เย้วๆ ...ทีวีสาธารณะคลอดแล้ว
คงต้องบอกว่าเป็นหวังในความรู้สึกลึกๆของหลายๆคน ที่เฝ้ามองการเกิดขึ้นของทีวีสาธารณะที่ได้ดำเนินตามขั้นตอนมาตามลำดับ อาจล่าช้าไปบ้างเนื่องจากทีวีสาธารณะไปสวมทับกับช่องไอทีวีเก่า ที่มีปัญหาสับสนอีรุงตุงนัง ทั้งโดนรัฐบาลฟ้องเรียกค่าเสียหายนับแสนล้าน และต้องเปลี่ยนชื่อเป็น ทีไอทีวี เท่านั้นไม่พอยังถูกพนักงาน ไอทีวี ตั้งป้อมมาตั้งแต่แรก ฟ้องศาลปกครอง ฟ้องกรมประชาสัมพันธ์กันอุตหลุด จนสุดท้ายถูกคำสั่งให้ยกเลิกผังรายการทั้งหมด และให้มีแต่รายการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพี่นางแทน เมื่อคืนวันที่ 14 มกราคม 2551
ช่วงนี้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นชั่วคราว เพื่อดำเนินการให้ทีวีสาธารณะเดินหน้า ก็คงจะเดินอย่างไม่สู้ราบรื่นนัก เพราะฝุ่นที่ตลบยังไม่จางหาย แต่ไม่นานก็คงจะหมดปัญหา
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไอทีวี มีข้อกังขาหลายประการนับจากที่เปลี่ยนมาเป็นทีไอทีวี แทนที่จะเข้าใจว่าอนาคตของตัวเองจะเปลี่ยนแปลง แต่กลับไม่ยอมปรับตัวเองให้รับกับสถานการณ์ที่ต้องเปลี่ยนไป นอกจากนี้บางรายการก็ยังแฝงเร้น เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มอำนาจเก่าอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงใกล้จะถึงวันลงมติรับ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กำลังจะมีการลงมติ คงไม่ต้องบอกว่าเป็นรายการไหน เพราะรู้ๆกันอยู่
และยิ่งตั้งป้อมต่อสู้หลายครั้งหลายคราที่ผ่านมา คนในสังคมก็สงสัยเหมือนกันว่า ทำเพื่อใครกันแน่ รู้ทั้งรู้ว่าแพ้แบบไม่มีทางสู้ เพราะทุกอย่างที่กรมประชาสัมพันธ์ได้ทำไป ก็เป็นการดำเนินไปตามกฏหมายทั้งสิ้น แต่ก็ยื้อกันสุดฤทธิ์สุดเดช อย่างเอาเป็นเอาตาย
เสียรู้ให้กับผู้กำลังจะเสียประโยชน์หรือเปล่า
อย่าลืมว่า ทีไอทีวี และ ทีวีสาธาณะเป็นสมบัติของประชาชน ไม่ได้เป็นของพนักงานทีไอทีวี หรือเป็นของกลุ่มผู้ที่มาหากินกับทีไอทีวี อย่ามาอ้างเรื่องกฏหมายตามที่เรียกร้อง
ทำแบบนี้นชาวบ้านเรียกว่า ตะแบง
นับจากนี้ไปทีวีสาธารณะคงค่อยๆปรับเปลี่ยน เพื่อก้าวเข้าสู่รายการที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง สมตามเจตนารมณ์ของกฏหมาย
งานนี้ก็ต้องขอปรบมือให้กับ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่พลักดันจนประสบความสำเร็จ ท่ามกลางแรงกดดัน และต่อต้านจากหลายๆฝ่าย
จากนี้ไป ประชาชนคงเฝ้าติดตามรายการช่องเดิมที่มีชื่อใหม่ว่า TPBS และก็ต้องให้กำลังใจกับคณะทำงานให้ทำงานได้อย่างราบรื่น พ้นจากลุ่มทุน กลุ่มอำนาจเก่า หรืออำนาจใหม่ ที่เคยใช้สื่อทีวี เป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มของตนเองมาเป็นเวลาช้านาน ใครจะไปครอบงำทีวีช่องอื่น หรือกำลังครอบงำอยู่ก็ไม่มีใครว่า แต่กับทีวีสาธารณะของประชาชนช่องใหม่นี้ ก็ขออย่าได้มายุ่ง
อยากให้พนักงานไอทีวีที่มีคุณภาพ และมีอุดมการณ์ ได้กลับเข้ามาทำงานกับ TPBS เพราะตามข่าวก็ยังให้โอกาสอยู่มาก ทั้งผลประโยชน์ที่เคยได้รับก็คงจะไม่ต่างกับของเดิมมากนัก เพราะกฏหมายได้กำหนดมาตรฐานไว้แล้วว่าใช้ฐานอะไรมาคิดคำณวน ก็ขอฝากไว้ว่าขณะนี้ต้องมีความเชื่อมั่นต่ออนาคตของ TPBS ที่กำลังจะเป้นความหวังใหม่ให้กับสังคม และเชื่อว่าอนาคต TPBS จะกลายเป็นองค์กรที่คนทำงานด้านสื่อสารมวลชนใฝ่ฝันอยากเข้ามาร่วมทำงาน และอาจจะกลายเป็นองค์กรต้นแบบ
อย่าได้หลงตามไปกับบุคคลที่มีผลประโยชน์ หรือได้ประโยชน์กับอำนาจเก่า เพราะจะทำให้ตัวเองลำบากในอนาคตและไร้ทางไป กลับมาเถอะ มาช่วยกันสร้างองค์กรใหม่ให้มีความแข็งแกร่ง และเป็นที่พึ่งของประชาชนตามอุดมการณ์
สังคมยังให้การยอมรับกับพนักงานไอทีวีเดิม เพียงแต่ที่ผ่านมากลุ่มทุนต่างเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ จนทำให้องค์กรนี้ปั่นป่วน และปั่นปวนมาตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงนับจากทีมงานของคุณสุทธิชัยหยุ่น ต้องออกจากไอทีวี
ครั้งนั้นความฝันของประชาชนต้องพังทลาย เพราะรู้ว่าอนาคตไอทีวีจะเปลี่ยนไปทิศทางไหน เมื่อกลุ่มทุนเข้ามาซื้อกิจการ และอาศัยอำนาจเข้ามาแก้สัญญาเพื่อเอิ้อประโยชน์ให้กับตนเอง โดยแก้ใขสัดส่วนรายการ อันเป็นสาระสำคัญของสัญญาและเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถานโทรทัศน์ ไอทีวี
ีในที่สุดก็มาจบลงอย่างไม่มีใครคาดคิด และตกตะลึง เมื่อศาลปกครองกลางตัดสินให้จ่ายค่าปรับเป็นเงินถึง 7.5 หมื่นล้านบาท และยังเป็นข้อพิพาทอยู่ในขณะนี้
ทีวีสาธาณะ TPBS ถือว่าเป็นองค์กรภาคประชาชนที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างที่มีกฏหมายรองรับ และอนาคตก็คาดหวังว่า องค์กรอิสระภาคประชาชนอื่นๆ จะมีความเข้มแข็งขึ้น อย่างน้อยก็ช่วยถ่วงดุลสังคมให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง
สังคมไทยช่วงนี้ยังสับสน และยังปั่นป่วนกับความแตกแยกในสังคม ประชาชนทุกวันนี้จึงเหมือนกับขาดที่พึ่ง และไร้ทิศทาง เรายังผู้ขาดผู้นำประเทศที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่พึ่งพาของประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ประเทศเรามีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถอยู่มากมาย การเกิดขึ้นของทีวีสาธารณะน่าจะช่วยให้สังคมได้พัฒนาความคิดความอ่าน และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
อยากฝากถึงทีวีสาธารณะ TPBS ว่าพยายามทำให้ภาระกิจนี้เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง เสมือนหนึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดีของสังคม รวมทั้งเป็นผู้ชี้นำความถูกต้องให้กับประชาชน
สมชาย
17 มกราคม 2551
เลือกตั้งคราวนี้ เลือกพรรคไหนดี
เมนู Today Talk ช่วงนี้หรือต่อไปอาจต้องผลิกตัวเองตามสถานการณ์บ้านเมืองบ้าน จะเม้าท์แต่เรื่องท่องเที่ยวดูจะไม่ค่อยมันส์ พูดเรื่องอื่นๆบ้างน่าจะดีกว่า เพราะหลายเรื่องในบ้านเมืองขณะนี้ ล้วนแต่ชวนให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสิ้น ก็จะวิพากษ์กันแบบสบายๆ ไม่ซีเรียต และขอให้คนอ่านอย่าได้ซีเรียตด้วย เพราะถ้อยคำอาจพูดกันแบบตรงไปตรงมา ตามประสาชาวบ้านที่นั่งคุยกัน
พรุ่งนี้ (วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2550) ก็จะเป็นวันเลือกตั้งแล้ว คงต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าน่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์กันแบบถล่มทลาย รถติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง
หากเป็นแบบนั้นก็แสดงว่าคนไทยตื่นตัวและเป็นประชาธิปไตยแล้ว...ไช่หรือไม่
ก็คงตอบว่าไม่ไช่ครับ เรื่องประชาธิปไตยกับคนไทยนี้ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเข้ารูปเข้ารอย เมืองไทยเราคุ้นกับระบอบเผด็จการมานาน จะให้เป็นประชาธิปไตยแบบที่เห็นในตัวอย่างในต่างประเทศชนิดเร็ววัน ก็คงไม่ไช่ จะบอกว่าเป็นการปกครองที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักกันนักก็น่าจะได้ ที่ผ่านมาเราเร่งความเป็นประชาธิปไตยกันมาก จนหน้าคะมำกันมาหลายครั้ง ของแบบนี้มันฝืนธรรมชาติไม่ได้หรอกครับ ต้องใช้เวลา
ประชาธิปไตย และอำนาจปวงชนที่แท้จริง มันเป็นจุดหมายสูงสุด
แต่ความเป็นจริงในบ้านเราที่เห็นๆกัน มันไม่ไช่แบบนั้น ไปถามคนต่างจังหวัด ก็บอกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง เป็นวันที่ประชาชนจะได้เงินจากหัวคะแนน เลือกตั้งบ่อยๆก็ยิ่งชอบเพราะได้เงินกันบ่อยขึ้น
ความจริงแล้วประชาธิปไตยในบ้านเราล้มลุกกันมาตลอด และทะเลาะกันก็เพราะประชาธิปไตยนี้แหละ สาเหตุใหญ่แล้วน่าจะมาจาก เรานำรูปแบบการปกครองนี้มาใช้กันเร็วเกินไป ทั้งที่สภาพสังคม การศึกษา การความสำนึกต่อคำว่าประชาธิปไตยยังไม่รู้เรื่องกันนัก บ้านเมืองจึงเกิดกลียุคกันเป็นประจำ ต้องยอมรับว่าขณะนี้เป็นช่วงรอยต่อที่จะก้าวไปสู่คำว่าประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ไช่ประชาธิปไตยเพียงเปลือกนอกตามที่เป็นกันอยู่ เราไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์เหมือนที่หลายๆคนคิด กว่าจะปลุกจิตสำนึกให้เข้าใจและรักษาสิทธิเหมือนกับประชาธิปไตยในอินเดีย คงต้องใช้เวลาหลายปี
ทั้งประชาชน และนักการเมืองต้องพัฒนาไปพร้อมๆกัน ความไม่พร้อมของทั้งสองฝ่าย ประชาชนไม่รู้ ไม่เข้าใจ ก็ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ยิ่งประชาชนไม่เข้าใจ นักการเมืองก็ยิ่งชอบเพราะหลอกง่าย เอาเงินฝาดหัวก็ได้เป็น สส.แล้ว มันเป็้นจุดอันตรายที่ทำให้คนชั่วคนร้ายเข้ามาอาศัยช่องว่างนี้หาประโยชน์ คนดีๆจึงเข้ามาทำงานการเมืองลำบาก
ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ต่างก็มีเส้นทางเดินไม่ต่างกับไทย บางประเทศก้าวพ้นวิกฤตินี้ไปแล้ว บางประเทศก็แย่กว่าเรา เป็นประชาธิปไตยแบบนองเลือดเช่นปากีสถาน
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติรัฐประหาร การทุจริตของนักการเมือง การโกงชาติบ้านเมือง หลายประเทศประชาธิปไตยพัฒนาไปมากกว่าเราต่างก็ผ่านเหตุการณ์แบบเรามาแล้วทั้งนั้น
บางประเทศที่รู้และเข้าใจในเรื่องนี้ดี และเคยเห็นบทเรียนมาแล้ว ก็หันไปใช้รูปแบบอื่น เช่นประชาธิปไตยแบบเผด็จการ มีการควบคุมคนในชาติให้เดินทางแนวหรือนโยบายที่กำหนด ตัวอย่างเช่นสิงคโปร์ มาเลเซีย จีน เวียดนาม ประเทศเหล่านี้ หากทียบกับไทยแล้วก็ต้องบอกว่า เราเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเค้า(หากไม่มีการปฏิวัติมาคั่น) แน่นอนว่าประชาชนถูกจำกัดเรื่องสิทธิต่างๆมากมาย เรื่องสำคัญก็คือสิทธิในการแสดงความคิดเห็น อันเป็นเรื่องหลักสำคัญในระบอบประชาธิปไตย
ต่างกับบ้านเราลิบลับที่ให้เสรีกว่ามากกว่า (หากไม่นับการใช้อิทธิพลเถือนเหมือนรัฐบาลที่ผ่านๆมา) แต่ประเทศเหล่านี้กลับเป็นประเทศที่ดูจะสงบเรียบร้อย และมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในระดับสูง
มันเหมือนต้องแลกกัน
ระหว่างกึ่งเผด็จการแต่บ้านเมืองสงบ กับประชาธิปไตยแบบไทยๆแต่วุ่นวายไม่รู้จบ เชื่อว่าหลายประเทศมีความระมัดระวังมากในเรื่องประชาธิปไตย และคงรู้ดีว่าเป็นอันตรายสำหรับประเทศที่ยังไม่มีความพร้อม
การซื้อเสียง แน่นอนว่าคงมีขึ้นทั้งปัจจุบันและอนาคต เพราะไม่ได้ปลูกฝังให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ จะทำกันก็เฉพาะช่วงเลือกตั้ง จากนั้นก็ไม่มีการกล่าวถึง ซึ่งเรื่องนี้ควรปลูกฝังอยู่ในการเรียนการศึกษา การซื้อเสียงในปัจจุบันได้ก้าวล้ำเลยเถิดถึงขนาดครอบงำกันทั้งจังหวัด ไม่ไช่แค่ชาวบ้านระดับรากหญ้าอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ของรัฐหลายๆองค์กร ข้าราชการ ตำรวจ พระสงฆ์องคเจ้าไปหมดแล้วครับ มันเป็นเรื่องของความไม่เข้าใจและเป็นเรื่องของความโลภของผู้คน
จึงเป็นเรื่องยากที่จะขจัด ตอนนี้ก็ได้แต่ให้กำลังใจ กกต. หรือคณะกรรมการควบคุมการเลือกตั้ง ที่ต้องเข้มแข็งในการทำงาน เพราะเป็นด่านแรกที่จะเขี่ยนักการเมืองเลวๆให้ออกนอกระบบ
ค่าหัวที่จ่ายตอนนี้ 300-500 บาท ในระดับการแข่งขันปกติ แต่จะสูงขึ้นในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง บางแห่งให้หัวละ 1 พันบาท
ครอบครัวใหญ่ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง 7 - 8 คน ก็ได้เหนาะๆ 7 - 8 พันแล้ว ไม่น้อยนะครับ
ครั้นจะบอกว่าอย่าขายเสียงขายสิทธิ์ เห็นทีจะลำบาก เพราะเงินขนาดนี้ เลี้ยงเหล้ากันได้หลายมื้อ ชาวบ้านอาจบอกว่าเรื่องสิทธิไม่เข้าใจและไม่รู้เรื่อง ส่วนเรื่องเงินเรื่องทอง เข้าใจง่ายและได้ทันที
สรุปแล้วประชาธิปไตยในบ้านเราต้องใช้เวลา ให้การศึกษา และต้องชี้แนะเรื่องคุณธรรมไปด้วย
คราวนี้มาถึงเรื่องพรรคการเมืองในขณะนี้ เราก็มีตัวเลือกแตกต่างกัน บางพรรคก็มีนโยบายเด่นชัด เช่นบอกว่า จะเอาลูกพี่กลับจากอังกฤษ และจะให้นักการเมืองที่ตกระกำลำบาก 111 คน ได้เป็นไท โดยให้สภาออกฏหมายมาล้มคำสั่งตุลาการรัฐธรรมนูญที่ตัดสิทธิ์ทางการเมืองถึง 5 ปี บางพรรคก็บอกว่าขอเป็นตัวกลางเพื่อความสมานฉันท์ แต่แท้จริงแล้วก็ขอเอี่ยวร่วมรัฐบาลเท่านั้นเอง การเมืองตอนนี้ยังฝันธงไม่ได้ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล บรรดาพรรคเล็กจึงสงวนท่าที ไม่ต้องการสร้างศัตรูกับใคร เพราะกลัวจะถูกเมินตอนจัดตั้งรัฐบาล
ส่วนบรรดาเกจิการเมืองหรือผู้เฒ่าที่วางมือการเมือง ก็มักวางมาดทำเป็นผู้รอบรู้ ก็เชื่อถืออะไรไม่ได้ เพราะคำพูดมักจะแฝงไปด้วยผลประโยชน์เพื่อตัวเองทั้งนั้น ในอดีตผู้เฒ่าเหล่านี้ก็มีเส้นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตอยู่ไม่น้อย น่าแปลกที่สื่อมักให้ความสำคัญชอบเอาไมค์จ่อปาก ทั้งที่รู้กำผืดบุคคลเหล่านี้เป็นอย่างดี สื่อให้ความสำคัญมากเจ้าตัวก็ดูจะสำคัญผิดและหลงตัวเอง
พรรคการเมืองที่เห็นๆกันทุกวันนี้ บอกตรงๆหลายพรรคยังไม่ไช่พรรคการเมืองที่แท้จริง เป็นการรวมตัวเฉพาะกิจ เพื่อการเลือกตั้งในครั้งนี้เท่านั้นเอง บางพรรคก็ทะเลาะกันตั้งแต่ชื่อพรรค ทะเลาะกันในพรรค บางคนก็กระโดดหนีจากพรรคที่ถูกยุบ มาอยู่พรรคใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ เรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองคงเลิกพูดได้ เพราะไม่รู้จัก รู้แต่ว่าทำอย่างไรจึงจะอยู่กับพรรคที่ได้เป็นรัฐบาล ทุกวันนี้เราจึงมีแต่นักการเมืองกระเลวกระราด ประเภท ศรีธนนชัย ยังไม่ทันอ้าปากก็รู้ว่าลิ้นไก่ยาวแค่ไหน
ในการเลือกตั้งคราวนี้มีพรรคการเมืองหลายพรรคให้เลือก ทั้งพรรคตัวจริง พรรคนอมินี พรรคเสียบ พรรคสมานฉันท์ รวมไปถึงพรรคเล็กพรรคน้อย ที่เป็นแค่ไม้ประดับ
ลองไล่เรียงดูนะครับ
พรรคตัวจริง
พรรคนี้มีอายุเก่าแก่ แต่หัวหน้าพรรคหล่อกว่าหัวหน้าพรรคอื่นๆ ไม่มีข่าวหรือประวัติด่างพล้อยให้เห็น พรรคนี้ดูจะได้เปรียบกว่าทุกพรรค แต่ก็ไม่สามารถเอาความได้เปรียบออกมาเป็นนโยบาย หรือนำออกมาหาเสียง
พรรคนี้แทบไม่ได้กล่าวถึงแนวทางในการปราบคอรัปชั่นที่เป็นพิษร้ายอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้กล่าวถึงความพยายามที่จะให้การเมืองอนาคตเป็นการเมืองน้ำดี รวมทั้งไม่ได้พูดถึงว่าจะสนับสนุนการทำงานขององค์กรอิสระกันอย่างไร ทั้งที่เป็นองค์กรสำคัญที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจะดัดสันดานนักการเมืองเลวๆโดยเฉพาะ
จะบอกว่าการสนับสนุนองค์อิสระนั้นไม่ไช่หน้าที่ไม่ได้นะครับ เพราะรัฐบาลขิงแก่ ใน1 ปี ที่เป็นรัฐบาล แทบไม่ได้ใยดีและไม่ได้ให้ความร่วมมือองค์กรอิสระเช่น คตส. จนกรรมการบางท่านต้องออกมาฟ้องประชาชน ว่ารัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งที่เป็นองค์กรที่จะสร้างเครดิตให้กับรัฐบาลได้อย่างดีในการสางปัญหาอันเป็นสาเหตุของการปฏิวัติ แบบนี้ชาวบ้านบอกว่าไม่ฉลาด (ไม่ได้หมายความว่าโง่นะครับ)
พรรคนอมินี
ที่หัวหน้าพรรคตัวจริง นั่งกินน้ำใบบัวบกอยู่อังกฤษโน่น แต่นโยบายและน้ำหล่อเลี้ยงทางการเงินในเมืองไทยยังคงลื่นไหลไม่มีติดขัด เพราะงานนี้ต้องทุ่มสุดตัว ประเภทแพ้ไม่ได้เด็ดขาด หากแพ้ก็ไม่สามารถใช้อำนาจทางการเมืองมาล้มคดีต่างๆที่กำลังเข้าสู่ขบวนการยุติธรรมได้ อำนาจทางการเมืองเท่านั้นที่จะพอเป็นที่พึ่งให้กับตนเองและพรรคพวกได้ และที่ผ่านมาก็อาศัยอำนาจทางการเมืองนี่แหละหาประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง
พรรคนอมินีมีนโยบาย ชัดเจน ชัดแจ้ง ที่เป็นประเด็นดังนี้
ข้อ 1 จะเอาลูกพี่กลับเมืองไทย โดยจะให้นั่งเสลี่ยงเข้ามาอย่างสมศักดิ์ศรี จะนั่งช้างเหมือนที่บุรีรัมย์นั้นนะไม่เอาเด็ดขาด เพราะทำมาแล้วมันแก้เคล็ดดวงชะตาราศีที่ตกต่ำไม่ได้ มาคราวนี้ขอนั่งเสลี่ยงแบบเจ้านายฝ่ายเหนือ มันค่อยสมน้ำสมเนื้อหน่อย
ข้อ 2 จะออกกฏหมายนิรโทษกรรม นักการเมือง 111 หน่อ ให้เป็นไท (โอ้ว แม่เจ้า..เอากะเค้าซิ 5 ปีทนไม่ไหวเชียวหรือ)
ข้อ 3 ยุบ คตส. ให้รู้แล้วรู้แรด เพราะเปลืองงบ เปลืองเงินเดือน ทุกวันนี้ลูกพี่ต้องนอนฝันร้าย มองเห็นคุกกับตารางอยู่รำไร
นโยบายที่เสนอมาแต่ละข้อ ดูว่ามันจะง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปาก ทำเหมือนบ้านนี้เมืองนี้เป็นบ้านป่าเมืองเถือน คิดจะทำอะไรก็ได้ ทางที่ดีน่าจะเสนอออกฏหมาย ขอให้พรรคนี้เป็นเจ้าของประเทศไทยไปเลยจะดีกว่า จะได้ไม่มีใครมาฟ้องร้อง หรือเดินขบวนขับไล่ เพราะทุกอย่างทำถูกต้องตามกฏหมาย เหมือนกับที่เคยอ้างกันในอดีต
พรรคปลาไหล
พรรคนี้ไหลสมชื่อ เพราะลื่นได้ทุกสภาวะ แม้ในน้ำครำก็ทั้งลื่น และตกท่อป๋อมแป๋มกันมาแล้ว ก่อนนี้หลายปี พรรคนี้มีหลายชื่อ
จำได้ว่าสื่อมวลชนเคยตั้งชื่อให้ว่าเป็น พรรคมาร จะเป็นมารหัวขน มารร้าย หรือมารผจญ ก็จำไม่ได้แล้วครับต้องไปอ่านหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวในเหตุการณ์ตอนนั้น
พรรคมาร เป็นฉายาที่สื่อตั้งให้ตอนที่พรรคนี้เสนอ บิกสุ เป็นนายก จนเกิดการนองเลือดตามมาเมื่อปี '35 จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ก็มาจากพรรคมารที่เป็นต้นเหตุ ส่วนคนที่ถูกขับไล่ เป็นแค่หมากที่พรรคนี้กำหนดให้เดินตามเกม เรียกว่าไม่ทันเกมการเมืองของพรรคมาร ไม่เชื่อไปถามคุณหมอไพจิตร สิ ว่าตอนนั้นรู้สึกอย่างไรกับพรรคนี้
พรรคนี้แพรวพราวไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองประเภทมือวางอันดับ 1 ที่หาผู้อื่นเทียบชั้นได้ยาก ไม่ต่างกับพรรคเหลี่ยมจัดที่โกงทั้งโคตร เดิมทีพรรคนี้รวบรวมสมัครพรรคพวกประเภทเขี้ยวลากดินไว้มากมาย แต่ตอนหลังก็ทะเลาะกัน กลายเป็นผึ้งแตกรังกระเส็นกระสายไปอยู่พรรคอื่นๆบ้าง ตั้งพรรคเองบ้าง
ตอนนี้บางรายกลับเข้ามาอยู่พรรคนี้อีกรอบ เพราะบ้านที่ย้ายไปอยู่นั้นโดนทุบ เอ้ยโดนยุบไปเรียบร้อยแล้ว รายละเอียดเรื่องนี้ต้องสอบถามคนที่ชื่อสุวิทย์ หรือเสี่ยอ่างสุวิทย์ ที่แกอึดอัดกับบ้านหลังนี้เต็มทน
จนต้องออกมาแฉว่า
" บ้านนี้โถฉี่มันเตี้ยเกินไป ผมตัวใหญ่ ฉี่ไม่ค่อยถนัด "
เอาแค่ 3 พรรค ก็พอมั้ง เขียนมากไปกลัวว่าลากใส้นักการเมืองจนอ่านไม่หวัดไม่ไหว
ส่วนพรรคอื่น ก็เป็นแค่ไม้ประดับ คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าชาวบ้านรู้จัก ที่เห็นหน้าเห็นตาดูแล้วโหงวเฮ้งยังไม่ดีนัก บางคนก็เป็นสายพันธ์เก่า สายพันธ์เดิม มีชะนักติดหลังมาจากรัฐบาลชุดก่อน สังคมยังคลางแคลงใจ นักการเมืองพวกนี้ไม่มีอุดมการณ์ สามารถกลายพันธ์ได้ทุกเมื่อและผสมพันธ์ได้ทุกพรรค ขออย่างเดียวเท่านั้นก็คือ ขอแค่ได้เป็นรัฐบาล
การเมืองบ้านเราช่วงนี้ เอาจริงจังอะไรไม่ได้หรอกครับ จะมีปฏิวัติอีกรอบหรือเปล่าก็เดายาก เรื่องปฏิวัติรัฐประหารในบ้านเราเป็นเรื่องต้องห้าม คือห้ามเดาครับ
หากบ้านเรามีนักการเมืองที่ดีๆ คงไม่มีใครปฏิวัติ เพราะจะโดนชาวบ้านโห่ไล่ แต่หากมีนักการเมืองเลวๆ กินไม่หยุดโกงไม่ยั้ง ก็ฝากผู้มีอำนาจที่มีอุปกรณ์ครบมือช่วยสั่งสอนด้วยก็แล้วกัน เอาให้เจ็บๆหน่อย แต่ไม่ไช่หน่อมแน้มเหมือนที่เคยทำ
และควรถือคติที่ว่า อย่าปล่อยให้นักการเมืองชั่วๆลอยนวล
เลือกตั้งเสร็จแล้ว ฝ่ายการเมืองที่ชนะเลือกตั้งก็อย่าโอหังว่า เป็นเสียงประชาชนที่มอบสิทธิในการบริหารประเทศ และคิดจะทำอะไรได้ตามใจชอบ เหมือนกับอดีตผู้นำที่มักอ้างว่า 14 ล้านเสียงบ้าง 19 ล้านเสียงบ้าง ทั้งๆที่รู้กันอยู่ว่า เอาเงินซื้อเสียงมาทั้งนั้น
อย่าลืมว่าทหารมีภาระหน้าที่ในการปกป้องประเทศ และยังต้องรักษาเหตุร้ายต่างๆในบ้านเมือง
ความสงบสุขของคนในชาติย่อมอยู่เหนือสิ่งใด หากฝ่ายการเมือง หรือกลุ่มใดๆ กระทำการที่หมิ่นแหม่ต่อความมั่นคงแล้ว ทหารก็มีหน้าที่เข้ามาดูแล และเป็นไปไม่ได้ที่ทหารจะปล่อยให้บ้านเมืองเกิดกลียุค
อย่างสร้างเงื่อนไข และอย่าได้กระทำการใดๆที่กระทบต่อสถาบันสูงสุดของชาติ
อาแปะ
21 ธันวาคม 2550
|