โฟโต้ออนทัวร์ Home > Special photos > Suphannahongse
 
Royal Barge Procession , The Fiftieth Anniversary Celebrations of His Majesty's Accession to the Throne on Year 1996
 
         
.....................................................................................................................................................................................................................................
อ่าน >>       
 
ภาพชุดพิธีซ้อมขบวนพยุหยาตราในเดือน ตุลาคม 2539
21 ภาพ
ภาพชุดพิธีซ้อมใหญ่ขบวนพยุหยาตรา
21 ภาพ
วันจริง 7 พฤศจิกายน 2539 บริเวณวัดระฆัง
14 ภาพ    
เมื่อฝนตกลงมาอย่างหนัก ขณะขบวนเคลื่อนไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง
21 ภาพ    
ช่วงหัวค่ำเพื่อรอขบวนกลับจากวัดอรุณ
             
14 ภาพ    
(รวม 91 ภาพ )
ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ฉลองปีกาญจนาภิเษก พ.ศ. 2539
 



                          สิ่งที่คนไทยมีความภาคภูมิใจในพระราชพิธีที่เก่าแก่ อันเป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรม  สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันธ์ของคนไทยและสายน้ำ นั่นก็คือพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค ที่สมัยก่อนเรียกว่า “ กระบวนพยุหยาตราสถลมารค ” หมายถึง การเคลื่อนขบวน เสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคนี้มีมาแต่โบราณตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยพัฒนามาจากการจัดกระบวนทัพเพื่อเคลื่อนพลทางน้ำ เมื่อว่างจากรบทัพจับศึกก็จะซักซ้อมการจัดกระบวนเรือเพื่อใช้ในพิธีสำคัญๆ เช่นอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน การแปรพระราชฐานเสด็จไปยังหัวเมือง การต้อนรับราชฑูตจากต่างประเทศ รวมทั้งพิธีพระบรมศพ

สำหรับเรือที่ร่วมกระบวนพิธีจะสลักลวดลาย ตกแต่งหัวเรือเป็นรูปสัตว์ พร้อมประดับด้วยธงทิว ส่วนทหารฝีพายก็จะแต่งกายสวยงาม พร้อมกับประโคมดนตรีเพื่อความสนุกสนาน  ปัจจุบันมีการขับร้อง " กาพย์เห่เรือ " คู่กับการกระทุ้งเสา เพื่อให้จังหวะกับฝีพาย

ทุกครั้งที่ประเทศไทยมีพิธีขบวนพยุหยาตราฯ จะเป็นที่สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก การมาเห็นขบวนเรืออันสวยงามที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เหมือนกับเป็นบุญตาของผู้ที่ได้มาเห็นของจริง และจะรู้สึกภาคภูมิใจที่บ้านเมืองเรามีประเพณีอันเก่าแก่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ความอลังการ ความประทับใจในขบวนเรือราชพิธี คงจำกันได้ในคราวประชุมผู้นำเอเปคเมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ 2546

พระราชพิธี "ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค" เป็นสิ่งเชิดหน้าชูตา แสดงถึงอารยะธรรมของประเทศ ที่ผ่านมาพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต ได้สืบทอดราชประเพณีนี้มาช้านาน โดยได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบริ้วขบวน ซึ่งบางสมัยมีเรือที่ใช้ในกระบวนถึงร้อยกว่าลำ แต่ปัจจุบันมีจำนวน 52 ลำ โดยมีเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณเป็นลำล่าสุด

สำหรับที่เรียกว่า "เรือพระราชพิธี " นั้น จะเป็นเรือที่มีการตกแต่งและแกะสลักลวดลายสวยงาม ปัจจุบันนี้มีอยู่ 4 ลำ ประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณรัชกาลที่ 9 ซึ่งเรือพระที่นั่งนารายณ์ฯ นี้เป็นเรือพระที่นั่งลำล่าสุดที่กองทัพเรือร่วมกับกรมศิลปากร และสำนักพระราชวัง สร้างถวายเนื่องในมหามงคลวโรกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามเรือพระที่นั่งต่อใหม่นี้ว่า ” เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณรัชกาลที่ 9"

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณฯ ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 22 เดือน เริ่มจาก 1 มิถุนายน 2537 และสิ้นสุด 30 เมษายน 2539 ใช้งบประมาณ ทั้งสิ้น 11,941,730.- บาท โดยกรมอู่ทหารเรือรับหน้าที่สร้างตัวเรือ กรมศิลปากรทำหน้าที่ออกแบบลวดลาย และว่าจ้างเอกชนแกะสลัก ส่วนสำนักพระราชวัง ออกแบบและจัดหาอุปกรณ์ประจำเรือ เช่น หมวก เสื้อผ้าเครื่องแบบฝีพายประจำเรือ เครื่องสูงประจำเรือ ฯลฯ เป็นต้น

ภาพชุดพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคเพื่อทรงทอดผ้าพระกฐินที่วัดอรุณราชวรารามครั้งนี้ เป็นภาพที่ถ่ายไว้ในช่วงระหว่างเดือน ตุลาคม – พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปี หรือที่เรียกว่า "ปีกาญจนาภิเษก " ในปีนี้มีงาน เฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ในหลายๆเหตุการณ์ (ดูภาพรวมเหตุการณ์ฉลองปีกาญจนาภิเษก ที่นี่ )

จากการที่ประเทศไทยว่างเว้นพระราชพิธีขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมาเป็นระยะเวลาหลายปี ประกอบกับเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษก พร้อมกับจะได้เห็นเรือพระที่นั่งลำใหม่ออกพิธีเป็นครั้งแรก จึงทำให้ประชาชนชาวไทยให้ความสนใจและเฝ้ารอคอย

ราชวงศ์จากประเทศอังกฤษเสด็จทอดพระเนตร
28 ตุลาคม 2539 เป็นวันที่มีการซ้อมขบวนฯ โดยทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบจะปฏิบัติหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นวันจริง เริ่มจากการปิดการจราจรทางน้ำ ในบริเวณที่มีพิธี  และให้เรือทุกชนิดที่อยู่ตามริมฝั่งย้ายออกไป พร้อมกับปิดท่าเรือขนส่งผู้โดยสารทุกท่า โดยส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปควบคุมดูแลในจุดสำคัญตามริมฝั่ง ส่วนทางน้ำก็มีการลาดตระเวณของตำรวจน้ำ และของกองทัพเรือ รวมทั้งจากหน่วยอื่นๆ

ใครได้มาเห็นภาพแม่น้ำเจ้าพระยาเวลานี้ ก็ต้องบอกว่าสะอาดตา ไม่มีแม้ผักตบชวาให้ดูรกตาเหมือนเช่นทุกวัน เพราะถูกดักไว้แถวเขตจังหวัดนนทบุรี  

สำหรับการซ้อมในวันนี้ พิเศษกว่าวันอื่นๆ เนื่องจากราชวงศ์จากประเทศอังกฤษ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิปดยุกแห่งอดินเบอระ พระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ เสด็จเยือนไทยเพื่อร่วมฉลองการครองราชย์ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จทอดพระเนตรพิธีซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้ด้วย

การซ้อมขบวนพยุหยาตราในครั้งนั้นได้มีประชาชนให้ความสนใจกันอย่างคับคั่ง ต่างเฝ้าชมอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยากันอย่างเนืองแน่น หลายคนวางแผนมาดูวันซ้อมย่อย หรือซ้อมใหญ่ ส่วนวันจริงจะดูการถ่ายทอดสดทางทีวี โดยให้เหตุผลว่าในวันจริงน่าจะมีคนมากันมากมาย คงไม่มีโอกาส
ได้เห็นขบวนพิธีอย่างชัดเจน สู้มาดูในวันซ้อมดีกว่า คนไม่มาก แต่ก็มีบรรยากาศก็เหมือนกับวันจริงทุกอย่าง

ทำเลทองในการชมขบวนและถ่ายภาพ
ส่วนพิธีในวันจริง วันที่ 7 พฤศจิกายน 2539 นั้นประชาชนหลายหมื่นคนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้มาจับจองหาสถานที่ตามริมเจ้าพระยา กันล่วงหน้าหลายชั่วโมง สถานที่ของเอกชนหลายแห่งมีการเก็บค่าชมกันในราคาค่อนข้างแพง บางแห่งก็จัดเป็นแพคเกจ รวมบริการอาหารและ เครื่องดื่มด้วย ถึงแม้จะมีราคาแพงแต่ก็ถูกบรรดากรุ๊ปทัวร์ได้เหมาจองกันนานนับเดือนเพื่อบริการนักท่องเที่ยวจากต่างชาติที่ตั้งใจมาชมพระราชพิธี ครั้งนี้เป็นการเฉพาะ

พื้นที่ที่น่าสนใจสำหรับช่างภาพสื่อมวลชนรวมทั้งช่างภาพทั่วไป คงได้แก่บริเวณฝั่งตรงข้ามท่าราชวรดิษฐ์ หรือฝั่งตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเมื่อถ่ายภาพออกมาแล้วก็จะเห็นทั้งขบวนเรือและพระบรมมหาราชวังปรากฏในภาพ และตำแหน่งที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นพื้นที่บริเวณราชนาวิกสภาของกองทัพเรือ (สถานที่จัดเลี้ยงผู้นำเอเปค) แต่พื้นที่บริเวณนี้มีการเก็บบัตรเข้าชมในราคาหลายร้อยบาท จนถึงหลักพันสำหรับแขกวีไอพี ส่วนทำเลดี อักแห่งหนึ่งก็น่าจะเป็นแถวๆวัดระฆัง แต่ก็น่าเสียดายที่ตึกอาคารสูงในแถบนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดกั้นไม่ให้เข้าไป ก็คงเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย

ฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนักในวันพิธีจริง
ประชาชนที่เฝ้าชมขบวนฯอยู่ตามริมฝั่งเจ้าพระยาคงต้องจดจำเหตุการณ์ของวันที่ 7 พฤศจิกายน 2539 หรือพิธีในวันจริง ที่ภายหลังจากขบวนเรือออกจากท่าวาสุกรีไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็เกิดลมและฝนกระหน่ำอย่างหนัก จนประชาชนหลายร้อยคนในบริเวณวัดระฆังต่างหาที่กำบังกันวุ่นวาย หลายคนเสียดายที่พึ่งเห็นเรือผ่านไปได้ไม่กี่ลำก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้

ขณะที่บนฝั่งก็กำลังชุลมุนหลบฝนกันยกใหญ่ แต่ที่แม่น้ำเจ้าพระยาก็ยังเห็นขบวนเรือแล่นฝ่าสายฝนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งฝนทั้งลมกรรโชกแรงจนน่าเป็นห่วง หลายคนคงคิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้ ภาพที่ขบวนพยุหยาตราต้องฝ่าสายฝนอย่างหนักจนแม่น้ำเจ้าพระยาขาวโพลน และบางครั้งก็แทบมองไม่เห็นเรือพิธี บางคนบอกว่าเป็นภาพที่คงจดจำแบบไม่มีวันลืม เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องยืนตากฝนดูขบวนพิธี

กล้องเปียกแต่ก็บ่อหยั่น
นอกจากผู้คนที่เข้ามาดูขบวนพิธีแล้ว ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คอยบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ก็คือบรรดาช่างภาพ ซึ่งมีอยู่ไม่น้อย ปรากฏว่าเมื่อฝนฟ้าเทลงมาก็เหมือนกับผึ้งแตกรัง รีบเก็บกล้องกันยกใหญ่ แต่แล้วก็หลบไปไหนไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีที่จะไป อย่างมากก็คงเก็บกล้องลงกระเป๋าส่วนตัวผมเองก็ต้องยืนตากฝนโดยไม่มีที่กำบัง ฝนมาเร็วมากจนตั้งตัวไม่ติด และไม่ได้เตรียมป้องกันแต่อย่างใด จึงรีบปลดกล้องตัวหลักที่ถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ออกจากขาตั้งกล้องโดยด่วน แล้วหยิบเอากล้องสำรอง FE2 ที่ถ่ายด้วยฟิล์มสี  มาเก็บภาพบรรยากาศที่กำลังวุ่นวาย โดยคอยเอาหมวกป้องฝนไว้ แต่ยังไม่ทันไรฝนก็เทลงมาห่าใหญ่จนทุกอย่างเปียกไปหมดไม่เหลือแม้กระทั้งกล้อง จึงตัดสินใจถ่ายมันทั้งที่เปียกโชกอย่างนั้น

ณ เวลานี้มันเหมือนกับตกกระไดพลอยโจน จะเก็บกล้องหรือจะถ่ายภาพต่อก็มีค่าเท่ากัน

นึกในใจ..บ้า ก็บ้า วะ..... เหลียวซ้ายแลขวา มีบ้าอยู่คนเดียว ยิ่งถ่ายก็ยิ่งมันส์... แม่ฟิล์มหมดก็ยังดันทุรังใส่ม้วนใหม่เพื่อถ่ายกันต่อและก็เป็นครั้งแรกที่เปลี่ยนฟิล์มใส่ฟิล์มกันกลางสายฝน มือก็เปียก ฟิล์มก็เปัยก มันยากสิ้นดี แถมหางฟิล์มเมื่อโดนน้ำก็เหนียวเหมือนทากาวเลยหนักเข้าไปใหญ่  ถ่ายไปแค่ครึ่งม้วนในที่สุดก็เรียบร้อย เดี้ยง... เพราะฟิล์มมันเหลื่อมกันจนขึ้นฟิล์มต่อไปไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับเวลาขันน๊อตแล้วเกิดอาการปีนเกลียวจนขันต่อไม่ได้

เขียนมาถึงตรงนี้อาจมีผู้สงสัยว่า กล้องพัง กล้องเสียหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่มีปัญหาใดๆ วันนั้นหลังจากที่พิธีในช่วงเย็นเสร็จสิ้นก็รีบกรอฟิล์มกลับแล้วก็หาซื้อกระดาษทิชชู่มาแพคใหญ่ เอามาเช็ด เอามาซับน้ำ ร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่ไปถ่ายภาพด้วยกัน แต่รายนั้นรีบเก็บกล้องตอนฝนลง และไม่ได้หยิบออกมาถ่ายอีกเลย กลัวมีปัญหาเพราะเป็นกล้อง auto ที่มีกลไลอิเลคทรอนิค ส่วน FE2 ที่ลุยถ่ายตอนนั้นก็คิดในใจว่าพังแน่และอาจต้องเสียค่าซ่อม กันอาน แต่หลังจากกลับมาบ้านก็เอามาพึ่งลมจนแห้งสนิท ก็ใช้ได้เป็นปกติ การวัดแสงใช้ได้ จะมีปัญหาอยู่อย่างเดียวก็คิอแกนหมุนฟิล์มไม่เลื่อน เนื่องจากเป็นสนิม และต้องส่งซ่อม แต่ปัญหานี้ก็เกิดหลังผ่านไปแล้วประมาณ 3 ปี

รุ่งเช้ามาที่ทำงาน ได้ข่าวเพื่อนร่วมงานที่ไปลุยฝนถ่ายภาพด้วยกันว่า  ญาติๆต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลกลางดึก สาเหตุจากโรคประจำตัวกำเริบ วันนั้นผมเลยตกเป็นจำเลย ถูกหาว่าพาเพื่อนไปตกระกำลำบาก จนต้องหามส่งโรงพยาบาล.....ซวยเลยเรา


เวปมาสเตอร์
14 มีนาคม 2549

  เรือพระราชพิธี



คำว่า "เรือพระราชพิธี" ประกอบไปด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ ดังนี้


1. เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

เป็นเรือพระที่นั่งกิ่งลำแรก ต่อขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 เรือพระที่นั่งลำ นี้บางครั้งมีผู้เรียกว่า เรือสุวรรณหงส์ เพราะในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีเรือพระที่นั่งชื่อ สุวรรณหงส์ ครั้นเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ผุ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ต่อใหม่ ประกอบพิธีลงน้ำเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2454 พระราชทานชื่อว่า เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ (ไม่มี “ ศรี ” ) และคงถือว่าเป็นเรือพระที่นั่งกิ่งตามเดิม ลำเรือภายนอกทาสีดำ ท้องเรือภายในทาสีแดง ยาว 44.90 เมตร กว้าง 3.14 เมตร ลึก 0.90 เมตร กินน้ำลึก 0.41 เมตร กำลัง 3.50 เมตร ฝีพาย 50 คน นายท้าย 2 คน นายเรือ 2 คน คนถือธงท้าย 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนเห่ 1 คน

เรือพระที่นั่งกิ่ง หมายถึง เรือประเภทเรือขุดจากท่อนซุง ต่อหัวเรือยกสูงงอนขึ้น แกะสลักหัวเรือ ท้ายเรือด้วยศิลป ประติมากรรมที่งดงาม ได้ความคิดมาจาก "กิ่งดอกเลา" ซึ่งปักที่หัวเรือในสมัยกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ปัจจุบันเหลือเพียงสามลำเท่านั้น คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์

2. เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช
เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือพระที่นั่งบัลลังก์นาค 7 เศียร ลำแรก ต่อในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง ลำปัจจุบันต่อขึ้นใหม่ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สำเร็จเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2457 ลำเรือภายนอกทาสีเขียว ท้องเรือภายในทาสีแดง ยาว 42.95 เมตร กว้าง 2.95 เมตร ลึก 0.76 เมตร กินน้ำลึก 0.31 เมตร กำลัง 3.02 เมตร ฝีพาย 54 คน นายท้าย 2 คน นายเรือ 2 คน คนถือธงท้าย 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนเห่ 1 คน

3. เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์
เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งศรีต่อในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ลำเรือภายนอกทาสีชมพู ท้อง เรือภายในทาสีแดง ยาว 45.40 เมตร กว้าง 3.15 เมตร ลึก 1.11 เมตร กินน้ำลึก 0.46 เมตร กำลัง 3.50 เมตร ฝีพาย 61 คน นายท้าย 2 คน นายเรือ 2 คน คนถือธงท้าย 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนเห่ 1 คน

4. เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙
เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เป็นเรือพระที่นั่งจัดสร้างขึ้นใหม่ใน รัชกาลปัจจุบัน มีโขนเรือเป็นรูปนารายณ์ทรงสุบรรณ ซึ่งนำ ต้นแบบมาจากเรือนารายณ์ทรงสุบรรณลำเดิมที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 นี้ กองทัพเรือ ร่วมกับ กรมศิลปากร และสำนักพระราชวัง ได้ดำเนินการจัดสร้าง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาส พระราชพิธีในปีกาญจนาภิเษก การสร้างเรือพระที่นั่งลำใหม่ มีงานสร้างเรือตามวิธีการ ช่างต่อเรือยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ผสมกับเทคนิคต่อเรือสมัยใหม่ โขนเรือเป็นรูปนารายณ์ทรงสุบรรณ จะมีขนาดใหญ่กว่าเดิม เล็กน้อย คือ ตัวเรือกว้าง 3.20 เมตร ยาว 44.30 เมตร กินน้ำลึก 1.10 เมตร น้ำหนัก 20 ตัน ใช้ฝีพาย 50 นาย เพื่อเป็นการแสดงความหมายสอดคล้อง ถึงวโรกาส 50 ปี แห่งการครองราชย์ของ พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน (เพื่อให้สอดคล้องกับวโรกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)



ที่มาข้อมูลขบวนพยุหยาตราฯและเรือที่ใช้ในพระราชพิธีจากเวปไซต์กองทัพเรือ
http://www.navy.mi.th/navalmuseum/history/html/his_b22_royal-ceremony_thai.htm

  การถ่ายภาพ



                         ปี 2539 ที่ถ่ายภาพชุดนี้ เป็นช่วงที่มีฟิล์มโกดักออกมาจำหน่ายหลายรุ่น ทั้งฟิล์มราคาประหยัด Kodak PJA และฟิล์มพิเศษ PJM ชื่อเต็มว่า Kodak Extrapress Multispeed PJM เป็นฟิล์มที่แปลกคือผู้ใช้สามารถตั้งความไวของฟิล์มได้เองตั้งแต่ 100 จนถึง 1200 (โดยประมาณ) ถ้าตั้ง ISO ต่ำก็จะได้เกรนที่ละเอียด ถ้าตั้ง ISO สูงก็สามารถถ่ายในสภาพแสงต่ำได้ ลักษณะคล้ายกับการ Push หรือ Pull Film ที่นักถ่าย ภาพส่วนใหญ่จะรู้จักกันดี ต่างกันตรงที่ การ Push หรือ Pull จะต้องแจ้งทางแลปให้ทราบด้วยเพื่อจะได้เพิ่มหรือลดเวลาในขั้นตอนการล้างฟิล์ม

ส่วน PJM ไม่ต้องบอกทางแลปให้ทราบแต่อย่างใด ฟิล์ม PJM เป็นฟิล์มที่ให้เนื้อฟิล์มละเอียดกว่าฟิล์มทั่วไป โดยเฉพาะถ่ายในสภาพแสงต่ำ เกรนของฟิล์มจะเหนือกว่าฟิล์มไวแสงสูงๆที่มีค่าคงที่เช่น 400 หรือ 800 หรือที่ 1600 ISO ในช่วงนั้นเป็นที่นิยมมากโดยเฉพาะในวงการดาราศาสตร์ที่ใช้ฟิล์มชนิดนี้ถ่ายภาพดวงดาวที่ให้ภาพคุณภาพดี ไม่หยาบจนเกินไป ในชุดนี้ได้เอามาถ่ายในภาพชุดที่ 5 เป็นภาพช่วงค่ำๆ ซึ่งเป็นเวลาทุกคนได้กลับบ้านกันหมดแล้ว หลังจากสะบักสะบอมจากฝนตกในตอนเย็น

การถ่ายภาพในช่วงนั้นเน้นถ่ายภาพสีมากกว่าสไลด์เพราะสามารถอัดขยายเก็บเข้าอัลบั้มได้ และคนอื่นๆก็มีโอกาสได้เห็น ส่วนภาพสไลด์ส่วนใหญ่ถ่ายแล้วก็ต้องเก็บ ไม่สามารถเอามาอวดชาวบ้านได้ จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญนัก

ปัญหาในการถ่ายภาพขบวนเรือพิธีในครั้งนี้ก็คือ ไม่สามารถจับภาพเรือสำคัญๆได้ทัน โดยเฉพาะเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ ทั้งนี้ก็เพราะมีเรือลำอื่นๆมาบดบังขณะกำลังถ่ายภาพ และยังมีอีกลำหนึ่งเป็นเรือสำคัญได้แก่เรือเอนกชาติภุชงค์ ซึ่งมารู้ภายหลังว่าเป็น 1 ใน 4 ที่เรียกว่าเรือพระราชพิธี เรือลำนี้ก็ไม่ได้ถ่ายภาพไว้เพราะหัวเรือไม่โดดเด่นเป็นรูปสัตว์เหมือนกับเรือลำอื่นๆ

ภาพขบวนเรือในสภาพแสงปกติ ส่วนใหญ่จะเลือกใช้ฟิล์ม Kodak PJA ซึ่งขายเป็นแพคและราคาถูก ปัจจุบันเข้าใจว่ายังมีขาย และเป็นที่นิยมในบรรดาช่างภาพรับงานที่มีราคาถูกและคุณภาพใช้ได้ และเนื่องจากได้ถ่ายภาพไว้มากในช่วงนั้น ทั้งวันจริงและวันซ้อม ใช้ฟิล์มไปหลากหลายประเภทของค่ายโกดัก ได้แก่ Kodak Extra 25 (ไวแสงต่ำมาก) , Gold 100 ,PJA 100 , Multi Speed PJM นอกจากนี้ก็มี Slide อีกนิดหน่อย

ภาพทั้งหมดที่เห็นนี้สแกนจากฟิล์มที่ให้ขนาดไฟล์ภาพประมาณ 55 MB จากนั้นก็ย่อส่วนให้เหลือประมาณ 100 KB และเนื่องจากฟิล์มเหล่านี้มีอายุ นาน 10 ปี สีสันจึงเสื่อมไปตามกาลเวลา แต่ก็ใช้ photoshop ทำการกู้ชีพจนใกล้เคียงกับที่เคยเห็นเมื่อ 10 ปีก่อน

สำหรับผู้สนใจการถ่ายภาพและกำลังวางแผนจะไปถ่ายภาพขบวนเรือที่จะมีขึ้นอีกครั้งในเดือน มิถุนายน 2549 เพื่อเฉลิมฉลอง 60 ปีแห่งการครองราชย์ ก็สามารถอ่านคำแนะนำการถ่ายภาพได้ข้างล่างนี้

แนะนำการถ่ายภาพขบวนพยุหยาตราฯ



เดือนมิถุนายน 2549 มีข่าว แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีพิธีขบวนพยุหยาตราทางมารค เพื่อเฉลิมฉลอง 60 ปีแห่งการครองราชย์ ฯ หากมีจริงก็คิดว่า จะเป็นที่สนใจแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้สนใจการถ่ายภาพที่ต้องการบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ การไปถ่ายภาพหรือการไปนั่งชม ยืนชมที่ริมเจ้าพระยา จะได้รับอรรถรสเหมือนกับการไปเกาะขอบสนามดูกีฬา ตื่นเต้นและได้อารมณ์กว่าการดูจากจอทีวีเยอะเลย

การถ่ายภาพขบวนพยุหยาตราฯ โดยหลักๆแล้วคงไม่ต่างกับการบันทึกภาพทั่วๆไป แต่เนื่องจากพิธีการครั้งนี้มีความหมาย มีความสำคัญ และมี ผู้คนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการวางแผนที่ดีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเหนือสิ่งอื่นใด

1. ติดตามข่าวสาร

ติดตามข่าวเรื่องสถานที่ ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชมพิธีได้ ซึ่งมีมากมายหลายแห่ง หากต้องการแค่ชมอย่างเดียวก็บอกได้เลยว่าตรงไหน หรือที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงให้มองเห็นชัดๆ แต่ถ้าหากตั้งใจจะไปถ่ายภาพคงต้องเลือกมากกว่านั้น และก็เชื่อว่าทุกคนคงอยากได้ภาพสวยๆ ฉากหลังดีๆ ไม่มีตึก หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆให้รกรุงรัง ซึ่งจะทำให้ภาพถ่ายนั้นด้อยคุณค่าลงไปด้วย

2. เลือกสถานที่ถ่ายภาพ
สถานที่ถ่ายภาพที่ดีที่สุดคงมีไม่กี่แห่งที่จะให้ฉากหลังไม่มีสิ่งรกตา ซึ่งก็อาจหายาก แต่สถานที่ยอดนิยมก็ต้องอยู่ทางฝั่งธนบุรี ตรงนาวิกสภา ของกองทัพเรือซึ่งมีพื้นที่โล่ง และมีอาณาบริเวณที่กว้าง แต่ก็มีข้อเสียตรงที่จะมีบุคคลสำคัญเข้าชมเป็นจำนวนมาก การรักษาความปลอดภัย อาจเข้มงวด จนทำให้การถ่ายภาพไม่สะดวกนัก ส่วนอีกแห่งหนึ่งที่เป็นที่สาธารณะ ก็คือวัดระฆัง ปัจจุบันเข้าใจว่ามีสิ่งปลูกสร้างเกือบเต็ม พื้นที่ โดยเฉพาะตามริมน้ำ นอกจากนี้ก็อาจมีบ้านเรือนที่อยู่ริมฝั่งเปิดโอกาสให้ช่างภาพไปถ่ายภาพได้ ยังไงก็ควรไปตีสนิทกันก่อนล่วงหน้า

3.ดูสถานที่จริง
ตำแหน่งใดที่หมายตาไว้แล้ว ควรเดินทางไปดูสถานที่จริงให้ถ่องแท้ชัดเจนว่าจะมีอุปสรรคใดๆหรือไม่ จะเข้าจะออก หรือเดินทางด้วย
วิธีใด หากคิดจะนั่งเรือข้ามฝากแล้วขอให้ตัดทิ้งได้เลย เพราะตำรวจจะปิดท่าเรือทุกแห่งรวมทั้งปิดการจราจรทางน้ำล่วงหน้าถึง 4 ชั่งโมง จากประสบการณ์เมื่อปี 2539 พิธีจะเริ่มเวลาประมาณ 16.00 แต่ตามท่าเรือที่สามารถชมพิธีได้จะมีคนทะยอยกันมาตั้งแต่เที่ยงวัน
การจราจรบริเวณท่าช้าง ท่าเตียน คับคั่งมาก บางจุดเริ่มปิดการจราจรแล้ว ส่วนที่วัดระฆัง ในเวลาประมาณ 13.30 น. คนแน่นมาก

4.ควรถ่ายภาพในวันซ้อมทุกครั้ง ถ้าเป็นไปได้
วันซ้อมหรือวันจริง พิธีการทุกอย่างจะเหมือนกันหมด เพียงแต่วันซ้อมมีคนน้อยกว่า และถ่ายภาพสะดวกกว่าเท่านั้นเอง เผลอๆสภาพอากาศอาจจะดีกว่าวันจริงด้วยซ้ำไป การถ่ายภาพในวันซ้อมจะมีโอกาสรู้ถึงปัญหาต่างๆ เช่นการวัดแสง ความเร็วชัตเตอร์ และจังหวะในการถ่ายภาพ เช่นอาจจับภาพที่ดูไม่ค่อยมีสาระ ขาดๆเกินๆ หรือฉากหลังไม่ค่อยดีนัก

5 วางแผนเรื่องเวลาสำหรับการถ่ายภาพ
ทั้งวันซ้อมและวันจริงจะมีคนเนื่องแน่นมาก ควรกะเวลาให้ถึงสถานที่ก่อนพิธีจะเริ่มสัก 2 ชั่วโมงสำหรับวันซ้อม และ 3-4 ชั่วโมงสำหรับ
วันจริง เพื่อยึดหัวหาดในการวางขาตั้งกล้องให้ได้ อย่าลืมนะครับฝีมือนั้นแทบไม่มีความหมาย หากไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งที่ดีได้

6.กล้องและอุปกรณ์

ขาตั้งกล้อง( Tripod) : เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากไม่มีก็ต้องหามาให้ได้
เลนส์ : ควรมีเลนส์ซูมหรือเทเลระดับ 200 มม.หรือมากกว่านั้น
ความเร็วชัตเตอร
: 1/250 น่าดีที่สุดสำหรับกล้องที่ใช้ขาตั้งที่ติดเทเล หาก Zoom เข้าใกล้มากๆ อาจขยับไปที่ 1/500 เพื่อความแน่นอน แต่ก็ต้องคำนึงเรื่องฟิล์มด้วยว่า ปรับ speed ตามได้หรือไม่ ฟิล์ม 100 อาจใช้ speed ไม่ได้มากนักสำหรับเลนส์เทเลหรือเลนส์ซูม หากไม่ได้ก็หลีกเลี่ยงโดยอย่าดึงภาพเข้ามาใกล้จนเกินไป

7. ISO สำหรับกล้องฟิล์มหรือดิจิตอล
ตั้งISO ที่ 100-200 จะเป็นระดับที่กำลังดี หากมากกว่านี้เช่น 400 ก็ไม่ควรใช้ เพราะสีจะไม่อิ่มตัว ภาพขาดความคมชัด และมี Noise มาก สำหรับกล้องฟิล์มควรเตรียมฟิล์มไว้ทั้ง 2 แบบ(100/200) เพราะสภาพแสงอาจเปลี่ยนแปลง ส่วนฟิลเตอร์ไม่ควรใช้เลย มีแต่เสียกับเสีย ถ่ายแบบธรรมชาติจะดีที่สุด หากจะใช้ PL กรณีเห็นว่าแดดดีและท้องฟ้าเป็นใจ ก็อาจใช้ได้ แต่ก็ต้องระวัง เพราะสูญเสียความเร็วถึง 2 stop

8.ศึกษาเรื่องเรือที่ใช้ในพิธี
ถ้ามีเวลาควรศึกษาเรื่องเรือที่ใช้ในพระราชพิธีต่างๆ ว่ามีความหมายอย่างไร เรือลำใดมีความสำคัญ หากไม่ศึกษาอาจพลาดภาพสำคัญ
และควรให้ความสำคัญกับเรือพระราชพิธีมากเป็นพิเศษ ซึ่งมี 4 ลำ ได้แก่เรือสุพรรณหงส์ อนันตนาคราช เอนกชาติภุชงค์ และนารายณ์
ทรงสุบรรณ ถ้าหากเป็นไปได้ก็ควรไปดูของจริง ศึกษาหาความรู้จากสถานที่เก็บรักษาเรือเหล่านี้ เรียกว่า "พิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี"
ตั้งอยู่เขตบางกอกน้อย แถวๆ ร.พ.ศิริราช ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเปิดให้เข้าชมทุกวัน   ดูภาพ

9.การถ่ายภาพ

ขบวนเรือจะเคลือนอย่างช้าๆ shutter 1/250 ก็สามารถจับภาพได้โดยไม่สั่นไหว หากถ่ายใกล้หรือซุมภาพมาใกล้มากๆ ควรใช้ที่ 1/500 และหากถ่ายระยะไกลเป็นแนว Lanscape ความเร็วที่ 1/125 ก็พอเพียงแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าระยะ ไกลหรือใกล้ และการแพนกล้องเร็วหรือช้า แต่ถ้าคิดรวมๆแล้ว ความร็วที่ 1/250 จะปลอดภัยที่สุดสำหรับถ่ายภาพแบบปกติธรรมดา ยังไงก็ขอให้คิดแบบเผื่อไว้ก่อนเพราะงานนี้ทำเล่น หรือลองของไม่ได้เด็ดขาด หากพลาดก็ถือว่าสอบตก ส่วนจะดูว่าภาพชัดหรือไม่ชัดจะต้องดูจากหน้าจอที่ขยายใหญ่ ูจากภาพเล็กๆแล้วพิสูจน์ยาก  สิ่งที่ดีที่สุดก็คือควรมาลองของกันในวันซ้อมดีกว่า ว่ากันตั้งแต่ซ้อมย่อยในวันแรกเลย แล้วหาข้อบกพร่องเพื่อนำไปสู่ความมั่นใจในวันหลัง

10. อย่าคาดหวังใดๆให้มากนัก
ไม่ง่ายนักที่จะถ่ายภาพโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ การวางแผนที่ดีและรอบคอบตามที่แนะนำ คิดว่าน่าจะช่วยให้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆเหลือ น้อยลง ภาพจริง เหตุการณ์จริง เป็นเรื่องของอนาคต บางครั้งอยู่นอกเหนือความคาดหมายและการควบคุม มีปัญหาก็ต้องแก้ให้จงได้ แต่ที่สำคัญจงพาตัวเองเข้าไปอยู่ใกล้เหตุการณ์ให้มากที่สุดไม่ว่าจะโดยวิธัใดก็ตาม แม้จะใช้วิชามารที่อาจผิดกฏกติกาบ้างก็ต้องยอม


..........................................................................................................................................


Special photos ในชุดอื่นๆ


72 ปี วันแม่แห่งชาติที่เชียงใหม่
พิธีกาญจนาภิเษก ฉลองการครองราชย์ 50 ปี
พิธีพระบรมศพของสมเด็จย่า
ลานพระรูปในวันปิยะมหาราช
พระเทพทรงเกี่ยวข้าว
รพระที่นั่งอนันตสมาคม
พิธีสวนสนาม 5 ธันวา
   
ดูภาพชุดเฉลิมฉลองปีกาญจนาภิเษก
 
   
  photoontour.com    copyright © All images www.photoontour.com, All rights reserved