ภาพท่องเที่ยวจากโฟโต้ออนทัวร์ Thailand Photo Gallery
       Photoontour โฟโต้ออนทัวร์  
Home : Gallery : Phuket53 #5              
ภาพชุดท่องเที่ยวภูเก็ตปี 2553 : Phuket 2010
Phuket 5 บ้านชินประชา อายุ 107 ปี บ้านฝรั่งสไตล์ ชิโน-โปรตุกีส หลังแรกของภูเก็ต
1 Koh Naka
2 Street walk
3 Old town
4 Muslim dress
5 Old House
6 Local market
7 Elephant ride
7 Big Buddha
 
Phuket 2010 Part 5 ภูเก็ตตอนที่ 5 บ้านชินประชา ตึกฝรั่งแบบชิโน-โปรตุกีสหลังแรกของภูเก็ต
 
 
 
 
 
 
 
   ชมภาพชุดท่องเที่ยวภูเก็ตก่อนหน้านี้ : Previous Phuket photo's gallery
 
เกาะราชาภาคที่ 1
ราตรีที่ป่าตอง
ภูเก็ตแฟนตาซี
99 บาท แอร์เอเชีย
โรงเรียนดาราสมุทร ภูเก็ต

พระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพ
เกาะไข่ หาดสวย น้ำใส
Portrait เด็กอนุบาล โรงเรียนดาราสมุทร
Portrait ลูกหลานชาวไทยใหม่
Portrait เด็กฝรั่งโต้คลื่น

กาะราชาภาค 2 (ตอนที่ 1) เดินทางสู่ภูเก็ต
เกาะราชาภาค 2 (ตอนที่ 2) นั่งสปีดโบ๊ตสู่เกาะราชา
เกาะราชาภาค 2 (ตอนที่ 3) ทะเลสวยน้ำใส
เกาะราชาภาค 2 (ตอนที่ 4) นอนเกาะ
เกาะราชาภาค 2 (ตอนที่ 5) เกาะเฮ เที่ยวรอบเกาะภูเก็ต
     
 

ภูเก็ต 53 ตอนที่ 5 บ้านชินประชา
(เดินทางเมื่อ 16 มีนาคม 2553)



เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 47  ตอนที่สายการบินแอร์เอเชีย สายการบินต้นทุนต่ำหรือ Low cost  เที่ยวบินปฐมฤกษ์ ดอนเมือง-ภูเก็ต เปิดให้จองตั๋วผ่านอินเตอร์เน็ตในราคาเพียง 99  บาท  บวกค่าธรรมเนียมสนามบินและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยกว่าบาท  เบ็ดเสร็จจ่ายไปประมาณ 250 บาท นับว่าถูกมากเมื่อเที่ยวกับค่ารถทัวร์วีไอพี 24 ที่นั่ง ราคา 755  บาท

ไปภูเก็ตครั้งนั้นก็มีโอกาสไปชมบ้านฝรั่งหลังเก่าแก่ในสไตล์ชิโน-โปรตุกีส  หลังทราบว่าพึ่งเปิดให้คนภายนอกเข้าไปชมได้เป็นครั้งแรก  จึงถือโอกาสไปเที่ยวก่อนกลับกรุงเทพ 

ตึกฝรั่ง หรือ อั่งม้อหลาว หลังนี้ มีชื่อว่า บ้านชินประชา  ตั้งอยู่บนถนนกระบี่  อ.เมือง ภูเก็ต  ใกล้กับวัดขจรรังสรรค์  หรือตรงข้ามกับปากทางเข้าวัดพอดี
 
หลายปีก่อนเคยมาจอดรถในลานกว้างแต่อยู่ในเขตตึกฝรั่งหลังนี้ เพื่อทานขนมจีนน้ำยาที่ขึ้นชื่อในร้านเล็กๆที่อยู่ติดกัน ยังจำได้ถึงความเก่าแก่ของรั้วบ้านที่มีอายุมานาน   ความจริงเรียกว่ากำแพงน่าจะถูกต้องกว่า  เพราะดูใหญ่โตภูมิฐานเกินบ้านคนธรรมดาทั่วไป   เสาปูนที่มีลวดลายแบบยุโรป ดูเก่าแก่และใหญ่โตขนาดนี้นับว่าเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงเรียกรั้วบ้านแบบนี้ว่า คฤหาสถ์  หากเป็นทางภาคเหนือเมืองล้านนาก็ต้องเรียกว่า คุ้มเจ้า  เพราะสภาพทั่วไปบ่งบอกว่าเจ้าของบ้านคงไม่ไช่ระดับธรรมดาๆแน่นอน

ล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม ปี 53 ปรากฏว่า  บริเวณหน้าบ้านที่เคยจอดรถ และรั้วกำแพงโบราณที่มีอายุนับร้อยๆปี ได้อันตรธานหายไปเรียบร้อยแล้ว

” ทุบกำแพงเก่าแก่ทิ้งเพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ ..นี่คือคำตอบ “

หลายคนโดยเฉพาะคนภูเก็ตคงรู้สึกเสียดาย กำแพงเก่าที่เห็นจนชินตากันมาตั้งแต่เกิด  วันดีคืนดีก็มีคนงานก่อสร้างมาทุบทิ้งจนหายวับไปกับตา

ไม่เหลือแล้วครับ  กลายเป็นอาคารพาณิชย์ใหม่เอี่ยมที่ยังสร้างไม่เสร็จ  โชคดีที่ตัวบ้านชินประชายังคงอยู่  แต่ ณ วันนี้ก็ต้องบอกว่าขาดความสง่างามไปไม่น้อย  ขณะเดียวกันพื้นที่ก่อสร้างอาคารหลังใหม่ได้เข้ามาประชิดจนเกือบจะถึงตัวบ้าน  ห่างจากมุขหน้าบ้านราว 3-4 เมตร มีรั้วสังกะสีปุๆปะๆ กั้นเป็นเขตก่อสร้าง  จากที่เคยเดินเข้ามาทางหน้าบ้านก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ถนนแคบๆข้างตึกใหม่แทน  แต่มีป้าย บ้านชินประชา แขวนไว้ให้สังเกต
 
เล่ากันว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาภายในของตระกูล  บ้านเก่าหลังใหญ่มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 แปลง บริเวณลานกว้างหน้าบ้าน กับพื้นที่ส่วนหลังหรือตัวบ้าน เป็นโฉนดละคนกัน


หลังจาก คุณประชา ตัณฑวณิช เจ้าของบ้านซึ่งเป็นทายาทหรือลูกชายคนโตของพระพิทักษ์ฯ เสียชีวิตในปี 2549  ทายาทคนอื่นที่ถือครองโฉนดแปลงหน้าจึงขายให้นักธุรกิจด้านอสังหาฯ  เมื่อภรรยาคุณประชา ตัณฑวณิช (ป้าแดง) ทราบเรื่องก็พยายามขอซิ้อแต่ก็คงจะตกลงกันไม่ได้

กว่าจะรู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ชาวบ้านก็เห็นคนงานก่อสร้างขนเอาเครื่องไม้เครื่องมือมาทุบรั้ว จนกลายเป็นเศษปูนกองอยู่ข้างถนนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ขณะนี้ยังเป็นคดีความระหว่างเจ้าของโครงการกับสำนักงานศิลปากรเขต 15 ภูเก็ต  แต่ท้ายที่สุดแล้วก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เจ้าของโครงการก็คงเสียค่าปรับ ซึ่งเป็นเงินไม่มากมายอะไรนักเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ

ปี 2547  บ้านชินประชา หรือบ้านพระพิทักษ์  เปิดให้บุคคลภายนอกให้เข้าไปชมภายในบ้านได้เป็นครั้งแรก แต่ต้องเสียค่าชม  ก่อนหน้านั้นก็มีคู่บ่าว-สาว เข้าไปใช้เป็นสถานที่ถ่ายภาพ (Wedding) ในชุดแต่งกายของคนภูเก็ตสมัยก่อน หรือที่เรียกว่า ชุดบ้าบ๋า –ย่าหยา 
ซึ่งในบ้านมีชุดแต่งกายพร้อมเครื่องประดับแบบจำลองไว้ให้บริการด้วย

ปี 47 ได้ไปเที่ยวบ้านหลังนี้กับลูกชาย  มีผู้ใหญ่สูงวัยอายุราว 80 ออกมาต้อนรับ  ขณะนั้นก็ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆนอกจากผมกับลูกชายเพียงแค่ 2 คน และผู้ที่ต้อนรับก็ไม่ไช่ใครที่ไหน คุณประชา  ตัณฑวณิช  ลูกชายคนโตของ พระพิทักษ์ชินประชา (ตันม่าเสียง )

คุณลุงประชาบอกว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านทรงยุโรปหลังแรกของภูเก็ต  คุณพ่อสร้างไว้เมื่อปี พ.ศ.2446  สมัยรัชกาลที่ 5  บอกว่าภูเก็ตสมัยนั้นไม่มีโรงแรมหรือที่พักอาศัยอื่นๆ  เมื่อข้าราชบริพารหรือราชการชั้นผู้ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลที่ 6 มาตรวจงาน  ก็จะมาพักอาศัยในบ้านหลังนี้  ทำให้คุณพ่อมีความใกล้ชิดกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน

ลุงประชาถามผมว่า  “ค่าเข้าชมบ้านหลังนี้แพงไม๊ “  ที่ถามก็คงไม่แน่ใจนัก  เพราะพึ่งเปิดบ้านให้เข้าชมไม่นานนี้เอง  ราคาขณะนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะราว 75 บาท (ปัจจุบัน 100 )

ก็ตอบไปว่า สำหรับผมแล้วไม่คิดว่าแพง  แต่คนอื่นไม่ทราบเหมือนกัน  เพราะการเข้าไปเที่ยวชมในสถานที่เป็นพิพิธภัณฑ์แบบนี้  คนไทยไม่ค่อยนิยมสักเท่าใด  ถึงให้ชมฟรีก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจ  คงมีแต่ฝรั่งต่างชาติเท่านั้นที่ชื่นชอบ และค่าชมเพียงแค่นี้ถือว่าถูกมากสำหรับพวกเค้า

จากนั้นแกพาชมภายในบ้าน  พร้อมกับอธิบายในส่วนสำคัญๆ  ทำให้รู้เรื่องราวต่างๆได้เป็นอย่างดี

มีนาคม 2553

และเมื่อเดือนมีนาคม ปี 53 ก็มีโอกาสมาชมบ้านหลังนี้อีกครั้งหนึ่ง  ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงตามที่กล่าวมาแต่ต้น  และหลังจากที่คุณลุงประชาเสียชีวิต  ก็คงไม่มีใครอธิบายความเป็นมาของบ้านหลังนี้ให้กับนักท่องเที่ยว  มีแต่แผ่นกระดาษแผ่นเล็กๆที่แจกให้หลังจ่ายค่าเข้าชมเป็นเงิน 100 บาทเรียบร้อยแล้ว

อรรถรสในการเข้าชมบ้านชินประชาในครั้งนี้  แน่นอนว่าแตกต่างจากครั้งก่อนๆ  ไม่มีคนพาชม ไม่มีคนอธิบาย ครั้นจะเอ่ยปากถามบางเรื่อง ผู้ดูแลก็พูดตัดบทว่า “อยู่ในเอกสารนั้นหมดแล้ว “  เจอแบบนี้เข้าก็ต้องงดถามเรื่องอื่นๆที่ยังเป็นข้อสงสัย  นึกในใจว่าแต่ละวันคงมีคำถามกันมาก คงเบื่อที่จะตอบ
 แต่เรื่องนี้สามารถแก้ปัญหาได้  หากมีป้ายเล็กๆให้คำอธิบายในบางจุด ส่วนเอกสารที่แจกให้ก็เป็นประวัติคร่าวๆของบ้านเพียงไม่กี่บรรทัด

สิ่งที่เจอก็ไม่ต่างกับสถานที่อีกหลายๆแห่งในประเทศไทย  บางแห่งก็เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ที่เป็นกิจจะลักษณะ  ขึ้นป้ายใหญ่โต มีเจ้าหน้าที่อยู่ประจำ  แต่บรรดาโบราณวัตถุกลับไม่มีป้ายแสดงรายละเอียดอะไรมากนัก  แบบนี้คนมาเที่ยวก็มึนงง  ไม่มีคำอธิบาย แม้จะมาเป็นหมู่คณะก็ไม่มีคนพาชม  ปรากฏว่าอยู่กันได้ไม่นานก็ต้องกลับ  สรุปว่าเข้าไปชมสถานที่นั้นๆแล้วก็ไม่ได้ความรู้อะไร  เพียงแค่เห็นว่ามีของเก่าๆอยู่ข้างในตึกนี้เท่านั้นเอง  ว่าแล้วก็เดินเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านหลัง  ประโยชน์ของการสร้างพิพิธภัณฑ์ในท้องถิ่นก็อยู่ตรงที่มีห้องบริการอุจจาระ - ปัสสาวะ และเห็นประโยชน์ได้ชัดเจนกว่าห้องพิพิธภัณฑ์ที่สร้างกันใหญ่โต

” ข้างในถ่ายภาพไม่ได้นะค่ะ “  ผู้ดูแลบ้านชินประชาร้องทักก่อนเดินเข้าไปข้างใน 

ก็ต้องอธิบายกันนานพอสมควร  อ้างว่าเคยมาครั้งก่อนก็ถ่ายภาพได้   พร้อมชักแม่น้ำทั้งห้าและทั้งหกมาอธิบาย ว่าเราไม่ได้มาถ่ายภาพเพื่อหากิน หรือหาประโยชน์จากสถานที่นี้  ไม่ได้ถ่ายไปทำเป็นหนังสือสารคดีขายตามที่ผู้ดูแลบ้านเข้าใจ หรือคิดระแวง
 
จึงขอบอกกล่าวให้ผู้ที่จะเข้าไปเที่ยวในบ้านนี้ว่า หากพกกล้องประเภท SLR หรือกล้องที่ดูใหญ่โตกว่าชาวบ้านชาวเมือง  ก็อาจถูกจับตาเป็นพิเศษ  แต่ถ้าเป็นกล้องตัวเล็กๆ  หรือถ่ายจากมือถือก็คงไม่มีปัญหาอะไร 

และต้องบอกกล่าวสำหรับผู้ที่จะเข้าชมบ้านชินประชาว่า  โดยทั่วไปแล้วมักจะห้ามถ่ายภาพในพิพิธภัณฑ์ เพราะกลัวจะทำลอกเลียนแบบ รวมทั้งกลัวว่าจะใช้ภาพถ่ายไปวางแผนโจรกรรมของมีค่า ดังนั้นหากที่ใดยอมให้ถ่ายภาพก็ถือว่าเป็นความใจกว้างของเจ้าของสถานที่   และต่อไปหากบ้านชินประชาขึ้นป้ายว่าห้ามถ่ายภาพก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นสิทธิของเจ้าของบ้าน 

ตึกฝรั่ง (อั่งม้อหลาว) บ้านชินประชา จังหวัดภูเก็ต

ตำนานเล่าขานของบ้านหลังนี้  ไม่ต่างกับบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ของจังหวัดภูเก็ต  ทั้งเรื่องการทำเหมืองแร่ดีบุกในยุคต้นๆ  การค้าขายแร่ดีบุกระหว่างประเทศในสมัยนั้น  รวมทั้งเรื่องราวทางการเมืองการปกครอง ทุกอย่างเบ็ดเสร็จกันในบ้านหลังนี้   

บ้านชินประชาสร้างเมื่อ พ.ศ.2446  ในสมัยรัชกาลที่ 5  เป็นตึกฝรั่งหลังแรกของเมืองภูเก็ต  ปัจจุบันมีอายุ 107 ปี  ตึกฝรั่ง ตึกปีนัง หรือ อั้งม่อหลาว  เป็นชื่อที่ชาวบ้านใช้เรียกตึกอาคารที่เป็นสถาปัตย์กรรมแบบชิโน-โปรตุกีส  หรือแบบผสมผสานระหว่างตะวันออก ซึ่งหมายถึงประเทศจีน  และแบบตะวันตกจากยุโรป

พระพิทักษ์ชินประชา (ตันม่าเสียง ต้นตระกูล ตัณฑวณิช)  ผู้สร้างบ้านชินประชา  เกิดที่ภูเก็ตเมื่อ พ.ศ. 2426  ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5  เป็นลูกพ่อค้าชาวจีนจากมณฑลฮกเกี้ยน มีชื่อว่า หลวงบำรุงจีนประเทศ (ตันเนียวยี่)  เคยรับราชการทหารในตำแหน่ง “บูเต็กจอกุน” ของจักรพรรดิเสียนเฟิง ราชวงศ์ชิงพระองค์ที่ 9 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 )

หากใครดูภาพยนต์จีนประเภทประวัติศาสตร์ ก็อาจเคยเห็นป้ายพระราชทานหรือประจำตำแหน่งอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ต้องพกติดตัว เพื่อแสดงตัวต่อผู้อื่นในที่ห่างไกล หลวงจีนบำรุงประเทศ ก็ได้รับป้ายพระราชทานจากจักรพรรดิ์เช่นกัน พร้อมกันนี้ก็ยังมีกระถางธุป ซึ่งเป็นไปตามธรรมเนียมจีนโบราณว่าต้องตั้งป้ายพระราชทานนี้ไว้บนโต๊ะบูชาพร้อมกระถางธูป
 
ป้ายพระราชทานนี้ได้ตกทอดมาถึงลูกหลานรุ่นปัจจุบัน  ใครไปเที่ยวบ้านชินประชาก็อย่าลืมสังเกตด้วย  ป้ายไม้แกะสลักด้วยภาษาจีนสูงประมาณ  2 คืบ พร้อมกระถางธุปโบราณ ตั้งไว้บนโต๊ะบูชาบรรพบุรุษ มีภาพเขียนขนาดใหญ่ของหลวงบำรุงจีนประเทศั้งไว้อยู่ข้างหลังด้วย

 แต่ห้ามถ่ายภาพบริเวณนี้นะครับ  เพราะถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำตระกูล

หลวงบำรุงจีนประเทศ (บิดาของพระพิทักษ์ฯ) เดินทางมาค้าขายสินค้าโดยเรือสำเภา  ระหว่างเมืองถลาง(ภูเก็ต) และเกาะปีนัง ในปลายสมัยของรัชกาลที่ 4  พร้อมกับมีกิจการเหมืองแร่ในภูเก็ตด้วย  สินค้าที่นำมาขายมียี่ห้อว่า เหลียนบี้  (แปลว่าดอกบัว) 

ในบ้านชินประชาจะเห็นป้ายอักษรจีนเขียนว่า  เหลียนบี้  เป็นป้ายแกะสลักสีทองพื้นดำ  ติดไว้ที่หน้าประตูด้านหน้า และด้านข้าง เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าบรรพบุรุษสร้างฐานะมาได้ก็เพราะสินค้ายี่ห้อนี้ และ เหลี่ยนบี้ ก็ยังหมายถึง ภูเขาดอกบัว  ซึ่งเป็นชื่อภูเขาในบ้านเกิดที่เมืองจีน เหลี่ยนบี้ จึงมีความหมายเพื่อรำลึกถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองด้วย

เมื่อพระพิทักษ์ชินประชา (ตันม่าเสียง) อายุได้ 20 ปี  ตรงกับ พ.ศ. 2446 จึงสร้างบ้านหลังนี้เพื่อใช้เป็นเรือนหอ  โดยตัวบ้านสร้างแบบบ้านฝรั่ง สไตล์ซิโน-โปรตุกีส แค่สร้างตามหลักฮวงจุ้ยของคนจีนฮกเกี้ยน กลางบ้านมีบ่อน้ำเป็นรูปสี่เหลี่ยม  เหนือบ่อน้ำขึ้นไปจะเป็นช่องลมแบบเปิดโล่ง จนเห็นเดือนเห็นตะวัน  ส่วนนี้ไม่มีหลังคา ทำให้มีแสงแดดส่องลงมาถึงกลางบ้าน และยังเป็นที่ระบายลมตามหลักวิทยาศาสตร์ (เช่นปล่องโรงสี) ช่วยให้บ้านเย็นสบาย  ลักษณะบ้านแบบนี้เรียกว่า  “ซิมแจ้ “   

”ซิมแจ้ “ สำหรับบ้านคนจีนฮกเกี้ยนในภูเก็ต  ยังหมายถึงบริเวณลานซักล้างทีมีบ่อน้ำ (ขุดขึ้นเอง) อยู่ภายในบ้าน  และการที่มีบ่อน้ำไว้ภายในบ้าน ก็เพื่อป้องกันบุคคลภายนอกที่ไม่หวังดีให้เข้ามากระทำการใดๆกับบ่อน้ำที่ใช้ดึ่มกินได้  เช่นทำไสยศาสตร์ คุณไส หรือยาสั่ง แต่บ่อน้ำและลานซักล้างในบ้านชินประชาที่ใช้สอยจริงจะอยู่ติดกับห้องครัว ด้านหลังบ้าน 

ภายในบ้านเราจะเห็นประตูหน้าต่างเป็นศิลปะแบบจีนและแบบยุโรปผสมผสานกันอย่างกลมกลืน โดยเฉพาะเสาทรงกลมแบบโรมัน ที่มีทั้งแบบ Lonic และแบบ Corinthian ที่ดูคลาสสิค ส่วนเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งภายในบ้าน ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งสิ่งของที่ได้รับจากบุคคลอื่น เนื่องในโอกาสต่างๆ  บางชิ้นเป็นของที่หาดูหาชมได้ยาก เช่นพัดลมทองเหลืองที่ใช้น้ำมันก๊าด  เปียโนไม้โบราณ  เครื่องกรองน้ำจากยุโรป   นาฬิการูปผู้หญิงถือโคมไฟจากฝรั่งเศส ฯลฯ

ชุดรับแขกฝังมุก เป็นของเก่าที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ  บางชิ้นนำมาจากปีนัง  ส่วนชุดโต๊ะเก้าอี้ลายผ้าสวยๆแบบยุโรปใกล้ประตูทางเข้า  คุณประชา ตัณฑวณิช  (ทายาทผู้ล่วงลับ) เคยบอกไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 47  ว่าใช้เป็นที่รับรองเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งจากยุโรป(ถ้าฟังไม่ผิดน่าจะเป็นเจ้าหญิงจากสเปน) ที่เคยเสด็จมาบ้านหลังนี้ หลังพิธี่กาญจนาภิเษกเฉลิมฉลอง 50 ปี ที่กรุงเทพเมื่อปี พ.ศ.2539  คุณลุงประชายังบอกว่าเจ้าหญิงท่านนั่งตรงหัวโต๊ะ  ทานน้ำผลไม้ร่วมกับคณะ โดยมีคุณประชานั่งร่วมสนทนาด้วย

บันใดบ้านที่ขึ้นไปยังชั้นบน  คุณประชาเล่าอย่างภาคภูมิใจว่าลายเถาสีทองแบบยุโรปที่ประดับประดาใต้บันใดทางขึ้นนี้  มีเพียงที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

หากใครมีโอกาสเข้าไปในบ้านชินประชา  ก็คงเห็นภาพเก่าขาว-ดำ ของบุคคลสำคัญๆติดไว้ข้างผนังบ้านเป็นจำนวนมาก  บางภาพเป็นข้าราชบริพาร หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากกรุงเทพที่เดินทางมาภูเก็ต  และใช้บ้านหลังนี้จึงใช้เป็นเรือนรับรอง บางภาพเป็นบุคคลสำคัญของประเทศที่มอบให้แก่กันในสมัยก่อนๆ


เมื่อพระพิทักษ์ฯอายุได้ 10 ขวบ คุณพ่อ (หลวงบำรุงจีนประเทศ) ส่งไปเรียนหนังสือที่ปีนัง ซึ่งเป็นเมืองในอาณานิคมของอังกฤษ ทำให้พระพิทักษ์ฯ  มีความรู้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาไทย  การที่พ่อค้าชาวจีนในสมัยนั้นนิยมส่งลูกหลานไปเรียนปีนังก็เพื่อให้มีความรู้ภาษาอังกฤษ  ควบคู่ไปกับความรู้ในการค้าการขาย  เนื่องจากปีนังขณะนั้นเป็นเมืองใหญ่ เป็นศุนย์กลางธุรกิจสำคัญแห่งหนึ่งทางแหลมมลายู ไม่แพ้กรุงกัวลาลัมเปอร์  มะละกา และ สิงคโปร์ 

บ้านชินประชานอกจากจะเป็นบ้านเก่าแก่สไตล์ชิโน-โปรตุกีส ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศแล้ว  เมื่อปี 2535 เคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์ฮอลลีวู๊ด เรื่อง Heaven and Earth โดยผู้กำกับชื่อดัง โอลิเวอร์สโตน (Oliver Stone) ซึ่งเป็นภาพยนต์ที่สะท้อนถึงสงครามเวียดนาม (แต่บางฉากมาถ่ายทำที่เมืองไทย)  นอกจากนี้ยังมีกองถ่ายภาพยนต์จากต่างประเทศและในประเทศอีกหลายเรื่องที่เคยใช้บ้านหลังนี้

คุณลุงประชาพาเดินไปด้านหลังซึ่งเป็นห้องเก็บของใช้เก่า มีรถเจ็กหรือรถลากอยู่ 3-4 คัน บอกว่าบริเวณนี้ (ส่วนที่ต่อเติมชานคาออกมาจากตัวบ้าน) เคยใช้เป็นฉากท้องพระโรงในการถ่ายทำภาพยนต์จีนชื่อดังจากต่างประเทศ   พร้อมกับชี้ให้ดูป้ายอักษรจีนเหนือศรีษะที่ยังไม่ได้ปลดออก มองแล้วคล้ายป้ายสำนักไคฟง เรื่องเปาบุ้นจิ้น

พระพิทักษ์ชินประชา (ผู้สร้างบ้าน) ไม่มีตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองภูเก็ต หรือตำแหน่งทางราชการใดๆของภาคใต้  เป็นแค่พ่อค้าคหบดีผู้มั่งคั่ง  แต่กลับมีความสำคัญไม่แพ้เจ้าเมืองสำคัญๆในอดีต  ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญของภูเก็ตทืเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาหลายรัชกาล หากคาดเดาในเรื่องนี้ก็น่าจะมาจาก การที่ภูเก็ตทำเงินตราเข้าประเทศจากแร่ดีบุกได้เป็นจำนวนมาก

ภายในบ้านชินประสาจะเห็นพระราชสาส์นจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ ชั้น5 ชื่อ วิจิตราภรณ์ แก่หลวงพิทักษ์ชินประชาเมื่อ พ.ศ.2457 และยัง ได้รับชื่อพระราชทานเป็นพระพิทักษ์ชินประชา จากชื่อเดิมในภาษาจีนว่า ตันเสียงม่า มาถึงรัชกาลปัจจุบันก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณฯ แต่งตั้งให้เป็นวุฒิสมาชิก (ประเภทเพิ่มเติม) ถึงสองครั้ง  โดยมีอดีตนายกฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับโปรดเกล้าฯพร้อมกันในครั้งนั้นด้วย

แร่ดีบุกจากเมืองถลาง (ภูเก็ต) รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงเช่นพังงา  หากย้อนอดีตไปในสมัยที่พระพิทักษ์ชินประชายังทำกิจการเหมืองแร่อยู่นั้น  ถือเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุด  และเป็นสินค้าหลักที่ทำรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับ 2 รองจากข้าว

เมื่อแร่ดีบุกค่อยๆหมดไปจากเกาะภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียง  การหาแร่ดีบุกในทะเลก็เริ่มขึ้น  มีการต่อเรือแพขนาดใหญ่เพื่อใช้ขุดหาแร่ดีบุกในทะเล  ไม่ต่างกับโรงงานเหมืองแร่ที่ทำงานอยู่กลางทะเล   หากใครไปเที่ยวเกาะพีพีเมื่อราว 20-30 ปีก่อน  ระหว่างนั่งเรือก็อาจเห็นโรงงานแร่ถลุงแร่ลอยลำอยู่กลางทะเล   เมื่อเรือโดยสารผ่านไปใกล้ๆก็จะได้ยินเสียงดังและเห็นเครื่องจักรกำลังทำงาน  คนภูเก็ตบอกว่า  เรือขุดแร่เหล่านี้เป็นของต่างชาติ ชื่อ บริษัทไทยซาโก จำกัด มีพนักงานหลายร้อยคน  ปัจจุบันยังมีโรงานถลุงแร่ดีบุกอยู่บ้างในจังหวัดภูเก็ต แต่เป็นแร่ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

ยุคหลังๆแร่ดีบุกมีราคาตกต่ำ  ทำให้ธุรกิจเหมืองแร่ดีบุกค่อยๆหมดไป เหมืองเก่าบนที่ดินที่ได้รับสัมปทานถูกทิ้งร้าง วันดีคืนดีก็มีผู้ยึดครอง นำที่ดินของรัฐมาพัฒนาให้เป็นสนามกอล์ฟ หรือรีสอร์ท เป็นการฮุปที่ดินของรัฐกันอย่างหน้าตาเฉย ชาวบ้านที่ทราบความจริงก็ได้แต่นินทา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

จากนั้นเรื่องแร่ดีบุกในภูเก็ตก็ค่อยๆหายไปจนแทบหลือเพียงแค่ตำนาน แต่ในปี 2529 กลับฮือฮาเป็นข่าวครั้งใหญ่ระดับชาติอีกครั้ง เมื่อคนภูเก็ตนับแสนรวมตัวประท้วง โรงงาน ไทยแลนด์แทนทาลัม  (TTOC) ว่าอาจไม่มีความปลอดภัยในขบวนการผลิตแร่แทนทาลัม  ที่สกัดมาจากตะกรันแร่ดีบุก (เศษแร่ดีบุกที่เหลือใช้)  ซึ่งอาจสร้างมลพิษทางอากาศให้กับผู้คนที่อาศัยอยู่บนกาะภูเก็ต และกระทบกับการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต

ขณะเดียวกันการพิสูจน์หาความจริงของผลกระทบยังไม่ได้เริ่มต้น  เพราะบ้านเรายังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์  ต้องส่งไปตรวจในห้องปฏิบัติการยังต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลา  ประกอบกับความล่าช้าในการแก้ปัญหาของรัฐบาล  รวมทั้งยังมีเรื่องการเมืองท้องถิ่นเข้ามาผสมโรงด้วย  ทำให้กระแสต่อต้านถูกปลุกเร้าไปทั่วทั้งเกาะ  จากผู้ชุมนุมหลักพัน  กลายเป็นหลักหมื่น และเรือนแสนในเวลาต่อมา

ในที่สุดมีการเผาโรงงานแทนทาลัม และโรงแรมเมอร์ลิน เป็นการประท้วง พร้อมกับขว้างปาสถานที่ราชการ ทุบทำลายป้อมสัญญาณไฟจราจรทั่วเกาะ  เป็นจราจลครั้งสำคัญที่สุดของจังหวัดภูเก็ตเท่าที่เคยมีมา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2529  เข้าใจว่ายังอยู๋ในความทรงจำของคนภูเก็ต รวมทั้งผู้ที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองในขณะนั้น และน่าจะกล่าวได้ว่าเป็นการปิดฉากธุรกิจการทำแร่ดีบุกนับจากเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา

การทำแร่ดีบุกในภูเก็ตเริ่มมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จนมาถึงสมัยกรุงรัตโกสินทร์  และปิดฉากไปเรียบร้อยเมื่อมีการเผาโรงงานแทนทาลัมในปี 2529 หากเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ก็น่าจะเรียกว่าเป็นมหากาฟย์อันยิ่งใหญ่ที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย เป็นตำนานที่สร้างความรุ่งเรือง สร้างงาน สร้างเงิน ให้กับผู้คนบนเกาะภูเก็ตมาหลายชั่วอายุคน สามารถทำเงินตราเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล และในความรุ่งโรจน์ชัชวาลนั้น  พระพิทักษ์ชินประชา (ผู้สร้างบ้านชินประชา) ก็ต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการทำเหมืองแร่ดีบุกของประเทศไทยด้วยเช่นกัน

อนาคตของบ้านชินประชาหลังเก่านี้ จะอยู่คู่กับภูเก็ตนานแค่ไหน  ขึ้นอยู่กับหลายๆฝ่าย ทั้งเจ้าของบ้าน ประชาชนชาวภูเก็ต รวมทั้ง ความร่วมมือจากหลายๆหน่วยงานของทางราชการ  หากบ้านหลังนี้ได้รับการเอาใจใส่และยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงฉันท์ใด  บ้านเก่า และตึกเก่าในสไตล์ยุโรปที่ยังมีอยู่มากมายในภูเก็ต ก็คงยืนอยู่ได้ฉันท์นั้น 


และอย่าให้ปัจจุบันมาทับถม จนไม่เหลือรากเหง้าของอดีตที่เคยรุ่งเรืองบนเกาะภูเก็ต



โฟโต้ออนทัวร์
7 กรกฏาคม 2553  
    


ติดต่อบ้านชินประชา 076-211281, 076-211167

...............................................................................................................................................................

ภาพชุดภูเก็ต 53 ในตอนที่ผ่านๆมา
ตอนที่ 1 : ตอนที่ 2 : ตอนที่ 3 : ตอนที่ 4




 
     
 
 
   

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ