I Home I Articles I City Tour I Events I Gallery I Royal Photos I Portraits IToday Talk I Photo Services I Wallpapers I Free e-card I About site I Site update I Outbound toour I Tips I Books I
 
        Prasart Panomrung : ปราสาทเขาพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ ถ่ายเมื่อเดือน ตค. 49 (ก่อนถูกทุบทำลายเมื่อเช้ามืดวันที่ 20 พค.51)
Home > Gallery > Prasart Pranomrung        
         
 



ปราสาทเขาพนมรุ้ง ก่อนถูกทำลาย





เมืองไทยเราระยะหลังๆมานี้ดูจะมีเรื่องแปลกๆพิลึกพิลั่นกันอยู่บ่อยๆ เช่นมีคนแอบขึ้นไปโขมยเหล็ก โขมยน๊อต ที่ยึดเสาไฟฟ้าแรงสูงเพื่อเอาไปขาย มีแอบโขมยเป็ดไล่ทุ่งไปนับพันๆตัวพร้อมกับทำร้ายเจ้าของที่นอนเฝ้ากลางทุ่งนา โขมยปลาที่เลี้ยงในกระชังริมแม่น้ำแถวอยุธยา โขมยเกี่ยวข้าวในทุ่งนายามดึก  ปล้นรถบรรทุกข้าว โขมยปีพระอภัยมณี และล่าสุด ทุบโบราณสถานในอุทยานแห่งชาติปราสาทเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ จนเสียหายยับเยิน

เรื่องโขมยเป็ด โขมยปลา โขมยข้าว คงเดาไม่ยากว่าเกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจ น้ำมันแพง ข้าวแพง ปัญหาพื้นฐานลักษณะนี้ก็เป็นอย่างๆที่รู้ๆกันอยู่ว่าเกิดขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แต่เรื่องโขมยปี่พระอภัยมณี กับเรื่องทุบหินสลักที่เขาพนมรุ้ง ดูค่อนข้างเป็นเรื่องผิดปกติเหนือความคาดหมาย ในอนาคตก็ไม่แน่ใจว่าจะมีเรื่องทำนองแบบนี้กันอีกกี่ครั้ง เพราะมันไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงแต่อย่างใด

ขณะนี้โบราณสถานหลายแห่ง รวมทั้งสถานที่ต่างๆ เช่นวัด สถานที่ราชการ ที่เคยปล่อยปละละเลย และไร้คนดูแล ต่อไปคงต้องเข้มงวดและเฝ้าระวังกันมากขึ้น แน่นนอนว่าต้องใช้เงินงบประมาณเพิ่มขึ้นด้วย

เขียนถึงตรงนี้ก็อดนึกถึงพานรัฐธรรมนูญที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนินไม่ได้ ที่ผ่านมามีคนเพี้ยนๆแอบปีนขึ้นไปหลายครั้ง เช่นขึ้นไปโบกธงชาติบ้าง หรือขึ้นไปเผากระดาษบ้าง แต่ไม่แน่นะต่อไปอาจมีคนแอบโขมยเอาพานรัฐธรรมนูญสีทองไปขายก็ได้

ข่าวที่มีคนทุบทำลายรูปสลักต่างๆภายในปราสาทเขาพนมรุ้ง เมื่อเช้ามืดวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 สร้างความตกตะลึงให้กับคนในจังหวัดบุรีรัมย์ และคนไทยทั่วประเทศที่ทราบข่าวอยู่ไม่น้อย แม้ผ่านมาแล้วถึง 5 วัน ตำรวจยังไม่สามารถสรุปหาสาเหตุได้ และวันนี้( 24 พค.51 ) ได้ยินว่าตำรวจชุดสืบสวนได้ติดต่อหาหมอไสยศาสตร์ชาวเขมร มาขอความรู้เรื่องพิธีกรรมแบบเขมร เพื่อนำมาประกอบการสืบเสาะหากลุ่มผู้กระืำทำการ เบื้องต้นทราบว่า การทุบทำลายโบราณสถานเป็นการแก้เคล็ด หรือแก้อาถรรพ์ เพื่อไม่ให้คนทีมาทำพิธีบวงสรวงก่อนหน้านี้สัมฤทธิ์ผลตามที่บนบานไว้

การทุบทำลายโบราณสถานครั้งนี้มีหลายแบบ เช่นขีดศิวลึงค์และเทวรูปต่างๆให้เป็นริ้วรอย เคลื่อนย้ายหินศิวลึงค์ไปปิดทางน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลออกไปด้านนอก ทุบเทวรูปนันทิทวารบาล จนแขนหักทั้งสองข้าง แม้แต่พญานาค 5 เศียร สองตัว สัญญลักณ์ตรงบริเวณทางขึ้น ก็ถูกทุบปากทุบหน้าจนไม่มีเหลือ นอกจากนี้ก็มีหินสลักรูปสัตว์อีกหลายชิ้นที่ถูกทุบทำลาย เห็นภาพจากโทรทัศน์ก็รู้สึกหดหู่ใจที่คนหลายยุคหลายสมัยต่างก็รักษามาได้จนทุกวันนี้ ต้องมาถูกทำลายจากคนรุ่นปัจจุบัน

เรื่องแก้เคล็ด แก้อาธรรพ์ ดูเป็นเรื่องตลกที่คนสมัยนี้ยังมีความเชื่อถือที่ไม่เข้าท่า และทำกันแบบผิดๆ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

อย่าลืมว่า ปราสาทเขาพนมรุ้ง เป็นเทวสถานศิวาลัย ที่คนขอมในยุคก่อนใช้เป็นสถานที่บูชากราบไหว้ เพื่อทำพิธีบวงสรวงตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ในยุคที่นับถือบูชาศิวลึงค์ ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ประกอบพิธีกรรมจะต้องเป็นกษัตริย์ หรือเทียบเท่ากษัตริย์เท่านั้น คนทั่วไปไม่สามารถทำได้ ถึงทำก็ทำไม่ขึ้นเพราะบุญบารมีไม่ถึง ทำไปก็เท่ากับว่าเป็นการลบหลู่ และยิ่งไปทุบทำลาย เพื่อแก้เคล็ดตามพิธีกรรมทางความเชื่อ ถือว่าทำบาปมหันต์ ชีวิตจะประสพแต่เคราะห์กรรมอยู่ตลอดไป

เมื่อ 2 ปีก่อน สมัยรัฐบาลทักษิณก็เคยใช้ปราสาทเขาพนมรุ้ง เป็นที่จัดการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร โดยใช้ลานหญ้าู่ชั้นบนสุดของปราสาท ตั้งกระโจมขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นห้องประชุม ซึ่งมีพื้นที่ไม่มากนัก การจัดประชุมครั้งนั้นตามข่าวก็บอกว่าเป็นความคิดของนายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลในสมัยนั้น เหตุที่จัดประชุมในบริเวณสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์บนเขาพนมรุ้งก็เพราะต้องการเสริมดวงชะตาของอดีตนายกฯทักษิณ หลังโดนมรสุมทางการเมืองเล่นงานอย่างหนัก

ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรคราวนั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เป็นการหลบหลู่และไม่เคารพสถานที่ ที่คนโบราณกราบไหว้นับถือ

หากใครได้ไปเห็นสถานที่จัดประชุมหรือลานหญ้าชั้นบนแล้วก็คงสงสัยว่าจัดได้อย่างไร พื้นที่มีไม่มากและห้องประชุมก็อยู่ไม่ห่างจากองค์ปราสาทนัก เมื่อใช้เป็นสถานที่ประชุม ก็ต้องมีห้องน้ำห้องส้วมเคลื่อนที่ตามขึ้นไปด้วย นึกไม่ออกว่าจะเอาไปตั้งไว้
ตรงไหน เพราะบริเวณแถวนั้นก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทพนมรุ้ง ครั้นจะไปตั้งด้านล่างก็คงไม่ไช่ เพราะไกลมาก

จากการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งนั้นจะทำให้เทวาลัยสถานแห่งนี้เสื่อมมนต์ขลังลงหรือไม่ ก็คงพิสูจน์่ได้ยาก ้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งกรณีจัดประชุมคณะรัฐมนตรี และการทุบทำลายครั้งนี้มีสิ่งที่เหมือนกัน คือ

“ มีความเชื่อทางไสยศาสตร์แบบเขมร และหวังจะใช้สถานศักดิ์สิทธิ์นี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น "

การใช้เป็นสถานที่ประชุมรัฐมนตรี จะบอกว่าไม่ได้ทำลายก็คงไม่ได้ เพราะได้ทำลาย และทำร้ายจิตใจคนบุรีรัมย์ และคนไทยทั้งประเทศ ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองทำเป็นตัวอย่าง ก็กลายเป็นความเชื่อให้กับคนอื่นๆได้ใช้สถานที่นี้ประกอบพิธีกรรมต่างๆตามมาหลายครั้งหลายครา ตามข่าวบอกว่ามีนายทหารไปทำพิธีบวงสรวง เมื่ออีกฝ่ายรู้เข้าก็ตามมาแก้ทาง หรือแก้เคล็ด โดยทำลายเทวรูปต่างๆ เพื่อให้พิธีกรรมที่ทำไปนั้นเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์

เชื่อได้เลยว่า นอกจากปราสาทเขาพนมรุ้ง ก็คงมีสถานที่อื่นๆอีกหลายแห่งที่ทางการละเลย ปล่อยให้บุคคลทั่วไปเข้ามา ดำเนินการต่างๆตามความเชื่อ เช่นมาบนบานศาลกล่าว หรือมาทำพิธีต่างๆ แรกๆก็อาจไม่ค่อยมีคนสนใจมาก แต่เมื่อมีผู้มาจุดกระแส และกล่าวอ้างถึงผลสำเร็จที่ได้รับ คนก็แห่ตามกันมามากขึ้น กลายเป็นปัญหาให้กับผู้ดูแลสถานที่

เมืองไทยในระยะหลังๆมีตัวอย่างความผิดเพี้ยนทางความเชื่อมากมายหลายเรื่อง ศาสนาพุทธนั้นดีอยู่แล้ว พระธรรมคำสอนก็สุดวิเศษ หลายคนกลับไม่ค่อยเชื่อถือ แต่ดันไปเชื่อเทพฯ หรือเชื่อพิธีกรรมต่างๆที่ไม่ไช่เรื่องของทางพุทธ ตัวอย่างเช่น “ จคุคามรามเทพ “ ที่ทำเอาคนไทยไม่น้อยสติแตกกันเป็นแถวๆ แย่งกันซื้อดินซื้อหินไปบูชา หมดเงินกันมากมาย บางวัดก็ถือโอกาสหาเงินเข้าวัด แต่ปรากฏว่าเจ้งระนาว จตุคามฟีเวอร์ลดฮวบ กระแสตก ขายไม่ออก จนมีข่าวว่าต้องขนไปเททิ้ง กลายเป็นขยะข้างทาง

บ้านเมืองเจริญมากขึ้น แต่คนสังคมกลับเดินเข้าสู่ยุคโบราณ เชื่อผีเจ้าเข้าทรง และองค์เทพต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดปัญญา แถบพอกเอากิเลสให้หนักตัวเข้าไปอีก และสาเหตุของการทุบทำลายปราสาทเขาพนมรุ้ง ก็มาจากพื้นฐานความเชื่อแบบผิดๆ

เรื่องเหล่านี้แทนที่องค์กรสงฆ์์จะเป็นผู้นำด้านปัญญา โดยออกชี้แนะสิ่งที่ถูกต้อง แต่กลับกระโดดตามกระแสไปด้วย พระเถระชั้นผู้ใหญ่บางองค์ก็เป็นประธานฝ่ายสงฆ์เททองหล่อดินหล่อหินองค์เทพฯ พระบางรูปก็ขึ้นเครื่องบินปั้มพิมพ์ต้นแบบบนฟ้าบนอากาศ โดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ ทำกันเป็นที่เอิกเกริก ป้ายโฆษณาเต็มถนนในย่านดอนเมือง นึกในใจว่าหากช่วงนั้นเกิดมีทหารหน่วยอื่นขอเอาอย่างบ้างก็คงสนุกพิลึก เช่นทัพบกอาจนิมนต์หลวงพ่อนั่งรถถังเพื่อกดพิมพ์ขณะรถถังกำลังวิ่ง หรือกองทัพเรือให้หลวงพ่อสวมชุดประดาน้ำ ชุดมนุษย์กบ ดำลงไปกดพิมพ์ใต้ทะเลกลางอ่าวไทย แล้วตั้งชื่อรุ่นนี้ว่า "รวยล้นมหาสมุทร สุดยอดมหาเศรษฐี " เป็นรุ่นพิเศษที่รวยเพื่อชาตินี้และชาติหน้าด้วย

ใครจะบอกว่าผมเขียนบทความล้อเลียนศาสนาก็สุดแล้วแต่ แต่ทั้งหมดนี้ถือว่าในฐานะที่เป็นชาวพุทธ มีความเข้าใจในธรรมระดับหนึ่ง หากเห็นว่าสิ่งใดที่เกี่ยวกับความศรัทธาของพุทธศาสนาต้องผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่ควรปฏิบัติ ก็เป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนนี่แหละต้องช่วยเตือนๆกันไว้ ใครอยากจะเป็นบัวหนือน้ำก็ควรปฏิบัติตนตามครรลองที่ถูกต้อง ใครจะเป็นบัวใต้น้ำหรือใต้โคลนตม ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่ก็น่าเสียดายที่ เมืองไทยเรานับถือองค์ศาสดาที่ประเสริฐสุด มีหลักธรรมให้ปฏิบัติเพื่อละวางความทุกข์ จะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง แต่คนไม่น้อยกลับมองไม่เห็นคุณค่า ไม่ต่างกับสุภาษิตที่ว่า “ ใกล้เกลือกินด่าง ”

นึกแล้วก็ขายขี้หน้าคนชาติอื่น หรือคนศาสนาอื่น ไม่ทราบว่าเค้าจะมองเมืองไทยเป็นอย่างไรกันบ้าง ยังไงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้น ก็ขออย่าได้กำหนดให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติก็แล้วกัน


เขียนเรื่องเขาพนมรุ้ง แต่ก็เดินอ้อมมาไกลถึงเมืองนคร

จะบอกว่าภาพปราสาทเขาพนมรุ้งในชุดนี้ถ่ายไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2549 หรือประมาณปีกว่าๆ ก่อนที่บางส่วนของปราสาทพนมรุ้งจะถูกทำลายไปเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 หากใครไปเที่ยวในช่วงนี้ก็อาจเห็นภาพที่หดหู่ใจ ซึ่งกว่ากรมศิลปากรจะทำการซ่อมให้เหมือนเดิม คงต้องใช้เวลา ถึงตอนนั้นความรู้สึกของผู้คนคงเสื่อมศรัทธาไปไม่ไช่น้อย



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
24 พฤษภาคม 2551




...............................................................................................................................................................................................................................



ประวัติความเป็นมา ปรา่สาทเขาพนมรุ้ง

ปราสาทเขาพนมรุ้ง ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง ปัจจุบันอยู่ใกล้กับบ้านตาเป๊ก ตำบลตาเป๊ก อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือใกล้กับชายแดนด้านกัมพูชา

เขาพนมรุ้งเป็นภูเขาไฟเก่า เป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาพนมดงเร็ก เป็นยอดเขาขนาดใหญ่ที่สุดและสูงที่สุด ความสูง 383 เมตรจากระดับน้ำทะเล ความกว้างจากด้านตะวันออกไปทางตะวันตก 4 กิโลเมตร ความยาวจากเหนือไปใต้ 6 กิโลเมตร (สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ 2539:51)

ปราสาทเขาพนมรุ้งเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู ปรางค์อิฐองค์แรกสร้างขึ้นเมื่อประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 15 เชื่อกันว่าได้รับการบูรณะซ่อม แซมโดยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2(พ.ศ.1487-1511) และพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ.1511-1544) กษัตริย์เขมรซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนาฮินดูลัทธิไศวะ นิกาย ลัทธิดังกล่าวรุ่งเรืองตลอดพุทธศตวรรษที่ 14 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงถูกเปลี่ยนเป็นอาคารทางพุทธศาสนามหายาน

สิ่งก่อสร้าง

ปราสาทเขาพนมรุ้ง มีสิ่งก่อสร้างเรียงจากเชิงเขาขึ้นไปจนถึงยอดเขาตามลำดับ คือ สิ่งก่อสร้างนอกระเบียงชั้นนอก ระเบียงชั้นนอก ระเบียงคดชั้นใน และส่วนที่เป็นสถานที่ซึ่งสร้างด้วยหินทราย และศิลาแลงภายในระเบียงคดอีก 6 หลัง ดังจะกล่าวถึงตั้งแต่ส่วนสิ่งก่อสร้างจากเชิงเขาถึงองค์ปราสาทบนยอดเขาตามลำดับ ดังนี้

1. บันไดต้นทาง เริ่มจากเชิงเขาด้านล่างทิศตะวันออกก่อด้วยศิลาแลงเป็นชั้น ๆ 3 ชุด สุดบันไดเป็นชาลารูปกากบาท

2. พลับพลา เป็นอาคารโถงสร้างด้วยหินทราย และศิลาแลง ตั้งอยู่เยื้องชาลารูปกากบาทไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นที่พักเปลื้องเครื่องทรงของกษัตริย์ และจัดกระบวนเสด็จก่อนที่จะเสด็จขึ้นไปประกอบพิธีการบนปราสาท

3. ทางดำเนิน เป็นทางเดินต่อจากบันไดชาลากากบาทปูด้วยศิลาแลง ขอบเป็นหินทราย บนขอบเป็นเสาหินทรายยอดคล้ายบัวตูม เรียงตรงกันเป็นระยะ 2 แถว

4. สะพานนาคราช สร้างด้วยหินทราย ราวสะพานทำเป็นลำตัวพญานาค 5 เศียร เป็นจุดเชื่อมทางดำเนินกับบันไดขึ้นปราสาท และทางสู่สระน้ำ 2 สระ ซึ่งเป็นช่วงแรก ช่วงที่ 2 อยู่ภายในระเบียงคด ช่วงที่ 3 เชื่อมซุ้มประตูกับปรางค์ประธาน

5. บันไดขึ้นปราสาท สร้างด้วยหินทราย เชื่อมสะพานนาคราชช่วงแรกเพื่อขึ้นสูงไปยังลานบนยอดเขา

6. ทางสู่ปราสาท คือ บันไดทางขึ้นทั้งสองข้างของบันไดขึ้นปราสาทชั้นที่ 4

7. ระเบียงชั้นนอก เป็นทางเดินโล่งยกพื้นเตี้ย ๆ ปูพื้นด้วยศิลาแลงบรรจบกับทางเดินเข้าสู่ปราสาทด้านข้างทั้งสองข้าง

8. ซุ้มประตูและระเบียงคดชั้นใน สร้างด้วยหินทราย และศิลาแลง ลักษณะเป็นห้องยาวต่อเนื่องกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ระเบียงคดชั้นในซึ่งเป็นที่สำคัญที่สุด

...............................................................................................................................................................................................................................


ถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล Sony Digital DSC - P10 ( 5.0 ล้าน )


 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved