Photoontour.com   โฟโต้ออนทัวร์ Home > Flower & Nature > Part 6    
 
Click >> Home
ทุ่งดอกเรฟซีด (Rapeseed หรือ Canola) เหลืองอร่ามตลอดระยะทางราว 200 กม. จากเมืองเซึ่ยงไฮ้ สู่ หังโจว
 
           

ทุ่งดอกเรฟซีด (Rapeseed or Canola)
(บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน มีนาคม 52)

 


“ ไกด์..นั่นดอกอะไรนะ เหลืองเต็มทุ่งเลย... ”

เป็นคำถามที่ผู้เดินทางถามไกด์จีนในระหว่างนั่งรถบัสจากเมืองเซี่ยงไฮ้สู่หังโจว ที่ทำเอาคนไทยตื่นเต้นกันใหญ่ กับท้องทุ่งเหลืองอร่าม ของพืชชนิดหนึ่งที่มีความสูงระดับเอว พร้อมออกดอกสีเหลืองสด ตลอดสองข้างทางที่มีระยะทางราว 200 กม.

ไกด์ชาวจีนบอกชื่อดอกชนิดนี้เป็นภาษาจีน แต่ก็ลืมไปแล้ว เพราะฟังแล้วก็ยังออกเสียงกันไม่ค่อยถูก แถมจดจำยากด้วย

มาจดจำในชื่อภาษาอังกฤษดีกว่า จำง่ายกว่าด้วย

ต้น เรฟซีด ครับ ชื่อภาษาอังกฤษว่า Rapeseed หรือ Canola ปลูกสำหรับนำเมล็ดมาสกัดทำน้ำมัน คล้ายกับน้ำมันถั่วเหลือง

ดอกไม้ชนิดนี้ คิดว่าหลายคนคงเคยเห็นจากภาพยนตร์สารคดีของต่างประเทศ แต่ก็สงสัยว่ามันเป็นต้นอะไร และปลูกไปทำอะไรกันตั้งเยอะแยะ บางแห่งก็เคยเห็นเป็นทุ่งเวิ้งว้างขนาดใหญ่ มองไปจนสุดลูกหูลูกตา

พืชตระกูลนี้ ใช้สกัดทำน้ำมันเช่นเดียวกับพืชชนิดอื่น เช่น ปาล์ม ดอกทานตะวัน ถั่วเหลือง งา ฯลฯ

เรฟซีด สกัดไปทำน้ำมันพืชที่ใช้ปรุงอาหารเช่นเดียวกับดอกทานตะวัน ส่วนกากที่เหลือก็นำไปทำอาหารสัตว์ เช่นเดียวกับกากถั่วเหลือง ปัจจุบันยังนำไปผสมกับน้ำมันของเครื่องยนต์ ที่เรียกว่าน้ำมัน ไบโอดีเซล และขณะนี้ก็กำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นกันมาก เพื่อป้อนให้กับธุรกิจประเภทพลังงานทางเลือก

เรฟซีดปลูกมากในหลายประเทศ โดยเฉพาะแถบยุโรป อเมริกา อเมริกาใต้ ลาตินอเมริกา คานาดา ออสเตรเลีย ประเทศจีน รวมทั้งประเทศอื่นๆอีก สำหรับประเทศจีนปลูกกันเกือบจะทุกมณฑล ที่มากที่สุดเห็นจะเป็นมณฑลยูนนาน โดยเฉพาะที่เมือง โหลผิง หรือหลอผิง (Luoping)



ต้นเรฟซีดที่เห็นสองข้างทางระหว่างนั่งรถจาก เซี่ยงไฮ้ สู่ เมืองหังโจว นี้ อาจจะเรียกว่าแค่ระดับน้ำจิ้ม หรือเป็นเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเอง การปลูกต้นเรฟซีด โดยปกติแล้วจะปลูกกันในชนบทที่มีพื้นที่โล่งกว้างและไม่มีต้นไม้ใหญ่ขี้น เช่นเดียวกับการปลูกข้าว บางแห่งก็ปลูกกันใหญ่โตมโหฬาร ชนิดแทบไม่เชื่อสายตา หากใครสนใจ และอยากเห็นชนิดเต็มตา คงต้องเดินทางไปในเมืองชนบท หรือ เมืองโหลผิง ที่อยู่ด้านทิศตะวันออกของมณฑลยูนนาน

ไปเห็นแล้วอาจอุทานออกมาก็ได้ว่า “ นี่เป็นสวรรค์บนโลกมนุษย์หรือเปล่า.. ”

จากภาพยนต์สารคดี และจากภาพถ่ายของต่างประเทศที่เคยเห็นในหลายๆแห่ง ดูแล้วมันยิ่งใหญ่จนไม่ต้องบรรยาย

เมืองไทยคงหาพื้นที่ลักษณะเป็นท้องทุ่งโล่ง หรือเป็นฟาร์มขนาดไหญ่เหมือนในต่างประเทศค่อนข้างยาก เพราะบ้านเราส่วนใหญ่ทำการเกษตรกันแบบครัวเรือน ต่างกับฟาร์มเกษตรในสหรัฐอเมริกา หรือในท้องที่ชนบทของประเทศทางแถบยุโรป ที่ทำเป็นธุรกิจ มีเครื่องมือเครื่องจักรที่สมัย และที่สำคัญเกษตรกรเหล่านั้นมีความรู้เรื่องการเกษตรเป็นอย่างดี

พอพูดถึงยุโรป หรืออเมริกา คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเมืองขนาดใหญ่ที่มีแต่ตึกระฟ้า แต่ในท้องถิ่นชนบทของประเทศเหล่านี้ กลับมีฟาร์มขนาดใหญ่มากมาย มีพื้นที่เพาะปลูกที่ทำกันอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันก็ยังรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมไปในตัวด้วย

ทุ่งดอกทานตะวันในบ้านเราเป็นฟาร์มเกษตรที่พอจะเทียบกับบ้านเมืองเค้าได้บ้าง แต่เกษตรกรบ้านเรายังหาจุดยืนไม่ค่อยจะลงตัว หากพืชชนิดไหนมีราคาดีก็มักจะแห่ปลูกกัน แรกๆก็ราคาดี แต่ที่สุดก็ราคาตกเพราะปลูกกันจนล้นตลาด

ใครว่าอะไรดี ก็จะเปลี่ยนจากพืชที่เคยปลูก แล้วหันมาปลูกพืชชนิดใหม่ ต้องมาเริ่มศึกษาธรรมชาติของพืชพันธ์ใหม่ ลองผิดลองถูก กันสักระยะจึงจะพอเข้าใจ กว่าจะรู้ซึ้งก็อาจมีพืชชนิดอื่นเข้ามาหลอกล่อให้ต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นกันอีก เรียกว่าไม่จบไม่สิ้น ชีวิตจึงฝากไว้กับอนาคต

แต่ท้ายที่สุดแล้วเรามีความก้าวหน้าหรือไม่ มีชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่...

ตรงนี้ต่างหากที่น่าจะเป็นเครื่องชี้วัดว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแต่ไหน หรือว่ายิ่งปลูกก็ยิ่งจน ในที่สุดก็ต้องขายที่เพื่อปลดหนี้ ตามที่เกษตรกรรุ่นก่อนๆเคยทำมาแล้ว จนถึงขณะนี้ วงจรชีวิตของชาวไร่ชาวนา หรือเกษตรกร ก็ยังวนเวียนอยู่แบบเดิม หาความก้าวหน้ากันไม่ค่อยได้ ที่ประสบความสำเร็จก็ยังมี แต่ที่ความล้มเหลวก็มีมาก แต่ส่วนใหญ่จะประสบความล้มเหลวมากกว่า

เกษตรกรบ้านเราไม่น้อยดูเหมือนชีวิตจะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ และยากจนขึ้นทุกวัน จนทรัพย์สินอันเป็นมรดกของบรรพบุรุษที่ให้มา ก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้ คิดแล้วก็เป็นเรื่องน่าแปลก ที่คนรุ่นก่อนๆถึงจนแค่ไหนก็ไม่คิดจะขายที่ขายนา เพราะถือว่าเป็นทรัพย์สมบัติที่สามารถสร้างผลผลิตให้เป็นเงิน สามารถจุนเจือครอบครัวได้ไปตลอดชาติ เงินทองจากขายที่นาก็ไช่ว่าจะทำให้ชีวิตมีความสุข หลายคนก็กลับไปยากจนเหมือนเดิม เพราะไม่เคยมีเงินมากมาย เงินที่ได้มาก็ใช้จ่ายไม่เป็น ไม่ต่างกับที่หลายคนมักใช้คำว่า เศรษฐีบ้านนอก สุดท้ายชีวิตก็กลับมาสู่จุดเดิม

เพราะอยากรวยหรือเปล่า ชีวิตจึงต้องเป็นแบบนี้ ความฟุ้งเฟ้อ อยากมั่งอยากมี จึงต้องจ่ายมากขึ้น ต้นทุนในการดำรงชีวิตสูงขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และสูงขึ้นเรื่อยๆ จนติดลบ หรือเรียกว่าต้นทุนสูงกว่าที่ขายได้ ชีวิตผูกไว้กับเจ้าของร้านขายปุ๋ยและยาฆ่าแมลง หรืออาจจะกู้หนี้ยืมสินจากเถ้าแก่โรงสี หรือพ่อค้าในตลาด โดยยอมจ่ายดอกสูงๆ และมีโฉนดมาค้ำประกันเงินกู้ ที่สุดก็ถูกยึด หมดตูด

เห็นคนอื่นเขาทำการเกษตรเคมีก็ขายได้ขายดี จึงเอาอย่างบ้าง โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่กระทำกำลังพาตัวเองลงสู่หุบเหว สุขภาพก็ย่ำแย่เพราะโดนพิษของสารเคมีทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแปลง นานเข้าดินในนาหรือในสวนก็เสื่อมโทรม จึงจำต้องเร่งใส่ปุ๋ยกันหนักกว่าแต่ก่อน ต้องกู้เงินมากขึ้น เรียกว่าชีวิตติดลบ

ละครน้ำเน่าแบบนี้เห็นมีมานานแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังมีให้ดูไม่รู้จักจบ ทำไปทำมาก็ต้องมาพึ่งรัฐบาล ขอให้ช่วย หรือบังคับรัฐบาลให้ช่วย ไม่ว่าจะเป็นขอให้พักหนี้ ปลดหนี้ หรือขอให้ประกันราคา ทุกปีเราจะได้ยินแต่ข่าวทำนองนี้มาตลอด เรียกว่าพอถึงฤดูกาลรอบปีก็จะมีข่าว ให้รับฟังกันจนซ้ำซาก น่าเบื่อหน่าย

ก็ยังดีที่ไม่ได้ร้องขอให้รัฐบาลเลี้ยงดูครอบครัวไปตลอดชีวิต และสร้างบ้านให้อยู่ฟรี แถมรถยนต์ให้อีกคัน โดยอาจจะอ้างเป็นหน้าที่ของรัฐบาลมีหน้าที่ต้องดูแลประชาชน ไม่ช่วยเหลือก็ขู่จะปิดถนน เอาพืชไร่มาเททิ้ง ปล่อยให้ผู้สัญจรไปมาต้องเดือดร้อน แบบนี้เรียกว่าเป็นหนังชีวิตประเภทเน่าๆ ไครได้ยินข่าวทำนองนี้ก็รู้สึกเบื่อหน่าย และบ่นกันมาเยอะแล้วว่า เมื่อไหร่จะหมดไปจากเมืองไทยเสียที

ชาวบ้านเขาด่ากันทั้งนั้นว่า คนพวกนี้เป็นพวกเห็นแก่ตัว ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน

ขี้ไม่ออก เยี่ยวไม่ไหล ก็ร้องแร่แห่กระเฌอให้รัฐบาลช่วย ทำตัวเหมือนเด็กๆที่ชอบแบบมือขอเงินพ่อแม่ จะปลูกพืชปลูกผักอะไร ตนเองก็เป็นคนตัดสินใจทั้งนั้น รัฐบาลไม่ได้มีส่วนรู้ส่วนเห็นอะไร ลำไยราคาดีก็แห่ปลูกกันเข้าไป ลิ้นจี่คิดว่าอนาคตดีก็ลงทุนกันเข้าไป บ้างกู้เงินเค้ามา หรือจำนองที่สวนที่นา พอราคาตก ขายไม่ออก แทนที่จะโทษตัวเองว่าโง่ และไม่คิดให้ดี หรือไม่ตัดสินใจให้รอบคอบ กลายเป็นว่าต้องโทษรัฐบาลที่ไม่ช่วย และถือว่าเป็นความผิดของรัฐบาลไปโน่น ทั้งที่รัฐบาลไม่มีส่วนรู้เห็นอะไรเลย

คนแบบนี้เรียกว่า ขี้ไม่ออก เยี่ยวไม่ไหล ก็เรียกร้องให้รัฐบาลมาช่วยแคะให้มันออก มาช่วยบีบให้มันไหล รัฐบาลไม่แคะ ไม่บีบ มันก็ขู่ว่าจะเอาขี้มาปาหัวรัฐบาล ขู่จะเอาขี้หมู ขี้หมา ขี้วัว ขี้ควาย มากองขวางถนน เออ.. เอาเข้าไป

" บ้าจริง..ตูดของมัน ขี้ของมัน ดันจะให้คนอื่นต้องเกี่ยวข้องและต้องแก้ปัญหาให้มันด้วย "


แล้วเกษตรกรในประเทศจีน มีสภาพเป็นแบบบ้านเราหรือไม่

ตอนต่อไปจะมาบอกกล่าวกันครับ...พร้อมกับให้ดูภาพพื้นที่การเกษตรของประเทศจีนว่าเค้าปลูกพืชอะไรกันบ้าง และปลูกกันอย่างไร

เห็นแล้วก็อาจจะทึ่ง เพราะแปลงเกษตรที่เห็นผ่านตาตลอดระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรในพื้นที่เมืองคุณหมิง เป็นการปลูกพืชแบบผสมผสาน และไม่อยากบอกว่าเป็นการเกษตรแบบพอเพียงที่เกษตรกรไทยกำลังศึกษา หรือกำลังตื่นตัวอยู่ในขณะนี้

เกษตรกรจีนมีแนวคิดในการทำการเกษตร แบบพอเพียง หรือแบบเศรษฐกิจทฤษฏีใหม่ เหมือนบ้านเราหรือไม่

เอาไว้มาดูภาพ และตัดสินด้วยตัวเองในตอนต่อไปดีกว่าครับ...

ใครที่สนใจเรื่องการเกษตรแนวใหม่ หรือเศรษฐกิจพอเพียง ต้องดูให้ได้ เป็นการเปิดโลกกว้างของการเกษตรในต่างแดน และจะได้เข้าใจว่า คนจีนทำการเกษตรกับแบบใด และอาจได้คำตอบว่าทำไมพืชผักและผลไม้จากจีนจึงทะลักออกสู่ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกับประเทศทางแถบอินโดจีนกันมาก ชนิดไปถึงประเทศไหน ก็เข้าถล่มทลายประเทศนั้น จนย่ำแย่ไปตามๆกัน แม้แต่เกษตรกรบ้านเราก็ได้รับผลกระทบไปไม่น้อย

สินค้าเกษตรจากจีน ทั้งราคาถูก และคุณภาพดี ทุกวันนี้หลายคนอาจบริโภคพืชผักผลไม้หลายๆอย่าง จนไม่รู้ว่าเป็นการนำเข้ามาจากประเทศจีน




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
14 กรกฏาคม 2552

..................................................................................................................................................................................................

ต้องการนำภาพ หรือ บทความ จากโฟโต้ออนทัวร์ไปใช้งาน < คลิก >


   
       
             
copyright © 2009 www.photoontour.com, All rights reserved