Photoontour โฟโต้ออนทัวร์  
Home : Gallery : Chaophraya river #1              
ล่องเจ้าพระยา บางไทร - กรุงเทพฯ
 
 
 
 
     คลิกดูภาพชุดอื่นๆอีกมากมาย
 
 
 
 
 
 
 
     
 



ล่องเจ้าพระยา (ตอนที่ 1)
(บันทึกการเดินทางเมื่อวันที่ 8 กพ.53)



บรรยากาศสองฝั่งเจ้าพระยาจากอยุธยาลงมากรุงเทพฯเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้เรามีภาพให้ชม เป็นการเดินทางในทริปสั้นๆ หรือท่องเที่ยวในวันเดียว

สำหรับการท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เอาไว้ดูภาพกันวันหลัง แต่จะขอตัดฉากมาสู่บรรยากาศของการล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยากันก่อนดีกว่า เพราะเป็นภาพที่ดูสบายๆ และคิดว่าหลายคนก็คงอยากรู้อยากเห็นว่าสองฝั่งเจ้าพระยามีอะไรน่าสนใจบ้าง

หลายคนอยากรู้ ผมก็อยากรู้เหมือนกัน

ทริปของเรานี้เป็นคณะใหญ่มาก ใหญ่จนน่าตกใจว่า จะไหวหรือพี่... ราว 600 กว่าชีวิตครั้บพี่น้อง

เรื่องจำนวนคนนี้คงจะไม่กล่าวถึง เพราะงานนี้ผมถูกชักชวนให้ไปเที่ยวโดยที่ไม่รู้โปรแกรมมาก่อน นึกว่าจะมีแค่บัสเดียวหรือไม่เกิน 30 คน ที่ไหนได้พอไปถึงจุดนัดพบแล้วก็ต้องตกใจว่าผู้คนที่เห็นนี้มางานเดียวกับเราหรือไม่

ปรากฏว่าไช่ครับ งานเดียวกัน

นึกในใจว่าใครรับจัดทัวร์ที่มีลูกทัวร์จำนวนขนาดนี้คงเหนื่อยกันน่าดู ส่วนใหญ่ที่ผมไปเที่ยวเป็นคณะก็ไม่เกิน 30 มาเจอ 600 คน ดูใหญ่โตเกินไป ลุง ป้า น้า อา เพียบ แต่ไม่รู้จักกันเลย

ไหนๆเค้าชวนมาแล้วก็ต้องขึ้นรถไปตามระเบียบ อีกอย่างไปเช้าเย็นกลับก็คงไม่น่ามีปัญหาอะไร

รถบัสขบวนนี้ราว 10 คัน มีรถตำรวจนำทาง ทำให้การเดินทางค่อนข้างจะสะดวก และปลอดภัย

คณะใหญ่เราออกจากรุงเทพก็ขึ้นทางด่วนวงแหวนรอบนอกสายใหม่ เริ่มต้นแถวๆถนนรามอินทรา (น่าจะปากซอยวัชรพล) ทำให้การเดินทางค่อนข้างลื่นไหล เพราะเป็นทางลัดสู่ถนนมอเตอร์เวย์

ทางด่วนเส้นทางนี้ผมยังไม่เคยใช้ ทีแรกก็เล่นเอางง ว่าไปยังไงมายังไงจึงมีทางด่วนเส้นนี้ขึ้นมา สภาพก็ดูค่อนข้างใหม่ แต่มาถึงบางอ้อเมื่อปลายทางของถนนสายนี้ไปเชื่อมกับมอเตอร์เวย์สายเดิม หรือเส้นบางปะอิน – บางนา ที่คุ้นเคย

ด่วนพิเศษบางปะอิน – บางนา ที่เห็นกำลังปรับปรุงและขยายกันใหญ่โตเมื่อราว 2 ปีก่อน มาวันนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และสวยงามจนจำแทบไม่ได้ เรียกว่าเปลี่ยนโฉมกันเลยทีเดียว ส่วนทางด่วนจากรามอินทราที่มาทะลุเส้นนี้ก็เป็นโครงการปรับปรุงมอเตอร์เวย์เช่นกัน


มอเตอร์เวย์สายนี้ช่วงเปิดใหม่ๆเมื่อราวสิบปีก่อนก็ดูดี แต่ระยะหลังๆรถบรรทุกสินค้า และรถหัวลาก 18 ล้อ จากท่าเรือในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มาใช้บริการกันมาก ทำให้การจราจรหนาแน่น และเกิดอุบัติเหตุบ่อย จึงต้องปรับปรุงขยับขยายเพราะเป็นเส้นทางสายสำคัญในการช่วยระบายรถจากภาคเหนือหรือถนนสายเอเชียที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพ

ใครไม่ได้ใช้ถนนสายนี้มาเป็นเวลานาน มาวันนี้คงต้องแปลกใจที่เห็นถนนกว้างขึ้น หรือ 2 เท่าของเส้นเดิม รถราวิ่งจึงกันฉิว ไม่แออัดเหมือนเมื่อก่อน ทิวทัศน์ก็สวยงาม ไม่ต่างกับทางด่วนของจีน จะต่างกันตรงที่บ้านเรามีทางด่วนพิเเศษหรือมอเตอร์เวย์แบบนี้ไม่กี่สาย แต่ประเทศจีนมีนับไม่ถ้วน

หากนึกไม่ออกว่าทางด่วนพิเศษของจีนมีมากขนาดไหน ก็คิดเปรียบเทียบง่ายๆว่าหากเมืองไทยเป็นแบบประเทศจีนก็จะมีทางด่วนพิเศษที่ไม่มีสี่แยก ไม่มีไฟแดง เชื่อมต่อกันหมดทั่วทุกภาค ส่วนถนนสายเดิมที่มีอยู่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นทางหลวงหมายเลข 1 พหลโยธิน สายเหนือ หมายเลข 2 มิตรภาพ ภาคอีสาน หมายเลข 4 ถนนสุขุมวิท ไปภาคใต้ ก็จะกลายเป็นถนนสายรอง หรือถนนท้องถิ่น เชื่อมระหว่างจังหวัด

ส่วนทางด่วนพิเศษจะเป็นสายใหม่ที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล จะเป็นถนนไม่มีแยก ไม่มีไฟแดง แต่เก็บเงินค่าผ่านทาง เช่นเดียวกับทางด่วนทั่วไป

ใครอยากไปแบบรวดเร็วก็ใช้เส้นทางพิเศษ ไม่อยากเสียเงินก็ใช้เส้นทางเดิม และแน่นอนว่าการตัดถนนใหม่ก็จะร่นระยะทางมากกว่าสายเดิมแน่นอน ใครๆก็อยากมาใช้ทางด่วนด้วยกันทั้งนั้น

ตลอดเส้นทางก็จะมีทางเบี่ยงเข้าจังหวัดที่ผ่าน หรือเมืองสำคัญๆเช่นเดียวกับมอเตอร์เวย์บ้านเรา และทุกระยะประมาณ 80 กม.จะมีจุดบริการ ปั้มน้ำมัน ร้านอาหาร ฟาสต์ฟู๊ด ห้องน้ำ ร้านสะดวกซื้อ เรียกว่าทันสมัยมาก โดยเฉพาะห้องน้ำของจีนได้พัฒนาล้ำหน้าแบบก้าวกระโดด เรียกว่าโกอินเตอร์หมดแล้ว ห้องน้ำสะอาด ใช้สุขภัณฑ์อย่างดี ลบล้างภาพลักษณ์เก่าๆ ประเภทนั่งอึก็มองเห็น ก้นขาวๆของอาซิ้มอาหมวย ภาพเดิมๆแบบนี้เมืองใหญ่ๆไม่มีให้เห็นแล้ว ใครไปเที่ยวจีนแล้วเจอห้องน้ำแบบที่ว่า ก็เดาว่าน่าจะไปเที่ยวพิพิฑภัณธ์เมืองเก่าของจีนมากกว่า

ข้อเสียมีอย่างเดียวคือค่าทางด่วนที่มีราคาค่อนข้างแพง เช่นจากกรุงเทพไปขอนแก่นก็อาจเสียค่าผ่านทาง 3-500 บาท โดยจะมีด่านเก็บเงินเป็นช่วงๆ

ก็ยกตัวอย่างคร่าวๆเพื่อให้พอเห็นภาพ แต่ที่เคยเห็นมา ทางด่วนพิเศษของจีนค่อนข้างปลอดภัย ควบคุมความเร็วไม่เกิน 90 ติดกล้องวงจรปิดเป็นระยะๆ และรับประกันว่าไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน เพราะตำรวจจีนไม่มีหยวนหรือยอมกันง่ายๆเหมือนบ้านเรา หลักฐานก็มีปรากฏอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติงาน

ที่แน่กว่านั้น หากรถของทางราชการผ่านช่องจ่ายเงินเสร็จแล้ว ก็จะมีเจ้าหน้าที่เรียกให้ชิดข้างทางเพื่อขอตรวจค้น (ทุกคัน)

ตรวจอะไรหรือ...ก็ตรวจหาพวกของผิดกฏหมาย และตรวจกันอย่างละเอียด เพราะเคยมีประวัติว่านำรถหลวงหรือรถราชการขนมาของหนีภาษี หรือของผิดกฏหมาย ดังนั้นรถทะเบียนราชการทุกหน่วยงานจึงเป็นที่หมายตาของตำรวจทางหลวงเป็นพิเศษ

ใครไปเที่ยวจีนหากเห็นรถเก๋งหรือรถตู้ถูกตรวจค้นที่บริเวณทางด่วน บอกได้เลยว่าเป็นรถของทางราชการ ส่วนรถทั่วไปผ่านฉลุยครับท่าน เห็นแล้วก็อยากให้ตำรวจทางหลวงของจีนมารับจ้างในบ้านเรา แล้วให้ตำรวจทางหลวง หรือเจ้าหน้าที่ทางด่วนในบ้านเรา ไปขายเต้าฮวยให้หมด

บ้านเรา ถนนพัง ขับเร็วเกินกำหนด บรรทุกของผิดกฏหมาย เก็บส่วย เกิดอุบัติเหตุ ก็มีสาเหตุมาจากเจ้าหน้าที่เหล่านี้ทั้งนั้น

ขณะเขียนบทความอยู่นี้ก็เห็นข่าวโทรทัศน์รายงานการประท้วงและปิดถนนของบรรดารถสิบล้อในเส้นบางนา-ชลบุรี ประท้วงตำรวจที่ตั้งด่านตรวจกันถี่ยิบ รวมทั้งกลั่นแกล้งต่างๆนานา พูดตรงๆก็คือ ตำรวจตั้งด่านไถเงินดีๆนี่เอง


มาล่องเรือกันดีกว่า

ล่องเจ้าพระยาครั้งนี้เป็นเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise) ชนิดที่ต้องเรียกว่าใหญ่มากๆ ชื่อว่าเรือ “ ริเวอร์ไซด์ 3 “ ลำนี้จุคนได้ถึง 1,250 คน คณะเราแค่ 600 จึงมีที่เหลืออีกมาก

เขาคุยว่าเป็นเรือสำราญ (ชมวิว) ที่ใหญ่ที่สุดที่วิ่งในแม่น้ำเจ้าพระยา

ต้องถือว่าใหญ่จริงๆ และวิ่งเร็วด้วย หากไปยืนที่กาบเรือจะรู้เลยว่าเร็วกว่าหรือทั่วๆไป และราบเรียบไร้เสียงรบกวนใดๆ ไม่ต่างกับยานลอยน้ำขนาดใหญ่

จุดเริ่มต้นในการเดินทางอยู่ที่ วัดบางโพธ์แดงเหนือ ในเขตอำเภอบางไทร อยุธยา หลังจากเที่ยววัดในอยุธยาเสร็จ รถก็พามาที่เขตบางไทร ทานข้าวเที่ยงภายในวัดนี้แล้วก็มารับลมชมวิวที่ริมท่าน้ำ ไม่นานก็มีเรือมารับ จากนั้นก็ล่องเจ้าพระยาสู่กรุงเทพ

ทิวทัศน์ยามนี้อาจดู่ไม่ค่อยจะสวยงามนักเพราะเป็นช่วงบ่ายๆ อีกอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาก็กว้างมาก ทำให้เห็นบ้านเรือนหรือวัดวาที่อยู่ริมฝั่งดูค่อนข้างไกลตา

ล่องเจ้าพระยา คิดมานานแล้ว คราวนี้ถือว่าโชคดี มีโอกาสเห็นภาพริมฝั่งเจ้าพระยาตามที่อยากเห็น

ภาพที่เห็นก็ไม่ผิดไปจากความรู้สึกมากนัก เช่นบ้านทรงไทยแบบดั่งเดิมในบรรยากาศริมน้ำ เป็นวิถีของคนไทยในอดีต ที่ใช้แม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทางคมนาคม

ที่เห็นจนชินตาขณะล่องเรือ ก็คือเรือบรรทุกทรายขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เรือจูงลาก วิ่งผ่านไปมาหลายสิบลำ ซึ่งเป็นธุรกิจบนสายน้ำสายใหญ่ๆที่น้อยคนจะได้รู้ได้เห็น และน่าจะเป็นอาชีพสุดท้ายที่ยังหลงเหลือบนแม่น้ำสายนี้ เพราะการขนส่งสินค้าชนิดอื่นเช่นข้าวเปลือก ข้าวสาร หรือพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งการเดินทางของผู้คน ได้หันไปใช้ถนนหนทางกันหมดแล้ว

เรือบรรทุกทรายจะไม่มีเครื่องยนต์ การเคลื่อนย้ายจึงต้องใช้เรือลาก หรือเรียกว่า เรือลากจูง

เรือจูง 1 ลำ สามารถลากเรือทรายที่บรรทุกจนเต็มเรือได้ถึ่ง 3 - 4 ลำ เห็นแล้วก็แทบไม่น่าเชื่อว่าเรือลากลำนิดเดียว แต่สามารถลากพาเรือทรายที่มีขนาดใหญ่ๆได้

เรือเหล็ก เรือบรรทุกทรายที่เห็นๆนี้มีราคาประมาณเท่าใด...ฟังแล้วอย่าตกใจ

วันนั้นมีผู้ที่พอจะทราบราคาบอกว่าลำละ ราว 7 - 8 ล้านบาท เรือเหล็กธรรมดาๆ ไม่มีเครื่องยนต์ ยาวประมาณ 35 เมตร รับน้ำหนักบรรทุกได้ราว 400 ตัน คิดเป็นปริมาณทรายได้ 266 คิว เทียบกับรถสิบล้อที่บรรทุกทรายก็ได้ราว 26 คัน (รถบรรทุก 1 คัน จุทรายได้ 10 คิว) ซึ่งจะเห็นว่าเรือบรรทุกทรายแต่ละลำสามารถรับปริมาณทรายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ภาพเรือบรรทุกทราย เห็นแล้วก็คิดว่าน่าจะอยู่คู่แม่น้ำเจ้าพระยาไปได้อีกนาน อันเนื่องจากมีต้นทุนหรือมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ อนาคตหากเรือเหล่านี้หมดไปเมื่อใด บรรยากาศและสีสันก็คงจะหมดไปด้วย แม่น้ำเจ้าพระยาก็คงมีแต่ความเงียบเหงาว่างเปล่าที่ไร้จิตวิญญาณ


วัดริมน้ำ

วัดริมน้ำมีให้เห็นกันตลอดเส้นทาง มีทั้งวัดเล็ก วัดใหญ่ วัดใหม่ วัดเก่า บางวัดก็ทรุดโทรม

ภาพวัดริมแม่น้ำน่าจะสะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนสมัยก่อนที่ใช้เรือเป็นพาหนะ วัดส่วนใหญ่จึงต้องหันหน้าออกไปทางแม่น้ำ ส่วนพื้นที่ด้านหลังวัดก็จะเป็นไร่นาสาโท แต่ปัจจุบันมันเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว แม่น้ำลำคลองก็น้อยคนที่จะมีคนพายเรือ เพราะถนนหนทางสะดวกและรวดเร็ว ภาพคนพายเรือแบบชาวบ้านสมัยก่อนก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แม่น้ำเจ้าพระยาหรือแม่น้ำสายใหญ่ๆบางแห่งจึงเหลือแต่กิจกรรมทางน้ำเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น

บ้านริมน้ำ โดยเฉพาะเรือนไทยหรือบ้านทรงไทย มีหลายแบบ เก่าบ้างใหม่บ้าง แล้วแต่ฐานะของเจ้าของ บางหลังก็ปลูกใหม่ดูสวยงาม แต่ราคาค่าก่อสร้างก็สูงเอาการ เพราะบ้านทรงไทยตามต้นแบบนั้นต้องสร้างด้วยไม้ และราคาแพง เมื่อนำมาสร้างบ้านก็คงต้องบอกว่า ไม่รวยจริงคงไม่มีปัญญา มีเงินสัก 10 ล้าน น่าจะพอสร้างไหว

ล่องเจ้าพระยาภาคแรก ยังไปไม่ถึงไหน เพราะถ่ายภาพไว้มาก เรียกว่าทุกซ้อตของการเดินทาง มีโอกาสมาแล้วก็ต้องซัดให้เต็มที น่าเสียดายที่เรือลำใหญ่มาก จะถ่ายภาพทั้งสองฝั่งในเวลาเดียวกันก็ทำได้ไม่สะดวกนัก เพราะต้องเปิดประตูผ่านห้องโถงเพื่อไปยังอีกฝากหนึ่ง ไม่เหมือนนั่งเรือลำเล็กๆที่สามารถกวาดสายตาได้ทั้งซ้ายและขวา

แต่ก็ต้องถือว่า ได้บรรยากาศของสองฝั่งเจ้าพระยาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ขณะถ่ายภาพก็คิดแต่ว่า รีบๆเก็บภาพเหล่านี้ไว้ซะ อนาคตคงหาดูไม่ได้อีกแล้ว อีก 10 ปี 20 ปี ภาพที่เห็นนี้คงเปลี่ยนไปตามความเจริญ วันนี้เห็นแต่บ้านหลังเล็กๆ บางหลังก็จะพังมิพังแหล่ อีกไม่นานก็จะกลายเป็นตึกใหญ่ๆโตๆ

ล่องเจ้าพระยา น่าจะเป็นทางเลือกของการเดินทางท่องเที่ยวใน 1 วัน ส่วนจะไปอย่างไร มีบริการที่ไหน ราคาเท่าไหร่ก็ หาข้อมูลกันเอาเองก็แล้วกันนะครับ

พบกันใหม่ในล่องเจ้าพระยาตอนที่ 2



โฟโต้ออนทัวร์
22 กุมภาพันธ์ 2553







 
 
   

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ