Photoontour.com   โฟโต้ออนทัวร์ Home > Flower & Nature > Phuping 4    
 
Fkower Gallery Click >> Home
Phuping Palace Chiengmai : ภาพดอกไม้จากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือน มีค.54 ( ภาพชุดที่ 4 )
 
   

   Click ดูภาพชุดอื่นๆในเมนู Flower & Nature  
ต้องการ Save / Copy ภาพ   คลิก  
1 ดอกไม้
เชียงใหม่
2 ดอกไม้
เชียงใหม่
3 กล้วยไม้
สวนผีเสื้อ
4 อรุณรุ่ง
ที่ริมวัง
5 หน้าต่าง
รถไฟ
6 เรฟซีด
ที่เซี่ยงไฮ้
7การเกษตร
ที่คุนหมิง 1
8 การเกษตร
คุนหมิง 2
9 การเกษตร
คุนหมิง 3

   
 




ดอกไม้ในพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ตอน 4 (Phuping Palace 4)
(บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน มกราคม 2554)



ภาพชุดดอกไม้ในพระตำหนักภูพิงค์มาถึงตอนสุดท้ายแล้วละครับ  เป็นภาพต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว  หรือตามเส้นทางในเขตพระตำหนัก  โดยมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำตามจุดต่างๆ  เพราะสถานที่ค่อนข้างจะกว้างขวาง   ระหว่างที่เดินก็คอยสังเกตว่าตรงไหนมีดอกไม้มากๆ  ก็จะเดินไปตามนั้น  ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง  แต่ถ้าหากมีเวลาจำกัดก็พยายามดูนาฬิกาด้วย  กลัวจะเพลินกับดอกไม้จนลืมเรื่องเวลา

ระหว่างที่นั่งพักก็สอบถามเจ้าหน้าที่ว่าจะต้องออกทางเดิมหรือไม่เพราะรู้สึกมาไกลพอสมควร  แต่เจ้าหน้าที่แนะนำให้เดินขึ้นไปบริเวณเนินเขาที่เห็นอยู่ข้างหน้า  บอกว่ามีพันธ์ไม้แปลกๆ  และมีอ่างเก็บน้ำอยู่ด้านบน  ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของพระตำหนัก

แรกๆญาติที่มาด้วยกันทำท่าว่าจะถอยกลับไปทางเดิม   เพราะเห็นทางขั้นบันใดแล้วว่าคงได้เหงื่อแน่  แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่เห็นบ่นสักคำ  เพราะเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ  เหนือยก็นั่งพัก  แถบยังบอกว่าอากาศเย็นสบายเหมือนอยู่ห้องแอร์ ทั้งๆที่เป็นเวลาเที่ยงวัน

เนินเขาลูกเล็กๆที่นี่เป็นป่าชุ่มชื้น  และน่าจะมีเพียงจุดเดียวบนพระตำหนัก  ต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นพันธ์ไม้ในเขตป่าชื้น บางชนิดก็ไม่เคยเห็นมาก่อน  โดยเฉพาะต้นเฟิร์นขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายต้นปาล์ม  ซึ่งมีอยู่หลายต้น  บางต้นมีอายุมาก  และเป็นพันธ์ที่หายาก 

เจ้าหน้าที่บอกว่าบริเวณป่าชื้นนี้เป็นพระราชดำริของพระราชินี  

หากใครมาเที่ยวก็จะรู้สึกได้เอง และอาจพบกับความประหลาดใจว่าเมื่อเข้ามาในบริเวณป่านี้แล้วจะรู้สึกเย็นสบายกว่าด้านล่าง 

เดินขึ้นเนินมาไม่นานก็มาถึงอ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่ประมาณหนึ่งในสี่ของสนามฟุตบอล  และน้ำที่เห็นในอ่างซีเมนต์ขนาดใหญ่นี้ก็มีไว้ใช้ในพระตำหนักนี้ทั้งหมด 

เราเดินอ้อมอ่างเก็บน้ำจนมาถึงร้านอาหารที่เป็นมุมพักผ่อนของนักท่องเที่ยว ใครมาถึงจุดนี้ก็ต้องแวะพักกันก่อน  ที่นี่มีของขายหลายอย่าง  ทั้งอาหารและของว่าง  น้ำชา กาแฟ  พร้อม

ทั้งหมดนี้มาจากโครงการหลวง กาแฟก็มาจากดอยตุง  ส่วนพืชผักผลไม้ก็มาจากโครงการในพระราชดำริหรือโครงการหลวง  เรียกว่าทานได้อย่างสนิทใจ  และปลอดภัยต่อสุขภาพ 

ใครมาเที่ยวพระตำหนักภูพิงค์แล้วต้องเดินมาจนถึงร้านอาหารนี้ให้ได้  เพราะเป็นจุดสูงสุด   นั่งจิบกาแฟ หรือน้ำผลไม้ปั่น  ในบรรยากาศสบายๆจนไม่อยากจะลุกไปไหน 

เรานั่งอยู่ที่ร้านอาหารได้พักใหญ่ๆก็ต้องเดินทางกลับ  แต่เป็นการกลับอีกเส้นทางหนึ่ง  เดินไปไม่กี่ก้าวก็มาถึงประตูทางเข้าพระตำหนัก  ถึงรู้ว่าร้านอาหารนี้อยู่เกือบจะถึงทางออกอยู่แล้ว  

พระตำหนักภูพิงค์ ณ ปัจจุบัน ต้องบอกว่าสวยกว่าที่คิด  ญาติที่มาด้วยกันต่างชื่นชมกับความสวยงามของต้นไม้ดอกไม้ชนิดที่ลืมไม่ลง  ขณะเดียวกํนก็มีโอกาสถ่ายภาพดอกไม้ชนิดต่างๆอย่างไม่รู้จักเหนื่อย  ทุกย่างก้าวที่เดินมีแค่ความสวยงามชนิดไม่ซ้ำกัน   เชื่อว่าภาพเช่นนี้น่าจะประทับใจไปอีกนาน 

ปัจจุบันพระตำหนักแห่งนี้คงไม่ได้รับเสด็จในหลวงและพระราชินี  รวมทั้งพระบรมวงศานุวงค์มาเป็นเวลานาน   ตำหนักภูพิงค์คงค่อยๆเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเช่นเดียวกับพระตำหนักดอยตุง  สถานที่ประทับของสมเด็จย่า  ที่อยู่บนเขาในจังหวัดเชียงราย  ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใครๆก็อยากไปเห็นโดยเฉพาะสวนดอกไม้ที่นี่ขึ้นชื่อมาก

ดอยตุงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการหลวงในจังหวัดเชียงราย  ที่สร้างชีวิตใหม่ให้กับผู้คนในพื้นที่  โดยเฉพาะชาวเขาเผ่าต่างๆที่เข้าร่วมโครงการ  ทำให้ผู้คนเหล่านั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  มีฐานะขึ้น  และที่สำคัญก็คือได้ร่วมอยู่ในองค์กรด้านการเกษตรที่มีประสิทธิภาพสูง  มีขบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ  อนาคตคาดหวังได้ว่าน่าจะมีส่วนพลักดันให้เอกชนเข้ามาทำธุรกิจการเกษตรที่ยั่งยืนแบบนี้มากยิ่งขึ้น 

โครงการหลวงในปัจจุบันน่าจะเป็นต้นแบบของธุรกิจกิจด้านการเกษตร  ที่ให้ความรู้ทางวิชาการกับเกษตรกร   ส่งเสริมการปลูกพืชผักปลอดสารพิษ (Organic)   เหมือนกับที่เคยเห็นการเพาะปลูกบนเขาคาเมรอน ประเทศมาเลเซีย  ที่นั้นเขารับประกันว่าผลผลิตทุกชนิดจะไม่มีสารเคมีใดๆ  ทั้งปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง  เรียกว่า Organic Product

ในเมืองไทยทีเห็นชัดเจนก็มีร้านของโครงการหลวง และร้านตามปั้มน้ำมันบางจาก เรียกว่ามีน้อยมาก

แต่คาเมรอนทำมากไปกว่าที่คิด ก็คือมีการรักษาสภาพแวดล้อมควบคู่ไปกับการเพาะปลูก

ขณะเดียวกันก็ยังส่งเสริมให้เป็นสถานที่พักผ่อน  และเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือโฮมสเตย์  นับว่าเป็นต้นแบบที่เกษตรกรไทยน่าจะมาศึกษาเรียนรู้ว่าเขากันได้อย่างไร  ทั้งวิธีการและแนวคิดก้าวไปไกลมาก   แต่บ้านเราก็ยังโชคดีที่โครงการหลวงมีแนวนโยบายที่คล้ายๆกับการเกษตรบนเขาคาเมรอนที่มีมานานนับเป็นร้อยๆปี   จุดเริ่มต้นบนเขาคาเมรอนก็คล้ายกับโครงการหลวงในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   เริ่มจากทดลองนำพืชผักเมืองหนาวมาปลูกที่ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ ้มีการค้นคว้าเพื่อหาพันธ์พืชผักจากต่างประเทศ ที่สามารถทดแทนการปลูกฝิ่นของชาวเขา

แต่อากาศและภูมิประเทศที่คาเมรอน ประเทศมาเลเซีย ต่างจากภาคเหนือของไทยที่เป็นเขตหนาวและมีความแห้งแล้ง  ส่วนคาเมรอนเป็นเทือกเขาสูงในเขตป่าฝน  อากาศไม่หนาวจัดแต่เย็นสบาย  ภูมิอากาศคล้ายกับทางภาคใต้ของไทย  ที่มีฝนตกชุกตลอดปี  ไม่ต่างกับเก็นติ้งไฮแลนด์แดนกาสิโน  ที่เห็นเมฆฝนลอยต่ำจนสัมผัสได้เหมือนมีหมอกลงตลอดทั้งวัน

ที่คาเมรอนมีการนำเอาความรู้ ที่เรียกว่า ” วิทยาศาสตร์การเกษตร” เข้ามาช่วยพัฒนาการพืชผักผลไม้ ชนิดที่แทบจะเรียกว่าสั่งได้เลยว่าจะให้มีผลออกมาเป็นจำนวนเท่าใด   เพื่อให้ได้ขนาดและปริมาณที่เหมาะสม  

ลองคลิกดูเว็บไซต์ของธุรกิจการเกษตรที่ทันสมัยของมาเลเซีย ที่เรียกว่า Organic Product หรือ Organic Farm
Capillary AgroTech (Malaysia) Sdn Bhd
Cameron Orgnanic
Zenxin Organic

การเกษตรในแนวทางแบบนี้มีมากมายในรัฐต่างๆของมาเลเซีย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เขาคาเมรอน

บ้านเราเคยได้ยินเรื่องการพัฒนาสายพันธ์  เพื่อให้มีผลผลิตที่มีได้ปริมาณมากๆและทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ   แต่ที่คาเมรอนเข้าใจว่าเขามีการพัฒนาดินปลูกเพื่อให้มีแร่ธาตุหรือสารอาหารเหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด   หากเป็นตามที่เข้าใจแล้วก็น่าบอกได้ว่า  ดินปลูกของพืชแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน และมีส่วนผสมของสารอินทรีย์ที่ไม่เหมือนกัน 

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็คงมีการค้นคว้าวิจัยมาเป็นเวลานาน ว่าพืชแต่ละชนิดต้องการสารอาหารอะไรบ้าง   ในปริมาณมากน้อยแต่ไหน  ในช่วงเวลาที่พืชชนิดนั้นให้ผลผลิตอย่างเต็มที่ 

เข้าใจว่าดินปลูกของพืชแต่ละชนิด น่าจะมาจากโรงงานที่มีส่วนผสมของสารอาหารอย่างพอเหมาะ และครบถ้วนตามหลักวิชาตามที่พืชแต่ละชนิดต้องการ  ในระหว่างที่ต้นไม้กำลังเติบโตก็คงไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเหมือนกับที่บ้านเรากำลังทำกันอยู่ทุกวันนี้  หรืออย่างมากก็เติมสารอินทรีย์ เป็นระยะๆ

ที่คาเมรอนเขาห้ามใช้ปุ๋ยเคมี รวมไปถึงห้ามฉีดพ่นยาฆ่าแมลงด้วย  ซึ่งเป็นเรื่องน่าศึกษาว่าเขาทำได้อย่างไร ขณะเดียวกันพืชผักแต่ละชนิดก็ออกดอกออกผลกันอย่างสมบูรณ์เต็มที่  และมีราคาถูกอีกด้วย (ราคาที่ขายในตลาดริมทางคาเมรอน)

สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าเป็นของแปลกสำหรับบ้านเราก็คือเขามีการควบคุมอุณหภูมิในแปลงปลูกด้วย  ซึ่งพืชแต่ละชนิดได้ผ่านการทดลองและวิจัยแล้วว่า  อุณหภูมิระดับไหนที่เหมาะสำหรับพืชแต่ละชนิด  เรื่องเหล่านี้หากเป็นบ้านเราก็ยากที่เกษตรกรจะเข้าใจและเข้าถึง และน่าจะใช้เงินลงทุนสูง แค่คาเมรอนของมาเลเซียทำในรูปบริษัทฯนิติบุคคล ข้างกล่องบรรจุภัณฑ์จะระบุรายละเอียดของพืชผักชัดเจน รวมทั้งชื่อบริษัทด้วย ออกจากสวนก็สามารถส่งขายไปต่างประเทศได้เลย

ย้อนกลับมาบ้านเรา การที่จะให้กลุ่มเกษตรกรรวมตัวกันเป็นบริษัทหรืองค์กรนิติบุคคล ก็คงทำได้ยาก เพราะพิ้นฐานความรู้ในเชิงบริหารและความรู้ทางการเกษตรมีน้อยเต็มทน แค่รวมตัวกันแล้วตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรของหมู่บ้าน เพื่อรับเงินอุดหนุนช่วยเหลือจากรัฐบาลก็ยังลูกผีลูกคน ทำเจ้งกันเป็นส่วนใหญ่ โครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ที่เคยได้ยิน รับเงินเสร็จโครงการก็เสร็จตาม

ทุนก็หมดแถมยังเป็นหนี้ที่รอรัฐบาลมาช่วยแก้ไข เพื่อปลดหนี้ให้ เมื่อปลดแล้วรัฐบาลใหม่ก็จะมีเงินมาให้เล่นแชร์กันอีก เอ้ย..มาให้ผลิตสินค้าโอท๊อปกันใหม่ จากนั้นก็เจ้งอีกตามเคย สินค้าเหลานี้มันมีสารพิษ พวกเหลือบหนอนที่เข้ามาซอนไซหาเศษหาเลย มีมากจนปราบไม่อยู่

คาเมรอนเติบโตได้ก็เป็นผลพลอยได้จากนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ  ที่มาตั้งศูนย์ค้นคว้าวิจัยพืชผักเมืองหนาว   เมื่อครั้งที่มาเลเซียเป็นประเทศในอาณานิคมของอังกฤษ  หรือเมื่อราว 100 ปีก่อน  เริ่มจากปลูกชา ถัดมาก็เป็นสตอเบอรี่ จากนั้นก็มีพืชชนิดอื่นๆตามมาอีกมากมาย

แรกเรื่มธุรกิจเหล่านี้มีชาวอังกฤษเป็นเจ้าของกิจการ แต่หลังจากมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2506 หรือเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน จึงเปลี่ยนเจ้าของมาเป็นคนมาเลเซีย

เมืองไทยเป็นเมืองเกษตรกรรมมาแต่ไหนแต่ไร  แต่แปลกใจมากกว่าเรากลับขาดความรู้ความเข้าใจการเกษตรในขั้นสูง   ต่างกับอีกหลายๆประเทศที่เขาพัฒนาก้าวไปไกลกว่าบ้านเรามาก

ประเทศไทยมีธุรกิจอุตสาหรรมขนาดใหญ่มากมาย  แต่ไม่มีธุรกิจการเกษตรที่ผลิตสินค้าประเภทพืชผักกันอย่างจริงจัง  ถึงมีบ้างแต่ก็เป็นธุรกิจเล็กๆและทำเพื่อลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น  ส่วนใหญ่บ้านเรามีแต่ชาวนาชาวสวน  ทีมีข้อจำกัดในเรื่องความรู้ขั้นสูง  ภาคการเกษตรของเราจึงเป็นง่อยเปลี้ยกันแบบที่เห็น  ยิ่งเห็นชาวนาทิ้งท้องไร่ท้องนา  ปล่อยให้หญ้าขึ้นรก โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์จากพื้นดินก็รู้สึกเสียดาย ประเทศชาติต้องสูญเสีญโอกาสไปอย่างมหาศาล  ผิดกับประเทศจีนและเวียดนาม  แทบจะเรียกว่าไม่มีที่ดินว่างเปล่าให้เห็น   

เกษตรกรบ้านเราขาดภูมิคุ้มกันในอาชีพ  ขาดความรู้ในภาคการเกษตร  จึงตกเป็นทาสของธุรกิจที่ผลิตปุ๋ย หรือผลิตยาฆ่าแมลงกันจนหมดสิ้น
 บางรายสิ้นเนื้อประดาตัว

หากรัฐจะส่งเสริมเกษตรกรอย่างแท้จริง  ต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกหลานเกษตรกรได้สานต่ออาชีพนี้จากบรรพบุรุษ  เช่นให้เรียนฟรีในสาขาการเกษตรจนจบขั้นปริญญาตรี  และให้สิทธิพิเศษในการศึกษาขั้นสูงขึ้นไปอีก   เพราะความรู้เหล่านี้จะย้อนกลับมาพัฒนาประเทศในภายหลัง  ไม่ไช่เป็นแบบปัจจุบันที่ลูกหลาน
ไม่อยากทำไร่ทำสวนกันแล้ว  

เกษตรกรเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ  แต่น่าเสียดายที่ถูกละเลยจากรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่า   ลูกหลานเกษตรกรอยากจะเรียนต่อในภาคการเกษตร  แต่ก็ถูกลูกคนมีเงินแย่งที่เรียนจนหมด เรียนจบก็ไม่มีใครมายึดอาชีพนี้ ไปทำงานหรือไปเรียนต่อในสาขาอื่นจนหมด

เราไม่มีวิทยาลัย ที่มุ่งเน้นส่งเสริมเกษตรกรที่แท้จริง  สถาบันด้านการเกษตรที่มีอยู่ก็ถือหลักเหมือนๆกันที่ว่า  ใครสอบได้ก็มีสิทธิเรียน  ลูกเกษตรกรจึงเสียเปรียบมาตั้งแต่ยังไม่ได้สอบ  คนมีอาชีพเกษตรที่แท้จริงกลับหมดเข้าเรียนในสถาบันการเกษตรของรัฐ  

ผิดกับวิชาชีพทหารที่จะให้สิทธิ์พิเศษแก่ลูกหลานของทหารมากกว่าบุคคลอื่น   และจะให้สิทธิ์มากเป็นขั้นๆตามความสำคัญของผู้เป็นพ่อที่เคยทำบุญคุณให้กับกองทัพ  เช่นบิดาเป็นทหาร  บิดาเคยผ่านสนามรบ  บิดาเคยได้รับเหรียญกล้าหาญ  หรือบิดาเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่  ก็จะได้สิทธิพิเศษหรือได้คะแนนการสอบเพิ่มขึ้น กรณีบิดาเสียชีวิตในสนามรบอาจได้สิทธิโดยไม่ต้องสอบพร้อมกับได้ทุนเรียนฟรีตลอดการศึกษา

ที่เขาให้สิทธิพิเศษก็เพื่อต้องการสืบสายเลือดของบรรพบุรุษ  ไม่ต่างกับการคัดเลือกสายพันธ์ที่ดีในวิชาชีพ  ที่ต้องเสียสละเพื่อประเทศชาติ  ขณะเดียวกันก็เป็นการตอบแทนบุญคุณต่อผู้ที่เคยทำหน้าที่รับใช้ชาติมาก่อน

แต่วิธีการแบบนี้ไม่มีในอาชีพเกษตรกร   ทั้งๆที่เป็นอาชีพหลักของคนไทย  

ในอดีตเรามีความคิดที่จะส่งเสริมอาชีพเกษตรกรของประเทศ  โดยเปิดมหาวิทยาลัยขึ้นมารองรับ แต่ทำไปทำมาสถาบันหรือมหาวิทยาลัยด้านการเกษตร กลับไปตอบสนองผู้ที่มีความได้เปรียบทางการศึกษา หรือลูกคนมีเงินมีฐานะ

บางสถาบันก็ปรับเปลี่ยนนโยบาย  กลายเป็นมหาวิทยาลับจับฉ่าย  เปิดสอนทุกสาขาอาชีพ  แทนที่จะขยายภาคการเกษตรหรือเพิ่มจำนวนนักศึกษาในสาขานี้  กลับไปเพิ่มหรือขยายวิชาการด้านอื่นจนผิดเพี้ยนไปหมด นี่ถ้าไม่เกรงใจเจ้าของประเทศผู้เสียภาษี อาจเปิดรับปริญญาตรีในสาขาโหราศาสตร์ และวิชาไสยศาสตร์ให้รู้แล้วรู้แรดกันไปเลย  

เมืองไทยมีสถาบัน หรือมหาวิทยาลัยที่มุ่งพัฒนาและส่งเสริมภาคการเกษตรของประเทศหรือไม่   คำตอบคือไม่มี 

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องวางแผนเรื่องนี้อย่างจริงจัง  จะได้ไม่ปล่อยให้เกษตรกรทิ้งที่นา หรือตายไปต่อหน้าต่อตา  แล้วต่อไปประชาชนคนไทยก็อาจต้องสั่งซื้อข้าวจากประเทศเวียดนาม จากกัมพูชา หรือจากพม่า 

ดีเหมือนกัน  จะได้มีโอกาสได้กินข้าวเมืองนอกเสียที 

เขียนเรื่องดอกไม้ในภูพิงค์  แต่มาจบลงที่ท้องไร่ท้องนา  อยากเขียนต่อแต่ก็ง่วงนอนแล้วครับ   ขอจบดื้อๆแบบนี้ก็แล้วกัน 


โฟโต้ออนทัวร์    
16 สิงหาคม 2554









ต้องการนำภาพ หรือ บทความ จากโฟโต้ออนทัวร์ไปใช้งาน < คลิก >


   
         
               
copyright © 2009 www.photoontour.com, All rights reserved