Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์  เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์คุณภาพ Home > Gallery > Phuket 2007 Part 1
  Part 1 :  Koh Racha (Raya) Phuket Island
  Koh Racha, Its beautiful scenery, natural surroundings, crystal clear waters and fine beaches .

  I Home I Articles I City Tour I Events I Gallery I Royal Photos I Portraits IToday Talk I Photo Services I Wallpapers I About site I Site update I Outbound tour I  
เกาะราชา จ.ภูเก็ต ตอนที่ 1 เก็บภาพการเดินทางสู่ภูเก็ต
 

เกาะราชา จ.ภูเก็ต (ตอนที่1)

               ภาพในชุดเกาะราชาที่กำลังจะปรากฏสู่สายตาทุกท่านนี้ เป็นภาพชุดใหญ่ อาจเรียกว่า Big Series ของโฟโต้ออนทัวร์ ที่นานๆครั้งจะมีภาพออกมาเป็นตอนๆ เช่นในชุดของ หมู่เกาะตะรุเตา หรือชุดการเดินทางในต่างแดนในเมนู Outbound tourที่กำลังทะยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง และหลากหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว พม่า เขมร เวียดนาม รวมถึงประเทศจีนตอนใต้ หรือเมืองเชียงรุ้งในแคว้นสิบสองปันนา หากใครสนใจประเทศต่างๆเหล่านี้ หรือกำลังคิดวางแผนจะไปเที่ยวก็สามารถติดตามดูภาพกันก่อนได้ครับ

ในชุดเที่ยวเกาะราชาของจังหวัดภูเก็ตคราวนี้ เป็นการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2550 หรือเมื่อปีที่ผ่านมา ช่วงเวลานั้นทั่วประเทศเริ่มมีฝนตกกันแล้วครับ (ผิดกับปีนี้ที่ร้อนระเบิดเทิดเทิง) ออกเดินทางตอนบ่ายๆก็เห็นฝนตั้งเค้าขณะผ่านเขตบางขุนเทียน จากนั้นไม่นานก็ตกตลอดทาง และพอเข้าเขตจังหวัดเพชรบุรี ก็เจอการซ่อมถนนกันยกใหญ่เป็นระยะๆ ยิ่งทำให้รถวิ่งช้าลงเข้าไปอีก

ไม่สนุกเลยครับที่ตั้งใจมาเที่ยวแต่ต้องเจอฝนชนิดน่ารำคาญ บางช่วงก็มองไม่เห็นสภาพข้างทาง อากาศแบบนี้ทำให้เดือดร้อนผู้ร่วมเดินทางที่ต้องแวะเข้าห้องน้ำตามปั้มน้ำมันกันบ่อยขึ้น

จำได้ว่าเจ้าลูกชายคนเล็กนี่ชอบทำตัวเป็นมนุษย์เจ้าปัญหา พอจอดปั้มก็ดันไม่ปวด แต่พอรถวิ่งไปได้ไม่นานดันจะฉี่ขึ้นมา ปั้มอยู่ใกล้ๆก็คงไม่ว่ากระไร แต่ถนนบางช่วงไม่ได้เป็นเขตชุมชนจึงลากยาวกันไกล ครั้นจะให้ยิงกระต่ายข้างทางให้รู้แล้วรู้แรด ฝนก็ตกไม่ยอมหยุด เรื่องแบบนี้ก็ขอแนะนำและบอกต่อๆกันว่า เมื่อรถจอดปั้มก็ควรลงทุกครั้ง แล้วจัดการรีดพิษออกให้หมด ไม่ควรเก็บไว้ให้คาราคาซัง แล้วมานั่งหน้าบูดหน้าเบี้ยว ร้องโอดโอยกันภายหลังว่าไม่ไหวแล้ว..

(อ่านต่อ)

 



(ต่อ)

ผมขับรถมาเที่ยวปักษ์ใต้มานับไม่ถ้วน ก็ไม่ทราบเป็นอะไร ว่ามาทีไรเป็นต้องเจอฝนกันทุกครั้ง บางครั้งดูเหมือนจะตกชนิดไม่ลืมหูลืมตา ฝนตกทีไรเป็นต้องเห็นอุบัติเหตุเป็นระยะๆ มาคราวนี้ก็เหมือนกันครับ เป็นรถบรรทุก 10 ล้อ ไม่ทราบว่าโดนเมียโทรมาด่ากันรึไง ถนนสภาพดีมี 4 เลน เป็นถนนมาตรฐานของเมืองไทย แต่พี่แกดันขับไปชนคอสะพาน แล้วตกลงไปเอียงอยู่ที่ร่องกลางถนน สงบนิ่งอยู่โคนต้นไม้ขนาดใหญ่ ทั้งคอสะพานและต้นไม้แถวนั้นหักโค่นไม่มีชิ้นดี โชคดีที่ไม่ไปชนกับใคร ไม่งั้นก็คงมีคนเจ็บคนตายกันหลายคน

อย่าคิดว่าภาคใต้รถราไม่มากแล้วจะขับปลอดภัยนะครับ เห็นภาพชนิดอาการหนักมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ทางที่ดีควรระมัดระวังทุกครั้งที่อยู่บนท้องถนน ปฏิบัติตามกฏจราจร นั่นแหละปลอดภัยที่สุด โดยเฉพาะช่วงห้ามแซง ที่เรียกว่าเส้นทึบ จะทึบเดี่ยวหรือสายเดียวก็ควรระวังให้ดี ส่วนเส้นคู่ทึบสีขาวหรือสีเหลือง อันนี้ห้ามแซงเด็ดขาดครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักขับตามกันไม่ค่อยเป็น ประเภทรอใม่ไหว คิดว่าแน่และแก้ปัญหาได้ แต่คนพวกนี้ก็เป็นผีมาเยอะแล้วครับ หมดโอกาสที่จะกลับมาแก้ตัวใหม่

ปกติทุกครั้งที่จะมาเที่ยวปักษ์ใต้ หรือปักษ์เหนือก็แล้วแต่ ผมมักจะถือฤกษ์ออกกันแต่เช้า หลายครั้งก็ปฏิบัติกันมาแบบนี้ แต่บางครั้งก็ไม่สามารถทำได้เช่นติดธุระเร่งด่วน จึงต้องปรับแผนเปลี่ยนเวลา ก็ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก เคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยจะได้สบายใจ

มาเที่ยวใต้คราวนี้ ผมออกจากกรุงเทพราวบ่ายโมงกว่าๆ มันผิดแผนไปหน่อยก็ตรงที่รถคู่ชีพดันมีปัญหาเอาตอนนาทีสุดท้าย ก่อนนี้ก็ตรวจทุกอย่าง รวมทั้งสภาพยางด้วย คือเตรียมพร้อมค่อนข้างดี แต่คราวนี้เจ้าลูกชายดันไปเห็นน้ำมันหยดลงพื้นซีเมนต์ใต้ท้องรถ จึงเปิดฝากระโปรงรถดู รู้สึกเหมือนมีน้ำมันเยิ้มมาจากแถวๆใต้ห้องเครื่อง

เพื่อความไม่ประมาทจึงให้อู่ใกล้บ้านตรวจสอบ ช่างแนะนำว่าเดินทางไกลมันเสี่ยงไปหน่อย น้ำมันเบรคมันซึม หากน้ำมันยังเต็มกระปุกก็ยังพอไปได้ แต่หากมันยุบจนหมด ก็เป็นอันตราย เพราะระบบเบรคจะทำงานได้ไม่ดี จำไม่ได้ว่าเสียจุดไหนเพราะมันนานมาแล้ว แต่คิดว่าเกี่ยวกับเรื่องระบบเบรค

เอาละซิ งานนี้เริ่มเซ็งแล้ว เพราะหมายถึงเวลาที่ต้องซ่อมกันนาน

ผมถามช่างแบบซื่อบื่อว่า หากซิ้อน้ำมันเบรคติดรถไปสักกระปุก พอไหวไม๊ ช่างก็ตอบแบบไม่ค่อยมั่นใจ

สรุปว่าผมต้องทิ้งรถไว้ที่อู่ เพราะเป็นช่วงเย็น ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว ส่วนร้านขายอะไหล่ก็ปิด จะโทรสั่งคงไม่ทัน อีกอย่างหนึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรเสียหายเพิ่มเติมหรือไม่ แต่อู่เค้าก็ดีที่บอกว่าจะรีบจัดการให้โดยให้ช่างรื้อชิ้นส่วนในเย็นนี้ พอเช้าก็จะสั่งอะไหล่เลย ราว 10 โมงเช้าก็น่าจะเสร็จ

“ เอาน่า ออกเดินทางสายหน่อยแต่ปลอดภัยขึ้น “

ตอนสายของเช้าวันรุ่งขึ้นทางอู่ก็ยังไม่โทรมา ตามไปที่อู่ก็ปรากฏว่าช่างกำลังเอารถออกไปลองกันหลายรอบ กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก็เป็นเวลาเที่ยง ราวบ่ายโมงจึงเรียกระดมพลขนของขึ้นรถ พร้อมกับออกเดินทางตามฤกษ์สะดวก

ความปลอดภัยในการเดินทางถือเป็นเรื่องสำคัญครับ จึงขอย้ำเตือนกันหน่อย ไม่ว่าพาหนะของท่านจะมีสภาพใหม่ หรือสภาพเก่า ก่อนออกเดินทางก็ควรให้ช่างตรวจเช็คให้มั่นใจในความปลอดภัยทุกครั้ง จะได้เที่ยวกันอย่างสบายใจ

อีกอย่างกนึ่งก็อย่าประมาท แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นแตรไม่ดัง หรือเสียงเบากว่าปกติ งานนี้เจอกับตนเองเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน มีธุระที่ต้องไปเพชรบูรณ์ มันเป็นความประมาทที่น่าเขกกระบาลให้กับตนเอง ตอนนั้นรถมีสภาพค่อนข้างใหม่ จึงชล่าใจคิดว่าคงไม่เป็นไร แค่ให้ช่างทำความสะอาด ที่หน้าสัมผัสในตำแหน่งที่มือกด ภาษาช่างเรียกว่าหน้าคอนแทค(contact) ซึ่งอาการแบบนี้ช่างก็เคยทำมาแล้วครั้งหนึ่ง อีกอย่างเส้นทางที่ไปก็มีศูนย์บริการที่คนรู้จักกันเป็นผู้จัดการ ให้ช่างของศูนย์จัดการน่าจะดีกว่า

ปรากฏว่าระหว่างทางมีเด็กผู้หญิงอายุราว 12-13 ปี วิ่งตัดหน้ารถกระชั้นชิด “ ชนโครมเข้าเต็มเปา “

พูดไม่ออกครับงานนี้ เด็กผู้หญิงสลบเหมือดแน่นิ่งอยู่ข้างทาง โชคดีที่ไม่ตาย งานนี้ผมแทบสลบเพราะหมดไปหลายตังค์ ต้องเทียวไปเทียวมากับโรงพักต่างจังหวัดกันหลายรอบ รถก็ถูกยึดไว้ที่โรงพักชั่วคราว เด็กก็นอนโรงพยาบาล แต่ก็ไม่ถึงกับพิการทั้งร่างกายและสมอง จึงอุ่นใจไปได้ระดับหนึ่ง ส่วนญาติของเด็กเรียกค่าทำขวัญจนต้องกินพาราเพราะมึนศรีษะ

ในที่สุดก็ต้องให้ตำรวจช่วยเจรจา คงคิดว่าเราคงรวยมั้ง ทั้งที่หน้าตาไม่มีเค้าเลยว่าจะเป็นคนมีฐานะ ใครเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็พยายามทำตัวให้มันเคี่ยวให้มันขี้เหนียวไว้ก่อน จบเรื่องทุกอย่างแล้วค่อยทำตัวเป็นคนใจบุญ หากทำตัวเป็นพ่อพระแต่แรก รับรองว่าเสร็จพวกเค้าแน่ เพราะบ่างช่างยุมันมีหลายคน บางคนก็กะฟันกันลูกเดียว

กว่าจะจบเรื่องก็เสียค่าเบื้ยใบ้รายทางกันอื้อ ตำรวจก็ช่วยเหลืออย่างดีจนแทบไม่น่าเชื่อ อุตส่าห์เขียนสำนวนจากบาดเจ็บสาหัสเป็นบาดเจ็บเล็กน้อย จะได้ดูไม่หนักหนา แต่ท้ายที่สุดแล้วหน้ามืดครับ ค่าเขียนสำนวนให้โทษบางเบา ขอ 5 พันบาท ก็ขอกันดิ้อๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติและทำกันเป็นประจำ ท้ายที่สุดเหลิอ 4 พัน

จึงขอฝากไว้ให้กับผู้เดินทางว่า หากประสพเหตุและได้รับการบริการจากเจ้าหน้าที่อย่างดีจนดูผิดปกติแล้ว ก็เชื่อได้ว่า ท่านอาจต้องทำบุญทำทานบริจาคเงินเป็นค่ากระดาษน้ำหมึกให้กับโรงพักที่ค่อนข้างแพง เรื่องนี้ได้สอบถามหลายคนแล้วต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ เขาเรียกว่าค่าธรรมเนียม “ และอัตราที่เรียกร้องนี้เป็นอัตราปกติ แถมบอกว่า 4 พันนะ ไม่แพงหรอก... เป็นงั้นไป


จบงานนี้ทำให้ผมฉลาดขึ้นเยอะเลยครับ หลังเสียค่าโง่ เอ้ยค่าธรรมเนียมที่ไม่ได้ระบุไว้ในกฏหมาย

ก็เล่าเป็นประสพการณ์เพื่อเตือนๆกันว่า อย่าติดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย และจากเรื่องที่เกิดขึ้น หากสัญญานแตรมีเสียงดัง เด็กก็คงได้ยิน และไม่วิ่งตัดหน้ารถ เงินก็ไม่ต้องเสีย

“ โถ..นึกแล้วน่าสงสารโชเฟอร์ กะอีแค่ถอดขั้วที่พวงมาลัยมาขัดสนิม ทุกอย่างก็จบ ไม่ต้องเสียเงินสักบาท แต่เพราะชล่าใจ จึงต้องเสียกันมากมายแบบนี้ “

สมน้ำหน้า (มัน)

เรื่องทั้งหมดนี้ถือเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการเดินทาง ไม่ได้เขียนนอกเรื่องนอกราวแต่อย่างใดนะครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

มาเดินทางกันต่อนะครับ ฝอยมากไปก็กลัวว่าจะไปไม่ถึงภูเก็ต

ผมกะเวลาแล้วก็น่าจะถึงจังหวัดประจวบเอาใกล้ค่ำ แต่เนื่องจากเป็นวันที่ฝนตกจึงดูมืดเร็วกว่าปกติ

เมืองประจวบถือว่าเป็นจังหวัดเล็กๆจังหวัดหนึ่งในเส้นทางสู่ภาคใต้ กลางวันผู้คนอาจดูพลุกหล่าน แต่กลางคืนแล้วเงียบมาก บางเส้นทางในเขตเมือง มันทั้งมืดและเปลี่ยว แถมวิเวกวังเวงอีกต่างหาก คิดในใจว่าเราคิดมากไปหรือเปล่า จังหวัดเล็กๆก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น แถมผู้คนก็อยู่กันอย่างสงบสุข ต่างกับคนที่อาศัยอยู่เมืองใหญ่ๆ ทีมีภัยรอบด้าน จึงคิดระแวงไปต่างๆนานา

คืนนี้ผมมาพักที่โรงแรมในเขตกองบิน 53 หรือบริเวณอ่าวมะนาว ที่เคยได้ยินมานานแล้วว่าในเ้ขตทหารนี้มีโรงแรมด้วย เป็นอาคารสูง 3 ชั้น แต่มีหลายอาคารเรียงต่อกันตามแนวชายหาด เจ้าหน้าที่ต้อนรับบอกว่า วันนี้ยังพอว่างแต่พรุ่งนี้(วันศุกร์) เต็มหมดแล้ว จึงพักได้แค่คืนเดียว ค่าที่พัก 700 บาท ต่อคืน รวมอาหารเช้าด้วย ญาติๆบอกว่าที่นี่เงียบดี พักที่นี่ก็แล้วกัน ตอนนั้นก็ยังสองจิตสองใจว่าจะพักที่นี่ หรือพักโรงแรมหาดทองในตัวเมืองประจวบที่ครั้งหนึ่งเคยมาพัก แต่เห็นว่ามืดค่ำแล้ว จึงเลือกที่นี่

ใครคิดจะมาพักที่นี่ก็อยากแนะว่าอย่ามากเรื่องนะครับ พูดกันตรงๆว่าต้องทำใจกันหน่อย คิดเสียว่าเป็นโรงแรมของททาร มีทหารมาบริหารงาน เข้าใจแบบนี้แล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก จะได้ไม่หงุดหงิดหรือคิดเปรียบเทียบกับโรงแรมของเอกชนในระดับเดียวกัน

ผมคงไม่เล่ารายละเอียด เพราะค่าห้องราคาตอนนั้น (มีค.50 ) ราคาค่าห้องราว 700 บาท เล่ามากไปราคาอาจตกลงเหลือแค่ 350 บาท ใครอยากรู้รายละเอียดก็เชิญพิสูจน์ด้วยตัวเอง

ขอพูดถึงเรื่องอ่าวมะนาวต่อกันอีกหน่อย เพราะที่นี่ผมใช้เป็นจุดแวะตอนขากลับจากการเดินทางเที่ยวปักษ์ใต้ทุกครั้ง อย่างน้อยๆก็ใช้เวลาพักงีบที่ริมหาดบริเวณใต้ทิวสน เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์จากลมทะเลที่พัดผ่านให้ชื่นอกชื่นใจ จะนั่งทานอาหารราคาถูกๆตรงเก้าอี้พับริมหาดก็ไม่เลว เป็นบรรยากาศแบบดั่งเดิมที่หาได้ยากในหลายๆแห่ง

หลายปีก่อนเคยสั่งปลาหมึกที่ย่างบนเตาถ่านและบดด้วยเครื่องแบบมือหมุน พร้อมน้ำจิ้มที่ออกรสเผ็ด และโรยด้วยถัวลิสงคั่วนิดหน่อย รับรองว่าที่อ่าวมะนาวนี้อร่อยทีเดียว วันธรรมดาอาจหาทานไม่ได้ เพราะคนขายเป็นทหารที่ทำงานในกองบิน 53 ก็ต้องรอจนถึงวันหยุด

อ่าวมะนาวถือว่าเป็นสถานที่ยอดฮิตของผู้ที่เดินทางผ่านไปมา หรืออาจมาพักค้างคืนแถวบริเวณหน้าชายหาดก็น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะการมาแบบเป็นคณะ จะคณะเล็ก หรือคณะใหญ่ ก็มีบริการที่พักหลายประเภทในราคาแบบพอเพียง ภายในก็มีร้านอาหารมากมายหลายระดับราคา ที่น่าสนใจก็คือคนไม่ค่อยพลุกพล่านนัก หาดทรายก็ราบเรียบ ทอดตัวยาวไปหลายกิโล น้ำทะลก็ไม่ลึก จึงปลอดภัยสำหรับเด็กๆ

อ่าวมะนาวนี้สามารถเที่ยวเล่นกันได้ทั้งวัน มาแล้วก็ควรหาโอกาสไปดูพิพิธภัณฑ์ทางทหารและอุทยานประวัติศาสตร์ จะได้มีความรู้ติดตัวกลับไปด้วยว่าครั้งหนึ่งบริเวณอ่าวมะนาวนี้เป็นสมรภูมิรบของทหารไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หรือเมื่อประมาณ 60 กว่าปีมาแล้ว ที่กองทัพญี่ปุ่นบกพลขึ้นบกที่อ่าวมะนาว และก็ถูกทหารไทยจากกองบิน53 ต่อสู้ชนิดถวายหัว

สถานที่แห่งนี้จึงถือว่าเป็นสนามวีรกรรมของทหารหาญเมื่อราว พศ. 2484 และในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี จะมีพิธีรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ทหารที่เสียชีวิต ซึ่งมีราว 40 กว่านาย

ผมออกจากประจวบก็สายมากแล้วครับ ทานอาหารเช้าที่โรงแรมของกองบิน 53 ก็เดินทางต่อ มีจุดหมายปลายทางที่ภูเก็ต จากประจวบถึงภูเก็ตก็อีกไม่กี่ร้อยกิโล จึงไม่จำเป็นต้องรีบเร่งมากนัก ขับรถกันแบบสบายๆ แต่พอเข้าเขตสุราษฏ์ธานี ก็เจอฝนชุดใหญ่อีกระลอก คราวนี้ตกตลอดทางไปจนถึงภูเก็ต

" เฮ้อ...ถึงภูเก็ตซะที ค่อยโล่งมือหน่อย "

สำหรับภาพในชุดที่ 1 นี้ เป็นการถ่ายภาพทั้งขาไป และขากลับ เห็นว่าเป็นภาพเส้นทางสายใต้จึงเอามาปะติดปะต่อ เป็นการเรียกน้ำย่อย ก่อนที่จะพานั่งเรือสปีดโบ๊ตไปเที่ยวเกาะราชา หรือเกาะรายา ที่ครั้งนี้ตั้งใจจะไปนอนพักค้างแรมบนเกาะให้ได้ เพราะเคยประทับใจกับความสวยงามและความเป็นธรรมชาติเมื่อคราวมาเที่ยวด้วยเรือท่องเที่ยวในเดือน เมษายน 2542  หาดทรายและน้ำทะเลสวยมาก จนแทบจะเรียกว่าเป็นเกาะสวรรค์เลยทีเดียว

คราวนี้เกาะราชาจะเป็นเกาะสวรรค์เหมือนที่คิดไว้อยู่อีกหรือเปล่า ก็ต้องรอชมภาพกันตอนต่อๆไป อีกอย่างหนึ่งก็คือการเดินทางคราวนี้ ต่างจากเมื่อ 8 ปีก่อน ที่ยังเป็นยุคกล้องฟิล์มล้วนๆ การถ่ายภาพจึงต้องทำแบบตามงบประมาณ แต่คราวนี้งบน้อยกว่าเก่า เพราะเล่นถ่ายแต่กล้องดิจิตอลที่ไม่เปลืองฟิล์ม แต่ก็ยังพกพากล้องฟิลม์สไลด์ไปด้วย เพราะคิดว่าบางภาพบางมุม ฟิล์มสไลด์จะให้แสงสีได้ดีกว่าดิจิตอล

ใครที่ชอบภาพทะเลสีสดๆ แบบสะใจ ต้องติดตามนะครับ และหากเป็นไปได้ก็จะนำภาพทั้งกล้องดิจิตอล SLR และจากฟิล์มสไลด์มาเปรียบเทียบประชันกัน

พบกันใหม่ในทริปเกาะราชา ตอนที่ 2 เร็วๆนี้ครับ



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
21 เมษายน 2551


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ข้อมูลที่พัก จ.ประจวบคีรีขันธ์

ฝ่ายประชาสัมพันธ์กองบิน 53
โทร 032-611031 , 032-611017

กองบิน 53
ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77000
สถานที่พักสวัสดิการทหารอากาศกองบิน 53 (อ่าวมะนาว)
โทร : 032 661088 - 9, 661090, 611017, 611031, 611587

โรงแรม หาดทอง
7 ถ.สู้ศึก ต.ประจวบคีรีขันธ์ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77000
โทร : 032 611960-7 , 032 601050-6 , 02 4113044

 
 
           
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก