรัฐสภา เขาจะพูดถึงว่าประเทศไทยคนไทยนี่เก่งมาก เป็นคนที่เก่งแล้วพระเจ้าแผ่นดินเป็นคนที่มีความสามารถ และพระราชินีของท่านกำลังจะมา เขาก็จะพูดกันในสภาว่า Let's Welcome her น่ารักมากคนอเมริกันนี่ น่ารักจริง ๆ

ข้าพเจ้ายังปลื้มมากคือไม่เคยคิด ถ้าท่านยังสงสัยอยู่ก็ให้ท่านไปที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ไปดูผลงานที่คนไทยที่จบแค่ ป.3 หรือไม่ได้เรียนเลย ที่เขาสามารถประดิษฐ์อย่างแกะสลักเนี่ย อู้หู สวยงามเหลือเกิน ชิ้นเบ้อเร่อ สวยงามมาก แกะสลักเป็น 3 ยุคด้วยกัน อยู่ไหนก็ไม่รู้ จรุงจิตต์จ๋า 3 ยุค 3 ยุคด้วยกัน แหมชื่อยาก 4 ยุคเหรอ แค่ 3 ก็แย่แล้ว อันนี้ข้าพเจ้าไม่ได้รู้เองพรรคพวกข้าพเจ้าไปอ่านมาว่า ข้อมูลจากหนังสือ ไตรภูมิ เทพ ฤาษี หรือ คนธรรพ์ เฝ้าพระอิศวร อยากทราบว่าแก้ว 9 ประการเกิดขึ้นได้อย่างไร พระอิศวรก็บอกให้ไปถามพระฤาษีชื่ออังคต เพราะเป็นฤาษีอายุยืนที่สุดตั้งแต่สร้างโลกมา ฤาษีอังคตเกิดในยุคกฤตายุค ยุคนี้ข้าพเจ้าก็เพิ่งทราบและเพิ่งเคยได้ยินว่ากฤตายุคเนี่ย เป็นยุค ที่บริบูรณ์ไปด้วยคุณงามความดีที่ข้าพเจ้าก็ทราบเพราะว่าชาวศิลปาชีพของข้าพเจ้าเอง เด็กที่เอามาตั้งแต่เล็ก ๆ เนี่ยเป็นผู้แกะสลัก ใช้เวลานานมากเลย แกะสลักยุคต่าง ๆ บนไม้สักเนี่ย

ยุคที่สองชื่อว่าไตรดายุค เป็นยุคที่มีความดี 3 ส่วน ความไม่ดี 1 ส่วน ยุคที่สามชื่อ ทวาปรยุค เป็นยุคที่ความดีและความไม่ดีเสมอกันครึ่งต่อครึ่ง พอมาถึงยุคนี้เป็นยุคที่ข้าพเจ้าอยู่แล้วใจหายใจคว่ำ ชื่อว่ากลียุค เป็นยุคที่มีความดีส่วนเดียว ความไม่ดี 3 ส่วน แล้วเขาก็บรรยายต่อไปว่ากลียุคคือยุคปัจจุบันที่พวกเราที่ข้าพเจ้ากับพวกท่านทั้งหลายอยู่นี่ คือกลียุค ต่อจาก กลียุคเขาก็บอกว่าจะเกิดไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก มีลมหอบแผ่นดินไหวแผ่นดินแยก ข้าพเจ้าก็ไม่อยากรู้แล้วว่าต่อไป เขาเขียนบอกว่าใครอยากรู้มากกว่านี้ให้อ่านจากหนังสือไตรภูมิพระร่วง แต่หวังว่าคงจะไม่เกิด

ผลงานศิลปาชีพถึงจะอยู่กลียุคก็ยังมีผลงานของศิลปาชีพ เป็นนักศิลปาชีพฝีมือที่ชาวต่างประเทศบอกระดับหนึ่งของโลกเนี่ย ก็ยังภูมิใจถึงจะอยู่ในกลียุคก็ตาม ดังที่ข้าพเจ้าได้นำภาพส่วนหนึ่งมาให้ท่านดู ให้ท่านทั้งหลายชม และยังมีจัดแสดงอยู่ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ท่านที่ประสงค์จะชมของจริงก็ยังไปชมได้ ทุกครั้งที่ ข้าพเจ้ามีโอกาสที่ได้ออกนอกประเทศข้าพเจ้าก็จะให้จับสลากกันให้พวกคณะศิลปาชีพเด็กหนุ่ม สาวของข้าพเจ้าจับสลากกัน และให้ตามเสด็จฯ ให้ส่วนหนึ่งได้ตามเสด็จฯ ได้

ตอนที่ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากประธานา ธิบดีของฝรั่งเศสให้ไปแสดงผลงานศิลปาชีพบนหอไอเฟล ข้าพเจ้าก็รู้สึกซาบซึ้งในประธานาธิบดีและมาดามที่ให้โอกาสศิลปาชีพได้ไปแสดงผลงานที่งดงามที่หอไอเฟล มียอดผู้เข้าชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ครั้งนั้นประมาณ 150,000 คน แหม จัดข้างบนแล้วสวยและปลื้มใจแล้วก็ภรรยาประธานาธิบดีไปจับมือกับเด็กศิลปาชีพที่ไปกับข้าพเจ้า จับมือทุกคน หลังจากได้ดูฝีมือการทำงานของเค้าแล้วก็ไปจับมือทุกคนบนหอไอเฟลนั้น ทำให้ปลาบปลื้มมาก

โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา ขณะนี้มีนักเรียนที่ยากจน แต่ไม่ได้ยากจนสติปัญญาเลย ยากจน 700 คน มีครู 50 คน แล้วก็จำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพต่าง ๆ ที่สวนอัมพร ระหว่าง 18 ก.ค.-2 ส.ค.นี้ แล้วก็น่าปลื้มใจที่คนไทยทั้งหลายก็ช่วยกันไปสนับสนุน ไปดูไปซื้อของเท่าที่จะซื้อได้ แล้วก็ที่ฮิตมากก็คือที่พัทลุง เขาคิดทำเอาผักต่าง ๆ มาทำเป็นข้าวเกรียบ พอทอดข้าวเกรียบผัก แหมคนมาเข้าคิวยาวเชียวว่าอร่อยมาก อันนี้ข้าพเจ้าปลื้ม เขาทอดข้าวเกรียบขายนี่ตั้งแต่เช้าจดเย็น จนคนทอดนี่เหนื่อย แล้วก็ตะโกน บอกคนที่เข้าคิว วันนี้อย่ามาซื้อเลย ไม่อร่อยหรอกข้าวเกรียบ แหม ไล่คนไปซะอีก ข้าพเจ้าบอก แหม ทำไมยังงั้น ไม่พยายามฝืนใจ เหนื่อย ก็เหนื่อย ฮึดสู้ เขาบอกสู้มาจนเช้าแล้วจนใกล้ค่ำแล้ว เลยบอกว่าอย่าเข้าคิวเลยไม่อร่อยหรอก วันนี้ไม่อร่อยแต่ประชาชนก็มาช่วยเหลือ เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพนี่ ก็เป็นฝีมือของชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนาที่ยากจน เหมือนกับว่าคนไทยมาช่วย คนไทยด้วยกัน เงินทองก็จะได้หมุนเวียนกลับไปสู่คนไทยมากขึ้น

อีกทั้งเป็นการหมุนเวียนไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึงทั่วประเทศหลายแสนครัวเรือน ข้าพเจ้า ปลื้มมากที่ท่านทั้งหลาย ประชาชนทั้งหลายได้ไปชมงานศิลปาชีพที่สวนอัมพร แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่ชื่นชมศิลปาชีพจริง ๆ อย่างเขาไปนี่ เขาแต่งกายด้วยผ้าของศิลปาชีพที่เขาซื้อเมื่อปีที่แล้ว หรือถือกระเป๋าศิลปาชีพ หรือตะกร้าศิลปาชีพ เมื่อพบกันก็ชื่นชมซึ่งกันและกัน ชวนกันอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ ๆ เจ้าหน้าที่ศิลปาชีพเห็นแล้วก็ชื่นใจ เพราะจำได้ จำได้แต่ละคนว่าคุ้นหน้า มาอุดหนุนเสมอ จนกระทั่งคุ้นหน้ากัน

ผลิตภัณฑ์ ผลิตผลจากเกษตรก็เหมือนกัน ข้าพเจ้าก็ได้สร้างฟาร์มตัวอย่าง ในหลายจังหวัด เพราะบางทีเนี่ย บางจังหวัดไม่ปลอดภัยที่จะไป เอ่อ ซื้อข้าวของที่ตลาด เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ไป ไปจ่ายของที่ในตลาดก็มักจะเสียชีวิตเสมอ ก็เลยช่วยกันคิดว่าอย่าเลยเราสร้างเอ่อ เป็น คล้าย ๆ ตลาดของศิลปาชีพที่ในหมู่บ้านต่าง ๆ ก็แล้วกัน จะได้ใช้จ่ายกันได้ดี แล้วไม่ต้องเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วย อย่างพัทลุงนี่ ทำข้าวยำผักใต้อร่อยที่สุด ข้าพเจ้ายังไปชิมที่พัทลุง ที่โครงการศิลปาชีพที่พัทลุงเก่งมาก แล้วเดี๋ยวนี้เป็ดอี้เหลียง ซึ่งทางเมืองจีนให้ข้าพเจ้าตอนที่ข้าพเจ้าไปแทนพระองค์ที่เมืองจีน เป็ดอี้เหลียงเดี๋ยวนี้ก็นำมาทำลาบเป็ด ทำเท่าไหร่ก็หมดเท่านั้น ดอกไม้ ทอดจากพัทลุง หมูจินหัวแดดเดียว ข้าวสารหลายชนิด ข้าพเจ้าก็เที่ยวไปดูตามที่เขาเอาออกมาแสดงจังหวัดต่าง ๆ ข้าวสังข์หยด และข้าวเกรียบรสต่าง ๆ ที่ชาวบ้านทำจากผักต่าง ๆ เราก็เอามาทำรับประทานกัน

ที่นี่ขอคุยอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องโขน เมื่อเดือนมิถุนาฯ ที่ผ่านมา ก็ได้มีการจัดแสดงโขนชุดพรหมาศ เรื่องโขนเนี่ย เอ่อ สมเด็จเจ้าฟ้า ลูกสาวข้าพเจ้า สมเด็จพระเทพรัตนฯ เนี่ย เป็นห่วงเหลือเกินว่า โขนเนี่ยไม่ค่อยได้แสดง เพราะว่าเสื้อผ้าก็ทรุดโทรมเก่าหมด ไม่ได้แสดงแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีคนที่ฝีมือดีที่จะแสดงโขนได้ แต่ก็ แสดงไม่ได้เนื่องจากเงินจำกัดและเสื้อผ้าก็เก่า ก็พระราชทานสร้างชุดโขนขึ้นใหม่อีก ที่ใหม่แล้วก็มีการซ้อม พวกครูโขนที่เก่งต่าง ๆ ก็ซ้อมลูกศิษย์ แล้วก็แสดงให้ประชาชนดูเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง

สมเด็จพระเทพรัตนฯ เป็นห่วงมากว่าโขนเนี่ยเป็นของที่วิเศษ อย่างที่อินโดนีเซียเขายังรักษาของเขาไว้ แต่ของเราเนี่ย นับวันเนี่ยมัน เสื้อผ้าอะไรมันก็แพง นับวันจะไม่ได้แสดงก็กลัว ว่าจะหายไปจากความนิยมของคนไทย ข้าพเจ้า ก็ปรึกษากับ อ.สมิทธิ ศิริภัทร์ แล้วก็ อ.สมิทธิ ก็ไปรวบรวมผู้รู้หลายคน ศึกษาค้นคว้า เพื่อจัดสร้าง เครื่องแต่งกายของโขน หัวโขน เครื่องประดับต่าง ๆ คราวนี้งดงามมาก เครื่องแต่งกายโขนเมื่อได้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วสวยงามเหลือเกิน ก็นับว่าเป็นการคุ้มค่าในการรอคอยจริง ๆ แสดงโขนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ท่านทั้งหลายบางคนก็คงได้ชมแล้ว เห็นว่าประชาชนมาชมกันแน่นขนัด จนเพิ่มรอบการแสดงแล้วก็ยังไม่เพียงพอ ยังมีผู้ขอร้องให้จัดแสดงอีก น่ารักที่ลูกพาคนแก่ พ่อแม่หรือปู่ย่าตายายที่แก่ ๆ จูงมือกันไปดูโขนที่ทำขึ้นใหม่ สำเร็จใหม่นี้ เห็นว่าสวยงามมากเลย อุปกรณ์การแสดงก็เรียบร้อย

เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายชื่นใจหายเหนื่อยเพราะได้รับคำชมจากประชาชนมากเลย ก็มีรูปแสดงรูป เสื้อผ้าโขนที่สร้างขึ้นใหม่ การแสดงโขนครั้งเนี่ย ไม่ใช่แต่ประสบความสำเร็จเพียงแค่ได้เผยแพร่ศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยเราเท่านั้น แต่ยังเกิดสิ่งที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นมาอีก คือพวกเราได้สร้างช่างฝีมือรุ่นใหม่เอี่ยมขึ้นมา รุ่นใหม่ที่เข้าใจถ่องแท้ถึงศิลปะการสร้างเครื่องแต่งกายโขน และ ได้เห็นความผูกพันอย่างใกล้ชิดแบบสังคมไทยสมัยโบราณ ลูกหลานจูงพ่อแม่ ปู่ย่าตายายคนแก่ในบ้านไปดูโขนครั้งนี้ ได้เห็นการแสดงความรักเอื้ออาทรต่อกันในครอบครัว ก็เป็นภาพที่สร้างความสุขใจแก่ผู้พบเห็นทุกคน แล้วเสียง ที่เรียกร้องว่า ให้จัดการแสดงโขนขึ้นอีกนั้น ข้าพเจ้าก็รับฟังและกำลังตรึกตรองว่า จะเลือกตอนไหนมาจัดแสดงใหม่ แต่ก็ต้องฝึกซ้อมนานหน่อย ขอให้ นี่เขาสั่งให้ข้าพเจ้าพูดว่า ขอให้แฟน ๆ โขน คอยติดตามข่าวต่อไป เขาสั่งมาบอกอย่าลืมรับสั่งตรงนี้ให้ได้ โฆษณาไปในตัว รับรองว่าต่อไปต้องมีให้ชมแน่นอน

ในโอกาสนี้ข้าพเจ้าต้องขอบคุณกรุงเทพมหานครและสำนักนายกรัฐมนตรีที่ร่วมกันจัดนิทรรศการโขนชุดพรหมาศ ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ซึ่งประชาชนก็ได้ชมความงดงามของเครื่องแต่งกายโขนทุกชนิด หัวโขน เครื่อง ประดับต่าง ๆ พร้อมทั้งอุปกรณ์การแสดงที่สำคัญ มีช้างเอราวัณเป็นต้น นี้ใครเป็นผู้เชี่ยวชาญการโขนก็ขอช่วยแนะนำข้าพเจ้าว่าคราวหน้าจะเอาตอนไหนมาแสดงดี ได้ช่วยกัน

ต่อไปจะขอเล่าเรื่องแนวปะการังเทียมที่ ที่อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ชาวประมงบ้านระเวง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี มาหาข้าพเจ้า แล้วขอร้องให้ช่วยเหลือ เพราะว่าเขามีอาชีพอยู่อย่างเดียวคือ ออกเรือไป เป็นเรือเล็ก ๆ เพราะเป็นคนจนมาก ออกเรือแล้วก็ไปตกปลาจับปลาได้ก็มาขาย ก็ได้เงินเนี่ยเลี้ยงชีพ แล้วก็ปลาที่เหลือก็รับประทาน ที่นี่เรื่องปลาเขตในน้ำตื้นร่อยหรอจนแทบไม่มีเหลือแล้ว ข้าพเจ้าเองก็จนปัญญาก็ปรึกษากันกับผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ก็ได้รับคำแนะนำว่าให้ลองทดลองสร้างแนวปะการังเทียมขึ้น อันนี้เป็นความคิดที่เรียกว่าข้าพเจ้าไม่เคยรู้มาก่อนเลย ก็ได้อาศัยราษฎรนี่ ได้รับความรู้ต่าง ๆ ขึ้นมา ให้สร้างปะการังเทียมขึ้นเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ

ข้าพเจ้าก็ได้เปิดโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลขึ้น ใน พ.ศ. 2544 ที่จังหวัดนราธิ วาส มีหน่วยงานหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนโครงการนี้ เป็นโครงการที่น่าชื่นใจ เพราะ ว่าเป็นการยกระดับชีวิตของคนที่ยากจน คนที่ไม่มีหวัง ยากจ๊น ยากจน และผู้สนับสนุนโครงการนี้ เช่น กรมประมง กองทัพเรือ การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง อย่างการรถไฟแห่งประเทศไทย บริจาคตู้รถไฟที่ชำรุด ข้าพเจ้าเห็นแล้วก็งงว่า เอ๊ะ ไอ้ตู้รถไฟจะมาทำ ช่วยให้ปลาชื่นชมได้ยังไง ก็งง แล้วตอนนั้นก็ไม่มีความรู้อะไรทั้งสิ้น แต่การรถไฟฯ ก็บริจาคตู้รถไฟที่ชำรุด กรมทางหลวงก็บริจาคท่อคอนกรีต เป็นต้น

ต่อมากรุงเทพมหานครก็ยังช่วยบริจาครถขนขยะที่ชำรุดอีกด้วย ดูนี่ข้าพเจ้าได้เรียนเป็นพระราชินี ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก็ได้เรียนจากความต้องการของประชาชน และได้เรียนที่ท่านทั้งหลายช่วยกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และก็ทิ้งลงไปในทะเลที่เค้ากะแล้วว่า ที่ตรงนี้ ทิ้งได้ ปะการังเทียม แล้วทางกองทัพเรือก็ไปถ่ายหนังมาให้ข้าพเจ้าดู โอ้โห ตกใจ พอเราทิ้งอะไรต่ออะไร ต่าง ๆ ลงไปเนี่ย ไอ้ปลามันขนโขยงมากันใหญ่ (ทรงพระสรวล) แหม มันนึกว่าเนี่ยมีบ้านที่ดีของเราแล้ว มันมากันเป็นแถวเชียว ถ้าเค้าไม่ไปถ่ายหนังให้ดูก็ไม่รู้ แล้วก็มามากมายก่ายกอง ซึ่งประชาชนมาบอกข้าพเจ้า หูย ตอนนี้สบาย จับปลาได้ดีเหลือเกิน มันมากันเป็นแถว และปลาต่าง ๆ ที่หายาก ก็เข้ามา

ถ้าทิ้งลึกลงไป ปลาใหญ่ ๆ เมื่อไม่นานมานี้ ข้าพเจ้าก็ได้รับรายงานว่า เค้าได้ถ่ายหนังภาพของฝูงปลานานาชนิดเข้ามาอาศัยอยู่ในแนวปะการังเทียม แม้แต่ปลาที่หายากที่สุด กรมประ มงก็บอกว่าหายากที่สุด แทบไม่ได้เห็นเนี่ย คือ ปลาหมอทะเลตัวใหญ่เบ้อเร่อเชียว ขนาด 2-3 เมตร ก็เข้ามาหาที่อยู่ที่เนี่ย ข้าพเจ้าได้ยินแล้วมหัศจรรย์ใจ ไม่เคย เป็นความรู้ใหม่ทั้งนั้นเลย ปลาจะละเม็ดสีเทา ซึ่งแต่ก่อนก็ไม่มีแล้ว ปลาช่อนทะเล ปลากุเราก็เข้ามาได้ ชาวประมงพื้นบ้านก็มาหาข้าพเจ้า บอก แหม ดีท่าน เดี๋ยวนี้พวกเราไม่ต้องออกไปไกล ก็จับปลาได้มากขึ้น จากแทบว่าไม่มีรายได้เนี่ย กลับมามีรายได้เพิ่มขึ้น ถึงเดือนละหมื่นกว่าบาทเลย

ชาวบ้านจะยากจนเหลือเกิน แปลว่าคนที่มีความรู้ของประเทศไทยเราเนี่ย มีมาก แล้วก็พร้อมเสมอที่จะช่วยชาติบ้านเมือง ปีนี้ กรมประมงพื้นบ้าน ตั้งแต่ปัตตานีถึงนราธิวาสหลายร้อยคน เขียนจดหมายถึงข้าพเจ้า แล้วก็เซ็นชื่อเป็นบัญชีหางว่าวเลย ขอให้ข้าพเจ้าช่วยจัดทำปะการังเทียมเพิ่มเติมขึ้นอีก แล้วตอนนี้ใครจะช่วยข้าพเจ้าล่ะ ตอนนี้ (ทรงพระสรวล) จะเอาอะไรไปให้ปลามันอยู่ ข้าพเจ้าจึงนำมาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟังว่า ปะการังเทียมนั้นน่ะ ใช้ได้ผล จริง ๆ น่าภูมิใจแทนหน่วยงานทั้งหลายที่ช่วยเหลือประชาชนนั้นน่ะ ประสบผลสำเร็จ

และข้าพเจ้าก็เลยขอถือโอกาสนี้ส่งข่าวถึงกลุ่มประมงพื้นบ้านที่เขียนจดหมายมาถึงข้าพเจ้า ขอปะการังเทียมเพิ่มด้วยว่า ข้าพเจ้าจะพยายามขอร้อง ขอให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และก็ทุกแห่งช่วยกันประสานงาน เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ ก็คงจะเริ่มจัดสร้างพื้นที่บริเวณปะการังเทียมได้อีก เพื่อประชาชนจะได้ไปตกปลา ไปทำมาหากินได้เพิ่มนะคะท่าน นายกฯ (ทรงพระสรวล) คราวนี้สบายหน่อย แหม เค้าเขียนให้เป็นฉาก ๆ

และคราวนี้พระราชทานพันธุ์ข้าว ฤดูเพาะ ปลูกปีนี้ นายกสมาคมเครือข่ายสถาบันเกษตรกร จ.มหาสารคาม ก็แจ้งความเดือดร้อนมาว่า นาของเกษตรกร 1,500 รายในภาคอีสาน 19 จังหวัด ประสบอุทกภัยและโรคแมลง ทำให้ไม่มีข้าวพันธุ์ ดีที่จะปลูกต่อไป ราษฎรจึงมีจดหมายมาขอข้าวพันธุ์ดีจากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ส่งเรื่องไปที่กรม การข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีหน้าที่ ดูแลรับผิดชอบเรื่องพันธุ์ข้าวโดยตรง เค้าจะได้เป็นธุระจัดหาพันธุ์ข้าวให้ กรมการข้าวก็ได้รีบจัดพันธุ์ข้าวปลูกอย่างดี เป็นข้าวเจ้าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ และข้าวเหนียวพันธุ์กข. 6 อย่างละครึ่ง รวม 75 ตัน มอบให้เกษตรกรเมื่อเดือน กรกฎาที่ผ่านมา

ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยมาแต่โบราณ ข้าพเจ้าเองก็ไม่เคยทราบว่า ข้าวเนี่ยมีประโยชน์อย่างเหลือหลาย พอโตขึ้นมา จะเป็นสาวเข้าหน่อย เค้าก็สอนกันว่า ถ้ากินข้าวมากเนี่ย จะพุงป่อง จะไม่ดี จะอ้วน แต่พอมาตอนนี้ ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือนิวส์วีคและก็ไทม์ แมกกาซีน เค้าพูดถึงข้าวว่า ข้าวเนี่ยเป็นอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดของมนุษย์ เป็นแป้งคาร์โบไฮเดรตที่อ้วนน้อยที่สุด เทียบกับขนมปัง เทียบกับสปาเกตตีเทียบกับเส้นอะไรต่าง ๆ ข้าวเนี่ยอ้วนน้อยที่สุด มีประโยชน์เหลือหลาย ส่วนที่มีประโยชน์จริง ๆ อยู่ที่ผิวที่หุ้มเมล็ด ส่วนที่เมื่อกะเทาะเปลือกแข็งออกไปแล้ว ก็จะเห็นเป็นสีน้ำตาลกับจมูกข้าว

ข้าพเจ้าเองก็เลยขอร้องพวกประชาชนที่เป็นสมาชิกศิลปาชีพฯ ให้ตำข้าวจากนาของเค้าเนี่ย มาถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับข้าพเจ้า เค้าก็จะตำแล้วส่งมาให้ตลอด เพราะว่าฝรั่งเขียนว่า ข้าวนี่เป็นอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุด เค้าว่ามีวิตามินที่จะไปทำให้ร่างกายของเรานี่ ข้าพเจ้าอ่านว่า 25 เซลล์ที่สมองก็เริ่ม ๆ จะเสียแล้ว เริ่มต้นแล้ว อายุ 25 แล้วก็เซลล์ต่าง ๆ จะเริ่มเสียไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น หมอที่อเมริกาจากทุกหนแห่งเขาก็พูดว่า เราเนี่ยควรจะรับประทาน วิตามินรวม เพื่อ ให้เซลล์ในร่างกายของเราเนี่ย เสื่อมช้าลง

แล้วเขาก็พูดถึงข้าว ว่าข้าวเนี่ยถ้าไปเข้าโรงสีมากมายก่ายกองก็เป็นแค่แป้งเท่านั้นเอง แต่ถ้าเผื่อเรามากะเทาะตำเองเอากะเทาะเปลือกข้างนอกออกนิดเดียวนี่ โห มีคุณค่าเหลือที่จะพรรณนาเชียวจะไปช่วยซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ ที่กำลังจะชำรุดทรุดโทรม ไอ้เราก็คิดว่าข้าวนี่มันอ้วน อ้วนนะ ก็ไม่รับประทานแต่ขอให้ทุกคนทราบเถอะว่า นิวส์วีค เป็นหนังสือพิมพ์ของทั่วโลกเลย แล้วก็ไทม์เขาบอกว่า ข้าวนี่ยอดเยี่ยมที่สุด มีวิตามินบี 1 บี 2 มีธาตุเหล็ก มีแคลเซียม แล้วก็ที่น่าสนใจสำหรับผู้สูงวัยเช่นข้าพเจ้าเป็นต้น คือมีสารที่ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายด้วย ทุกคนกลับไปรับประทานข้าวเลยนะ

อันที่จริงไอ้ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่อะไรนั่นมันก็อ้วนอยู่ดีเหมือนกันนะ แต่ว่ามันมีประโยชน์น้อยกว่าข้าวนี่เป็นที่ฝรั่งเขาพูดนะ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าชื่นชมเหลือเกิน ที่ทราบข่าวดีมาว่าเยาวชน ของเราที่เก่งของเราเนี่ย อย่าง น.ส.นพวรรณ เลิศชีวกานต์ อายุ 17 จากเชียงใหม่ ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน 2009 ที่ประเทศอังกฤษ และก็ทราบว่า เยาวชนจากโรงเรียนมัธยมหลายแห่งได้รับรางวัลเหรียญทองเหรียญเงิน ในการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ เกี่ยวกับฟิสิกส์ คณิตศาสตร์และชีววิทยา แล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีทีมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับรางวัลชนะเลิศหุ่นยนต์กู้ภัยโลก และก็โรงเรียนสุรนารีวิทยา โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย โรงเรียนเรยีนาเชลี ก็ได้ รับรางวัลวงโยธวาทิตระดับโลก มันแสดงให้ข้าพเจ้า มั่นใจและปลื้มใจมาก และคิดว่าคนไทยทั้งประ เทศก็คงปลื้มใจว่าคนไทยของเรานี่เก่ง เก่งจริง ๆ ขอให้มีโอกาสในชีวิตเท่านั้น เป็นคนที่เก่ง

อย่างข้าพเจ้าได้เห็นตัวอย่างของตัวเองแล้วก็คือสมาชิกส่งเสริมศิลปาชีพที่จบแค่ ป.3 หรือไม่ได้เรียนเลย ซึ่งบัดนี้ชาวต่างประเทศไปดูฝีมือที่หน้าพระที่นั่งอนันต์ฯ บอกว่าเป็นฝีมือหนึ่งของโลก อันนี้เป็นคนที่พูดเป็นคนที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้วย บอกว่านี่มันฝีมือหนึ่งของโลก ข้าพเจ้าก็คิดว่าเมื่อไหร่ที่ได้โอกาสไปที่สหรัฐ อเมริกา ก็จะพาพวกเขาไป และจะเอาฝีมือที่พวกเขาทำเนี่ยไปแสดงให้คนไทยที่อเมริกาได้เห็นด้วย ว่าเนี่ยคือคนไทยของเรา เรื่องพระบวรพุทธศาสนาข้าพเจ้าเอง คนทั้งหลายเป็นห่วงแต่ข้าพเจ้าเองเชื่อว่า ทุกวันนี้เด็กรุ่นใหม่ที่ว่าไม่ค่อย สนใจในพุทธศาสนาก็คงจะไม่จริง

ข้าพเจ้าทราบว่าเด็กไทยสนใจในพุทธศาสนามากขึ้น ไปนั่งปฏิบัติธรรม ไปเข้าค่ายธรรมะกันเป็นแถว ข้าพเจ้าเองพออายุ 70 นี่ก็นึกอยากฟังพระเทศน์วันพระใหญ่ก็จะไปชักชวนพวกพ้องไปกันแน่นเชียว ไปกันที่วัดหนึ่งวัดใดขอให้ท่านช่วยเทศน์ให้ฟัง เปลี่ยนวัดไปเรื่อย ๆ ไปฟังเทศน์ แล้วไปแล้วก็ตกใจเห็นประชาชนก็มานั่งมารอเป็นแถวเชียว คอยที่จะฟังเทศน์ข้าพเจ้าก็เลยจัดแจงให้มีลำโพงออกมาให้ประชา ชนที่มานั่งเนี่ยได้ฟังคำพระเทศน์ด้วย ซึ่งเขาก็คงจะภูมิใจ ถ้าใครว่างก็ชวนไปฟังเทศน์กับข้าพเจ้า ได้คราวที่แล้วฟังที่หัวหิน ที่วัดที่หัวหิน

ขอบพระคุณในน้ำใจของทุกคนที่มาฟัง และ ก็คงจะช่วยกันให้เด็กไทยของเราได้รับโอกาสอย่างที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสช่วยเด็กศิลปาชีพ และได้เห็นฝีมือของเขาเพราะว่าข้าพเจ้าเอาเด็กศิลปาชีพมา เขาอายุ 13-14-15 มาสอนให้เขียนลายถมทอง และก็เนี่ยตัวการอยู่เนี่ย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็หัวร่อข้าพเจ้า งอ บอกว่าแม่จะเอาเด็กชาวบ้านมาให้ทำถมทองยังไง และเดี๋ยวนี้เด็กชาวบ้านต่าง ๆ ทำยิ่งกว่าถมทองอีกมั้ง ฝีมือสวยเหลือเกินที่ชาวต่างชาติมาดูแล้วบอกว่าเนี่ยฝีมือระดับโลกเลยเนี่ย แล้วถ้าเผื่อข้าพเจ้ามีโอกาสมีโชคดี ความจริงเขาก็เชิญมาแล้วให้ไปสหรัฐอเมริกาที่ตอนที่เรียก ว่าเศรษฐกิจอะไรต่ออะไรของโลกค่อยดีขึ้นแล้วข้าพเจ้าก็จะเอาเด็กเหล่านี้ไปให้ได้เห็นสหรัฐอเมริกา แล้วเอาฝีมือที่เขาทำไปประกวดด้วย

ในที่สุดนี้ข้าพเจ้าก็ขอขอบพระคุณทุกท่านซาบซึ้งในน้ำใจของทุกท่านเป็นกำลังใจเหลือ เกินที่ 77 ปี จะได้กำลังใจอย่างนี้ แล้วก็จะไปฉิวได้อีก แหมตัวเลขฟังเสียงแล้วน่ากลัว ขอขอบคุณนะค่ะ.


ที่มา http://www.dailynews.co.th/



 
copyright © 2009 www.photoontour.com, All rights reserved