Photoontour โฟโต้ออนทัวร์  
Home : Gallery : Chaophraya river #4              
ล่องเจ้าพระยา กรุงเทพฯ - บางไทร
 
 
 
 
     คลิกดูภาพชุดอื่นๆอีกมากมาย
 
 
 
 
 
 
 
     
 



ล่องเจ้าพระยา (ตอนที่ 4)
(บันทึกการเดินทางเมื่อวันที่ 8 กพ.53)



วันนี้ 19  พฤษภาคม 53  ขณะกำลังเขียนบทความนี้  เป็นเวลาที่กรุงเทพกำลังวุ่นวายจากการเผายางรถยนต์ในย่านบ่อนไก่ ถนนพระราม 4 และแถวๆประตูน้ำ รวมทั้งการเข้าประชิดของฝ่ายทหาร เพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ยึดพื้นที่ในย่านศาลาแดงและบริเวณสวนลุมพินี ซึ่งปักหลักชุมนุมประท้วงมาได้ราว 2 เดือนแล้ว  และขณะนี้กรุงเทพก็เต็มไปด้วยควันดำ ไม่ต่างกับเหตุการณ์ในอีรัก

ทหารเข้าไปเคลียร์พื้นที่ในบริเวณสวนลุมเมือเช้านี้  เพราะคาดว่าจะเป็นที่ซ่องสุมผู้ก่อการร้าย และสะสมอาวุธร้ายแรง  หลังบุกเข้าไปในสวนลุมฯก็เกิดปะทะ  ทำให้มีทหารบาดเจ็บและเสียชีวิต  ในจำนวนผู้เสียชีวิตนี้ก็มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศรวมอยู่ด้วย

เหตุการณ์บานปลายจนเกิดความรุนแรงในวันนี้  ก็เชื่อว่าพวกเสื้อแดงคงไม่กลัวฝ่ายทหารเท่าใดนัก เพราะการเผายางจำนวนหลายจุดเมื่อวานนี้ ฝ่ายทหารก็ไม่ได้เข้าขัดขวางแต่อย่าง ทำได้เพียงคุมเชิงอยู่ในระยะไกล ถึงแม้จะมีการยิงตอบโต้ก็ใช้แต่กระสุนยาง และจะยิงต่ำกว่าหัวเข่าหรือบริเวณขา ตามที่ ศอฉ.ประกาศให้ทราบ ส่วนกระสุนจริงจะใช้ในกรณีที่จำเป็นเช่นการป้องกันตัวเท่านั้น 

เรื่องกระสุนยางและให้ยิงต่ำกว่าหัวเข่า  เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ให้ฝ่ายทหารนำไปปฏิบัติ   สาเหตุก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิต  เรียกว่าทำอย่างละมุนละม่อม  ตามที่หลายฝ่ายเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลใช้วิธีการรุนแรง และจะปฏิบัติของฝ่ายรัฐบาลก็จะทำตามแนวทางที่ศาลปกครองเคยมีคำพิพากษาไว้

เมื่อเป็นอย่างนี้ฝ่ายทหารจึงต้องปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมอย่างทะนุถนอม มีเมตตาธรรม  และต้องทำตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก  ทหารจะยิงปืนสักนัดก็คงคิดแล้วคิดอีก  หรืออาจคิดจนกลุ้ม  เพราะกลัวเจ้านายด่า  ส่วนเจ้านายก็กลัวรัฐบาลจะตำหนิว่าใช้ความรุนแรง  ในที่สุดก็เหมือนกับให้ทหารถือปืนฉีดน้ำไปสู้กับ M79

นโยบายที่ทหารระมัดระวังการใช้อาวุธด้วยกระสุนจริง  กลายเป็นจุดอ่อนของฝ่ายทหารที่สร้างความได้เปรียบให้กับผู้ก่อการร้าย 

ความรู้สึกของกลุ่มเสื้อแดง นปช. ที่ไม่เกรงกลัวฝ่ายทหาร  รวมทั้งไม่สนใจคำสั่ง หรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง  เพราะทุกคนรู้ว่ารัฐบาลจะปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมอย่างเมตตาปราณี  ตามลำดับ 7 ขั้นตอน  ทำให้ในกลุ่มผู้ชุมนุมจึงมีทั้งเด็ก ผู้หญิง  ผู้ใหญ่  คนชรา  รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ด้วย โดยไม่มีใครสะทกสะท้าน

ความรู้สึกที่ไม่เกรงกลัวต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และคิดว่าจะไม่ปราบอย่างจริงจัง น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุม อุ้มลูกเล็กเด็กแดงเข้าออกในพื้นที่ชุมนุมกันอย่างไม่กลัวภัย   เพราะรัฐบาลได้การันตีความปลอดภัยไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเป็นข้ออ้างของรัฐบาลว่าไม่สามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ชุมนุมได้ เนื่องจากมีด็ก ผู้หญิง และคนชราเป็นจำนวนมาก

การชุมนุมตั้งแต่ถนนราชดำเนินจนย้ายมาที่แยกราชประสงค์ มันเนิ่นนานจนไม่มีทีท่าว่าจะจบลงได้โดยง่าย ส่วนข่าวการชุมนุมในแต่ละวันก็ซ้ำซากจำเจ คำสั่งฉบับต่างๆจาก  ศอฉ. ที่ออกมา ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรคืบหน้า เนือยๆ เฉื่อยๆ หน่อมแน้ม และไม่มีความศักดิ์สิทธิ์แม้แต่น้อย

ศอฉ.นั่งอ่านแถลงการณ์อยู่ได้ ตั้ง 2  เดือน  จะทำอะไรก็ไม่ทำสักที จนชาวบ้านเค้ารำคาญเต็มทน  ธุรกิจในย่านศาลาแดง และย่านราชประสงค์ ต้องปิดตายมาเป็นเวลานาน  เสียหายกันทั้งธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจขนาดใหญ่ คนทำงานย่านนั้นเดือดร้อนไปหมด ส่วนผู้อาศัยอยู่แถวนั้นก็แทบจะเป็นโรคประสาท  ครั้นจะออกมาชุมนุมขับไล่ก็โดนฝ่ายพวก นปช.ยิงถล่มด้วยอาวุธสงครามจนบาดเจ็บล้มตาย

นี่หรือ คือการเรียกร้องประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ และนี่หรือคือการต่อสู้แบบอหิงสา ที่มีทั้งประทัดยักษ์ พลุ ตะไล ระเบิด M79 และอาวุธอื่นๆ

ไม่น่าเชื่อนะว่ารัฐบาลปล่อยให้เหตุการณ์สุกงอมเหมือนหมอเลี้ยงไข้
ต่างชาติก็สงสัยว่าทำไมรัฐบาลไม่จัดการอะไรเสียที นักธุรกิจในย่านศาลาแดงและสีลมต่างก็บ่นว่ารัฐบาลไม่เข้มแข็งเด็ดขาด และรัฐบาลก็รู้อยู่เต็มอกว่าการชุมนุมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่ออะไร รู้ว่าทักษิณเป็นผู้บงการ และสนับสนุนเรื่องการเงิน รัฐบาลรู้ทั้งรู้ แต่ก็ไม่กล้าทำอะไร

แผนการครั้งนี้เชื่อว่าทักษิณชินวัตรทุ่มสุดตัว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เหมือนเลือดเข้าตา  แถมยังมีสมุนที่นิยมความรุนแรงอีกเพียบ  ดูสภาพการณ์แล้วก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะจบลงอย่างสันติวิธี   หลายฝ่ายพยายามเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดความปรองดอง  รัฐบาลเองก็พยายามที่จะลดเงื่อนไข  ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ต่างกับเล่นละครเพื่อยึดเวลา  เพราะทักษิณไม่ยอมรับแผนประณีประนอม

ทักษิณถูกยึดทรัพย์ถึง 46,000 ล้านบาท  งานนี้ ทักษิณต้องการล้างแค้นประเทศไทยอย่างแน่นอน

เห็นๆกันอยู่ว่าครั้งนี้ฝ่ายเสื้อแดงระดมทัพมาพร้อมสรรพ  แบ่งแยกกันทำหน้าที่อย่างเป็นระบบ 

ฝ่ายค้านในสภาจากพรรคเพื่อไทย  ทั้งรองประธานสภาฯ และ สส.ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย ก็เล่นเกมทั้งในสภา  และยังขึ้นเวทีคนเสื้อแดงปราศัยด่าทอรัฐบาลด้วยภาษาที่กักขฬะ  แสดงตัวเป็นฝ่ายสนับสนุนและยืนเคียงข้างกลุ่ม นปช.อย่างชัดเจน ที่ทุเรศที่สุดก็บรรดา สส.พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เปิดทางให้เสื้อแดงบุกเข้าพังประตูรัฐสภา บังคับให้ทหารเอารั้วลวดหนามออก บอกว่าสภาฯมีศักดิ์ศรี ต้องไม่ตกอยู่ในการควบคุมของรัฐบาล แล้วในที่สุดพวกเสื้อแดงก็บุกเเข้าสภาจนได้



ฝ่ายบู้ ก็มีกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี จากนายทหารระดับสูง มีตำแน่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของกองทัพบก ที่ชื่อ พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธแดง  โดยใช้ชื่อหน่วยกำลังติดอาวุธนี้ว่า กองทัพพระเจ้าตาก

ฝ่ายวางแผนหรือทัพหน้า ก็มีแกนนำหัวโจกที่มีประสบการณ์สูง  พูดจาโน้มน้าวจิตใจให้พวกเสื้อแดงมีความฮึกเหิม  บูชาทักษิณดุจเทพเจ้า  ส่วนในต่างจังหวัดก็มีแกนนำกลุ่มที่พร้อมจะระดมพลได้ตลอดเวลา โดยมีนักการเมืองจากพรรคฝ่ายค้าน  หรือฝ่ายทักษิณ คอยช่วยเหลือออกทุน เพื่อระดมพลพวกเสื้อแดงเข้ากรุงเทพ

เรื่องทุนรอนก็มีเงินสนับสนุนอย่างเต็มที่  มีทั้งโอนเงินมาจากทักษิณ หรือได้รับเงินสนับสนุนจากธุรกิจในเครือข่ายทักษิณ  รวมทั้งเงินลงขันจากนักการเมืองที่เคยเป็นกรรมการพรรคไทยรักไทยอีกหลายๆคนตามที่  ศอฉ.ได้ระงับการเคลื่อนย้ายเงินในธนาคาร เพราะบัญชีเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติในช่วงที่มีการชุมนุม 

นอกจากนี้ ยังมีฝ่ายที่เดินเกมในต่างประเทศ วางแผนให้องค์กรต่างชาติเข้ามาแทรกแซง  เพื่อหวังดิสเครดิตรัฐบาล  เป็นการเปิดทางให้ทักษิณกลับมามีอำนาจอีก

ตั้งแต่มีการระดมคนเสื้อแดงเข้ามาชุมนุมกันที่กรุงเทพฯเมื่อเดือนเมษา 53   หรือประมาณ 2 อาทิตย์หลังศาลตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณเป็นเงินถึง 46,000 ล้านบาท  พวกเสื้อแดงต่างชูธงว่า  “ อหิงสา  ปราศจากอาวุธ  ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยตามสิทธิ์ในรัฐธรรมนูญ “

น่าแปลกที่ขณะแดงทั้งแผ่นดินเริ่มก่อตัวและกำลังมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ   รัฐบาลอภิสิทธิ์กลับมองไม่เห็นความหายนะที่จะมาถึงประเทศชาติ คิดว่าเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ  จึงอำนวยความสะดวกกันอย่างเต็มที่  มีรถสุขาของ กทม. ให้บริการ  น้ำ ไฟ พร้อม  บริการรักษาความสะอาด เก็บขยะกวาดขยะให้ทุกวัน หาหมอหาแพทย์มาบริการ ขาดอยู่อย่างเดียวก็คือไม่ได้เลี้ยงข้าว  หรือทำโรงครัวให้เท่านั้นเอง

เป็นการมองโลกในแง่ดีของนายอภิสิทธิ์   บางคนเห็นความหวังดีของรัฐบาลแล้วก็คิดว่า “ เดี๋ยวเถอะมึง เดี๋ยวมึงจะรู้สึก “

นายกฯ อภิสิทธิ์ เจอเหตุการณ์เมื่อ เมษา 52 ที่กระทรวงมหาดไทยจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ถูกเสื้อแดงไล่ทุบรถ หนีตายหัวซุกหัวซุน  แถมบ้านพักที่สุขุมวิทก็ถูกปาขี้ จนต้องย้ายไปนอนที่อื่น นี่ไง ชุมนุมได้ตามกฏหมายฯ โดยสงบและปราศจากอาวุธ แถมปาขี้ใส่บ้านนายกฯเป็นของแถมอีกต่างหาก

การอ้างว่าชุมนุมเรียกร้องตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ ห้ามใช้ความรุนแรง คิดว่าคนไทยคงได้ยินกันจนเบื่อ แม้แต่นักวิชาการที่ออกมาเสนอทางหน้าทางจอทีวี  ก็พูดเหมือนจะขู่รัฐบาลว่า " อย่านะ  อย่ารุนแรงกับพวกเค้านะ  พวกเค้ามีสิทธิตามกฏหมาย "

เห็นนักวิชาการ นักกฏหมาย หรือนักรัฐศาสตร์ ต่างอวดภูมิกันใหญ่ว่า เหตุการณ์ได้ก้าวข้ามพ้นทักษิณไปแล้ว กลายเป็นว่าการชุมนุมครั้งนี้เป็นความเดือดร้อนของคนรากหญ้า จึงมองไม่เห็นความความจริงว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในเงื้อมมือของปีศาจร้าย ทั้งๆที่ปีศาจตัวจริงก็คือ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกำลังคืบคลานเข้ามาทุกขณะ และกำลังจะรุกฆาตประเทศไทย พร้อมกับเพื่อล้มเจ้าล้มประเทศ

เท่านั้นยังไม่พอ รัฐบาลยังให้ข่าวจนนับครั้งไม่ถ้วนว่า  จะปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมตามหลักสากล ตั้งแต่การเจรจา ฉีดน้ำ ยิงปืนขึ้นฟ้า ใช้กระสุนยาง ใช้แก็สน้ำตา  หรือจากเบาไปหาหนัก  จะไม่ให้ทหารใช้อาวุธ  อาวุธของทหารมีแต่โล่กับตระบองเท่านั้นเอง  ผู้ชุมนุมจึงสบายใจได้หายห่วง

โคตรหน่อมแน้มจริงๆ แต่ชาวบ้านเขาบอกว่า โง่ฉิบหาย

ผมทวนความจำในช่วงก่อนหน้านี้เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นว่า รัฐบาลเปิดเผยความอ่อนแอ หรือเผยใต๋ให้ผู้ชุมนุมรู้ใส้รู้พุงอย่างหมดเปลือก  ทั้งๆที่เป็นยุทธวิธี เป็นเรื่องของขั้นตอนการปฏิบัติงาน และเป็นเรื่องภายในที่ไม่ควรพูด

ทำให้กลุ่มพวกเสื้อแดงไม่มีความเกรงกลัว

เมื่อพูดมาแล้วมันก็กลายเป็นเชือกที่รัดคอฝ่ายทหารไปโดยไม่รู้ตัว  เรื่องแบบนี้คงไม่มีบ้านไหนเมืองไหนเอามาป่าวประกาศให้ฝ่ายตรงข้ามได้รู้  (ยกเว้นประเทศไทย )

ในที่สุดการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ผล ปล่อยให้ฝ่ายเสื้อแดงบุกเข้าสถานีดาวเทียมไทยคม บุกรัฐสภา ทหารและตำรวจได้แต่ยืนดูทำตาปริบๆ บางครั้งก็ถูกชก ถูกแย่งปืน คำสั่งห้ามใช้ความรุนแรงจึงทำให้ฝ่ายเสื้อแดงไม่กลัวตำรวจและทหาร จึงบุกเข้าประชิดตัว ผลักอก ชกต่อย แย่งโล่ แย่งปืน และถูกยิง จนหมดสภาพ หมดศักดิ์ศรี นี่คงเป็นคำตอบว่าทำไมสถานที่สำคัญๆ พวกกลุ่มเสื้อแดงจึงบุกเข้ามาทุบทำลาย หรือเข้ามาเผากันอย่างง่ายดาย

คำตอบก็คือ กูไม่กลัวมึง

ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่คิดระแวงภัยแม้แต่น้อยว่าฝ่าย นปช.จะเอาจริง ทั้งๆทีตนเอง
มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม ทั้งหน่วยข่าวกรองของทหารและตำรวจ  แต่หน่วยงานเหล่านี้กลับทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ  รัฐบาลเองก็มองโลกในแง่ดี และประเมินฝ่ายเสื้อแดงต่ำ อย่างชนิดไม่น่าให้อภัย

ที่น่าอนาถก็เป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษา 53  กองทัพบกต้องเสียนายทหารที่คุมกำลังในคืนนั้น คือพันเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม  พร้อมกับทหารอีกหลายนายที่ต้องเสียชีวิต  ทหารมีโล่ ตะบอง และกระสุนยาง  แต่ฝ่ายตรงกันข้ามมี M79 มี M16 และอาวุธร้ายแรงอื่นๆ 

มีคำกล่าวจากโฆษกกองทัพบก พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด แต่เพียงสั้นๆว่า ” ไม่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะมีอาวุธร้ายแรง “

เรารักษาชีวิตผู้ก่อการร้ายจนเกินเหตุ ทั้งๆที่มีพิษมีภัยร้ายแรงยิ่งกว่าโจรผู้ร้ายธรรมดาทั่วไป 

นี่ยังไม่นับพวกขบวนการล้มเจ้า ล้มระบอบการปกครองที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่มีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ  กำลังดำเนินการแบบลับๆอีกต่างหาก  ซึ่งขบวนการล้มเจ้านี้เป็นที่รู้ว่ามีมานานแล้ว  แต่ก็ไม่ค่อยเปิดเผยกันมากนัก  เพราะคิดว่ายังห่างไกลและเป็นไปได้ยาก

แต่เมื่อได้ยินจากปากพลเอกชวลิตที่กล่าวบนเวทีเสื้อแดงในต่างจังหวัด ว่าผมรอเวลานี้มานานถึง 78 ปีแล้ว  ก็ยิ่งชัดมากขึ้น  และเมื่อวัน 20 เมษา 53 ในวันแถลงข่าว  พลเอกชวลิต พูดจาจาบจ้วง และกดดันในหลวง อย่างชัดเจน

"ถ้าไม่มีพระมหากรุณาธิคุณ  ไม่แน่ใจถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอีก  1-2  วันข้างหน้า  และจะเป็นตราบาปเป็นสิ่งที่พวกเราพี่น้องคนไทยไม่ต้องการที่จะเห็น  หากมีสิ่งใดที่ผิดพลาดข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว"

ขบวนการล้มชาติล้มเจ้าของทักษิณครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งสำคัญ และเป็นศึกหนักของประเทศไทย 

เหมือนกับว่าขณะนี้ประเทศไทยได้เดินมาอยู่ตรงทางสองแพร่งว่าจะปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  หรือจะปกครองแบบประธานาธิบดี  ที่มีชื่อว่ารัฐไทยใหม่ และเป็นระบบการปกครองในระบอบที่ ไม่มีคำว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  หรือไม่ให้พระมหากษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญอีกต่อไป

หากเป็นไปในทางเลือกที่สอง คนไทยก็อาจจะต้องยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ตัวอย่างเช่น

การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ  การประกาศแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  องค์กรอิสระ  ฝ่ายบริหาร  ฝ่ายนิติบัญญัติ  ก็จะไม่มีการลงพระปรมาภิไธย อาจเปลี่ยนมาให้ผู้นำของรัฐสภาเป็นผู้ลงนาม

ต่อไปก็อาจให้ปลดภาพพระบรมฉายาลักษณ์  หรือพระบรมศาธิสลักษณ์  ออกจากสถานที่ราชการทั้งหมด  รวมทั้งในห้องพิจารณาคดีของศาลสถิตย์ยุติธรรมด้วย  เพราะถือว่าประเทศไทยจะไม่มีระบบอำมาตย์อีกต่อไป ประเทศได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองมาเป็นแบบรัฐไทยใหม่ หรือแบบสาธารณรัฐแล้ว หรืออาจให้มีภาพพระพุทธรูป  หรือภาพประธานาธิบดี ขึ้นไปตั้งแทน  เพราะถือว่าเป็นบุคคลที่ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้เลือกขึ้นมาโดยเสียงข้างมาก  มีความชอบธรรมและสำคัญสูงสุดตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ  

ขณะเดียวกันรายการโทรทัศน์ก็ให้เป็นสิทธิ์ของสถานีโทรทัศน์ในการเสนอข่าวในราชสำนักว่าจะเสนอ หรือไม่เสนอ โดยไม่มีกฏหมายบังคับ ให้เป็นวิจารณญานของทางสถานี จากนั้นก็อาจกำหนดให้มีวันสถาปนาประเทศหรือรัฐไทยใหม่  เป็นวันหยุดราชการ  กำหนดให้ส่วนราชการทั่วประเทศจัดพิธีทำบุญตักบาตร  โดยถือเอาวันเกิดของ พันตำรวจโททักษิณ  ชินวัตร เป็นวันที่ทำบุญพร้อมกันทั่วประเทศ  ซึ่งตรงกับวันที่  26 กรกฏาคม ของทุกปี  

ที่กล่าวมามันอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ในอนาคต  แต่ที่แน่ๆบทบาทของพระมหากษัตริย์ จะต้องถูกยกออกไปจากกฏหมายรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน 

และหากแผนการที่ว่านี้สำเร็จ  ประธานาธิบดีคนแรกของรัฐไทยใหม่ก็คงไม่พ้นคนที่ชื่อ  ชวลิต ยงใจยุทธ  โดยมีทักษิณ ชินวัตร อาจทีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาประเทศ  และอาจสถาปนาให้ตระกูลชินวัตร เป็นราชวงศ์พิเศษขึ้นมาใหม่ เพื่อตอบแทนในฐานะเป็นผู้สถาปนารัฐไทยใหม่

ไม่ไช่ฝันเฟื่องนะครับ  อาจเป็นเรื่องจริง หากให้ทักษิณกลับมาประเทศ และมีอำนาจบังคับบัญชาทางการเมือง

และเมื่อถึงเวลานั้น อาจมีคำถามว่า อะไรคือมือพิฆาตตัวจริง คำตอบไม่ไช่ทักษิณ ชินวัตร แต่คำตอบคือประชาธิปไตย ต่างหากที่เป็นอาวุธ ประหารประเทศไทย

ประชาธิปไตย คือเสียงจากประชาชน เมื่อเสียงจากประชาชนเลือกทักษิณ ทักษิณจึงปฏิวัติประเทศได้ตามระบอบประชาธิปไตย หรือตามเสียงส่วนใหญ่ไงละครับ เมื่อถึงเวลานั้นคนไทยทุกคนต้องยอมรับ จะไปคัดค้านก็ไม่ได้เพราะอำนาจเป็นของประชาชน(ส่วนใหญ่)

กลับมาที่เหตุการณ์ในประเทศต่อ ขณะที่ได้ยินข่าวว่า แกนนำมอบตัว  และกลุ่มเสื้อแดงบางจังหวัดกำลังบุกเผาศาลากลาง ที่ฟังได้ก็มีขอนแก่น  ส่วนกรุงเทพนั้นลุกเป็นเปลวเผลิงจากควันรถยนต์มา 2 วันแล้ว และความตึงเครียดกำลังจะก่อตัวหลังแกนนำมอบตัว

19 พฤษภา 53  เป็นวันที่ประเทศพินาศ ถูกเผาย่อยยับ บอกตรงๆว่าไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับเหตุการณ์  ไม่ไช่ว่าอยากให้เกิด  แต่คาดเดาไว้แล้วว่าประเทศจะมาถึงจุดนี้แน่นอน มันต้องประทุ  มันต้องระเบิด เพราะแรงกดดันสูง และการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพของ ศอฉ. สาเหตุที่ทำให้มีเหตุการณ์ในวันนี้ก็คงจะมีหลายสาเหตุ แต่ก็คงหนีไม่พ้นในประเด็นเหล่านี้

ประการแรก ทักษิณต้องการล้างแค้นประเทศไทย  ทรัพย์ของตนเองถูกยึดไปถึง 46,000 ล้านบาท ทักษิณไม่ยอมรับคำพิพากษา ไม่ยอมรับขบวนการยุติธรรมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  และทักษิณก็ยังต้องการกลับมามีอำนาจเหมือนเดิม

ประการที่สอง ขบวนการล้มล้างรัฐบาลครั้งนี้มีแนวร่วมมากมาย เช่น สส.พรรคเพื่อไทยที่เป็น สส.ในสภา และ อดีตกรรมการพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบพรรค และยังมีนักวิชาการที่มีแนวคิดสนับสนุนระบอบทักษิณอีกไม่น้อย ที่พยายามดิสเครดิตหรือวิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ โดยอาศัยคราบนักวิชาการ

ประการที่สาม เป็นเพราะความอ่อนด้อยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ มองโลกในแง่ดี ประเมินต่ำ ต้องการเป็นผู้นำของคนรุ่นใหม่ ว่าจะปกครองภายใต้กฏหมายรัฐธรรมนูญ  ไม่ต้องการให้ใครตราหน้าว่าชอบใช้ความรุนแรง  หรือเป็นนายกฯมือเปื้อนเลือด  

ประการที่สี่  เป็นความอ่อนแอและความไม่เด็ดขาดของฝ่ายทหาร  โดยมีพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา  ผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้นำ  และเป็น ผบทบ.ที่ชาวบ้านเขานินทาว่า เป็นทหารที่ขี้ขลาด ไม่มีศักดิ์ศรีของชายชาติทหาร ที่แย่กกว่านั้นก็คือ  ไม่ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันกษัตริย์

มาถึงวันนี้แล้วคิดว่าทุกอย่างจะจบหรือไม่ ตอบได้เลยว่าไม่ครับ  หากเป็นมวยก็แค่พึ่งจบยกที่ 1 เท่านั้นเอง  ยกนี้ฝ่ายแดงแพ้  และตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาพักยกเพื่อให้น้ำให้ท่า  พักยกเสร็จก็ต้องต่อด้วยยกสอง อย่างน้อยก็อาจมีการวอร์มอัพในช่วงวันเลือกตั้ง

ทุกอย่างอาจจะกลับเข้ามาสู่วังวนแบบนี้อีก โดยเฉพาะนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย หรือพรรคของทักษิณ คงไม่ยอมจบง่ายๆ เพราะการเมืองคืออาชีพ ไม่ได้เป็นนักการเมืองก็ไม่ต่างกับตกงาน และไม่มีโอกาสโกงบ้านโกงเมือง ส่วนเรื่องความรักชาติ เรื่องศีลธรรม เรื่องความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองว่าจะย่อยยับหรือไม่นั้น เอาไว้ทีหลัง สมองนักการเมืองพวกนี้มันไม่มีที่ใส่ ต้องเปิดกระโหลกพวกนั้นแล้วจับยัดใส่เข้าไป ก็อาจพอได้

เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองครั้งนี้ นอกจากจะเป็นแผนของทักษิณแล้ว นักการเมืองจากพรรคไทยรักไทยเก่าก็เป็นผู้สนับสนุนด้านการเงิน ตามรายชื่อ ที่หน่วย ดีเอสไอ พบการเคลือนไหวของเงินในบัญชีอย่างผิดปกติในช่วงที่มีการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง

เอาละ ว่ากันมาพอหอมปากหอมคอ  เรื่องการเมืองในบ้านเรามันดูไม่ยาก  และไม่มีอะไรซับซ้อน  ไม่จำเป็นต้องพึ้งหมอดู  แค่หมอเดาธรรมดาๆ ก็คาดการณ์ได้ไม่ยาก

ตามหลักธรรมแล้ว  สาธุชนทั้งหลายก็จงอย่าตื่นตระหนกกับเหตุการณ์  ทุกอย่างมันมีเหตุ มีปัจจัยทั้งนั้น  จงมองข้ามไปซะ  คิดเสียว่าเป็นเรื่องปกติของชาวโลก  ไม่ไช่เรื่องแปลกประหลาด  อย่าไปทุกข์กับมัน

บ้านเมืองก็ไม่ต่างกับชีวิตมนุษย์  มีร้องให้  มีดีใจ  มีสุข มีทุกข์  ทั้งหมดนี้มันต้องเกิดขึ้นกับทุกคน  หากไม่ต้องการให้ใจตกเป็นทาส ก็ต้องทำใจ คิดเสียว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง  หรือมองทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้เป็นเรื่องปกติธรรมดา  ไม่เอาใจเราไปผูกไปยึด มันเกิดแล้ว ผ่านไปแล้ว และให้มันผ่านไป 

สมมุติว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศอีรัก  คิดว่าคนไทยไม่เสียใจ ไม่ทุกข์  เพราะเราไม่มีอะไรไปผูกติดกับประเทศนั้น ไม่เกี่ยวข้องอะไรกัน เป็นแค่ประเทศหนึ่งที่อยู่ห่างไกลเท่านั้นเอง

แต่พอเรื่องนี้เกิดขึ้นกับประเทศไทย ประเทศของเรา เกิดขึ้นที่บ้านเรา  ความทุกข์ความเสียใจก็เกิดขึ้นทันที  

ความเป็นประเทศของเรานี่แหละ ที่ก่อให้เกิดทุกข์  เสียใจ  ร้องให้

ตรงนี้เขาถึงเรียกว่า ความยึดมั่นถือมั่น  หรือ ความเป็น ตัวกู ของกู หากคิดว่า เป็นตัวมึง เรื่องของมึง เราก็คงไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนอะไรกับมัน  ไช่หรือไม่

ดวงตาเห็นธรรมแล้วไช่ไม๊ละโยม 


เอวังก็ด้วยประการฉะนี้ 



ออกจากวัดมาด้วยความสบายใจ  แล้วก็มาล่องเจ้าพระยากันต่อดีกว่า

สำหรับล่องเจ้าพระยาตอนที่ 4 เป็นการเดินทางจากกรุงเทพขึ้นไปยังบางไทร อยุธยา  หลังจากสามตอนที่เสนอไปแล้ว  พูดถึงขาล่องจากบางไทรลงมาที่กรุงเทพ  เป็นการเดินทางในช่วงบ่ายๆ ถึงกรุงเทพฯก็เป็นเวลาพระอาทิตย์ใกล้ตก

แต่เที่ยวนี้พาย้อนขึ้นไปตามทางเดิม  และออกเดินทางตอนเช้ามืด  บรรยากาศจึงแตกต่างกับขาล่องอย่างชนิดตรงกันข้าม  

เรือออกแต่เช้ามืด  หรือออกขณะที่พระอาทิตย์กำลังโพล่พ้นขอบฟ้าพอดี  ทำให้เห็นบรรยากาศในแม่น้ำเจ้าพระยา  และภาพที่เห็นตามท่าน้ำริมฝั่ง เห็นผู้คนกำลังไปทำงานโดยทางเรือ  โดยเฉพาะบริการเรือด่วนเจ้าพระยา คนแน่นทุกเที่ยว   

ภาพในชุดที่ 4  ถือว่าเป็นตอนแรกของการนั่งเรือในขาขึ้น  ปลายทางที่อำเภอบางไทร จังหวัดอยุธยา  นอกจากนี้ยังจะมีตอนที่ 5 -6  ตามมาอีก

ขอต่อกับเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม อีกครั้ง

ได้ยินวิทยุบอกว่า แกนนำเสื้อแดงประกาศบนเวที  เพื่อขอเข้ามอบตัว  ท่ามกลางเสียงโห่แสดงความไม่พอใจของผู้ชุมนุม   แต่เสียงถ่ายทอดทางวิทยุค่อนข้างกระท่อนกระแท่น  เสียงขาดๆหายๆ

ธรรมะย่อมชนะอธรรมฉันท์ใด  ทักษิณ ชินวัตร  บุคคลที่นรกส่งมาเกิด ก็ต้องตกนรกหมกไม้ฉันท์นั้น  

คงไม่ต้องไปจับตัวมาเข้าคุก  คงไม่ต้องไปกล่าวประนามกันมากมาย  เพราะกรรมชั่วได้ติดตัวทักษิณและครอบครัวไปตลอดชาตินี้และชาติหน้าเรียบร้อยแล้ว

คนคิดล้มเจ้า ล้มสถาบัน  มันเป็นเช่นนี้เอง




โฟโต้ออนทัวร์
19 พฤษภาคม 2553




ดูภาพล่องเจ้าพระยา ตอนที่ 1
ดูภาพล่องเจ้าพระยา ตอนที่ 2
ดูภาพล่องเจ้าพระยา ตอนที่ 3


 
 
 
   

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ