Photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์
Home > Gallery > Donwai market 02          
 
 
   
 
ชมภาพตลาดน้ำดอนหวาย ชุมนุมอาหารไทยพื้นบ้านที่ยังรักษารสชาติเดิมๆ ของขึ้นชื่อที่หลายคนไม่พลาดได้แก่เป็ดนายหนับ ขนมจีนนายแกละ ฯลฯ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
www.photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์
Home > Gallery > Donwai market 02          Home      
 



ตลาดดอนหวาย ตอนที่ 2
(บันทึกการเดินทางเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2551)



                                ความเดิมในตอนที่ 1 ได้พาชมตลาดดอนหวายแบบโปรยๆ ให้เห็นบรรยากาศทั่วๆไป แต่ตอนที่ 2 นี้ จะเป็นภาพต่อเนื่องจากตอนที่ 1 ก็ยังวนเวียนอยูในตลาดเหมือนเดิม ไม่ได้ออกไปไหน ผู้ที่สนใจหรือผู้ที่กำลังตัดสินใจอยากมาเที่ยวตลาดดอนหวายจะได้เห็นบรรยากาศที่แท้จริงว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

่ก็ขอบอกกล่าวกันไว้ก่อนว่า ตลาดดอนหวายเป็นตลาดค่อนข้างใหญ่ มีของขายกันหลายจุดหลายมุม ทั้งอาหารการกินที่เป็นของหนัก ของเบา อาหารว่าง ขนมพื้นบ้าน รวมไปถึงผลหมากรากไม้ (ผลไม้) อยู่เต็มพื้นที่ และระยะหลังๆนี้เริ่มมีสินค้าท้องถิ่นที่เรียกกันติดปากว่าสินค้าโอท๊อป มาวางขายกันมากขึ้น อนาคตอาจมีประเภทสัตว์เลี้ยง น้องหมา น้องแมว มาขายกันอีก.... ก็คิดไปเรื่อยเปื่อยไปตามอารมณ์

ความใหญ่โตของตลาดดอนหวาย พูดแบบสนุกๆก็ต้องบอกว่า จะเป็นรองก็แค่ตลาดนัดจตุจักร จะจริงหรือเท็จก็ต้องไปดูด้วยตาตนเอง เพียงแต่ต้องการสื่อให้เห็นว่าหากใครคิดจะมาเที่ยวก็ต้องวางแผนให้ดีๆ เผลอๆอาจอยู่ที่ตลาดนี้กันค่อนวันหรือทั้งวัน ก่อนเดินทางก็ควรเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งถุงผ้าจ่ายตลาดใบใหญ่ๆ หรือภาชนะใส่ของต่างๆ รับรองว่าได้ซ๊อปกันเพลินแน่ ใครคิดว่ามาเที่ยวอย่างเดียวไม่ได้มาซื้อของ ก็ขอบอกว่าอาจห้ามใจไม่ไหว

สำหรับการเดินทางมาตลาดดอนหวาย ทางที่ดีควรกะเวลาให้มาถึงก่อนเที่ยง จะได้นั่งทานอาหารที่หลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหารไทยพื้นบ้าน จะเป็นร้านไหนนั้นก็ต้องมาลองชิมดู แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าร้านที่คนไม่ค่อยรู้จัก หรือไม่ค่อยดัง ความอร่อยก็หาเป็นรองไม่ จึงไม่ต้องไปซีเรียต หรือเจาะจงกันมากนัก

อาหารเด่นของที่ผมโปรดปรานมากที่สุด มาทุกครั้งก็ต้องทานให้ได้ ก็คือ ปลาตะเพียนต้มเค็มครับ (น้ำลายเริ่มไหลแล้ว) ต้องยอมรับว่าเป็นอาหารพื้นบ้านที่พอจะหาทานได้ทั่วไป แต่จะได้รสชาติแบบดั่งเดิมหรือเปล่า ก็แล้วแต่ฝีมือของแต่ละร้าน แต่ที่ตลาดดอนหวายรับประกันว่าส่วนใหญ่มีรสชาติเดิมๆ ถามว่าร้านไหนอร่อยสุด ก็ตอบไม่ได้ครับ เพราะในตลาดดอนหวายเรียกได้ว่าเป็นสถานที่ชุมนุมปลาตะเพียนต้มเค็มที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเวลานี้ ” ฟันธงครับ “

ปลาตะเพียนต้มเค็ม ใครไม่ค่อยได้ทาน หรือไม่เคยทาน จะบอกเคล็ดลับ ที่ไม่ลับว่า

อันดับแรกคือ ต้องเปื่อยทั้งตัว ชนิดที่ทานแล้วไม่เหลือซาก
ถ้าเป็นคนสมัยก่อนเรียกคนประเภทที่ทานปลาจนไม่เหลือแม้แต่ก้างว่า พวกใจจืดใจดำ คือไม่เหลือเศษให้หมาให้แมวได้กินบ้าง แต่นั่นมันสมัยก่อนที่บอกเล่าต่อๆกันมา สำหรับปลาตะเพียนต้มเค็มนี้ หากทานเหลือซาก ก็พอจะวิเคราะห์ได้เป็น 2 กรณี

กรณีแรกคือทานไม่เป็น คือทานแต่เนื้อ แบบนี้ผิดครับ ปลาตะเพียนต้มเค็มต้องทานทั้งก้างด้วย เพราะจะนิ่มมาก ส่วนจะรังเกียจหัวปลา เหลือตรงส่วนแข็งๆไว้บ้าง อันนี้ถือว่าไม่น่าแกลียดเท่าใดนัก

กรณีสองคือ ปลาไม่เปื่อยพอ สำหรับภาษาที่แม่ค้ามักใช้ในการเรียกลูกค้าก็จะบอกว่า เปือยทั้งตัวคล้ายปลากระป๋อง การต้มให้เปื่อยตรงนี้เป็นเทคนิคของแต่ละคน จะใช้เตาถ่านตั้งไปอ่อนๆ เดือดปุดปัดๆ ไปเรื่อยๆ แบบนี้ก็เป็นวิธีการสมัยที่ถ่านหุงต้มยังมีราคาไม่แพงนัก แต่ปัจจุบัน ทั้งถ่าน และแก้สหุงต้มมีราคาแพง คนทำจะเลือกใช้วิธีการแบบไหน ก็ไม่ทราบได้ แต่หลักการก็คือทำอย่างไรจึงจะให้เนื้อปลาเปื่อย และเข้าเนื้อเข้าน้ำกันอย่างกลมกล่อม คนทำไม่เป็นก็จะต้มตุ๋นกันแบบประเดี๋ยวประด๋าว กลัวเปลืองไฟ แล้วคนทานเลือกแทะแกะก้างกันเอาเอง คือเปื่อยยังไม่ถึงที่ แบบนี้ไม่ไหวครับ เรียกว่าทำไม่เป็น

ส่วนเทคนิคในการทำอาหารไทยให้ปลาหรือเนื้อสัตว์เปื่อยเร็วขึ้น มี 2 วิธี (ขอแทรกไว้เป็นความรู้)

วิธีแรก ก็ใช้การต้ม โดยใช้เวลานานๆ ถึงนานมาก เช่นอาจมากกว่า 10 ชั่วโมง การต้มก็ต้องใช้ไฟอ่อนๆและคอยสังเกตเรื่องไฟเรื่องน้ำแห้งไปด้วย ต้องหรี่ไฟให้พอดี ดูการเดือด พอปุดๆ ส่วนน้ำก็ต้องมีน้ำสต๊อคคอยเติมเวลาน้ำแห้งด้วย

วิธีที่สอง ใช้สัปปะรด หรือมะละกอดิบ เพราน้ำสัปปรด และยางมะละกอมีคุณสมบัติช่วยให้เนื้อสัตว์เปื่อยเร็วขึ้น จะใส่มากใส่น้อยก็แล้วแต่เหมาะสม ต้องกะเอาเอง บางคนก็เอามาหมัก บางคนก็เอาลงหม้อพร้อมกัน พวกเนื้อสัตว์เช่นเนื้อวัวเหนียวๆ เคี้ยวไม่นุ่ม เจอพวกนี้เข้าเสร็จหมด เปื่อยทันตา สังเกตว่าพวกร้านเนื้อตุ๋น แกงมั้สมั่น ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ จะมีสัปปะรด หรือมะละกออยู่ในหม้อด้วย การนำวิธีการนี้ไปใช้ก็ต้องคอยสังเกตและปรับวิธีการเอาเอง ใส่มากไป หรือหมักนานไป เนื้อสัตว์ก็จะเปื่อยจนยุ่ย แต่สำหรับปลาทูต้มเค็ม หรือปลาตะเพียนต้มเค็มส่วนใหญ่ใช้มะละกอหั่นต้มลงไปในหม้อด้วย จากนั้นก็จะตักออก


เคล็ดลับในการทานปลาตะเพียนต้มเค็ม อันดับสอง ก็คือไม่หวานจัด
เรื่องความหวานของปลาตะเพียนต้มเค็มนี้ หากเป็นพื้นบ้านจริงๆแล้วเค้าจะใส่แต่อ้อยครับ อ้อยที่เราชอบทานน้ำอ้อยหรืออ้อยขวั้น นั่นแหละใช้ได้ทั้งคู่ แต่สำหรับการต้มการตุ๋นปลาต้มเค็มเค้าจะใช้อ้อยที่ปลอกเปลือกแล้ว ผ่าเป็นทางยาวๆเรียงไว้ก้อนหม้อ เคี่ยวไฟอ่อนๆไปเรื่อยๆจนปลาได้ที่ ส่วนกรรมวิธีในการทำเช่นเคี่ยวน้ำตาลชนิดอื่นๆลงไปด้วย ก็แล้วแต่สูตรของแต่ละคน แต่โดยหลักแล้วเค้าจะใช้ความหวานของอ้อยเป็นเกณฑ์ ทดสอบง่ายๆก็คือว่า ลองตักน้ำมาชิมสักช้อน ถ้าลิ้นรับรู้ว่าเป็นความหวานจากอ้อย กลมกล่อม ไม่หวานแหลม แบบนี้ใช้ได้ครับ แต่จะบอกว่าสูตรเดิมโบร่ำโบราณเค้าจะเคี่ยวไปกับต้นอ้อย จะไม่ใช้น้ำตาลชนิดอื่นเข้ามาผสมเหมือนปัจจุบัน แต่ที่ตลาดดอนหวายจะใช้น้ำตาลชนิดอื่นมาปรุงแต่งด้วยก็ถือว่าเปลี่ยนไปตามยุค จะใช้วิธีทำแบบสมัยก่อนที่ต้องใช้อ้อยเป็นจำนวนมากคงไม่สะดวกนัก ข้อสำคัญต้องออกมาได้รสชาติดีไม่แพ้กัน

เคล็ดลับอันดับสาม เรื่องรสชาติ
จะมีออกรสหวานกลมกล่อม (ไม่หวานจัด) มีรสเผ็ดอ่อนๆ จากขิงที่ต้มอยู่ในหม้อ ซึ่งอาจมีกลิ่นพริกไทยอยู่บ้าง รวมทั้งมีรสเปรี้ยวนิดๆจากมะขามเปียก ทั้งหมดนี้ทานแล้วอร่อยก็ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้าอยากรู้ว่าอร่อยจริงๆ ก็ต้องทานแบบผม ข้าว 1 จาน ปลาตะเพียนต้มเค็ม 1 ตัว เพียงแค่นี้ ก็อร่อยแล้วครับ ทานกับข้าวอย่างอื่นด้วยทำให้ปลาตะเพียนเสียรสชาติ ทานแบบนี้รับรองว่าได้รสชาติปลาตะเพียนต้มเค็มแน่นอน

ปลาตะเพียนต้มเค็ม และปลาทูต้มเต็มที่ตลาด อตก. ถือว่าสอบตกครับ ขายกันกะลามังใบใหญ่ ดูแล้วน่าทาน
แต่ซื้อมาแล้วผิดหวัง ชนิดที่หมาแมวเห็นแล้วก็ต้องยิ้ม เพราะเจ้านายกินแค่ 2-3 คำ ที่เหลือ ก็เป็นของหมาของแมวจนหมด ที่ตลาด อตก. ออกรสคล้ายกับเอาน้ำตาลเชื่อมไปเคี่ยวให้ดำแล้วใส่ลงหม้อ ที่แย่กว่านั้น เนื้อปลาไม่เปื่อยตามมาตรฐาน อตก. เลยครับ กินไปคายก้างไป แย่จริงๆ แบบนี้เรียกว่า " กินไปด่าไป " ไม่ไช่ " ชิมไปบ่นไป " เหมือนท่านหมักของเราที่มักชอบมาเดินซื้อของในตลาด อตก. จนกลายเป็นขวัญใจของแม่ค้าไปแล้ว

ไม่นานนี้ท่านก็เป็นข่าวอีกจนได้ เรื่องอะไรทราบไม๊ครับ..ก็เรื่องเข้าห้องน้ำนานผิดปกติ เกือบชั่วโมง นักข่าวที่ติดตามก็รอ ร้อ รออยู่เป็นนาน และ คิดไปต่างๆนานาๆว่า ท่านตกส้วมหรือเปล่า หรือว่าแอบปีนส้วมหนีนักข่าวไปแล้ว แต่ปรากฏว่ายังอยู่ครับ (นักข่าวบอกโล่งอกที่ไม่ได้ตกส้วม)

ท่านออกจากห้องน้ำด้วยหน้าตาที่บูดเบี้ยว พร้อมกับต่อว่าผู้สื่อข่าวเป็นชุดใหญ่ ชนิดที่แม่ค้าแถวปากคลองตลาดยังต้องนับถือว่าเป็นพี่ บอกว่า “ มันส์....ยิ่งว่าไฟแลบ แสบยิ่งกว่าสะดือ “ แลบไม่แลบ แสบไม่แสบไม่รู้ละ รู้แต่ว่าผู้สื่อข่าวหน้าชากันเป็นแถบๆ ที่ถูกต่อว่าต่อขาน ว่ามายุ่งเรื่องสวนตั้วส่วนตัว คนจะขี้ จะเยี่ยว ก็ไม่ละเว้น

“... บ้ารึเปล่า..ยืนออกันสลอนอยู่หน้าห้องน้ำ พวกนักข่าวเฮงซวย.. “

นักข่าวคนเดิมรายงานว่าได้ยินจนเต็มสองรูหู

รื่องเข้าห้องน้ำนี้ ผู้สันทัดกรณีฟันธงว่า “ ท่านท้องเสียแน่นอน ” แล้วท้องเสียนี้ มันเป็นฉันฑ์ใดหนอ.. แปลง่ายๆแบบชาวบ้านว่า ขี้แตกครับ แต่จะขี้แตนด้วยหรือเปล่า อันนี้ลืมถามผู้สันทัดกรณี (แย่จริงๆ) สรุปว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ทราบว่า ท่านหมักเข้าส้วมนานเป็นเพราะสาเหตุใด หรือว่าเป็นริดสีดวงทวารหนัก

ความจริงก็น่าเห็นใจท่านนะครับ ไปเยือนลาวก็จุ๊ดๆ จนต้องนอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาล ผู้สื่อข่าวสายบันเทิงและโปกฮา รายงานว่า ปลาร้าลาวทำพิษ

เรื่องปลาร้าลาวทำพิษ ชนิดที่ท่านหมักมีอันต้องจุ๊ดๆ ผมก็ต้องขอแก้ต่างแทนคนลาวสักหน่อย ในฐานะที่เป็นผู้เคยทานปลาร้าลาวมานับครั้งไม่ถ้วน (และเคยมีแฟนเป็นคนลาวด้วย ขอคุยหน่อยเหอะ..)

ปลาร้าลาวไม่มีปัญหานะครับ สะอาด และปลอดภัย ที่สำคัญปลอดสารพิษด้วย การที่ท่านหมักมีอาการผิดปกติ ไม่น่าเกิดจากปลาร้าลาว แต่น่าจะเกิดจาก ต้มฝักซี่โครงไก่ ดูแล้วน่าจะเป็นไปได้ เพราะเป็นอาหารโปรดของท่านมานานหลายปี และลงมือทำกินตั้งแต่วัยหนุ่มยันวัยแก่ ไปที่ไหนก็จะพูดแต่เรื่องต้มฟักซี่โครงไก่ด้วยความภาคภูมิใจ จนซี่โครงไก่กับลูกฟักขาดตลาดไปพักใหญ่

เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านหิ้วใส่ปิ่นโตนำติดตัวขึ้นเครื่องไปทานถึงประเทศลาว มันอาจจะบูดเน่าระหว่างทางก็ได้ ใครจะรู้ จริงไม้ครับท่านทั้งหลาย แต่จะจริงหรือเท็จก็ไม่ขอยืนยัน เพราะคาดคะเนตามรูปการณ์ ตามประสาของผู้ไม่สันทัดกรณี

ออกจากตลาด อตก.ก็มาต่อที่ตลาดดอนหวายดีกว่า

นอกจากปลาตะเพียนต้มเค็มที่ขึ้นชื่อของตลาดดอนหวายแล้วก็ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่น่าทาน สำหรับผมล่อขนมจีนน้ำยา และปลาตะเพียนต้มเค็มอีกตัวที่ซื้อมาทานเปล่าๆ ก็จุกท้องจนไม่สามารถเติมอะไรได้อีกแล้ว จะมีอะไรอร่อยอีกหรือไม่นั้น ก็ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองจะดีกว่า และก่อนจะมาก็อย่างลืมล้างท้องก่อนออกเดินทาง

ส่วนของฝากหรือของซื้อกลับไปบ้านมีมากมายให้เลือก จารนัยกันไม่ไหว แต่ถ้าหากว่าไม่รีบเร่งจนเกินไป อยากให้ค่อยๆเดินดู และพยายามสังเกตไปเรื่อยๆ เผลอๆอาจเจอของที่ถูกใจก็ได้ หากรีบเดินแล้วอาจมองไม่เห็นอะไรมากนัก โดยเฉพาะเสาร์อาทิตย์คนแน่นมาก ลายหูลายตาไปหมด ผมจำได้ว่าซื้อน้ำพริกแกงจากแม่ค้าที่นั่งขายในร้านเล็กๆ แกบอกว่าเป็นน้ำพริกที่พึ่งทำมาใหม่ๆ นำไปแกงแล้วกลิ่นจะหอม ไม่ผิดหวังครับได้กลิ่นเครื่องเทศหอมหวนชวนรับประทาน ผิดกับน้ำพริกแกงที่ซื้อจากตลาดหรือจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ความหอมแทบไม่หลงเหลือ

สรุปว่าอาหารไทยๆ อาหารพื้นบ้านในตลาดดอนหวาย ส่วนใหญ่ไม่ผิดหวังครับ ต้องถือว่าที่นี่เป็นต่างจังหวัด คนทำ คนขายก็เป็นคนต่างจังหวัด ความรู้สึกที่จะค้ากำไรเกินควร หรือทำอาหารแบบขอไปทีนั้นอาจเรียกว่าแทบไม่มี หรือมีน้อยมาก ที่นี่ยังพอเชื่อถือได้ครับ

ยกตัวอย่างเช่นห่อหมกปลาช่อน รสชาติอร่อยและมีเนื้อปลาช่อนมากคุ้มกับราคา ต่างกับซื้อที่อื่น ที่ส่วนใต้กระทงจะรองด้วยผักลวกจนหนาเตอะ แล้วก็หยอดห่อหมกนิดๆไว้ด้านบน หัวกระทิอีกหน่อย ทำเหมือนกับว่า ห่อหมกมันฟู จนแทบล้นกระทง แบบนี้เรียกว่าหลอกคนซื้อให้เข้าใจผิด

สำหรับตลาดดอนหวายตอนต่อไปหรือตอนที่ 3 จะพาล่องเรือชมธรรมชาติริมแม่น้ำท่าจีน ดูแล้วเพลินเพลินเจริญใจ

ติดตามตอนต่อไปนะครับ




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
23 สิงหาคม 2551


การเดินทางมาตลาดดอนหวาย และ วัดไร่ขิง

ขับรถมาเอง
เส้นทางที่หนึ่ง
จากสะพานปิ่นเกล้า มุ่งตรงไป ถนนปิ่นเกล้า - นครชัยศรี แล้วใช้ถนนยกระดับไปจนสุดทางลง (ก่อนถึงพุทธมณฑล) จากนั้นขับผ่านสี่แยกพุทธมณฑล แล้วชิดซ้ายให้วิ่งในเส้นทางคู่ขนาน จากนั้นจะเจอสี่แยก (ไม่มีสะพานตัดข้ามทางแยก)
สังเกตป้ายบอกทางเลี้ยวซ้ายเข้าพุทธมณฑลสาย 5 (ถนนสายรอง) ขับมาประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะเจอสี่แยก(มีป้ายวัดดอนหวาย-วัดไร่ขิง) ให้เลี้ยวขวา มุ่งตรงสู่วัดดอนหวายหรือวัดไร่ขิงตามป้ายบอกทาง

มีข้อแนะนำว่าให้ใช้ถนนยกระดับ (ถนนบพระบรมราชนนี) หลังเลยแยกปิ่นเกล้ามาแล้ว แล้วขับชมวิวไปจนสุดทางลง ซึ่งถึงถนนตัดแยกเข้าพุทธมณฑล/ม.มหิดล (หรือวงแหวนทางแยก) ตรงนี้เรียกว่าแยก ถ.พุทธมณฑลสาย 4 พอพ้นแยกนี้ไปแล้วให้ชิดซ้ายเข้าช่องทางคู่ขนาน เพื่อเตรียมตัวเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 5 (สามแยกเล็กๆ) อย่าลืมว่าถนนพุทธมณฑลสาย 5 เป็นถนนสายรอง หรือถนนท้องถิ่น สายเล็กๆ หากไม่สังเกตให้ดีอาจขับเลยไปก็ได้ (เหมือนผม) แต่ก็ไม่มีปัญหาครับ เพราะจากแยกนี้ไปไม่ไกลนักจะมีถนนสายเล็กๆอีกสายหนึ่งให้เลี้ยวซ้ายไปยังวัดดอนหวายได้เช่นเดียวกัน (ดูแผนที่ประกอบ)

เส้นทางที่สอง
ใช้เส้นทาง ถนนเพชรเกษม จากสี่แยกท่าพระ ตรงมาเรื่อยๆ ผ่าน บางแค หนองแขม ผ่านทางแยกเข้าพุทธมณฑลสาย 4
ตรงมาเรื่อยๆ เมื่อถึงทางแยกถนนพุทธมณฑลสาย 5 เลี้ยวขวา ตรงมาระยะทาง 6 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายมุ่งตรงสู่วัดดอนหวาย และหากขับเลยจุดนี้ไปก็สามารถยูเทิร์นใต้สะพานข้างหน้าได้ครับ (ดูแผนที่ประกอบ)

นั่งรถเมล์ - รถตู้ประจำทาง
รถตู้ปรับอากาศ เมอรี่คิงส์ปิ่นเกล้า - วัดดอนหวาย - วัดไร่ขิง ราคา 40 บาท ใช้เวลาประมาณ 20 -40 นาที
ถนนเพชรเกษม สามารถใช้บริการ รถโดยสารปรับอากาศสาย ปอ. 84 ลงตรงปากทางเข้าวัดไร่ขิง
  (ให้สังเกตุสวนสามพราน ก็ลงป้ายถัดไปได้เลย) และต่อรถสองแถวประจำทาง เข้ามาวัดดอนหวาย
   หรือไม่ทันใจ...ก็สามารถใช้บริการรถมอเตอร์ไซด์คิว ( 40 -50 บาท) ได้เลย.
สถานีขนส่งสายใต้ คุณสามารถใช้บริการรถโดยสารที่จะไปยัง จังหวัด นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี
   ( ตอนขึ้นบอกกับพนักงานซักนิด "จะไปดอนหวาย ช่วยจอดปากทางเข้าหน่อยนะค่ะ/ ครับ"
   เมื่อถึงปากทางคุณก็สามารถใช้บริการรถสองแถวได้ทั้งสองฝั่ง ทั้งทาง ถนนเพชรเกษมและถนนปิ่นเกล้านครชัยศรี..


 แผนที่วัดดอนหวาย แผนที่วัดไร่ขิง (ต้องการดูภาพใหญ่ หรือ Save ภาพ ให้คลิกที่ภาพแผนที่)
แผนที่ดอนหวาย แผนที่ตลาดน้ำดอนหวาย แผนที่ตลาดดอนหวาย แผนที่วัดดอนหวาย วัดไร่ขิง แผนที่วัดไร่ขิง การเดินทางมาตลาดดอนหวาย เส้นทางพุทธมณฑล แผนที่ ม.มหิดล ศาลายา แผนที่พุทธมณฑล ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ถนนพุทธมณฑลสาย 5 แผนที่สวนสามพราน การเดินทางมาสวนสามพราน



ต้องการดูภาพใหญ่ ให้คลิกที่ภาพ



 
     
copyright © 2008 www.photoontour.com, All rights reserved